ปากกาไฮไลท์สีแดง
Group Blog
 
All Blogs
 
ปาย คิดถึงจังเลย

หลงรักปาย...............

ปาย เมืองที่เต็มไปด้วยความสุข
ปาย เมืองที่ไม่ว่ามองมุมไหนก็อบอุ่น
ปาย เมืองที่ไม่วุ่นวาย
ปาย เมืองที่เจอแต่คนใจดี
ปาย เมืองที่เหมาะกับการหนีความวุ่นวาย
มันคงไม่ผิดใช่มั้ยที่เราจะ หลงรักปาย.....

เราทั้ง 6 คน เริ่มออกเดินทาง 19.30 ของคืนวันที่ 12 มกราคม เพื่อมุ่งหน้าสู่จังหวัดเชียงใหม่ การบริการของรถทัวร์ดีมากๆ เราแวะทานข้าวที่จังหวัดกำแพงเพชร เวลาประมาณ ห้าทุ่มกว่าๆ เราก็หลับต่อไปในรถ น่าแปลก เชียงใหม่กับกรุงเทพ ไกลกัน แต่กลับถึงเชียงใหม่โดยไม่รู้ตัว รู้สึกว่าถึงเร็วจัง
เราถึง อาเขต (ชื่อ บขส. ) คนเชียงใหม่เรียกอย่างนั้น เวลาประมาณตีห้า ระหว่างที่พวกเราผลัดเปลี่ยนกันเข้าห้องน้ำ เนื่องจากสัมภาระเยอะมาก (ภาระจริงๆ) ก็มีลุงคนนึงเดินเข้ามาถามว่าจะไปปายรึเปล่ามีรถตู้พาไป ค่ารถ 150 บาท (มันก็ไม่แพงนะ ที่จริงเช็คราคามาแล้ว) แต่การเดินทางบางครั้งก็มาพร้อมกับความกลัว
ตัวเราคิดไปก่อนแล้วว่า ลุงคนนี้ไว้ใจได้มั้ย กับแค่เดินมาบอกว่าจะพาไปปาย เชื่อถือได้มั้ย แต่ช้าไปเสียแล้ว เพื่อนตกลงกับลุงเรียบร้อย เราคงต้องเสี่ยง การเดินทางแบบนี้เราก็ต้องระแวงเป็นธรรมดา
เราจึงเอาของไปไว้ที่รถของลุง และก็เข้าไปซื้อของกินที่ 7-11 เดินออกมาซึ่งอากาศค่อนข้างหนาวทีเดียว เราเห็นมีหมวก กับ ถุงมือขายอยู่หน้า7-11 เราก็คิดไว้แล้วว่าที่ปายต้องหนาวแน่ๆ เราจึงซื้อมันมาทั้ง 2 อย่าง
พอคนครบ 8 คน คงจะเพียงพอสำหรับค่าจ้างลุง (หรือว่าหาได้แค่นี้ก็ไม่รู้) พวกเราก็ออกเดินทาง
พวกเราเริ่มขึ้นเขาวนแล้ววนอีกหลายโค้ง แต่เราก็ขอตัวหลับก่อน เนื่องจากกินยาแก้เมาเรียบร้อย ลุงก็ยังคงขับวนไปตามทางโค้ง โค้งแล้วโค้งเล่า และก็มาถึงกลางทาง ฟ้าเริ่มสว่างแล้ว พวกเราแวะเข้าห้องน้ำ ให้ตายเหอะ เป็นอะไรที่หนาวมากกก หนาวขนาดที่พูดจนเป็นไอ ได้เวลาใช้ถุงมือที่ซื้อมาแล้วววว
พอเข้าห้องน้ำเสร็จ เราก็ขึ้นรถตู้เพื่อเดินทางต่อไปสู่จุดหมาย พวกเราเดินทางมาถึงปายในเวลาประมาณ 8โมงกว่าๆ
พอไปถึงพวกเราก็เช่ารถมอเตอร์ไซต์ 3 คัน คันละ 100 บาทต่อวัน แต่เนื่องจากคนเช่าเยอะมาก ทางร้านจึงเสนอรถใหม่ให้ แต่คิดในราคา 140 บาท 2คัน และเอารถคันเก่าไป 1 คัน พวกเราตกลงทันที
เราขับมอเตอร์ไซต์ ตระเวนหาที่พัก และแล้วก็เจอ 2 ห้องรวมกันชั้นบนกับล่าง ในราคา 1400 บาท ต่อคืน เหมือนจะแพงสักหน่อย แต่บรรยากาศดีโคตรๆ ก็คงสมกับราคาล่ะมั้ง
พวกเราเก็บของ และผลัดกันอาบน้ำ เนื่องจากตอนนั้นอากาศไม่หนาวอีกต่อไปแล้ว มีแต่ความร้อน พอแดดมาก็มีแต่ความร้อน พออาบน้ำกันเสร็จหมดแล้ว ก็ถึงเวลา ตะลุยปาย สักที
นัทนำทางไปน้ำตกแม่เย็นอย่างมั่นใจว่าทางนี้ชัวร์ มีฝรั่งกลุ่มหนึ่งที่ยังคงลังเลกับทาง ก็คิดว่าพวกเรารู้ทาง ขับตามมาเฉยเลย ขับไปบนทางที่โคตรวิบาก และน่ากลัว (ฝรั่งก็ยังคงขับตามมา) ขับไปจนรู้สึกว่าไกลไปมั้ย เราจึงลงจากมอเตอร์ไซต์ และให้นัทขับไปดูข้างหน้าต่อว่า มีวี่แววมั้ย สักพัก มีหมาประมาณ 4-5 ตัว มันแข่งกันเห่า (หมาของชาวบ้านแถวนั้น คงคิดว่าเราจะมาขโมยของ) และทำท่าจะวิ่งมากัดเรา ดีนะที่มีน้ำล้อมเรากับมันไว้ มันจึงไม่ข้ามมา แต่โอ้แม่เจ้า มันมีสะพานข้ามนี่หว่า แต่โชคยังเข้าข้าง เพราะหมามันมองไม่เห็นสะพาน ระหว่างที่รู้ว่ามันยังหาสะพานไม่เจอ เราก็ตะโกนบอกนัทว่า กลับมาได้แล้ว หมาจะกัดกรูรรรรรรรร มันก็เงียบไป เราก็รีบโทรไปหามัน
เรากลัวมากๆว่าหมาจะหาสะพานเจอ ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ยกเว้น ไม่เจอน้ำตก ทุกคนจึงขับกลับมา รวมทั้งฝรั่ง พอขับออกมาสักพัก ก็พบว่า ไอ้นัทพาเข้าผิดซอย -*- แล้วไอ้เหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อกี้ล่ะ?

คราวนี้ฝรั่งเป็นคนนำทางพวกเราบ้าง ขับเข้าไป และก็เดินผ่านธารน้ำตกเล็กๆไป เจอลุงคนนึงกำลังเดินเข้าไปตัดฝืน “ลุงๆ น้ำตกอีกไกลมั้ย” ก็ไกลนะ เดินประมาณ 3 ชั่วโมง โอ้แม่เจ้า “ลุงล้อเล่นป่าว?” ลุงไม่ได้ล้อเล่น พวกเราก็ยังคงเดินกันต่อไป สักพักลุงนำหน้าไปตัดฝืน เพื่อนเราถามลุงอีกครั้ง ด้วยคำถามเดิม ลุงบอกว่าเดิน 7 กิโล ฝรั่งกลุ่มนั้นเดินนำหน้าเราไปไกลแล้ว ขณะนั้นเวลาบ่ายสองกว่า คำนวณไป – กลับแล้ว ถ้าเข้าไป กลับออกมามืดชัวร์ เราก็เลยท้วงว่า อย่าเข้าไปเลย ถ้าเข้าไปกลับมาลำบากแน่ๆ ถ้ามืดเมื่อไหร่ กลับกันไม่ได้แน่ๆ ทุกคนเห็นด้วย อย่างไม่ค่อยเต็มใจ (ก็มันจริงนี่หว่า ถ้ามีใครเป็นอะไรไปจะทำยังไง นี่มันป่าเขานะคุ้น)
พวกเราเดินกลับมาทางเดิม และมุ่งหน้าไป “น้ำตกหมอแปง” ซึ่งก็ต้องขับรถออกไปจากนอกเมืองอีก แต่ไม่ไกลมาก พอไปถึงน้ำตกหมอแปง ไม่ค่อยมีน้ำ คงไม่ใช่ฤดูของมัน ทำให้เราคิดว่า ถ้าไปน้ำตกแม่เย็น เดินไป 7 กิโลแบบนั้น ถ้าเข้าไปเห็นคงสวยน่าดู แต่จากเห็นน้ำตกหมอแปงแล้ว คิดว่าก็คงจะไม่มีน้ำเหมือนๆกัน คิดว่านะ หรืออาจจะสวยเว่อร์ก็ได้...................
เพื่อนๆพยายามปืนไปดูชั้นบนของน้ำตก แต่เราไม่ปีน เพราะรู้ว่าถ้าปีนต้องลงไม่ได้แน่ๆ เดี๋ยวเป็นตัวถ่วงเพื่อนๆซะเปล่า เราจึงไม่ขึ้นไป หลังจากออกมาจากน้ำตก เราได้แวะดื่มน้ำสมุนไพรของลุงที่ขายน้ำหน้าน้ำตก ก็อร่อยดีนะ แต่ขิงเยอะไปหน่อยแสบคอมาก
หลังจากนั้น เราก็ขับกลับบ้านพักเพื่ออาบน้ำ เพราะเราเองเกรงว่าถ้าใกล้มืดมากๆ อากาศจะเริ่มหนาวและอาบน้ำไม่ได้

และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ยิ่งมืด ปาย ยิ่งหนาว ดีนะที่อาบน้ำก่อน หลังจากนั้นเพื่อนๆอยากไป ติ๊งต๊องผับกันมาก เนื่องจากพี่เอส แนะนำไว้อย่างดี ก็เลยตามมันไป ปรากฏว่า ไม่มีคนเลย พวกเราก็สั่งเบียร์ และคอกเทล มาดื่มกัน สักพักไอ้นัทอีกแล้ว ส่งสายตาชวนฝรั่งผู้หญิงหน้าตา น่ารัก 2 คนมานั่งด้วย แต่คนอื่นๆดันพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แล้วจะชวนมานั่งไมว่ะเนี่ย ตอนนั้นอย่ามาถามเรานะ เพราะเริ่มมึนแล้ว ก็ดันดื่มซะ เครียดไปหน่อย เพราะพวกเรามีเรื่องต้องคุยกัน พอคุยแล้วเครียด ก็เลยหนักไปหน่อย ไม่น่าวางไว้ข้างหน้าช้านนเลย แต่พอรู้ว่าไม่ไหว ก็เลยรีบสั่งน้ำเปล่ามาแทน เวลาไปพวกนี้ไม่มีใครมาดูแลหรอก ต้องดูแลตัวเอง


ฝรั่งผู้หญิง 2 คนชวนไปฟังดนตรีสดที่ “บีบ๊อบผับ” ต่อ แต่เราไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน เราจึงขับมอร์เตอร์ไซต์กับเพื่อนไปถาม ปรากฏว่าอยู่ห่างจาก “ติ๊งต๊อง” ไม่กี่ร้อยเมตรเท่านั้น ระหว่างนั่งรอเพื่อนอยู่หน้าร้าน บี-บ๊อบ เพื่อนๆก็ตามมา แต่เราเห็นเพื่อนคนนึงเมามาก คงไม่ไหวแล้ว ก็เลยกลับกันเหอะ

ระหว่างทางก็ไอ้นัทอีกแล้ว บอกว่าอยากกินส้มตำ ก็เลยแวะกินสั่งส้มตำมังสาวิรัต และตำแตงแบบธรรมดา แล้วก็ไก่อีก 2 แล้วมันก็กินไก่ไม่หมด เสียดายนะเนี่ย แต่ขอบอกว่าส้มตำอร่อยมากๆๆๆๆ ไม่เคยกินอร่อยอย่างนี้มาก่อน ร้านอยู่ตรงโรงแรมอะไรสักอย่าง จำไม่ได้ ตอนนั้นค่อนข้างมึน แต่มันอยู่ติดกับโรงแรมเล็กๆ ใกล้ป้อมตำรวจตรง 3 แยกทางไปนอกเมืองอ่ะ ถ้าใครไปต้องไปกินให้ได้นะ

To be continue


วันแรกก็ผ่านพ้นไป เราชวนเพื่อนตื่นแต่เช้าเพื่อตักบาตร เราปลุกเพื่อนๆมาตักบาตร ตอนเช้าอากาศดีมาก แต่ก็หนาวมากเหมือนกัน หลังจากตักบาตรเสร็จ เราก็ไปนั่งกินโจ๊กอิสลามต่อ (อร่อยมากๆ) และร้านข้างๆก็เป็นร้าน ปาท๋องโก๋ กับ น้ำเต้าหู้ ขอบอกว่า น้ำเต้าหู้ก็อร๊อยอร่อย ถ้าไปอย่าลืมแวะไปกินนะ

พวกเรากลับมาที่พัก แต่ไม่มีใครกล้าอาบน้ำ เพราะอากาศหนาวมาก ก็เลยคิดว่ากลับมาอาบตอนบ่ายๆที่อากาศร้อนดีกว่า

วันที่ 2 วันนี้เราไปเที่ยวบ่อน้ำร้อนกัน ไปอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง ไปต้มไข่กิน อร่อยมากๆ แล้วเพื่อนๆก็ไปแช่น้ำร้อน แต่เราแช่แค่ขา (ไม่ได้เอาชุดมาเปลี่ยน) พอได้เวลาพวกเราก็ไปน้ำตก.... ต่อ (จำชื่อน้ำตกไม่ได้) แต่ทางขึ้นน่ากลัวมากๆ โดยเฉพาะเป็นมอเตอร์ไซต์ เรารู้สึกว่านานมากกว่าจะถึง เราไปเจอน้ำตกที่นึงก่อน เพื่อนบอกว่ามันไม่ใช่ (ไอ้นัทอีกแล้ว) มันก็ขับขึ้นเขาไปเรื่อยๆ ทางก็น่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ ผ่านแปลงเกษตร ผ่านหมู่บ้านชาวเขา เราแวะถามคนแถวนั้น อีกไกลมั้ยกว่าจะถึงน้ำตก เค้าก็บอกว่าไม่ไกล 2 กิโล เราก็ขับไปเรื่อยๆ ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะถึงสักที ทางก็ทรหดขึ้นเรื่อยๆ เพื่อนๆก็บอกว่าไหนๆก็มาแล้ว ก็ยังคงขับต่อไป จนประมาณบ่าย 4 ก็ยังคงไม่เจอน้ำตก รถมอไซต์คันของเพื่อนที่เป็นคันเก่า ควันออก นึกในใจว่า งานเข้าแล้วกรู และเราอีกแล้ว เสนอ กลับกันดีกว่า เพราะไปก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเจอ ไปถึงก็ไม่รู้ว่าสวยรึเปล่า แล้วถ้าไปลึกกว่านี้แล้วรถเกิดเสียอย่างหนักจะทำยังไง ความพยายามที่เราขับมาไกลเนี่ย อย่าไปเสียดายเลย มันดีกว่าไปเจออะไรที่มันแก้ไขไม่ได้นะ และทุกคนก็เชื่ออีกครั้ง ยอมขับกลับ


วันนั้นเป็นวันแรกที่รู้จักคำว่า “กิโลแม้ว” ขากลับ เพื่อนแวะน้ำตกที่เห็นกันตอนแรก เราอ่านป้าย อ่านอีกครั้ง และอีกครั้ง ป้ายเขียนว่าน้ำตก............... (จำชื่อน้ำตกไม่ได้) ก็น้ำตกที่เราจะมาไม่ใช่เหรอ??? -*- นัท อีกแล้วนะแก ให้ขับไป 2 กิโลแม้วเพื่อ? เท่าที่นับได้คร่าวๆ แต่จริงๆคงมากกว่านั้น เราขับข้ามเขาไป 2 ลูก ข้างซ้ายเป็นเหว ตกไปตายแน่ ไปเพื่อ?

เพื่อนๆขึ้นบันไดไปเพื่อดูน้ำตก แต่เราขอบาย เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ดีนะเนี่ยมีน้ำดื่มไว้หน้ารถไม่งั้นตายแน่ๆ พวกที่ขึ้นไปดูบอกว่า เป็นภูเขาล้อมรอบน้ำตก ดูลึกลับน่ากลัวมาก

พวกเราเริ่มออกเดินทาง เพื่อไป “ปายแคนย่อน” พอไปถึง พี่คนขายน้ำบอกว่า ต้องดูพระอาทิตย์ตกตอน 5 โมงครึ่ง พอใกล้ 5 โมง พวกเราก็ขึ้นไปก่อน เพื่อเตรียมตัว

รอบตัวเรา ล้อมรอบด้วยเหว เป็นครั้งแรกที่เพิ่งรู้ตัวว่ากลัวความสูงขนาดนี้ สักพัก ขาเริ่มสั่น เริ่มหายใจไม่ทัน และจะเป็นลม เราบอกสาว่า สาขอยาดมหน่อย ไม่ไหวแล้ว พวกเพื่อนผู้ชาย3 และเกย์ 1 รวมเป็น 4 ไปปืนเขาเพื่อดูวิว ตอนแรกไม่คิดอะไร สักพักมันปีนไปไกลมาก มองเห็นมันอยู่อีกฟาก แล้วมันก็ตะโกนกลับมา เพื่อนช้านนนนนนน บ้าไปแล้ว ปืนไปไกลเกินไปแล้วนะ แต่ก็คิดว่ามันคงเอาตัวรอดมาได้ แต่เราอ่ะเหรอ ขนาดนั่งบนเก้าอี้ที่อยู่ห่างจากผาประมาณเมตรนึง ยังไม่ไหวเลย ขาสั่นมากๆ ต้องนั่งหันหลังให้ผา จนพวกมันกลับมาอย่างปลอดภัย

พวกเราทั้ง 6 คน ดูพระอาทิตย์ตกด้วยกัน มันสวยมากๆจริงๆนะ เรารีบถ่ายรูปก่อนที่แสงจะหมด แล้วก็กลับมาอาบน้ำก่อนที่จะหนาว แล้วก็ออกไปเดินเล่นในเมือง

มื้อเย็นนี้พวกเราเหลือเงินน้อยเต็มที เราก็เลยไปกินขนมจีน จานละ 15 บาท ถูก และอร่อย โดยเฉพาะขนมจีนน้ำเงี้ยวอร่อยมากๆ แล้วเราก็ไปเตรียมซื้อของฝาก แต่ไม่คิดว่าตลาดกลางคืน จะปิดเร็วขนาดนี้ ทำให้อดซื้อของฝากเลย แล้วที่ตกใจมากไปกว่านั้นคือ ของที่อยากซื้อมีขายเฉพาะตอนกลางคืน ทำให้อดซื้อของฝากซะแล้ววว แต่ยังดีหน่อยที่ซื้อโคมทัน จะได้เอาไปลอย

พวกเราไปยืนกลางสะพานใกล้ที่พักเพื่อลอยโคม พวกเรามีโคมอยู่ 3 อัน อันแรกลอยจริงๆ แต่ลอยไปกับน้ำ เหมือนลอยกระทง อันที่ 2 ลอยขึ้นฟ้าอย่างสวยงาม ส่วนอันสุดท้าย ก็ไม่พ้นลอยน้ำตามอันที่ 1 ไปติดๆกัน พวกเราสันนิษฐานกันว่า คงขอพรเยอะไป มันเลยหนักจนตกน้ำ แล้วคืนนั้นพวกเราก็เข้านอนเหมือนเดิม แต่ที่น่าใจหายคือ วันรุ่งขึ้นเราต้องกลับมาสู่ความวุ่นวายอีกครั้ง ความสุขและความสงบกำลังค่อยๆจางหายไป




วันสุดท้ายที่ปาย เราตื่นแต่เช้า แต่อากาศหนาวมาก หนาวเกินไป จนเราไม่อยากออกจากห้อง แต่เราก็คิดได้ว่า วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราจะอยู่กับปาย เราก็เลยรีบตื่นมาพร้อมกับ เสียงเทศน์ของพระตอนเช้า วันนี้มีแค่เรากับเพชรเพียงสองคนเท่านั้นที่ตื่น และไปตักบาตร พอตักบาตรเสร็จ พวกเราเลยถือโอกาสเดินชมปาย เดินเล่น และเก็บบรรยากาศความเป็นปาย ไว้ให้ได้มากที่สุด ก็เรากำลังจะจากเธอไปแล้วนี่หน่า

หลังจากนั้น เราก็มาปลุกเพื่อนๆ เพื่ออาบน้ำ เตรียมตัวกลับกรุงเทพ พวกเรารีบอาบน้ำและจัดของโดยเร็ว เพราะต้องรีบคืนมอเตอร์ไซต์ และต้องเช็คเอ้าท์ก่อน 10 โมง เราเอากระเป๋าไปฝากไว้ที่ร้านที่จองรถตู้ขากลับ เพื่อที่จะดื่มด่ำกับปายต่ออีกหน่อย และส่งโปสการ์ดหาเพื่อนๆ

จากตอนแรกที่เราคิดว่าส่งให้เพื่อนประมาณ 10 คนคงไม่นานหรอก กลายเป็นว่า มันใช้เวลานานมาก เราเขียนเกือบไม่ทัน ไม่งั้นเราตกรถแน่ๆ เราไม่มีเวลาบรรจง บรรยายความเป็นปายให้ใครฟัง แม้แต่เวลาตกแต่งให้โปสการ์ดสวยงามก็ยิ่งไม่มี

การเขียนโปสการ์ดจากการเดินทาง ในไม่กี่ครั้งของเรา กลายเป็นอย่างนี้ไปได้ เฮ้อ แต่เราอยากบอกเพื่อนทุกคนที่ส่งไปให้ ว่าเราอยากส่งให้จริงๆนะ ถึงแม้ว่ามันจะดูสั้นไป หรือเหมือนเยาะเย้ยมากกว่า แต่จริงๆแล้ว ชั้นคิดถึงพวกแกนะ ชั้นถึงได้ส่งไปให้

แล้วเวลาที่ไม่อยากให้ถึง มันก็มาถึงจนได้ ไม่ว่ายังไงมันก็ต้องมาถึง นั่นคือเวลาแห่งการลาจาก เหมือนกับที่มีคนพูดว่า “ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกลา” มันมาถึงแล้วแหละเวลานั้น เวลาที่เราต้องจากปายไปสักที

เวลาที่เราต้องหนีจากความสุขที่เป็นเพียงความฝัน ไปสู่ความจริงอันโหดร้าย แต่ความจริงเหล่านี้แหละ ที่จะทำให้เราเข้มแข็งขึ้น

พวกเรานั่งรถตู้ลงจากปาย เราทานยาแก้เมาเหมือนเคย แต่เพื่อนไม่ยอมทาน หลังจากขึ้นรถได้ไม่นาน มันจะอ้วกให้ได้ แต่ต้องกลั้นไว้ เพราะเกรงใจคนอื่น แล้วพี่คนขับจะตีนผีไปไหนเนี่ย ขับซะบิดสุดพวงมาลัย แล้วหมุนกลับสุด แล้วก็หักกลับสุดอีก เป็นอย่างนี้ไปไหลายร้อยโค้ง พอรถจอดพัก เพื่อนเราก็รีบอ้วกทันที เห็นแล้วสงสารว่ะ ไอ้คนขับก็ขับตีนผีเกิน เหยียบซะเร็ว แล้วกระชากพวกมาลัยที เราแทบตกเบาะ แล้ว 7 ร้อยกว่าโค้ง ไม่ตายเลยนะเนี่ย

แล้วพวกเราก็ถึงเชียงใหม่โดยปลอดภัย และยาแก้เมาของเราเองที่ช่วยให้เพื่อนไม่เมารถ 5555 เรามาถึงอาเขตประมาณห้าโมงเย็น แล้วเราก็หาร้านอาหารสักร้านเพื่อนั่งแช่ รอรถทัวร์กลับกรุงเทพฯ

เราขึ้นรถทัวร์รอบ หนึ่งทุ่มครึ่งเหมือนเดิม เพื่อกลับกรุงเทพไปอาบน้ำ และก็ไปเรียนต่อเลย ระหว่างทางเจอทหารขอตรวจรถ เค้าขอดูบัตรประชาชนเรา แล้วเค้าก็ถามว่าไปไหนมา เราตอบว่า ไปเที่ยวปาย เค้าถามว่า อากาศหนาวไหม เราบอกว่าหนาว

เพิ่งเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้นะเนี่ย รู้สึกตกใจเล็กน้อย นึกว่าเกิดเหตุการณ์ไม่ดีขึ้นซะอีก แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี

เรามาถึงกรุงเทพฯ ตี 4 กว่า แล้วก็ไปหอนัท เพื่ออาบน้ำ และเขียนบทส่งอาจารย์ แล้วก็ไปเรียนต่อเลย พอเรียนเสร็จแล้ว ก็กลับมาทำรายงานต่อ จะฟิตเกินไปแล้วช้าน

กลับบ้านอีกทีตอนเย็นๆ ถึงบ้านก็มืดพอดี ถึงบ้านแล้ว แต่ความรู้สึกที่มีต่อปายยังคงอยู่ เราก็ต้องกลับมาหาความจริงสักที

แม้เวลาจะผ่านไปประมาณ 2 เดือนแล้ว แต่เราก็ยังคงคิดถึงปาย




ภาพบรรยากาศบริเวณที่พัก



ลุงที่ขายน้ำ ข้างหน้าน้ำตก หมอแปง




ร้านที่ขายน้ำเต้าหู้ อร่อยมากๆ




Create Date : 12 มีนาคม 2551
Last Update : 12 มีนาคม 2551 18:43:42 น. 6 comments
Counter : 373 Pageviews.

 
zwani.com myspace graphic comments
Hello Graphic Comments

ชีวิตช่วงที่เป็นนักศ฿กษานี่แหละสนุกที่สุด..
น่าจดจำที่สุด..ครับ
อ่านซะเพลินไปเลย..เหมือนอยู่ในก๋วนด้วย


โดย: katoy วันที่: 12 มีนาคม 2551 เวลา:20:37:26 น.  

 
ส่งนิตยสารพิมพ์เป็นตอนๆได้เลยนะน้อง..
จะตามมาอ่านตอนต่อไป..ค่ะ(ถ้ามี)



โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 12 มีนาคม 2551 เวลา:23:19:22 น.  

 
ความสุขนี่เล่าตลอดชีพก็ไม่จบเนอะ

สุขแล้วอย่ายึดติดนะมันไม่ใช่ของเราหรอก ไม่งั้นเราจะหลงมันงอมแงม (ถ้าสงสัย 15 มีนาคม จะอธิบายให้ฟัง)

แต่ก็อดยิ้มตามเรื่องเล่าไม่ได้ สงสัยจะรักกว่าใครบางคนจริงๆนะนี่


โดย: พี่จิตร IP: 124.120.253.26 วันที่: 13 มีนาคม 2551 เวลา:10:06:05 น.  

 
อา..เขียนดีนะจอมเราว่า ใช้ได้เลยทีเดียว ประมาณว่าเป็นแบบคอลัมธ์ (เขียนถูกป่าวหว่า)ในหนังสือแนะนำท่องเที่ยวได้เลยนะ แถมมีแทรกข้อคิดระหว่างเดินทางด้วย

...ตอนแรกเราก็อ่านผ่านๆก่อนแล้วจะมาอ่านละเอียดทีหลังนะ แต่อ่านไปอ่านมาชักมันส์ ระทึก ชวนติดตาม บางตอนก็มีแอบฮานิดๆดีนะ

เขียนเรื่องใหม่ก็บอกเรานะ จะมาอ่านอีก
รอคอยๆ


โดย: อ๊อฟ IP: 202.28.12.48 วันที่: 16 มีนาคม 2551 เวลา:1:48:51 น.  

 
เออ จอม ว่างๆไปกินเบียร์กาน


โดย: อ๊อฟ IP: 202.28.12.48 วันที่: 16 มีนาคม 2551 เวลา:2:19:25 น.  

 
ไม่ค่อยว่างเหรอจอม อัพๆอยากอ่านนะ

เออ แล้วอย่าลืมล่ะ เบียร์เย็นๆ


โดย: น้ำตาสีแดง(redtear) IP: 202.28.12.46 วันที่: 18 มีนาคม 2551 เวลา:15:55:06 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ปากกาไฮไลท์สีแดง
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ปากกาไฮไลท์สีแดง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.