WELCOME! WELCOME! and WELCOME!
 
 

พันสารท รีวิว

ผู้แต่ง: เมิ่งซีสือ

แปล: Bou Ptrn

สำนักพิมพ์: every



อยากจะกรีดร้องที่ในที่สุดก็ได้หยิบเอา พันสารท มารีวิวซักทีค่ะ น้ำตาจะไหล คือพันสารทเนี่ย จนถึงวันที่นั่งเขียนอยู่นี้ก็เรียกได้ว่าอ่านจบรอบแรกมาจะครบปีอยู่รอมร่อ หยิบเอามาอ่านซ้ำเพราะตั้งใจว่าจะเขียนถึงมานี่ก็รอบที่ 3 เข้าไปแล้ว ถ้ายังจะไม่เขียนอีก รอบที่ 4 เห็นทีจะหนีไม่พ้นค่ะ นี่เราถึงขนาดทำงานด่วนเสร็จแล้วไม่หยุดพักนะคะ มารีวิวหนังสือต่อเลย เพราะกลัวใจตัวเอง ขี้เกียจขึ้นมาอีกล่ะก็เสร็จเลย แล้วจะไม่เขียนถึงก็ไม่ได้ด้วย เพราะนี่เป็นหนึ่งในนิยายอีกเรื่องหนึ่งที่เราชอบมากเลยล่ะค่ะ
 
นิยายเปิดตัวมาพระเอกเยี่ยนอู๋ซือที่พ่วงตำแหน่งประมุขพรรคมารก็ปล่อยของกันเลย ยืนคุยกับลูกศิษย์ตัวเองไปไม่กี่หน้า อ้าว! นายเอกเสิ่นเฉียวก็ตกเขาลงมาพอดีในสภาพบาดเจ็บสาหัส เปิดตัวพระเอกนายเอกได้รวดเร็วและไดนามิคมากจริงๆ คนอ่านเงิบเลยค่ะ ตอนนั้นก็ยังเพิ่งเป็นมือใหม่ในการอ่านนิยายจีน อ่านชื่อแยกตัวละครอะไรก็ยังไม่คล่อง งงอยู่พักนึงเลยล่ะค่ะ แต่พอเครื่องติดเท่านั้นแหละ วางไม่ลงเลย พันสารทก็เลยกลายเป็นนิยายเรื่องแรกของอาจารย์เมิ่งซีสือที่เราอ่านแล้วก็ขอปวารณาตัวเองเป็นแฟนหนังสืออาจารย์ไปเรียบร้อยค่ะ

 
 
เยี่ยนอู๋ซือเป็นตัวละครฝ่ายมารที่ทั้งเก่งทั้งนิสัยเสีย คืออ่านแล้วสมเป็นประมุขพรรคมารโดยแท้จริงๆ เพราะความเก่งนั้นติดอยู่ในระดับ Top 3 ของยุทธภพทีเดียว รูปโฉมก็สง่างามด้วย นิสัยรึก็เย่อหยิ่งเอาแต่ใจ ปากคอเราะราย ไม่เห็นหัวใครทั้งสิ้น ใครอย่ามาพูดเรื่องความดีงามให้ได้ยินเลยเชียว ต่อมหมั่นไส้อยากลองของพ่อทำงานทันที ความลำบากก็เลยมาตกอยู่กับเฉิ่นเฉียว นักพรตเต๋าที่เป็นเจ้าสำนักเขาเสวียนตูคนปัจจุบัน จับพลัดจับผลูรับคำท้าคุนเสียประลองยุทธกัน แล้วก็พลาดท่าเสียทีโดนทำร้ายและตกเขาจนบาดเจ็บสาหัส สาหัสแบบความจำหายไป ตาเกือบบอด สูญเสียวรยุทธ เรียกว่าโคม่าล่ะค่ะ ถ้าเป็นคนธรรมดาคงตายไปแล้ว
 
เสิ่นเฉียวจริงๆ ต้องเรียกได้ว่าเป็นศิษย์เอกของผู้เยี่ยมยุทธอันดับหนึ่งในยุทธภพ ฉีเฟิงเก๋อ พออาจารย์เสียก็โปรโมทเสิ่นเฉียวนี่แหละให้มารับช่วงต่อ แล้วเจ้าตัวก็คือที่สุดของความโลว์โพรไฟล์นะคะ รูปงาม นามเพราะ นิสัยดี แถมมากฝีมืออีกต่างหาก แต่เพราะปิดตัวไม่ชอบเข้าสังคม ก็เลยไม่ค่อยมีคนรู้จัก เต็มที่ก็มีคนพูดถึงแล้วก็เอาไปเล่าลือกันสารพัดแค่นั้นเลย แต่เนื้อแท้ที่โดดเด่นมากไม่แพ้หน้าตาของเสิ่นเฉียวก็คือหัวใจดีบริสุทธิ์และเชื่อมั่นในความดีงามนี่แหละค่ะ

 
 
จังหวะที่ตกเขาลงมาต่อหน้าต่อตาเยี่ยนอู๋ซือและอวี้เซิงเยียนที่เป็นลูกศิษย์พอดี เยี่ยนอู๋ซือก็ตัดสินใจให้ศิษย์ตัวเองช่วยนำตัวเสิ่นเฉียวกลับไปรักษาตัว คือตัวเองไม่แตะต้องด้วยนะ ยกให้ลูกศิษย์ไปเป็นหมาเป็นแมวเลยค่ะ แล้วเหตุผลที่ช่วยก็ไม่ใช่เรื่องดีงามอะไร ก็แค่อยากจะปั่นหัวคนพิการที่ไร้ความจำดูซิว่า คนไม่ว่าจะได้ชื่อว่าเป็นคนดีแค่ไหนสุดท้ายก็ต้องยอมทำชั่วเพื่อตัวเองนั่นแหละ ง่ายๆ ก็คือ ถ้าเสิ่นเฉียวเชื่อว่าเนื้อแท้ของทุกคนมีความดีอยู่ ในความคิดของเยี่ยนอู๋ซือก็คือเนื้อแท้ของทุกคนล้วนเลวเหมือนๆ กัน นี่สุดโต่งกันไปข้างนึงเลย
 
แล้วเสิ่นเฉียวของเราก็ดีแสนดีจริงๆ นะคะ บททดสอบแรกที่เยียนอู๋ซือมอบให้ สุดท้ายก็ไม่อาจจะเปลี่ยนอุปนิสัยใจคอของเสิ่นเฉียวได้ นั่นขนาดว่าความจำขาดๆ หายๆ นะคะ นอกจากนั้นเจ้าตัวยังรู้ด้วยว่าที่โดนบอกว่าเป็นศิษย์ของประมุขเยี่ยนตอนตกเขาแล้วฟื้นมานั่น ที่จริงเป็นเรื่องโกหก เพราะตัวเองสุดท้ายก็รู้จักตัวเองดีที่สุด จะให้ตัวเขาไปเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์โดยไม่มีสาเหตุ เป็นเรื่องที่ไม่อาจจะทำได้จริงๆ สุดท้ายก็ตัดสินใจแยกทางกับอวี้เซิงเยียนและเยี่ยนอู๋ซือไป
 
ไปๆ มาๆ นี่กลับกลายเป็นจุดเริ่มให้ประมุขเยี่ยนสนใจเสิ่นเฉียวอย่างมาก แล้วก็ยิ่งอยากจะทดสอบไอ้เรื่องความดีความชั่วในตัวเสิ่นเฉียวเหลือเกิน จากที่ไม่เคยดูดำดูดี จู่ๆ ก็ตามติดชีวิตเสิ่นเฉียว ยังไม่พอ เอาตัวเองเข้ามาอยู่ข้างๆ แล้วก็กลั่นแกล้งสารพัด ขนาดที่ทำเอาเสิ่นเฉียวหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกอยู่ก็หลายครั้ง คือเยี่ยนอู๋ซือนี่จะว่าไปก็เหมือนกันพวกนักเรียนเลวหลังห้อง แต่หัวดีมีพรสวรรค์แบบนั้นน่ะค่ะ คอยป่วนคนอื่นไปทั่วแต่ก็สอบได้ที่หนึ่งอะไรแบบนี้ ในขณะที่เสิ่นเฉียวเหมือนนักเรียนดีเด่นเป็นที่รักของคนอื่น ก็จะตกเป็นเป้าหมายของคนแบบประมุขเยี่ยนนี่แหละ ที่ทำท่าเหมือนไม่สนใจ ไม่ยี่หระแต่ตามตอแย วอแวไม่เลิก ยิ่งเห็นอีกฝ่ายหงุดหงิด ลำบากใจ หรือแม้แต่ตกอยู่ในสถานการณ์สุ่มเสียง ก็จะมีความสุขเป็นพิเศษแบบนั้นแหละค่ะ
 
ดังนั้น หลายๆ ครั้งประมุขเยี่ยนก็จะมาตู่เอาว่าเสิ่นเฉียวเป็นคนสนิทข้างกาย บวกกับร่างกายที่ยังอ่อนแอ สายตาที่เกือบบอด ก็ยิ่งทำให้ดูราวกับเวลาอยู่ด้วยกันเสิ่นเฉียวต้องพึ่งพาประมุขเยี่ยนตลอดเวลา จนคนเอาไปลือกันว่าเป็นนายบำเรอไปแล้วก็มี ต่อหน้าคนอื่นประมุขเยี่ยนจะดูแลเอาใจใส่เสิ่นเฉียวมาก แต่พอลับหลังก็จะเหมือนไม่ค่อยแยแส แล้วก็จะคอยฝึกพลังยุทธ์บ้าง ป้อนวิชานี้ให้ แล้วมาประลองกัน ส่งทางเลือกนี้ให้แล้วมาทดสอบกัน ร่างกายของเสิ่นเฉียวเลยเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เพราะไม่ใช่แค่พลังยุทธที่เสียไป แต่ยังโดนวาวงยา แถมยังบอบช้ำสารพัด ส่วนนึงก็ฝีมือเยี่ยนอู๋ซือด้วย  ที่ยังสามารถประคับประคองมาได้ตลอดต้นเรื่องนี่ก็นับว่าฐานวรยุทธ์สูงส่งแล้วก็มีโชคด้วยนั่นล่ะ
 
นิยายเรื่องนี้ตัวละครโคตรเยอะค่ะ เราไม่น่าจะได้หยิบเอามาพูดได้หมดแน่ๆ ก็จะใช้วิธีเขียนเล่าไปเรื่อยๆ นะคะ ตกหล่นใครไปก็อาจจะต้องรบกวนเพื่อนนักอ่านไปตามอ่านเอาแล้วล่ะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นคนเดินถนนที่พบกันโดยบังเอิญ พรรคมาร สำนักใหญ่ไม่รู้กี่แห่ง จอมยุทธ์มากฝีมือมากมายก็ปรากฏอยู่เต็มไปหมดตลอดทั้งเรื่อง ที่สนุกอีกอย่างก็คือ มันจะมีการจัดอันดับผู้เยี่ยมยุทธ์กันด้วยตั้งแต่ 1 ถึง 10 ในเรื่องก็จะมีการรันอันดับ เปลี่ยนอันดับกันไปให้ได้ลุ้นตลอดทั้งเรื่องเลยล่ะค่ะ แล้วตัวเสิ่นเฉียวเองก็ต้องผ่านอะไรเยอะแยะมากมายจนกระทั่งร่างกายค่อยๆ ฟื้นฟู วรยุทธหรือก็เพิ่มพูนเรียกว่าจากที่เสียวรยุทธไปตั้งแต่เล่มแรก ผ่านไปจนเล่มสามเล่มสี่ โอโห อัพเลเวลไปถึงระดับบอสเชียวนะคะไม่ใช่ล้อเล่นเลยอาเฉียวของเรา
 
จุดเปลี่ยนหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ก็คือ เสิ่นเฉียวที่ถูกเยี่ยนอู๋ซือบีบให้ตกอยู่ในสถานการณ์แห่งความเป็นความตายนั่นแหละค่ะ รายละเอียดขอไม่เล่า แต่ตอนที่อ่าน เรานี่คือสับสนมากว่าตอนนั้นเยี่ยนอู๋ซือไม่รู้สึกอะไรเลยหรือ แล้วเสิ่นเฉียวล่ะ จะรู้สึกเจ็บปวดไหมนะ แต่พออ่านไปเรื่อยๆ เราจะเข้าใจมากขึ้นค่ะ พอผ่านตรงนั้นมาได้ เราก็จะเข้าใจการกระทำและความรู้สึกของตัวละครไปเองเลย แม้แอบอยากจะตบกบาลประมุขเยี่ยนเหลือเกินในบางเวลาก็ตาม เพราะขยันรังแกเสิ่นเฉียวเหลือเกิน
 
จนกระทั่งที่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่ประมุขเยี่ยนตามติดเสิ่นเฉียวเป็นเหาฉลามกันเลยทีเดียว คือมันก็มีเหตุการณ์ใหญ่มากเกิดขึ้นล่ะนะคะ และการตัดสินใจของเสิ่นเฉียวในครั้งนั้นน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนความคิดบางอย่างของประมุขเยี่ยน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เลยน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง เพราะเราจะต้องคอยลุ้นว่า เอ๊ะ หรือนี่จะเป็นความรู้สึกจริงๆ ของเยี่ยนอู๋ซือ เอ๊ะ หรือ เสิ่นเฉียวจะคิดแบบนี้จริงๆ
 
ดังนั้นพอมาอ่านเล่มหลังๆ ได้เห็นประมุขเยี่ยนตามใจนักพรตเสิ่น เห็นว่าคอยดูแล คอยหยอดคำพูดที่ฟังแล้วมันยังไงอยู่นะ เราก็จะอดฟินไม่ได้ค่ะ เราจะเริ่มคอยเอาใจช่วยไปเรื่อยๆ แล้วเราก็จะได้รู้เลยล่ะว่าเสิ่นเฉียวนี่นอกจากจะดื้อรั้นมากแล้วยังเป็นสายซึนฯ มากด้วย ใช้ไม้แข็งล่ะก็ ไม่มีวันสำเร็จค่ะ เกลียดที่ประมุขเยี่ยนก็ร้ายนัก ที่รู้จักเสิ่นเฉียวดีกว่าใคร เรียกว่าพอท้ายเรื่องเราจะได้เห็นพัฒนาการของตัวละครในแบบที่ลงตัวมากเลยล่ะ เสิ่นเฉียวแม้จะยังคงรักษาความดีงามเอาไว้ได้แต่ก็ฉลาดขึ้น ไม่ใช่คนอ่อนต่อโลกคนเดิมอีกต่อไปแล้ว ส่วนเยี่ยนอู๋ซือจากคนฉลาดไร้หัวใจ แม้จะยังไร้หัวใจแต่ก็กลายเป็นคนคลั่งรักที่ตามใจเสิ่นเฉียวยิ่งกว่าอะไรดีไปเสียอย่างนั้น
 
นอกจากเรื่องความสัมพันธ์แล้ว เรื่องราว เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเรื่องล้วนสนุกและน่าติดตามมากค่ะ นิยายเรื่องนี้นี่เต็มไปด้วยการปล่อยของของเหล่าผู้มากฝีมือ เดี๋ยวก็สู้กัน เดี๋ยวก็นัดประลองกัน เดี๋ยวก็ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีเรื่องของราชสำนักหรือพูดง่ายๆ ก็คือเรื่องการเมืองการปกครองแทรกเข้ามาด้วย อ่านสนุกมากเพราะสีสันอันหลากหลายในเรื่องนี้ล่ะค่ะ อารมณ์ระหว่างที่อ่านนี่คือ เหมือนรถไฟเหาะเลย เดี๋ยวก็สะเทือนใจ เดี๋ยวก็ขำ เดี๋ยวก็เอาใจช่วย เดี๋ยวก็เกลียดหมอนั่น เดี๋ยวก็อึ้งกะหมอนี่ เดี๋ยวก็ลุ้น เดี๋ยวก็เขิน เรียกว่า 4 เล่มนี่นะคะ แทบจะวางไม่ลงจริงๆ
 
เราไม่กล้าลงรายละเอียดมาก เพราะกลัวจะไปสปอยล์เนื้อเรื่องเสียก่อน นี่เขียนไประวังไป หากใครเห็นว่านี่เป็นการสปอยล์ก็ต้องขออภัยเป็นอย่างสูงจริงๆ ค่ะ อีกเรื่องที่อยากจะพูดถึงก็คือ คุณ Bou Ptrn นักแปลของเรื่องนี้ เราอ่านงานแปลของเธอมาหลายเรื่อง เรื่องที่เราอ่านยากที่สุดก็คือลิ่วเหยาค่ะ สำนวนงดงามมาก แต่ต้องทำความเข้าใจหนักหน่วง แต่พอเป็นเรื่องนี้แล้วกลับอ่านง่าย กลมกล่อมกำลังดีเลย ก็เลยคิดว่าจะหากโอกาสกลับไปอ่านลิ่วเหยาอีกซักรอบดู แต่เรื่องล่าสุดที่อ่านคือ สัตตบุรุษผู้แช่มช้อย เราอ่านแล้วชอบมาก แปลได้สนุกมากจริงๆ แนะนำให้ลองไปอ่านกันดูนะคะ ถ้าอ่านจบแล้วน่าจะมีโอกาสได้เอามารีวิวให้ได้อ่านกันในอนาคตแน่ๆ ค่ะ
 
อย่าลืมหยิบพันสารทมาอ่านกันนะคะ รับรองว่าจะชอบเยี่ยนอู๋ซือกับเสิ่นเฉียวได้ไม่ยาก เพราะนี่เป็นอีกสองตัวละครที่นิสัยโคตรแตกต่างกันมากแต่เวลามาอยู่ด้วยกันแล้วเคมีดีมากอีกคู่นึงของวงการเลยล่ะค่ะ หวังใจว่าทุกคนจะชอบทั้งเรื่องราวทั้งตัวละครในเรื่องเหมือนกับเราค่ะ สามารถแชร์กันได้หลังอ่านจบค่ะ นักอ่านของเราขยันเข้ามาอ่านแต่ไม่ค่อยชอบคอมเม้นต์ อันนี้ก็พอเข้าใจได้ค่ะ เราเองก็เป็น สำคัญตรงที่แวะเข้ามาอ่านกันแค่นี้เราก็ดีใจมากแล้วล่ะค่ะ ต้องขอคุณทุกท่านเป็นอย่างมากจริงๆ
 
คราวหน้าจะเป็นเรื่องอะไร ไว้มาติดตามกันนะคะ
 




 

Create Date : 12 มกราคม 2564   
Last Update : 12 มกราคม 2564 20:07:43 น.   
Counter : 42 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 


เก็บตกปรมาจารย์ลัทธิมาร – The Untamed Fun Facts!

ไม่น่าเชื่อว่าจะได้กลับมาเขียนอะไรเกี่ยวกับนิยายเรื่องนี้อีก หลังจากรีวิวไปแล้วตั้งแต่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2020 ที่ผ่านมา ทั้งที่ตอนนั้นหนังสือฉบับแปลภาษาไทย ยังออกมาแค่ 3 เล่มเท่านั้นเองอีกต่างหาก ถือโอกาสที่ว่าตัวเองอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษจบไปแล้วแท้ๆ ถึงได้หน้ามึนรีวิวออกมาเฉยเลยนั่นล่ะค่ะ จนบัดนี้หนังสือฉบับแปลภาษาไทยออกมาครบ 5 เล่มจบแล้ว ก็เข้าธันวาคมพอดีหนังจากที่เราอ่านเล่ม 5 ฉบับภาษาไทยจบไปแล้ว


 
ส่วนตัวเราไม่ได้ค่อยได้ติดตามเรื่องราววงการนิยายแปลอะไรเท่าไหร่ แต่ก็พอรู้มาบ้างว่า มีเสียงจากแฟนนิยายที่เป็นแฟนพันธุ์แท้เหนียวแน่น ที่ออกมาบ่นๆ กับผลงานแปลเวอร์ชั่นภาษาไทยอยู่ไม่น้อย ซึ่งเรื่องนี้เอาเป็นว่าเราจะไม่ขอพูดถึงก็แล้วกันนะคะ เพราะข้อแรก รังแต่จะก่อให้เกิดดราม่าขึ้นเปล่าๆ ข้อสอง เราไม่ได้มีความรู้เรื่องภาษาจีนอะไร จะออกความเห็นมากมายนักก็ดูจะไม่เข้าท่า แม้ว่าจะมีต้นฉบับภาษาอังกฤษที่เชื่อถือได้มาคอยเปรียบเทียบอยู่ก็ตาม ส่วนเรื่องสำนวนอะไรต่างๆ ก็ขอละเอาไว้ก็แล้วกันค่ะ เพราะยังไงซะ งานก็แปลมาแล้ว หนังสือก็ออกมาแล้ว เราเองก็อ่านจบไปแล้วเหมือนกัน ก็เลยขอไม่พูดถึงล่ะนะคะ


 
ที่จะมาเขียนถึงคราวนี้ เป็นเกร็ดเบาๆ ที่เราบังเอิญไปไถเจอใน IG ได้ซักพักใหญ่ๆ แล้ว ตอนนั้นก็อ่านเอาสนุก แต่จู่ๆ ก็คิดว่าเออ เอามาลงให้แฟนๆ ปรมาจารย์ฯ ได้อ่านกันก็น่าจะดีนะ ก็เลยตัดสินใจเอามาแปล (จากภาษาอังกฤษ) ลงในนี้เลยก็แล้วกัน ไหนๆ แฟนพันธุ์แท้ทั้งนิยายทั้งซีรีย์ก็มีไม่น้อยอยู่แล้ว
 
ที่เอามาแปลเนี่ยมันคือ Fun Fact 10 ประการที่เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากนิยายที่ตัวอาจารย์โม่เซียงถงซิ่ว ผู้แต่ง ได้โพสต์เอาไว้ในเว่ยป๋อ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ปี 2017 เป็นการฉลองที่นิยาย ม๋อเต้าจู่ซือ หรือ ปรมาจารย์ลัทธิมาร ครบรอบ 2 ปีพอดี แหม... นับไปนับมา ปี 2020 นี้ก็ถือว่านิยายเรื่องนี้มีอายุครบ 5 ปีแล้วสินะคะ

มาค่ะ เราลองไปอ่าน 10 Fun Facts จากปลายปากกาของอาจารย์โม่กันเถอะ

1. เซียนจื่อ (ผู้แปล: สุนัขเวทย์ของจินหลิง) นั้นเป็นสุนัขพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกีจริงๆ ตอนที่ฉัน (โม่เซียงถงซิ่ว) วางตัวละครตัวนี้เอาไว้ ฉันไม่รู้เลยว่าสุนัขพันธุ์ฮัสกีมันออกจะ... ไม่ค่อยฉลาดซักเท่าไหร่ ถึงตอนนี้ ในหัวของฉัน ภาพลักษณ์ของเซียนจื่อ ก็คือฮัสกีอยู่ดีนี่แหละ ก็คิดซะว่า เซียนจื่อเป็นสุนัขพันธุ์ฮัสกี้กลายพันธุ์ที่แสนจะเฉลียวฉลาดไปเสียก็แล้วกันนะคะ

2. หลานฉี่เหริน (ผู้แปล: ท่านอาจารย์อาผู้เข้มงวดของหลานวั่งจี และหลานซีเฉินนั่นล่ะค่ะ) ไว้หนวดเครามาตั้งแต่ยังเป็นหนุ่ม แต่มีวันหนึ่งหนวดแสนรัก ดันถูกฉางเซ่อส่านเหรินตัดทิ้งไปซะอย่างนั้น ทำเอาท่านโกรธหัวฟันหัวเหวี่ยงทีเดียว!
ภายหลัง ลูกชายของฉางเซ่อส่านเหริน ก็ยังมาแอบตัดหนวดตัดเคราของเขาซ้ำรอยแม่ไปอีก (แต่ฉันไม่ได้เขียนรายละเอียดตรงนี้ใส่เอาไว้ในนิยายนะคะ)
*** (ผู้แปล: สำหรับใครที่จำไม่ได้ ฉางเซ่อส่านเหริน คือแม่ของเว่ยอู๋เซี่ยนค่ะ แปลกใจมั้ยล่ะค่ะ ที่ท่านอาหลานฉี่เหรินจะเหม็นหน้าเว่ยอิงอย่างกับอะไรดี)

3. ตอนที่จินกวงเหยายื่นมือเข้าช่วยหลานซีเฉินนั้น (ผู้แปล: ตอนที่อวิ๋นเซินปู้จือชู่โดนตระกูลเวินเผานั่นแหละค่ะ) ในตอนนั้นเขาทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลห้องหนังสืออยู่
กวงเหยาถึงกับต้องช่วยแม้กระทั่งเรื่องซักเสื้อผ้าของซีเฉินทีเดียว เพราะตัวซีเฉินซักผ้าไม่เป็นค่ะ แล้วนี่ก็ไม่ใช่ธุระที่จะไปขอให้ใครก็ได้มาช่วยซัก เพราะเสี่ยงต่อการที่จะถูกคนจดจำลายเมฆบนเสื้อผ้าได้ ทีนี้ก็จะอันตรายต่อชีวิตไปอีก แถมจะทิ้งไปหรือเผาซะก็ไม่ได้
จินกวงเหยายังเคยถึงกับออกปากบ่นกับเนี่ยหมิงเจวี๋ยมาแล้วด้วยว่า กำลังแขนของหลานซีเฉินก็มีมากเกินซะจน ถ้าปล่อยให้ซักผ้าไปจริงๆ มีหวังได้ทำเสื้อผ้าขาดหมดแน่ๆ

4. การจะทำให้เสี่ยวซิงเฉินหัวเราะได้นั้น เป็นเรื่องที่ง่ายมาก ทั้งเซวียหยางและอาจิงต่างก็รู้ความจริงข้อนี้ แล้วก็ไม่ยอมบอกซิงเฉินเสียด้วย ซ่งหลานไม่เคยรู้เรื่องนี้ เพราะตัวพี่แกเองก็ไม่เคยหัวเราะเลยซักครั้ง

5. เจียงเฉิงเคยผ่านการนัดบอดมาแล้ว 3 ครั้ง ด้วยเหตุผลบางประการ เจ้าตัวถูกขึ้นบัญชีดำไปเรียบร้อยโดยเหล่าบรรดาเซียนที่เป็นสตรีทั้งวงการ
คุณสมบัติของเนื้อคู่ที่เจียงเฉิงมองหา มีดังต่อไปนี้ นางจะต้องมีความสวยแบบธรรมชาติ สง่างาม และเชื่อฟัง เป็นคนขยันขันแข็งและประหยัด ต้องมาจากครอบครัวที่ได้รับการนับหน้าถือตา ระดับฝีมือในการล่าภูตผีไม่ต้องสูงมาก บุคลิกไม่ต้องแข็งกร้าวมาก ต้องไม่พูดมากจนเกินไป เสียงก็ต้องไม่ดังเกินไป ต้องไม่ใช้จ่ายเงินทองมากเกินไป ที่สำคัญที่สุด จะต้องปฏิบัติต่อจินหลิงเป็นอย่างดีด้วย

6. หลานซือจุยแก่กว่าจินหลิง แต่ทั้งคู่สูง 172 ซม. เท่ากัน ซือจุยในวัยเด็กนั้นไม่ได้รับสารอาหารมากเพียงพอ ช่วงที่เติบโตขึ้นมาก็กินแต่อาหารที่จืดชืดไร้รสชาติ ดังนั้นพัฒนาการทางร่างกายจึงเป็นไปอย่างค่อนข้างช้า
ส่วน หลานจิ่งอี๋ สูง 168 ซม.
(ผู้แปล: ความสูงจริงของนักแสดง เจิ้งฟ่านซิง (รับบท หลานซือจุย) คือ 175 ซม. นักแสดง กัวเฉิง (รับบท หลานจิงอี๋) 180 ซม. นักแสดง ฉีเผยซิน (รับบทเป็นจินหลิง) 175 ซม.)

7. เพื่อที่จะสารภาพรักกับเจียงเยี่ยนหลี จินจื่อเซวียนถึงกับเคยจ้างคนให้มาเขียนความเรียงชวนหวานเลี่ยนแบบที่ยาวมากเป็นพิเศษ ซึ่งเจ้าตัวก็ตั้งอกตั้งใจอ่านมาเป็นอย่างดี สุดท้ายก็ไม่เคยได้เอามาใช้งานเลยสักที
วันหนึ่ง หลังจากที่ทั้งคู่แต่งงานกันไปแล้ว เขาก็รู้สึกขึ้นมาว่า จังหวะนี้แหละ เป็นโอกาสที่จะได้เอามาใช้ให้เกิดประโยชน์เสียที ก็เลยหยิบเอาบทความที่ว่ามาอ่านให้เจียงเยี่ยนหลีฟัง ขณะที่ฟัง เจียงเยี่ยนหลียกมือขึ้นลูบไปที่แก้มของสามีด้วยความเอ็นดู ก่อนจะหันหลังแล้วเดินออกไป คือนางเป็นคนดีเกินกว่าจะทิ้งตัวลงบนพื้นแล้วหัวเราะใส่หน้าสามีตัวเองนั่นแหละค่ะ

8. หลานวั่งจีรู้มาตั้งแต่แรกๆ แล้วว่า เว่ยอู๋เซี่ยนกลัวสุนัขอย่างยิ่ง  จินจื่อเซวียนเคยเลี้ยงสุนัขเอาไว้ตัวนึง แล้วก็เคยทิ้งมันเอาไว้ตรงตีนเขาอวิ๋นเซินปู้จือชู่ วันหนึ่งสุนัขตัวที่ว่าวิ่งขึ้นไปบนเขาจังหวะเดียวกับที่เว่ยอู๋เซี่ยนแอบหนีออกมาทางกำแพงพอดี ก็เลยทั้งเห่าไล่ ทั้งขู่จนทำเอาเว่ยอู๋เซี่ยนหนีหัวซุกหัวซุนขึ้นไปซ่อนบนต้นไม้ ก็ได้หลานวั่งจีนั่นแหละที่มาช่วยไล่สุนัขให้
อย่างไรก็ตาม เว่ยอู๋เซี่ยนกลับคิดว่าหลานวั่งจีคงไม่ทันได้เห็นตัวเองกลัวจนตัวสั่นอยู่บนต้นไม้หรอก
*** (ผู้แปล: ผู้แปลต้นฉบับภาษาอังกฤษโน้ตเอาไว้ตรงนี้ว่า เวอร์ชั่นนี้สามารถหาดูได้จาก ปรมาจารย์ลัทธิมาร เวอร์ชั่น Q หรือเวอร์ชั่นจิบิที่เป็นลายการ์ตูนน่ารักน่าฟัดนั่นล่ะค่ะ)

9. ถึงแม้หลานวั่งจีจะไม่เคยพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยก็ตาม แต่เว่ยอู๋เซี่ยนก็ค้นพบว่า หลานวั่งจีชอบใช้ของสารพัดอย่างมามัดเว่ยอู๋เซี่ยนเอาไว้เวลาที่ เอิ่ม..... นั่นแหละค่ะ รู้ๆ กันอยู่ (ผู้แปล: อาจารย์ต้องคิดละเอียดถึงเพียงนี้เชียวรึคะเนี่ย )

10. ไม่ว่าจะเป็นตัวพระเอกหรือนายเอก (ผู้แปล: ต้นฉบับภาษาอังกฤษเรียกว่าเซเมะและอุเคะค่ะ) เว่ยอู๋เซี่ยนก็ถือเป็นตัวละครที่ถูกวางเอาไว้ตั้งแต่แรกก่อนตัวละครอื่นๆ
ตอนที่ฉันเริ่มเข้ามาสมัครเว่ยป๋อ สิ่งที่ฉันคิดก็คือ “ตัวละครที่เป็นนายเอกตัวนี้ช่างสร้างความปวดหัวให้ฉันมากเหลือเกิน จนไม่รู้ว่าจะสร้างตัวละครที่เป็นพระเอกแบบไหนเพื่อที่จะรับมือกับหมอนี่ได้!”
ตัวพระเอกนั้นถูกเปลี่ยนไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นบุคลิกนิสัย ลักษณะภายนอก อายุ พื้นเพ รวมถึงเรื่องราวชีวิต เรียกว่าเป็นขั้นตอนที่ซับซ้อนเหลือแสนจริงๆ
ในที่สุด ก็เหมือนมีแสงจากสรรค์ส่องลงมาเลยก็ว่าได้ค่ะ ฉันถึงกับตบโต๊ะแล้วก็สุดท้ายก็เลือกเวอร์ชั่นแรก โดยบอกกับตัวเองว่า “ต้องเป็นเขานี่แหละ!”
จะเห็นได้ว่าทั้งหลานวั่งจีและเว่ยอู๋เซี่ยน ทั้งคู่ต่างก็ถูกกำหนดเอาไว้แล้วว่าจะต้องได้อยู่ด้วยกัน ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องเป็นคนคนนี้เพียงคนเดียวเท่านั้น

Credit – Mondengel on tumblr
Credit – IG: yibosyamaha

หมดแล้วค่ะ 10 ข้อ ตอนอ่านก็ไม่ได้คิดว่ามันยาวขนาดนี้นะคะเนี่ย แต่พออ่านแล้วก็ทำเอาอดหัวเราะให้กับความมีอารมณ์ขันของอาจารย์โม่ฯ ไม่ได้จริงๆ นั่นแหละค่ะ แล้วก็ทำให้ได้เห็นนะคะว่า อาจารย์เธอช่างเป็นคนละเอียดลอออย่างยิ่งในการที่จะเขียนนิยายซักเรื่องออกมา ซึ่งที่จริงตามหลักแล้วมันก็ควรจะเป็นแบบนี้ล่ะค่ะ ถ้าไม่ผ่านการคิดอย่างรอบคอบ ขั้นตอนที่มากมาย หรือการแก้แล้วแก้อีก นิยายเรื่องนี้ก็คงจะไม่ประสบความสำเร็จขนาดนี้ใช่ไหมคะ เห็นอย่างนี้แล้ว สำหรับคนที่อยากจะเป็นนักเขียนแล้วล่ะก็ ควรจะดูเป็นตัวอย่างเอาไว้เชียวล่ะค่ะ เราถึงได้ทึ่งกับอาจารย์โม่ฯ เธอมาก เพราะงานเธอดีและละเอียดอย่างยิ่ง แล้วเราก็อ่านซ้ำได้หลายรอบด้วย เพราะแม้จะเต็มไปด้วยรายละเอียดมหาศาลแต่ก็สนุกไปด้วยนี่ล่ะค่ะ

เอาไว้ถ้าไปเจอพวก fun facts หรือเกร็ดอะไรสนุกๆ เกี่ยวกับนิยายเรื่องไหนอีก หรือแม้แต่กับเรื่องนี้เองก็ตาม วันหลังจะแปลเอามาให้อ่านอีกก็แล้วกันนะคะ อันนี้นี่ไปเจอโดยบังเอิญจริงๆ บวกกับต้นฉบับภาษาอังกฤษแปลออกมาดีเลยล่ะค่ะ เราก็เลยสบายใจที่จะแปลมาให้ได้อ่านกัน เพราะบางแหล่งที่แปลมานี่คือภาษาค่อนข้าวจะวายป่วงเอาการ แปลไม่ออกกันเลยทีเดียว เอาเป็นว่าเพื่อนนักอ่านท่านไหน หากไปเจอเรื่องน่าสนุกอะไรทำนองนี้ อยากให้เราแปลลงบล็อกให้ได้อ่านก็ลองส่งมาให้เราได้นะคะ (ขอต้นฉบับภาษาอังกฤษเท่านั้นค่า) ถ้ามีเวลาหรือเห็นว่าน่าสนใจจริงๆ ก็ยินดีและเต็มใจที่จะแปลให้แน่นอนค่ะ

ขอบคุณที่ติดตามแล้วรออ่านเรื่องต่อไปกันนะคะ
 




 

Create Date : 14 ธันวาคม 2563   
Last Update : 6 มกราคม 2564 11:57:02 น.   
Counter : 162 Pageviews.  


อร่อยล้นวัง รีวิว

ผู้แต่ง: Lu Ye Qian He

แปล: ลาเวนเดอร์

สำนักพิมพ์: SENSE

อยากจะขออภัยเพื่อนนักอ่านซักพันครั้งในความล่าช้านี้ ทั้งๆ ที่ควรจะเขียนรีวิวเรื่องนี้ตั้งแต่อ่านเล่มสามจบ แล้วก็กลับไปอ่านซ้ำทั้งหมดอีกรอบเมื่อหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ว่ามันมีเหตุผลทับซ้อนกันมากมายทั้งที่ต้องไปผ่าตัดขาและรักษาตัวอยู่พักนึง แล้วก็ติดเดินทาง แล้วก็ติดทำงานด่วน ถึงต้องลากยาวมาจนบัดนี้นี่ล่ะค่ะ
 


แก้ตัวเป็นที่เรียบร้อย ขอกลับมาพูดถึงนิยายเรื่องนี้ซักหน่อย นี่เป็นหนึ่งในนิยายที่เราชอบมากเรื่องนึงก็ว่าได้ค่ะ ถูกจริตและลงตัวเหลือเกินไม่ว่าจะเป็นเนื้อเรื่อง ตัวละคร ความเบาสมอง ความน่ารัก ความแฟนตาซี ความเป็นจีนโบราณ รวมไปถึงการแปลของคุณลาเวนเดอร์ที่ไม่เคยทำให้ผิดหวัง คือรวบรวมความดีงามเอาไว้มากมายขนาดนี้จนถึงกับหมายมั่นว่ายังไงก็ต้องเขียนถึงให้ได้เชียวล่ะค่ะ ยังไงต้องขอบคุณน้องสาวผู้ชักนำเราเข้าสู่วงการนิยายจีนคนเดิมที่แนะนำให้เราอ่านเรื่องนี้ โดยที่ไม่รู้เหนือรู้ใต้อะไรเลย แค่น้องบอกว่า มีคนบอกว่าสนุกมากเลยพี่ แค่นั้นเลยค่ะ สั่งซื้อทันทีแบบไม่ลังเล แล้วก็สนุกจริงๆ ด้วย
 
เนื้อเรื่องเริ่มต้นด้วยการแนะนำตัวละคร ซูอวี้ ซึ่งแท้ที่จริงเป็นดวงวิญญาณของหนุ่มน้อยที่มีตำแหน่งเป็นถึงหัวหน้าเชฟแห่งชวนเซียงโหลวที่บังเอิญตายไปแล้วมาอยู่ในร่างของ ซูอวี้ ในยุคโบราณซึ่งเด็กหนุ่มขีวิตค่อนข้างอาภัพ ครอบครัวตกอับและโดนญาติพี่น้องกลั่นแกล้งเสียจน แม้จะได้ชื่อว่าเป็นลูกเป็นหลานขุนนาง แต่ก็ต้องออกจากบ้านไปทำอาชีพคนขายปลาทุกวี่ทุกวันซะงั้น เอาจริงๆ น้องซูอวี้ก็หาได้แคร์กับการที่ต้องออกไปทำมาหาเงินไม่ เพราะยังไงซะชีวิตก่อนหน้านั้นก็ผ่านการปากกัดตีนถีบมาไม่น้อย แถมแย่กว่าก็ตรงที่ตัวคนเดียวไปอีก ชีวิตนี้อย่างน้อยเขาก็ยังมีแม่ที่รักเขาล่ะค่ะ เจ้าตัวก็เลยไม่คิดอะไรมาก มีวิชาเชฟติดตัวทั้งที ก็เอามาใช้ประโยชน์เสียเลยก็แล้วกัน ข้อเสียอย่างมากถึงมากที่สุดของนิยายเรื่องนี้ก็คือการบรรยายถึงอาหารและขั้นตอนการรังสรรค์แต่ละเมนูออกมา ซึ่งมันทรมาณใจคนอ่านอย่างเราๆ ท่านๆ กันเหลือเกิน หิวเลยนะบางที มันใช่เหรอ!?! แล้วทำแบบนี้ตลอดทั้งเรื่องเลยนะคะ!

 
 
วันหนึ่งขณะที่ขายปลาอยู่ดีๆ ก็ไปเจอกับลูกแมวขนทองตัวหนึ่งเข้า ตอนนี้แหละที่เราได้รู้กันชัดๆ ไปเลยว่า ซูอวี้นี่มันทาสแมวชัดๆ ทั้งกอดทั้งหอม ทั้งสปอยล์ด้วยอาหารมากมาย ทั้งที่แมวตัวนั้นทั้งเชิดทั้งหยิ่ง เอะอะอะไรก็ตบ เอาใจยากเหลือแสน แต่แมวนิสัยเย่อหยิ่งที่ชื่อเจี้ยงจือร์ (ตั้งโดยซูอวี้เอง) ตัวนี้ กลับยอมติดตามซูอวี้อยู่แทบจะตลอด ส่วนนึงก็คือรสชาติอาหารทะเลที่ซูอวี้ทำนั่นล่ะค่ะ มันช่างอร่อยเสียจนนายท่านแมวต้องยอมลดตัวลงมากินอย่างเสียไม่ได้ ในปริมาณไม่น้อยไปเสียทุกครั้ง แล้วก็บอกกับตัวเองในใจแค่ว่าก็งั้นๆ แหละ พอกินได้เท่านั้น เชอะ!

ตอนแรกที่จะหยิบเรื่องนี้มาเขียนถึง ก็มีลังเลนะคะว่าจะดีมั้ยนะ มันจะเหมือนสปอยล์คนอ่านมั้ยนะ แต่เอาจริงๆ เรื่องนี้ก็แทบจะเรียกได้ว่าเฉลยให้รู้ตั้งแต่ต้นเรื่องแล้วว่า เจี้ยงจือร์ แท้ที่จริงก็คือฮ่องเต้อันหงเช่อรัชกาลปัจจุบันนี้เอง แล้วที่ใต้อุ้งพระบาทกลายเป็นแมวบ้างเป็นคนบ้างในช่วงแรกๆ ของเรื่องก็เพราะว่ายังควบคุมพลังวิเศษของตัวเองไม่ค่อยได้ ก็เลยทำให้เกิดข่าวลือว่า อันหงเช่อเป็นฮ่องเต้ที่ร่างกายเจ็บออดๆ แอดๆ สามวันดีสี่วันไข้ จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ไปโน่น ทั้งที่จริงๆ แล้วท่านแค่เป็นแมวน่ะล่ะ พอดีกับช่วงอายุนี้การควบคุมพลังของท่านยังไม่ค่อยเสถียรแค่นั้นเอง แต่นี่ก็เป็นความลับให้ให้ใครรู้ไม่ได้เด็ดขาดทีเดียว นอกจากผู้ที่ได้ชื่อว่าถูกเลือกแล้วนั่นล่ะค่ะ


 
ตอนอ่านทีแรก เงิบมากค่ะ แฟนตาซีกันเบอร์นี้เลยรึนี่ แต่ทำไมสนุกวะ มันเป็นมายังไงล่ะนี่ เลยอ่านต่อเนื่องไม่หยุดเลยค่ะทีนี้ ก็ปรากฏว่าปฐมราชวงศ์ของอันหงเช่อนั้นถือได้ว่าเป็นสัตว์บรรพกาลที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่งค่ะ บ้านเมืองที่เจริญรุ่งเรืองสงบสุขจนไม่รู้จะสุขยังไงในเรื่องนี้ถึงได้ไม่ค่อยมีเรื่องดราม่าอย่างเช่นอิจฉาริษยา พี่น้องแย่งชิงราชสมบัติ โดยมีพ่อ (ฮ่องเต้) ค่อยกุมอำนาจแถมใจคอโหดร้ายแบบนิยายเรื่องอื่นๆ เรื่องนี้ไม่มี้ไม่มี แหกขนบหมดเลย คือแทบจะไม่มีเลยจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการสืบราชบัลลังก์เอย การคัดเลือกรัชทายาทเอย การแต่งตั้งท่านอ๋องเอย ไม่เหมือนเรื่องใดที่เราเคยอ่านมาทั้งสิ้นค่ะ แหวกแนวเสียจนหัวเราะกันไปได้ทั้งเรื่องนั่นล่ะค่ะ
 
ภายใต้การดูแลเป็นอย่างดี อันหงเช่อในร่างแมวที่ได้รับการดูแล ได้รับความอบอุ่น นัวเนีย ทั้งกอดเอย หอมเอย ก็แอบรู้สึกดีกับซูอวี้ขึ้นมาแล้วล่ะค่ะ แม้จะเป็นสายซึนปากแข็ง เอะอะก็อ้างว่า เพราะเจิ้นมีเมตตา เพราะเจิ้นให้ความสนิทสนมหรอกนะ ถึงได้ยอมให้ขนาดนี้ สุดท้ายก็เป็นคนที่พยายามทุกทางเพื่อที่จะให้ซูอวี้ได้เข้าวัง ถึงขนาดที่เลือกมาเป็นสนมชายเพียงคนเดียว และไม่สนเฟยนางใดในวังหลังเลยแม้แต่นางเดียวเลย วันไหน กงกง มาขอให้พลิกป้ายเลือกสนม อันหงเช่อก็พลิกให้นะคะ แต่ไม่ไปหาหรอกค่ะ ขลุกอยู่แต่กับซูอวี้จนชะนีในวังแทบจะขนานนามให้นายเอกของเราว่าจิ้งจอกล่มเมืองไปแล้ว ขำมาก แถมก่อนหน้าที่จะเอาซูอวี้เข้าวัง ก็ยังถึงกับแอบให้น้องชายซึ่งก็คือเจาอ๋องอันหงอี้ไปช่วยออกหน้าเปิดร้านเซียนหม่านถังให้ด้วยอีกต่างหาก ปากบอกก็ไม่ได้รักไม่ได้สนใจหรอก แค่เจิ้นเป็นคนจิตใจสูงส่ง แต่ซัพพอร์ตมันทุกทาง ทำเอายกระดับฐานะของซูอวี้และแม่ที่เคยต้องอยู่อย่างลำบากและไม่ได้รับความเป็นธรรมขึ้นมาแบบพลิกฝ่ามือเลยทีเดียว เรียกว่าซูอวี้นี่ได้ดีเพราะความเป็นทาสแมวที่แท้ทรูเลยล่ะค่ะ
 
สำหรับราชวงศ์นี้นะคะ อย่าได้คิดว่าผู้ที่ยิ่งใหญ่และได้รับความคารพสูงสุดจะเป็นฮ่องเต้แมวรูปหล่อของเรานะคะ ที่ใหญ่สุดก็คือท่านราชครูผู้มีภาพลักษณ์สูงส่งงดงามอย่างยิ่งต่างหาก คำตัดสินชี้ขาด ราชพิธีต่างๆ พลังเวทย์รวมถึงการหยั่งรู้ทุกสิ่งอันล้วนต้องผ่านการจัดการของท่านราชครูทั้งสิ้น ถามว่าท่านเป็นแมวด้วยมั้ย ฮ่องเต้ก็เป็นแมว น้องชายฮ่องเต้ก็แมว คิดว่าท่านราชครูจะไม่ใช่หรือคะ แล้วพอเรายิ่งอ่านไป เราจะได้พบกับตัวละครที่เป็นทั้งเสด็จลุง เสด็จอา เสด็จพี่ เสด็จน้อง ที่ล้วนเป็นแมวมากมายเต็มไปหมด จนเราไม่อาจจะจดจำได้แล้วจริงๆ ว่าใครเป็นใครบ้าง เพราะนอกจากชื่อจะมีมากมายและจำยากแล้ว แม้จะเรียกลำดับกันเป็นตัวเลข คือรันนัมเบอร์กันขนาดนี้แล้ว ก็ไม่สามารถจำได้หมดจริงๆ แมวมากมายเต็มวังไปหมดค่ะ
 
ตอนหลังซูอวี้ก็ได้เข้าไปอยู่ในวังโดยรั้งตำแหน่งเสียนเฟย จริงๆ ก็คือภรรยาคนโปรดของอันหงเช่อนั่นแหละค่ะ แล้วนอกจากจะเป็นที่โปรดปรานเป็นการส่วนตัวจนถูกเลือกแล้ว ซูอวี้ยังมีอะไรที่เหนือกว่าคุณหนูคุณชายที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการฝึกฝนความชำนาญหลายๆ ด้านเหล่านั้นหรือ แถมยังผ่านด่านสุดหินของท่านราชครูได้อีก ง่ายมากค่ะ ก็ฝีมือการทำอาหารของซูอวี้ไงคะ ใครอย่าคิดว่านี่เป็นเรื่องเล็กๆ ไม่สำคัญเชียวนะคะ เพราะสำหรับเรื่องนี้ นี่คือจุดพีคสุดของเรื่องเลยเชียวล่ะ
 
เรียกว่าบรรดานายท่านแมวตั้งแต่ระดับบนสุดอย่างท่านราชครูไปจนถึงน้องเล็กของราชวงศ์นี่ ล้วนยกนิ้ว ให้การยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์สุดๆ ในเรื่องฝีมือและเทคนิคการทำอาหารของซูอวี้แถมในเรื่องยังมีวัตถุดิบพวกอาหารทะเลมาให้น้องได้แสดงฝีมือได้ชนิดหลากหลาย ไหนจะตำราอาหารจากตระกูลซู ตำราอาหารจากเจดีย์อันกั๋วที่ได้จากท่านราชครูมาอีก ทีนี้ล่ะค่ะ ไม่ว่านายท่านแมวจะอยู่ที่ไหนเป็นต้องมาเทียวไล้เทียวขื่อติดตามหวังจะได้รับการแบ่งสรรปันส่วนอาหารฝีมือซูอวี้ด้วยกันทั้งนั้น ติดก็แต่อันหงเช่อที่ขี้หวงอย่างยิ่ง กันซีนทุกวิถีทาง เราจึงได้เห็นพี่น้องแมวเหล่านี้ประชันฝีมือมือชิงไหวชิงพริบในการที่จะกินอาหารฝีมือซูอวี้กันให้ได้ตลอดทั้งเรื่องค่ะ ไม่มีเรื่องแย่งชิงพระราชอำนาจนะคะ มี่แต่แย่งชิงอาหารกับของเล่นค่ะ เชื้อพระวงศ์เหล่านี้
 
ถามว่า แล้วมันไม่มีประเด็นซีเรียสอะไรเกิดขึ้นในท้องเรื่องเลยหรือ มีสิคะ คือการปรากฏตัวในชีวิตนี้ของซูอวี้น่ะ เจ้าตัวถูกเรียกว่าดาวประหลาดที่มีคนเอาไปลือกันต่างๆ มากมายก็จริง แถมในเรื่องยังเกิดเหตุการณ์มีสัตว์ประหลาดในทะเลเกิดขึ้นมากมายจนสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านชาวเมืองปกติทั่วไปอย่างมาก นายท่านแมวจงอ๋องที่อยู่เมืองติดทะเลก็จะทำหน้าที่จับส่งมาให้ในวัง ก็ได้ซูอวี้นี่แหละที่ขยันคิดเมนูเอาปลาประหลาดเหล่านี้มาทำอาหารให้เหล่านายท่านแมวในวังได้อิ่มหนำกัน ทำเอาท่านราชครูถึงกับออกปากเลยว่า เป็นผู้นำความรุ่งเรืองมาสู่บ้านเมืองโดยแท้ขนาดนั้นนะคะ ช่วงท้ายเรื่อง ก็มีเหตุให้บรรดานายท่านแมวทั้งหลายได้ร่วมกันออกเดินทางทางทะเลไปเพื่อทำภารกิจบางอย่างที่ขออนุญาตไม่เล่านะคะ เดี๋ยวจะเป็นการสปอยล์กันจนหมดสนุกในการอ่านไปเสียก่อน แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องราวที่สนุกสนานตื่นเต้น และบันเทิงกันมากเชียวล่ะค่ะ
 
นิยายเรื่องนี้เอาจริงๆ แทบไม่มีโมเม้นต์ให้ได้ดราม่าจนถึงขั้นขมวดคิ้วเลย เพราะทั้งเรื่องมีแต่แมว แมว และแมวเต็มไปหมด แล้วก็มีคนรักของแมวที่ทำอาหารโคตรเก่งชนิดทรมาณใจคนอ่านยิ่งนัก พวกนายท่านแมวแม้จะทำหน้าที่เชื่อพระวงศ์ผู้ภักดีของตัวเองได้ราบรื่นชนิดไร้ปัญหา แต่วันๆ ก็ไม่พ้นเล่นกัน ตีกัน แย่งของกัน แกล้งกัน กินข้าวกลางวันกัน แล้วก็นอนกลางวันกัน เป็นนิยายที่ประเทศชาติบ้านเมืองโคตรจะมีความสุขค่ะพูดเลย แล้วที่ชื่นชมอย่างยิ่งนะคะ ฝีมือการแปลของคุณลาเวนเดอร์ ไม่เคยทำให้ผิดหวัง แปลออกมาคืออารมณ์มันได้ จังหวะชิตคอมนี่คือมากันชนิดต่อเนื่อง อ่านไปยิ้มไป หัวเราะไป เสียสติมากค่ะ
 
ที่จริงมันมีรายละเอียดอีกเยอะมากค่ะ แต่เราเลือกที่จะไม่เขียนถึง เพราะอยากให้ได้ไปลองอ่านกันเองดู รับรองเลยค่ะว่าจะต้องชอบ เพราะเนื้อเรื่องมันน่ารักดีเหลือเกิน สนุกก็สนุก อ่านจนวางไม่ลงเลยล่ะค่ะ เราถึงเต็มใจที่จะอ่านถึงสองรอบหลังจากอ่านเล่มสามที่ทิ้งช่วงจากเล่มสองไปเป็นเดือน จะเอามารีวิวทั้งที มันก็ต้องทบทวนความจำกันหน่อยสิ ใช่ไหมล่ะคะ ดังนั้นไม่ต้องลังเลค่ะ ไปซื้อหามาอ่านกันได้เลยตามสะดวก
 
ขอบคุณที่ยังติดตามกันและขอให้สนุกกับการอ่านหนังสิอดีๆ กันนะคะ
 




 

Create Date : 02 ธันวาคม 2563   
Last Update : 14 ธันวาคม 2563 21:52:01 น.   
Counter : 316 Pageviews.  


รัชศกเฉิงฮว่าปีที่สิบสี่ รีวิว

ผู้แต่ง: เมิ่งซีสือ

แปล: เซียงเซียง

สำนักพิมพ์: everY

 
 
ในที่สุดก็ได้หยิบนิยายเรื่องนี้มาเขียนถึงเสียทีนะคะ นับจากที่อ่านครั้งแรกจบไปนี่ก็เรียกว่าผ่านไปประมาณ 5-6 เดือนมาแล้ว ล่าสุดก่อนที่ลงมือเขียนรีวิวชิ้นนี้ก็เพิ่งอ่านรอบที่สองจบไป ที่จริงตอนนี้งานท่วมหัวเลยค่ะ แต่ถ้าไม่รีบลงมือเขียนอาจจะลืมแล้วก็ต้องกลับไปอ่านใหม่เป็นรอบที่สาม ประเด็นคือ เรื่องนี้สิริรวมทั้งสิ้นคือ 7 เล่ม กว่าจะอ่านจบ ไม่ง่ายนะคะทุกคน แถมรายละเอียดต่างๆ ในเรื่องมีเยอะมาก ซึ่งขออนุญาตออกตัวไว้ก่อนเลยว่า คงจะไม่ได้ลงรายละเอียดอะไรมากมายขนาดนั้นนะคะ ไม่งั้นมันจะยาว กลายเป็นวิทยานิพนธ์ไปเสียก่อน
 
เรามีโอกาสได้ผ่านหูผ่านตาซีรีย์คนแสดงที่เป็นผลงานกับกำของคุณเฉินหลงมาบ้างอยู่เหมือนกัน นอกจากหน้าตาของตัวละครหลัก 2-3 คน เราก็แทบไม่ได้ดูแบบเป็นเรื่องเป็นราวอะไรเลย แต่ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าเนื้อเรื่อง ไม่ตรงกับต้นฉบับในหนังสือสักเท่าไหร่ แน่นอนว่าความสัมพันธ์ระหว่างพระเอกนายเอกก็ย่อมถูกทำให้กลายเป็นมิตรภาพไปตามคาด อันนี้ไม่แปลกใจนัก ก็เลยจะขออนุญาตไม่พูดถึงซีรีย์ก็แล้วกันค่ะ เพราะไม่ได้ดูจริงๆ บอกได้แค่ว่า น้องกวนหงที่เล่นเป็นถังฟั่นนี่คือเหมาะมากเชียวค่ะ ลุคอะไรต่างๆ เหมาะกับการเป็นบัณฑิตรูปงามผู้ฉลาดเฉลียวยิ่งนัก ส่วนฟู่เมิงป๋อที่รับบทเป็นสุยโจว ตอนแรกๆ อดรู้สึกไม่ได้ว่าหล่อน้อยกว่าที่คิดไปหน่อย แต่บุคลิกอะไรต่างๆ เข้าทางมาก จึงถือได้ว่าเหมาะกับบทสุยโจวมากทีเดียวเช่นกัน

 
 
สำหรับนิยายเรื่องนี้นะคะ นอกจากเรื่องความสัมพันธ์อันน่าติดตามของตัวละครต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดทั้งเรื่องแล้ว ก็ยังมีเรื่องราวการไขคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากมายไม่แพ้กัน นึกเอานะคะ 7 เล่มเนี่ย มันจะบรรจุเรื่องราวคดีน้อยใหญ่ทั้งที่ซับซ้อนและไม่ซับซ้อนเอาไว้มากแค่ไหน ถังฟั่น (หรือนามรอง รุ่นชิง) นั้น แต่แรกเริ่มเดิมที อายุเพิ่งจะยี่สิบปีก็สอบได้อันดับหนึ่งของบัณฑิตเอกขั้นหนึ่งได้แล้ว ที่สุดก็ได้มารับตำแหน่งเป็นข้าราชการขั้นหกเป็นผู้พิพากษาอยู่ที่ศาลซุ่นเทียนในเมืองหลวงนี่แหละ เรียกว่าแม้ตำแหน่งจะไม่ได้ใหญ่โต แต่ดูจากอายุแล้วก็สติปัญญาแล้ว โดดเด่นอย่างยิ่ง ผิดจากนิสัยใจคอที่เป็นคนอยู่ง่าย สมถะ จะจุกจิกหน่อยก็แค่เรื่องปากท้องและอาหารการกินเท่านั้น เพราะไต้เท้าถังนั้นชอบหาของอร่อยกินเป็นอย่างยิ่ง
 
เริ่มเรื่องมา มีคดีแรกให้ทำก็ส่อแววยุ่งยากใจขึ้นมาเสียแล้ว เพราะทั้งเจ้าทุกข์และผู้ต้องหาล้วนเป็นคนในครอบครัวข้าราชการมั่งคั่ง อำนาจของถังฟั่นก็ใช่ว่าจะมีมากมายอะไร ก็ให้บังเอิญต้องได้มาร่วมสืบคดีร่วมกับองค์รักษ์เสื้อแพรที่ขึ้นชื่อในเรื่องของอำนาจและความโหดนั่นแหละค่ะ ทำยังไงได้ เพราะถึงยังไงทีมองครักษ์เสื้อแพรก็เรียกว่ารับคำสั่งจากฮ่องเต้โดยตรง ดังนั้นใครเห็นเป็นต้องกลัว ต้องครั่นคร้ามมากเป็นธรรมดา ก็จังหวะได้มาร่วมมือ (อย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก) กับสุยโจว (ชื่อรอง ก่วงชวน) ที่รั้งตำแหน่งเป็นถึงนายกององครักษ์เสื้อแพรแห่งกองปราบฝ่ายเหนือ ซึ่งเทียบกับถังฟั่นแล้ว สุยโจวเป็นคนที่พูดน้อยมาก เงียบขรึม เย็นชาอย่างยิ่ง แต่ก็เป็นคนมากฝีมืออย่างยิ่งเช่นกัน

 
 
แม้ตอนที่รู้จักกันครั้งแรก สุยโจว ก็ไม่ได้รู้สึกประทับใจอะไรในตัวข้าราชการเล็กๆ อย่างถังฟั่นนัก จะโทษก็คงต้องโทษศาลซุ่นเทียนมีพันปิน หัวหน้าของถังฟั่นที่มีนิสัยไม่เอาไหนดูแลอยู่นั่นแหละ ก็เลยทำให้ภาพของศาลดูไร้น้ำยาเหลือเกิน แต่พอได้สืบคดีร่วมกัน สุยโจวได้เห็นถึงความสามารถและความใส่ใจทุ่มเทในการทำงานอย่างเต็มที่ของถังฟั่น ก็เลยเริ่มรู้สึกดีกับเจ้าตัวมากขึ้น ถึงขั้นนับถือกันเป็นสหายกันหน้าตาเฉยไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ รู้ตัวอีกที เวลามีคดีอะไร ถังฟั่นต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว องครักษ์เสื้อแพรจะมีส่วนหรือไม่ ถ้าสุยโจวไม่มาคอยช่วยด้วย ก็เป็นต้องส่งคนของทีมมาคอยซัพพอร์ตได้เท้าถังอยู่เรื่อยไป ก็ใครใช้ให้ถังฟั่นไร้ฝีมือด้านวรยุทธ์ขนาดนี้ล่ะคะ เพื่อนก็อดห่วงไม่ได้แหละ

 
 
ทีนี้แรกๆ ถังฟั่นก็ไม่ได้มีเงินมีทองอะไรมากมาย ประสาข้าราชการตัวเล็กๆ ล่ะค่ะ ก็เลยอาศัยเช่าบ้านของคหบดีคนหนึ่งอยู่ในราคาถูกมาก เพราะเคยมีคนตายในบ้านหลังที่ว่า ถังฟั่นที่ไม่ได้เกรงกลัวอะไรก็เลยเข้ามาเช่าอยู่ ไปๆ มาๆ บ้านหลังนี้ก็เกิดคดีฆ่ากันตายขึ้น เดือดร้อนถึงถังฟั่นต้องมาไขคดีที่ว่านี้ หารู้ไม่ว่านอกจากตัวเองจะต้องกระเด็นออกจากบ้าน ยังได้ตัวเด็กหญิงอาตงที่เขาไถ่ตัวมาจากเจ้าของบ้านหลังดังกล่าวติดมาด้วยส่วนหนึ่งก็เป็นความช่วยเหลือของสุยโจวด้วยล่ะค่ะ แถมเจ้าบ้านที่เป็นฆาตกรยังหนีไปได้ แถมตอนหลังมาสร้างความวุ่นวายใหญ่โตให้กับทั้งถังฟั่นและสุยโจวอีก เมื่อไม่มีบ้านจะอยู่ ก็พอดีสุยโจวออฟเฟอร์ให้มาอยู่บ้านเดียวกันเสียเลย เนื่องจากสุยโจวอยู่คนเดียว คนใช้สักคนก็ไม่มี บ้านก็ใหญ่โตนัก ถังฟั่นมาอยู่นอกจากจะไม่ได้สร้างความลำบากอะไร ยังมีเด็กหญิงอาตงมาคอยช่วยเรื่องงานบ้านไปด้วยซะอีก แถมได้อยู่ใกล้หูใกล้ตาด้วยแบบนี้ มีแต่ได้กับได้นะคะสุยโจว


 
ตอนหลังก็เลยกลายเป็นเหมือนครอบครัวกันไปเลยจริงๆ อาตงเองก็ไม่ได้มาอยู่ในฐานะคนรับใช้ แต่อยู่ในฐานะน้องสาวของพี่ชายสองคน ที่เคยออกไปทำงานกว่าจะกลับบ้านก็ดึกดื่น กินข้าวมั่ง ไม่กินมั่ง กินมาจากข้างนอกมั่ง ตอนหลังก็กลายเป็นความเคยชินที่ออกไปทำงานแล้ว ตอนเย็นก็จะกลับมานั่งกินข้าวพร้อมหน้ากัน ที่สำคัญที่สุดสุยโจวทำอาหารเก่งมาก เรียกว่าถ้าไม่ใช่คนสนิทใกล้ตัว การจะได้กินอาหารฝีมือสุยโจว ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่สำหรับเรื่องนี้ ขอแค่เป็นถังฟั่น ไต้เท้าสุยจึงได้ลงมือทำอาหารเองอยู่บ่อยครั้งทีเดียว
 
อีกตัวละครที่จะไม่พูดถึงก็ไม่ได้ เพราะมีส่วนสำคัญมากทั้งในการดำเนินเรื่องและในความสัมพันธ์ของทั้งถังฟั่นและสุยโจว นั่นก็คือ วังกงกง ผู้เลื่องลือแห่งวังหลวง หรือที่คนใกล้ชิดจะเรียกว่า วังจื๋อ นั่นล่ะค่ะ วังจื๋อผู้นี้ อย่าเห็นว่าเป็นขันทีอายุน้อยนะคะ แม้นิสัยจะเย่อหยิ่งจองหองเจ้าเล่ห์เพทุบายในเลเวลที่น่าตบอย่างยิ่ง แต่ก็มากฝีมือมาก ไม่ว่าจะเป็นความเฉลียวฉลาด ฝีมือการต่อสู้ และอำนาจที่เจ้าตัวมีอยู่ในมือ ใครเห็นเป็นต้องก้มหัวให้ทีเดียวค่ะ แรกๆ ตอนที่ตัวละครตัวนี้โผล่มา เราเหม็นหน้านางน่าดู เพราะแลดูจะสร้างปัญหาให้ทีมพระเอกนายเอกของเราเหลือเกิน
 
แต่ตอนที่ถังฟั่นได้เจอกับวังจื๋อครั้งแรก ถังฟั่นนอกจากจะไม่เกรงกลัวอะไรแล้ว เจ้าตัวยังร่วมนั่งกินอาหารอร่อยไปกับเขาโดยไม่แคร์สักนิดว่าตัวเองแค่ติดตามพันปินมา เจ้ามือไม่ได้เชิญด้วยซ้ำ ตอนหลังถังฟั่นได้แสดงให้วังจื๋อได้เห็นถึงความฉลาดเฉลียวชนิดหาจับตัวได้ยาก วังจื๋อจึงรู้สึกว่าถังฟั่นไม่ธรรมดา จริงๆ ไม่ธรรมดามาตั้งแต่ที่หน้าหนามานั่งกินอาหารเค้า แถมยังต่อปากต่อคำแบบไม่กลัวเกรงใดๆ ประสาคนชิวๆ นั่นแล้วล่ะ วังจื๋อแม้จะปากร้าย แต่ก็ไม่อาจทำให้ถังฟั่นรู้สึกโกรธหรือถือสาอะไรได้เลยด้วยซ้ำ จุดเริ่มต้นในการสมรู้ร่วมคิด เอ้ย... ล่มหัวจมท้ายด้วยกันระหว่างถังฟั่น วังจื๋อและสุยโจวจึงได้เริ่มต้นขึ้นก็คราวนั้น ที่จริงความสัมพันธ์ระหว่างถังฟั่นกับวังจื๋อออกจะน่าสนใจอยู่นะคะ เพราะต่างฝ่ายต่างไม่อาจจะเรียกอีกฝ่ายว่าเป็นมิตรสหายได้เต็มปาก เพราะนิสัยเสียๆ ของท่านวังกงกงที่แก้ไม่หาย แต่คนที่วังจื๋อไว้ใจที่สุดก็คือถังฟั่น ถึงขนาดคุยกันได้หมดไม่ว่าจะเป็นเรื่องคอขาดบาดตายแค่ไหน ถังฟั่นก็ไม่อาจจะนับถือวังจื๋อเป็นเพื่อนอะไรขนาดนั้น แต่เมื่อไหร่ที่วังจื๋อมาขอให้ช่วย ถังฟั่นก็ไม่เคยอิดออด ถึงขนาดเรื่องความรู้สึกในใจของถังฟั่นที่สับสน ก็ได้ไม่พ้นวังจื๋อจะได้เข้ามารับรู้ไปเสียอย่างนั้น เรียกว่าการพบกันของสองคนนี้เปลี่ยนอนาคตของทั้งคู่ไปในแบบที่พลิกฟ้าคว่ำมหาสมุทรกันเลยทีเดียวค่ะ
 
เรื่องราวต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้ ไม่เพียงจะมีเรื่องของคดีฆาตกรรมเท่านั้น ยังมีเรื่องข้าราชการโกงกิน มีเรื่องการใช้อำนาจมิชอบจนประชาชนเดือดร้อน ภัยพิบัติ เรื่องเหนือธรรมชาติ หรือแม้แต่เรื่องการแก่งแย่งอำนาจชิงดีชิงเด่นในวังที่พลาดไม่ได้ ไหนจะเรื่องฮ่องเต้ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ งมงายเรื่องไสยศาสตร์ความเชื่อ แถมยังหลงใหลวั่นกุ้ยเฟยที่เรียกว่ากุมอำนาจในวังมานานชนิดหัวปักหัวปำ ไหนจะองค์รัชทายาทที่เหมาะสมแต่กลับถูกปองร้ายสารพัด เพราะมีคนไม่อยากให้พระองค์ได้ขึ้นครองราชย์อีก เรียกว่าแต่ละเล่มพระเอกนายเอกของเรามีงานเข้ากันมาแทบไม่หยุดหย่อน ไหนจะมีคนคอยปองร้าย มีคนคอยเพ็ดทูล ปัดแข้งปัดขากันให้วุ่นวาย ก็อาศัยว่าถังฟั่นเป็นคนสบายๆ และยอมรับความจริงแถมปล่อยวางอะไรได้ง่าย ไอ้โมเม้นต์ที่ควรจะตึงเครียด กลับผ่อนคลายไปซะงั้นเลยค่ะ
 
ขนาดโดนปลดจากตำแหน่งชั่วคราว ก็กลายเป็นว่านี่คือช่วงเวลาว่างที่ถังฟั่นนานๆ จะมีซักที เลยตัดสินใจไปเยี่ยมพี่สาวเพียงคนเดียวที่ออกเรียนไปเป็นสะใภ้อยู่นอกเมืองหลวงดีกว่า ก็ยังไม่วายเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นอีก เพราะนอกจากจะมีคดีเกิดขึ้น ถังฟั่นต้องคอยช่วยเหลือพี่สาวให้ได้หย่ากับสามี ตัดขาดจากครอบครัวสามีและพาลูกชายเพียงคนเดียวกลับเมืองหลวงพร้อมถังฟั่นไปด้วย เลยมีความดราม่าเล็กๆ เกิดขึ้น แต่ฝีมือและฝีปากระดับไต้เท้าถังนะคะ ถ้าไม่ใช่เรื่องผิดศีลธรรม น้อยครั้งจะไม่สำเร็จ แถมสุยโจวยังเข้ามามีเอี่ยวคอยช่วยชนิดออกหน้าไปอีก มีหรือทุกอย่างจะไม่คลี่คลาย ตอนหลังกลายเป็นบ้านของทั้งคู่ในเมืองหลวงช่างคึกคักและอบอุ่นไปด้วยสมาชิกในครอบครัวที่พร้อมหน้าพร้อมตา แล้วก็ช่วงนี้ล่ะค่ะที่ไต้เท้าสุยมีอันให้ได้ปวดกบาลกับความซื่อบื้อในเรื่องความรักของไต้เท้าถังเหลือเกิน ขนาดวังจื๋อ หรือแม้แต่ถังอวี๋พี่สาวของถังฟั่นยังถึงกับส่ายหน้าในความฉลาดมันทุกเรื่องของเจ้าตัว แต่โง่อยู่เรื่องเดียวนี่แหละ กว่าเจ้าตัวจะยอมรับนะคะ โดนไต้เท้าสุยจู่โจมฟันกำไรไปไม่รู้ตั้งเท่าไหร่นั่นแหละ ถึงได้ยอมรับว่าใจตรงกันเสียที แต่พอได้ยอมรับเท่านั้นแหละ มือที่สามที่ไหนเข้ามา เป็นอันถอยกรูดทุกราย ก็ใครจะไปสู้ไต้เท้าสุยที่อยู่ใกล้ตัวถังฟั่นกว่าใคร คอยปกป้องยิ่งกว่าใคร ตำแหน่งอำนาจในมือก็ล้นเหลือ หนักแน่นเด็ดเดี่ยวยิ่งกว่า รักใครก็รักจริง แถมฝีมือทำอาหารขนาดวังจื๋อที่ปากร้ายจู้จี้ยิ่งกว่าอะไรยังต้องยอมรับ ใครจะมาแทนที่สุยโจวได้ล่ะค่ะถามจริงๆ
 
ตอนพิเศษท้ายเรื่องก็สนุกมากค่ะ เหมือนเป็นการสรุปทุกอย่าง นับเป็นการปิดจบที่สมบูรณ์มาก เทียบกับเล่มแรกแล้ว พอได้เห็นว่าตัวละครแต่ละตัวพัฒนามาไกลแค่ไหนนี่ มันอดฟินไม่ได้จริงๆ เลยล่ะค่ะ เชื่อว่าคนที่เคยได้อ่านรัชศกฯ มาแล้ว ก็น่าจะชอบเนื้อเรื่องและตกหลุมรักตัวละครในเรื่องมากเหมือนๆ กับเรานี่แหละค่ะ คุณเมิ่งซีสือน่ะเป็นคนที่เขียนนิยายสนุกมาก การวางพล็อต การดำเนินเรื่อง หรือแม้แต่การออกแบบตัวละครต่างๆ ผ่านการคิดและวางแผนมาแล้วจริงๆ เรื่องราวถึงได้สนุกน่าติดตามขนาดนี้ คือเป็นอีกหนึ่งนักเขียนที่ทำการบ้านมาดีมาก ตัวละครในเรื่องนี้มันมีมากมายเสียจนเราตัดสินใจจะไม่หยิบมาพูดให้มากความล่ะ เอาแค่พูดถึงตัวหลักๆ นี่ก็เรียกว่ายาวเกินเหตุไปแล้ว
 
ใครที่ยังตัดสินใจอยู่ว่า เอ... จะซื้อมาอ่านดีไหมนะ มันยาวเหลือเกิน 7 เล่ม ขอบอกเลยค่ะว่าไม่ต้องลังเล มันคุ้มค่ามากที่จะซื้อหามาอ่านและเก็บไว้อ่านซ้ำได้อีกหลายๆ รอบ เรายังอ่านไปได้แล้วตั้ง 2 รอบ อย่าได้กลัวค่ะ นิยายสนุกขนาดนี้ คอนิยายไม่ควรพลาดอย่างยิ่งเชียว
 
ในที่สุดก็ได้หยิบนิยายผลงานของนักเขียนคนนี้มาเขียนเสียที ทั้งๆ ที่อ่านของเขามาก็หลายเรื่อง ตอนนี้ก็ยังมีที่อ่านค้างไว้อยู่ ถ้าไม่ติดอะไร ก็หวังไว้ว่าจะได้นำมาเขียนถึงในอนาคตเช่นกันค่ะ อย่าลืมติดตามอ่านเรื่องต่อไปกันนะคะ และขอบคุณอย่างยิ่งสำหรับการติดตามจากเพื่อนนักอ่านทุกท่านค่ะ
 
 




 

Create Date : 06 พฤศจิกายน 2563   
Last Update : 13 พฤศจิกายน 2563 9:40:45 น.   
Counter : 226 Pageviews.  


รัชทายาทบัญชา รีวิว

ผู้แต่ง: ม่านม่านเหอฉีตัว

แปล: เกาลัดเดือนสิบสอง

สำนักพิมพ์: everY
 
ตอนที่อ่านเรื่องย่อคร่าวๆ ตรงปกหลังของนิยายเรื่องนี้ ในใจก็คิดว่าน่าสนใจดีและน่าจะอ่านสนุกในระดับนึง ที่ไหนได้ สนุกมากจนวางไม่ลงเลยล่ะค่ะ เนื้อเรื่องเข้มข้นทีเดียวแถมจังหวะผ่อนหนักผ่อนเบาก็ดีต่อใจคนอ่านยิ่งนัก พออ่านจบแล้ว ก็อดรู้สึกไม่ได้จริงๆ แหละว่า เรื่องนี้นี่มันสมชื่อ รัชทายาทบัญชา จริงๆ

 
 
ตอนเริ่มอ่านขอยอมรับว่าแอบมึนนิดหน่อย เพราะตัวละครมากมายพร้อมใจโผล่กันมาชนิดไม่ขาดสายทีเดียว แถมยังเป็นเรื่องในราชสำนัก ทั้งชื่อทั้งตำแหน่งตัวละครมากมายล้วนแล้วแต่สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับข้าพเจ้ายิ่งนัก แล้วเรื่องราวประเภทขัดแย้ง ชิงไหวชิงพริบ ทรยศหักหลัง ชิงดีชิงเด่นจนถึงชิงบัลลังก์นี่คือ ถือเป็นของคู่กับรั้วกับวังโดยแท้ค่ะ ใครที่อ่านนิยายจีนโบราณมาแล้วเยอะๆ น่าจะนึกภาพออกได้ไม่ยาก ยิ่งเรื่องนี้ยิ่งเข้มข้นมากจริงๆ
 
ฉีเซียวแม้จะมีตำแหน่งเป็นถึงองค์รัชทายาทในการรับช่วงบัลลังก์มังกรต่อจากฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน แต่ถึงอย่างนั้น หนทางของเขาก็ใช่ว่าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะแท้ที่จริงถ้าให้พูดภาษาชาวบ้านฉีเซียวไม่ได้เป็นลูกแท้ๆ ของฮ่องเต้และฮองเฮาองค์ปัจจุบันแต่อย่างใด เรื่องราวในอดีตขององค์รัชทายาทนั้นมีเบื้องหลังอันน่าสะเทือนใจซ่อนอยู่ แม้จะมีคนเพียงหยิบมือที่รู้เรื่องราวดังกล่าว อีกทั้งยังมีการพยายามปกปิดเรื่องนี้เป็นความลับอย่างดี แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่พ้นฉีเซียวได้รู้ความจริงทั้งหมดแล้ว แต่แทนที่จะกระโตกกระตาก เจ้าตัวกลับมีแผนการในใจที่เฝ้าวางเอาไว้อย่างอดทนมานานนับปี ความอดทนที่ว่านี้เองค่ะที่ทำให้เขากลายเป็นองค์รัชทายาทที่มีความเหมาะสมอย่างยิ่ง ทั้งฉลาดเฉลียว ทั้งเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ เก่งทั้งบู๊และบุ๋น อีกทั้งยังรู้จักใช้พระเดชพระคุณอย่างถูกที่และถูกเวลาเสียอีกด้วย

 
 
เมื่อเขาบังเอิญได้พบหน้าไป่เริ่นที่มีตำแหน่งเป็นซื่อจื่อแห่งหลิ่งหนาน แปลตรงๆ ก็คือเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งหลิ่งหนานอ๋องหรือประมุขแห่งหลิ่งหนานนั่นแหละค่ะ แต่ต้องเดินทางเข้ามาเมืองหลวงในฐานะเป็นตัวประกันนั่นเอง ฉีเซียวก็เกิดไปถูกอกถูกใจไป่เริ่นอย่างประหลาด แล้วยังไปแอบรู้มาอีกว่า ไป่เริ่นมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเพื่อนชายคนสนิทที่ตามมาดูแลจากหลิ่งหนาน ความเป็นคนเอาแต่ใจ อยากได้ต้องได้ แถมเจ้าเล่ห์ระดับตัวพ่อ มีหรือเขาจะไม่วางแผนพรากคู่รักทั้งคู่ออกจากกัน แถมยังใช้อำนาจของตัวเอง ยื่นข้อเสนอ (กึ่งบังคับ) ว่าเขาจะให้ความคุ้มครองแก่ทั้งตัวไป่เริ่นและครอบครัวที่หมายถึงแม่และพี่สาว แลกกับการมาเป็นคนของเขาเสียดีๆ

ข้อเสนอที่เหมือนจะหวังดีแต่ประสงค์ร้ายชัดๆ แบบนี้ เป็นใครก็คงไม่ยอมรับแน่ๆ แต่ไป่เริ่นเรียกว่าอยู่ในฐานะตัวประกัน มาอยู่เมืองหลวงแม้จะไม่มีใครรังแกซึ่งหน้า แต่ก็เรียกว่าไร้คนหนุนหลัง ตัวคนเดียวและไร้กำลังอย่างสิ้นเชิง ครอบครัวที่หลิ่งหนานหรือ แม้แม่จะเป็นชายาเอกแต่บิดากลับยกย่องชายารองให้อยู่เหนือกว่า ลูกสองคนของเมียรองก็ได้รับการเชิดชูมากกว่า ถึงขั้นที่ลงมือกลั่นแกล้งให้ได้เลือดตกยางออกกันก็หลายหน ไป่เริ่นเมื่อถูกส่งตัวเข้าเมืองหลวง ชีวิตตนเองไม่สำคัญเท่ากับพี่สาวและแม่ จังหวะที่องค์หญิงใหญ่ตุนซู่ที่มีศักดิ์เป็นป้าแท้ๆ ของรัชทายาทฉีเซียว คิดจะเลือกลูกสาวของหลิ่งหนานอ๋องคนใดคนหนึ่งให้มาแต่งกับหลานตัวเองนั่นล่ะ ไป่เริ่นที่ได้ยินชื่อเสียงความเป็นคนไร้หัวใจของฉีเซียว จึงจำใจต้องยอมรับข้อเสนอนี้อย่างไร้ทางเลือก ยอมเสียสละตัวเองเพื่อไม่ให้แม่กับพี่สาวต้องลำบาก
 
ฉีเซียวแม้จะเป็นจอมวางแผน พรากไป่เริ่นออกจากเฉินเฉาเกอ คนรักของเขาได้แล้ว ยังส่งตัวกลับหลิ่งหนานให้พ้นหูพ้นตาไปได้อีก แต่เขาก็เป็นคนรักษาคำพูดยิ่งนัก เมื่อรับปากว่าจะดูแลพี่สาวและแม่ของไป่เริ่น เขาก็ทำตามนั้นจริงๆ ในขณะเดียวกันก็หมั่นรังแกอีกฝ่ายเหลือเกิน ตอนแรกก็ทำเพราะสนุก เหมือนของเล่นใหม่ที่ได้มาแล้วก็เพลินใจอะไรประมาณนั้นล่ะค่ะ แต่ไปๆ มาๆ ไม่รู้อิท่าไหนองค์รัชทายาทชอบให้ข้างกายตัวเองมีไป่เริ่นตลอดเวลา แล้วก็ชักรู้สึกว่าไป่เริ่นน่ารักน่าหยอกนัก นานวันเข้าถึงกับออกหน้าปกป้อง ดูแล ห่วงใย ใส่ใจมากขึ้นเรื่อยๆ ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม ยามไป่เริ่นเป็นทุกข์ก็คอยปลอบประโลมเพราะทนเห็นอีกฝ่ายเจ็บปวดไม่ได้ เลี้ยงดูปูเสื่อ อาหารการกินไม่ให้ขาดตกบกพร่องซะจนไป่เริ่นนี่ราศีจับกันไปข้างนึง
 
ด้านไป่เริ่น แม้แรกๆ จะขัดขืนและไม่ยินยอมสักเท่าไหร่ แต่ด้วยความที่ฉีเซียวดูแลเขาดีเหลือเกิน ดีจนเจ้าตัวแปลกใจเหลือคณาว่า นี่คือองค์รัชทายาทฉีเซียวที่ได้ชื่อว่าโหดร้ายอำมหิตคนนั้นจริงๆ หรือ เพราะที่สุดก็เริ่มรู้สึกว่าชีวิตที่มีฉีเซียวอยู่ข้างๆ มันช่างน่าอบอุ่นใจ ไป่เริ่นนั้นเรียกว่าตัวคนเดียวอย่างแท้จริง การมีอยู่ของเขานั้นนอกเหนือจากแม่และน้องสาว กลับเหมือนไม่มีความหมายและไม่สลักสำคัญต่อใครเลยสักนิดเดียว ฉีเซียวเป็นคนแรกที่เป็นห่วงเขา และใส่ใจเขาอย่างแท้จริง ดังนั้นเพียงฉีเซียวเอ่ยปากว่าจะดูแลเขา ไป่เริ่นจึงซาบซึ้งยิ่งนัก และรักฉีเซียวจนหมดใจจริงๆ
 
ตอนอ่านนะคะ ลุ้นจะตายค่ะ เพราะความเจ้าเล่ห์ของฉีเซียวนี่แหละ ก็เลยแอบลุ้นตลอดเลยว่า ถ้าไป่เริ่นรู้ความจริงเข้า เขาจะเสียใจไหมนะอะไรเทือกนี้ เพราะทีแรกฉีเซียวก็ไม่ได้คิดจะจริงจังอะไรกับไป่เริ่นเท่าไหร่หรอกค่ะ แต่ไปๆ มาๆ แหม... มันอดเอ็นดูไม่ได้จริงๆ นะคะ ไป่เริ่นเป็นเด็กที่โคตรน่ารักและน่าโอ๋อย่างยิ่ง ไอ้เราก็ไม่อยากให้น้องโดนฉีเซียวทำร้ายจิตใจ ปรากฏว่าไป่เริ่นน่ะ ไม่ใช่เด็กใสๆ อ่อนต่อโลกขนาดนั้น เราต้องไม่ลืมว่าการที่ไป่เริ่นประคับประคองตัวเองมาได้ยาวนานขนาดนี้ ไม่เพียงจะต้องเข้มแข็งมาก แต่หมายถึงต้องไม่ใช่ตัวโง่งมดาษดื่นทั่วไปแน่ๆ ไป่เริ่นเป็นเด็กฉลาดอย่างยิ่ง อ่านเกมออก รู้ทันและมีไหวพริบมาก ชนิดที่ฉีเซียวต้องยอมให้ จากที่คิดว่าจะเอามาเชยชมเล่นๆ แล้วกำจัดทิ้งเหมือนเป็นหมากตัวนึงอย่างไรก็ได้ สุดท้ายองค์รัชทายาทแพ้ทางค่ะ ตกหลุมรักไป่เริ่นชนิดถอนตัวไม่ขึ้นเลยทีเดียว
 
คู่นี้ที่จริงเหมาะสมกันมากเชียวล่ะค่ะ ส่วนนึงเพราะเราได้เห็นพัฒนาการความสัมพันธ์มาตั้งแต่เริ่ม ก็เลยเข้าใจที่มาที่ไปและเหตุผลในการกระทำของทั้งสองคนอย่างยิ่ง ไม่ได้รักกันแบบไม่มีที่มาที่ไปอะไรเลย ท่ามกลางความตึงเครียดของการชิงอำนาจกัน ทั้งสองคนกลับเกื้อกูลกันเหลือเกิน ต่างฝ่ายต่างก็เลือกทำในสิ่งที่เห็นว่าดีทีสุดและก่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุดต่ออีกฝ่าย คืออ่านแล้วมันมีความซาบซึ้งอย่างบอกไม่ถูก บางทีก็ทะเลาะกัน ไม่เข้าใจกัน แต่มันก็มีเหตุให้ได้เข้าใจกัน แล้วก็รักกันอย่างแท้จริง เราก็เลยรู้สึกประทับใจกับคู่นี้มากเชียวค่ะ
 
ที่จริงถ้าจะให้ลงรายละเอียดก็ได้นะคะ แต่มันเยอะมาก ไม่อยากจะสปอยล์ด้วย อยากจะให้ลองไปติดตามอ่านกันดูดีกว่า เพราะมันสนุกมากจริงๆ ตอนที่พีคมากๆ นี่คือลุ้นจนไม่อยากจะวางเลยล่ะค่ะ ชิงไหวชิงพริบกันซะไม่มี แล้วก็อาจจะต้องเตรียมใจกันไว้หน่อยนะคะว่าเสียเลือดเสียเนื้อสุด เรื่องนี่เป็นตัวอย่างของคำว่าคนเรายิ่งสูงยิ่งหนาวจริงๆ อยากจะมีชีวิตรอดก็ต้องอำมหิต ต้องใจใหญ่ อ่านๆ ไปก็มาคิด แหม... เป็นจอมยุทธ์ก็อยู่ยาก เป็นเจ้าเป็นนายก็ต้องผ่าฟัน เป็นคนธรรมดาอย่างเราๆ มันดีกว่าเยอะจริงๆค่ะ แค่อาจจะต้องระวังลูกหลงสักหน่อยแค่นั้นเอง ฟังดูเป็นตัวประกอบมากเลยเนาะ
 
ตัวละครอันมากมายในเรื่องนี้ล้วนแล้วแต่มีสีสันและทำให้เรื่องราวน่าติดตามเป็นอย่างมากเลยล่ะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเจียงเต๋อชิง พ่อบ้านคู่ใจของฉีเซียว องค์หญิงใหญ่ตุนซู่ที่มีศักดิ์เป็นท่านป้า ฮ่องเต้ฉีจิ่ง เฝิงฮองเฮา เฉินเฉาเกอแฟนเก่าไป่เริ่น หรือแม้แต่แม่กับพี่สาว รวมถึงพี่น้องต่างแม่ของไป่เริ่นก็ล้วนแล้วแต่เข้ามามีบทบาทมากมายในชีวิตของทั้งฉีเซียวและไป่เริ่นอย่างยิ่ง ขออนุญาตไม่ลงรายละเอียดมากนะคะ เดี๋ยวมันจะยาวเกินเหตุ กลัวจะสปอยล์ด้วย
 
ดังนั้น จะรออะไรคะ ไปหามาอ่านกันเถอะค่ะ นี่เรากะว่า ถ้าตะลุยอ่านหนังสือที่สั่งมาแล้วทั้งหมด (ซึ่งก็ใกล้แล้วล่ะ) จะหยิบเรื่องนี้มาอ่านใหม่อีกรอบ ดีใจมากที่เรื่องนี้ตอนที่ซื้อมา มันออกมาพร้อมกันสองเล่มจบพอดี ระยะนี้ทรมาณใจกับการอ่านนิยายที่ออกมาไม่ครบซักที ค้างคาจนไม่รู้จะค้างคายังไง บางเรื่องก็โอ้โห... ตัดจบทำร้ายจิตใจมาก เล่มใหม่ก็ไม่รู้เมื่อไหร่จะออก ถึงกับต้องหยุดอ่านไปก่อน รอให้ออกมาจนจบค่อยอ่านน่าจะดีต่อใจมากกว่า นับๆ ดูเนี่ย มีตั้ง 4-5 เรื่องเข้าไปแล้ว ทำตัวเองแท้ๆ เชียวค่ะ
 
คราวหน้าจะหยิบอะไรมาเขียนถึงก็ขอให้ทุกท่านยังกรุณาติดตามกันแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ นะคะ เวลาได้เห็นยอดวิวว่ามีคนเข้ามาอ่านมากน้อยแค่ไหนนี่ มันรู้สึกชื่นใจจริงๆ บางคนก็สงสัยว่าได้อะไรจากการที่ต้องมานั่งเขียนอะไรยืดยาวแบบนี้ ไม่มีคนบังคับ ไม่มีคนจ้าง ใช้เวลาแต่ละครั้งไปก็ไม่น้อย มันก็ได้ความสนุกและเพลินใจนี่แหละค่ะ เพื่อนนักอ่านบางท่านก็น่าจะได้ประโยชน์ด้วยเช่นกัน เราหวังใจว่าอย่างนั้นนะคะ
 
ขอบคุณสำรับการติดตามค่ะ
 




 

Create Date : 24 ตุลาคม 2563   
Last Update : 13 พฤศจิกายน 2563 9:40:25 น.   
Counter : 281 Pageviews.  


1  2  3  4  

fingers-crossed
 
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




หวังว่าจะได้รับความบันเทิงจากการเข้าเยี่ยมชม Blog กันถ้วนหน้าจ้ะ
[Add fingers-crossed's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com