ท่องไปในดินแดนแห่งแกะ หนอนเรืองแสง บ่อโคลน อันน่าพิสมัย ตอนที่ 1
ท่องไปในดินแดนแห่งแกะ หนอนเรืองแสง บ่อโคลน อันน่าพิสมัย (ตอนที่ 1)

เดือน เมษายน 2541 ฉันติดงานอะไร ฉันก็จำไม่ได้ เพราะว่า ไม่มีรายการบันทึกเลยว่า ฉันไปเที่ยวที่ไหน เหมือนอย่างทุกปีที่ฉันเคยไป แต่แล้ว เหมือนบุญหล่นทับฉัน เพราะมีคนออกค่าทัวร์ให้ฉันไปเที่ยวที่ประเทศนิวซีแลนด์ทั้งเกาะเหนือและเกาะใต้ในตอนปิดภาคเรียนที่ สอง นับเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์มากอีกเรื่องหนึ่งในชีวิตของฉัน

ปี 2541 เป็นปีที่ฉันทั้งโชคดีและโชคร้าย ที่ว่าโชคร้าย เพราะว่า เจ้าค็อกกี้ สุนัขพันธุ์กระเป๋าซึ่งเป็นทั้งลูกชายและเป็นทั้งเพื่อนของฉันในยามเหงาได้เป็นอย่างดี มันถูกสุนัขพันธุ์ร็อกไวเลอร์กัดปางตาย ฉันเองก็ถูกลากหกล้มแขนถลอกเป็นแผลใหญ่พอควร ต้องไปรักษาแผลและฉีดยาป้องกันบาดทะยัก ส่วนเจ้ากี้ก็ต้องพาไปโรงพยาบาลสัตว์เล็กที่จุฬาฯ ถูกวางยาสลบและเย็บแผลเป็นสิบ ๆ เข็ม ฉันใจไม่ดีเลย กลัวมันจะไม่รอด ตัวของมันก็เล็กนิดเดียว ฉันได้แต่สวดมนต์ภาวนาในใจ ขออย่าให้มันเป็นอะไรไปเลย นอกจากเย็บแผลแล้ว ยังต้องจับมันไปเอกซเรย์ดูว่า ภายในช่องท้องของมันจะบอบซ้ำอะไรบ้างไหม โชคดีที่เอกซเรย์แล้ว ภายในไม่เป็นอะไร แต่พบว่าหัวใจของมันโตเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเย็บแผลเสร็จแล้ว ต้องรอดูอาการของมันให้เป็นปรกติก่อน ถึงจะพื้นแล้วก็ยังไม่ลืมตา กว่าจะลืมตาและกระดุกกระดิกได้ ก็เป็นเวลามืดค่ำแล้ว มันยังเดินไม่ได้ กลางคืนต้องอุ้มมันขึ้นไปนอนที่ห้องนอนด้วยกัน หลังเที่ยงคืนแล้ว มันจึงสามารถลุกขึ้นยืนได้บ้าง ถึงเช้า มันจึงสามารถเดินเหินได้บ้าง แต่ก็เชื่องช้า เพราะมันต้องเจ็บแผลที่เย็บอย่างแน่นอน เวลาจะฉี่ ยังไม่สามารถยกขาขึ้นฉี่เหมือนอย่างทุกครั้งตามลักษณะของหมาตัวผู้ มันยืนฉี่ ดูหน้าตาของมันเศร้าสร้อย น่าสงสารมากเหลือเกิน ลำตัวของมันถูกพันด้วยผ้าพันแผลตลอดตัว เจ้าของหมาร็อกไวเลอร์ ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านกัน เขาก็ดีนะ รับผิดชอบทุกอย่าง จ่ายค่ายา ค่ารักษาและพาเจ้ากี้ไปล้างแผลทุกวัน ประมาณ 1 สัปดาห์ ก็ตัดไหมที่เย็บได้

ประมาณเดือนสิงหาคม ฉันก็ป่วยหนักต้องนอนโรงพยาบาลเป็นเวลา 10 วัน โดยมีอาการประหลาดมาก ฝ่าเท้าสองข้างเกิดอาการบวม ครั้งแรก ฉันนึกว่า คงยืนสอนหนังสือมากเกินไป บวมอยู่หลายวัน ไปหาหมอที่ศูนย์วัดธาตุทอง ได้ยาแก้อักเสบและหมอแนะนำให้แช่น้ำอุ่นที่เท้า รุ่งเช้า ก็บวมน้อยลง แต่พอถึงช่วงเย็นก็บวมมากขึ้น หลายวันผ่านไป อาการบวมเพิ่มมากขึ้นจนถึงน่อง ถึงขาอ่อนและบวมไปถึง
หัวเหน่า อาการชักน่าเป็นห่วง เพื่อนครูที่เป็นพยาบาล บอกว่า อาการไม่สู้ดี ควรที่จะไปตรวจร่างกายให้ละเอียดที่โรงพยาบาลจะดีกว่า ฉันจึงไปโรงพยาบาลเลิดสิน ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่ฉันมีประวัติการผ่าตัดเข่าอยู่ที่นี่ หมอที่ตรวจเห็นสภาพของฉันแล้ว ขอให้ฉันนอนรักษาที่โรงพยาบาลเลย เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด เพราะซักถามอาการของฉันแล้ว ก็ยังไม่สามารถวินิจฉัยว่าเป็นโรคอะไร จึงสั่งยาให้ไม่ได้ อยู่โรงพยาบาลก็ถูกเจาะเลือกทุกเช้าเย็น ถูกจับไปอุลตร้าซาวด์ช่องท้อง เอกซเรย์ปอด ตรวจปัสสสาวะ อุจจาระ ตรวจหัวใจ ปรากฏว่า ปรกติทุกอย่าง กว่าจะตรวจพบว่าเป็นโรคอะไร ก็ปาเข้าไปวันที่ 9 เพราะคำถามหมอเพียงคำถามเดียวว่า “คอของครู รู้สึกโต ๆ ไหม” ฉันตอบว่า “นั่นน่ะซีคะ มันจะเป็นไทรอยด์ไหมคะ” หมออุทานว่า “จริงซี่ ยังไม่ได้ตรวจไทรอยด์เลย” ฉันโดนเจาะเลือกไปอีก 1หลอด รวมกับที่ถูกเจาะไปตอนเช้าตรู่เป็น สอง หลอด ในเวลาห่างกันเพียง 2 ชั่วโมงเห็นจะได้ แล้วตอนบ่าย ๆ ฉันคงหมดกรรมที่ต้องนอนโรงพยาบาลแล้วกระมัง เพราะหมอบอกว่า พบโรคของฉันแล้ว ฉันเป็นโรคไทรอยด์นั่นเอง

ปลายปีของปีนี้ ฉันก็ต้องสูญเสียเพื่อนชายที่ดีกับฉันยามที่ฉันทุกข์ยาก หาตำรับตำราเรียนให้ฉันอยู่เสมอ เขาได้จากฉันไปโดยที่ฉันยังไม่ทันไปเยี่ยมเลย เป็นอีกเรื่องหนึ่งในชีวิตของฉัน ที่ฉันเสียใจกับการจากไปของเขามาก ฉันก็ได้แต่ตั้งจิตอธิษฐาน ภาวนา ขอให้ดวงวิญญาณของเพื่อนรัก ไปสู่สุขคติ หากชาติหน้ามีจริง ขอให้ฉันและเขาได้เกิดมาเป็นเพื่อนรักกันเหมือนอย่างชาตินี้อีก

สิ่งที่นับว่าเป็นเรื่องโชคดีของฉันในปีนี้ ก็คือ ประมาณก่อนปิดเทอมต้น คุณอี๊ด ลูกค้าซื้อปลาเลี้ยงของเก๊า โทรศัพท์มาคุยกับฉันที่บ้าน เขาชวนฉันไปเที่ยวที่ประเทศนิวซีแลนด์ แต่ฉันบอกเขาว่า ช่วงนี้ฉันยังไม่พร้อมเพราะเก็บงินที่จะเตรียมไปเที่ยวไม่พอ เขาบอกฉันว่า เขามีเงิน 15 ล้านจากการเวนคืนที่ดินแถวสุขุมวิท จะออกค่าทัวร์ให้ฉันจะได้ไปเที่ยวกับเขา ฉันหัวเราะ นึกว่าเขาพูดเล่น (ก็ใครเล่าจะคิดว่าเป็นเรื่องจริง จำนวนเงินค่าทัวร์ มันไม่ใช่เป็นจำนวนน้อย ๆ เลยนี่นะ) เขากลับพูดว่า เขาไม่ได้พูดเล่นหรอกนะ เขาโทรไปชวนเก๊า เก๊าก็บอกว่า ไม่มีเงินพอ เพราะเอาเงินไปซื้อคอนโดหลายแสนแล้ว เขาก็บอกว่าจะออกค่าทัวร์ให้เก๊าและสามีไปด้วย ให้ฉันไปด้วยจะได้เป็นเพื่อนเขา เป็นอีก 1 คู่ จะได้นอนห้องเดียวกันได้ อย่างนี้ ท่านคิดว่า มันเป็นเรื่องของบุญหล่นทับหรือไม่ล่ะเงินค่าทัวร์คนละตั้ง 40,500 บาท ออกค่าทัวร์ให้ตั้ง 3 คน ก็แสนกว่าบาทเชียวนะ แสนกว่าบาทของเขาคงเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะเขามีมรดกเป็นหลายสิบล้าน มีบ้านให้เช่า เก็บค่าเช่าเดือนละหลาย ๆ หมื่น มีดอกเบี้ยในธนาคารที่กินไม่หมด แต่เงินแสนกว่าบาทของมนุษย์เงินเดือนอย่างฉัน ย่อมไม่น้อยเลยจริง ๆ

วันที่ 14 ตุลาคม 41

วันนี้เป็นวันแรกของการเดินทางไปเที่ยวที่ประเทศนิวซีแลนด์ การไปครั้งนี้ เก๊าไม่ได้มารับฉันไปเหมือนทุกครั้งที่เคยทำ เพราะเขาต้องเอาใจคุณอี๊ด ผู้ออกค่าทัวร์ให้พวกเราไปเที่ยวกัน ฉันจึงต้องไปพึ่งพาอาศัยลูกศิษย์ให้ไปส่งฉันที่สนามบินดอนเมือง โดยมีทิพย์ขับรถไปส่ง เขาไปส่งที่สนามบินเร็วกว่าปรกติ คือไปถึงที่สนามบิน ยังไม่บ่ายโมงเลย ทางทัวร์เขานัดบ่ายสองโมง เพราะยายทิพย์ขึ้นทั้งทางด่วน ขึ้นทั้งโทเวย์ มันเลยไปถึงสนามบินเร็วกว่าปรกติ แต่ก็มีคณะทัวร์ของเราไปถึงก่อนฉัน (สังเกตจากกระเป๋าของบริษัททัวร์เหมือนกัน)

เก๊ากับคุณอี๊ดไปสายกว่าฉันมาก คงเป็นเพราะว่า ไปรับคุณอี๊ดและคุณอี๊ดอาจจะสายด้วยกระมัง ฉัน ใจคอไม่ดีเหมือนกัน เพราะปรกติเราไปพร้อม ๆ กัน ไม่เคยแยกกันไปนั่นเอง เกือบบ่ายสองโมงแล้ว ฉันโทรไปที่บ้านของเก๊า คนที่บ้านของเก๊าบอกว่า เก๊าและสามีออกจากบ้านตั้งแต่เที่ยงครึ่งแล้ว และไม่ยอมขึ้นทางด่วนอีกด้วยนะ ก็เลยยิ่งช้าไปใหญ่

มัคคุเทศก์ของคณะทัวร์ของเรา มาต้อนรับพวกเราตรงเวลาดีมาก มัคคุเทศก์ของเราครั้งนี้มีชื่อว่า นายมนตรี นพภารัมย์ เป็นคนค่อนข้างเงียบขรึม ดูท่าทางเฉย ๆ ไม่ขี้เล่น พูดค่อนข้างน้อย เขารอลูกทัวร์ถึงประมาณ 14.45 น. เขาก็เริ่มแจกตั๋วเครื่องบินและพาสปอร์ตให้ลูกทัวร์แต่ละคน และนำกระเป๋าของลูกทัวร์แต่ละคน เรียงกันเพื่อเตรียมโหลดเข้าใต้ท้องเครื่องบิน หลังจากนั้นต่างก็แยกย้ายไปทำธุระของตนเอง เดินเที่ยวบ้าง นั่งคุยกันบ้างเพื่อรอเวลาตรวจพาสปอร์ตและขึ้นเครื่องบิน คณะของฉัน ซึ่งประกอบด้วย เก๊า เฮียชุ้น (สามีเก๊า) ฉันและคุณอี๊ด ก็พากันไปหาของกินรองท้องก่อน โดยกินกันที่ K F C ของกินแต่ละอย่างแพงมาก พวกเราไม่ค่อยอยากซื้อกินหรอก แต่จำเป็น เพราะท้องมันหิวนี่นา

ประมาณ 15.30 น. เสียงประกาศให้ขึ้นเครื่องบินได้ พวกเราก็เข้าแถว พนักงานตรวจตั๋วเครื่องบินแล้ว ฉีกส่วนหนึ่งให้เราเดินไปขึ้นเครื่องบิน เพื่อหาเลขที่นั่งของเก้าอี้ ฉันนั่งคู่กับคุณอี๊ด เก๊านั่งกับสามีของเขาอีกคู่หนึ่ง เราสาวโสดก็นั่งคู่กับสาวโสดด้วยกัน (คุณอี๊ดแก่กว่าฉันน่าจะ 2-3 ปี ) ฉันไม่ค่อยตื่นเต้นอะไรมากนัก เพราะฉันได้ขึ้นเครื่องบินมาหลายครั้งแล้ว เครื่องบินใช้เวลาอุ่นเครื่องนานพอสมควร ประมาณ 16.05 น. เครื่องบินก็พาพวกเราเหินขึ้นสู่ท้องนภาอันกว้างใหญ่เวิ้งว้าง ด้วยสายการบินของ สิงคโปร์แอร์ไลน์

ขณะนี้ เป็นเวลาบ่ายมากแล้ว แสงอาทิตย์เมื่อมองออกสู่กระจกด้านข้างของเครื่องบิน จึงไม่ร้อนแรงมากนัก ท้องฟ้าที่ดูกว้างใหญ่ไพศาลนั้น แฝงด้วยความอ้างว้าง เดียวดาย สำหรับคนที่มีความหลัง ย่อมทำให้จิตใจนั้นเกิดความว้าเหว่ เดียวดายตามไปด้วยได้เป็นอย่างดี ปุยเมฆที่ขาวบ้าง เทา ๆ บ้าง ก้อนเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ลอยละล่องไปอย่างช้า ๆ พาหัวใจคนชมปุยเมฆที่ลอยอยู่บนท้องฟ้านั้น เกิดความเพลิดเพลินแต่ก็ไม่วายคิดถึงอดีตที่ขมขื่น มันช่างลืมยากลืมเย็นเสียเหลือเกินกับอดีตที่เราไม่พึงปรารถนาที่จะคิดถึง แต่มันก็คิดถึงจนได้ มันเป็นเรื่องที่น่าประหลาดของมนุษย์ที่ยังไม่สามารถตัดกิเลศได้นั่นเอง อยากทำตัวเหมือนดังปุยเมฆที่ลอยละล่องอย่างอิสระ มีความสุข ไม่ต้องกังวลอะไร เครื่องบินของเราที่บินเหนือเมฆเหล่านั้นพาพวกเราบินไปอย่างสง่าผ่าเผย การบินเหนือเมฆของเครื่องบินดังกล่าว ก่อให้เกิดสำนวนไทยว่า “บินเหนือเมฆ” หรือ “มาเหนือเมฆ” อันหมายถึง ในลักษณะว่า “ทำอะไรที่คาดไม่ถึง ว่าจะเป็นเช่นนั้น” ซึ่ง ธัญญา วิเศษแพทยา ได้เขียนไว้ในหนังสือ “เสน่ห์.......สำนวนไทย” ว่า
“ผู้แทนเข้าสภามาแล้ว ตามแนวกฎหมายเลือกตั้ง พรรคใดเสียงดีมีพลัง ย่อมหวังเป็นหนึ่งผู้นำ หากได้หลายพรรคผสม คะแนนนิยมยังต่ำ ผู้มาเหนือเมฆลอยลำ คว้าตำแหน่งนายกฯครอง

เวลา 18.10 น. เครื่องบินลำดังกล่าว ก็พาคณะของเราบินลงสู่สนามบินของสิงคโปร์อย่างปลอดภัย ซึ่งใช้เวลาบินจากกรุงเทพฯมาถึงที่สิงคโปร์เป็นเวลา 2 ชั่วโมง เวลาของประเทศสิงคโปร์จะเร็วกว่าเวลาในประเทศไทยของเรา 1 ชั่วโมง ฉันและเพื่อน ๆ คณะทัวร์ ต้องเดินเที่ยวอยู่ภายในสนามบินนี้อีกประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อรอต่อเครื่องไปที่ประเทศนิวซีแลนด์ เดินดูของสวย ๆ งาม ๆ ที่สนามบินของเขาไปเรื่อย ๆ ไม่ได้ซื้ออะไรหรอก เพราะของในสนามบินก็รู้ ๆกันอยู่ว่า มันแพงหูฉี่ นั่นเอง

เวลา 19.10 น. พวกเราก็ขึ้นเครื่องบินอีกครั้งหนึ่ง ด้วยสายการบิน สิงคโปร์ แอร์ไลน์ เช่นเดียวกัน เพื่อจะเหินฟ้าไปสู่ประเทศนิวซีแลนด์ ขึ้นเครื่องแล้ว ท้องฟ้ามืดมิด มองอะไรไม่เห็นแล้ว นอกจากตึกรามบ้านช่องที่มีแสงไฟ สว่างไสวเท่านั้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะมองเห็นได้อย่างชัดเจนหรอกนะ ถึงอย่างไร แสงไฟก็ไม่สามารถสู้แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ในเวลากลางวันอย่างแน่นอน เครื่องบินก็อุ่นเครื่องเช่นเดียวกับทุกครั้งก่อนที่จะเหินบินขึ้นสู่ ท้องฟ้า ประมาณ เวลา 19.45 น. เครื่องบินของเราก็พาพวกเราเหินขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกคราหนึ่ง (บันทึกตามเวลาในประเทศไทยก่อน)

สักพักใหญ่ ๆ พนักงานต้อนรับของสายการบิน ก็นำเครื่องดื่มและขนมมาเสิร์ฟ แล้วตามด้วยบะหมี่ผัดกับไข่อีก การต้องรับของพนักงานของสายการบินนี้ ดีมากพอสมควร เอาใจใส่ผู้โดยสารดี พวกเราทานบะหมี่และขนมที่พวกหล่อนนำมาเสิร์ฟอย่างเอร็ดอร่อย เนื่องจากท้องหิวร้องจ๊อก ๆ แล้ว มันเลยเวลาทานอาหารมื้อเย็นไปมากทีเดียว โดยเฉพาะฉัน เพราะฉันทานอาหารเป็นเวลา ปรกติ ฉันทานมื้อเย็นประมาณ 17.00-18.00 น. ฉันจึงเกิดอาการหิวมากเป็นพิเศษ
หลังทานอาหารมื้อเย็นเรียบร้อยแล้ว ดูนาฬิกา เป็นเวลา 21.30 น. แล้ว ฉันปวดปัสสาวะ อยากเข้าห้องน้ำเสียแล้ว เดินไปถึงห้องน้ำบนเครื่องบิน โอ้โห ! คิวเข้าห้องน้ำยาวพอควรทีเดียว ต้องรออยู่หลาย นาที จึงได้เข้าห้องน้ำ ภายในห้องน้ำ ก็แคบเหลือเกิน จะนั่งปัสสาวะ ก็ยากเย็นเหลือร้าย เพราะเครื่องบินนั้นมันไม่ได้อยู่นิ่ง ๆ นี่นา ท่านก็คิดดูซิ ว่าการอยู่ในห้องน้ำ เราจะมีสภาพเป็นอย่างไรบ้าง จะล้างหน้า แปรงฟัน ก็ถูกโยกไปโยกมา แต่ก็เป็นประสบการณ์ชีวิตที่สนุกไปอีกรูปแบบหนึ่งนะ เหมือนได้ผจญภัยในเวลาทำธุระในห้องน้ำของเครื่องบินไงล่ะ

เมื่อทำธุระในห้องน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉันก็เดินกลับมายังที่นั่ง คุยกับคุณอี๊ด โดยต้องชวนเขาคุย การมาเที่ยวครั้งนี้ (ฉันกับเขา ได้เที่ยวด้วยกันและพักห้องเดียวกับเขา น่าจะประมาณ 4-5 ครั้งแล้ว) ดูเขาพูดคุยกับฉันได้มากขึ้น มีความกล้ามากขึ้น แต่ก็ยังต้องเอาผ้าเช็ดหน้าปิดปากคุย (เพราะฟันหน้าเขาไม่มีน่าจะประมาณ 1-2 ซี่ ฉันเคยแนะนำและอาสาไปเป็นเพื่อนเขาไปหาหมอ แต่เขาก็ไม่ยอม เหตุผล คือ กลัวหมอ ฉันก็ไม่ทราบจะช่วยเขาอย่างไร เพราะท่าทางเขาเป็นคนดื้อไม่ใช่น้อย มันเป็นบุคลิกส่วนตัวที่ฉันไม่สามารถช่วยอะไรได้ ฉันนั่งคุยกับเขาได้พักใหญ่ ๆ ฉันก็เริ่มอาการง่วงตามนิสัยของฉัน คือ กินง่ายหลับง่ายนั่นเอง สักพักฉันก็นั่งหลับอย่างสบายไป อากาศภายในตัวเครื่องบินเย็นฉ่ำ จนต้องมีผ้าห่มห่มตัวเอาไว้ (ผ้าห่มที่เขาแจกให้ห่มบนเครื่องบิน) ฉันมาสะดุ้งตื่นอีกทีก็เป็นเวลาตีหนึ่งครึ่ง

เวลาประมาณตีสองของไทยเรา (ฉันดูนาฬิกาซึ่งใช้เป็นเวลาในประเทศไทย) ฉันมองออกไปที่หน้าต่างบานเล็ก ๆ ออกสู่ภายนอกเครื่องบิน ฉันมองเห็นท้องฟ้าเริ่มมีแสงสว่างสลัว ๆ จากนั้นไม่นาน ท้องฟ้าก็เริ่มมีแสงสีส้มอ่อน ๆ เรื่อ ๆ และเริ่มเป็นสีจัดขึ้น ประมาณ ตีสองสิบนาที ท้องฟ้าก็สว่างไสวกลายเป็นเวลากลางวันของประเทศนิวซีแลนด์แล้ว แสดงให้เห็นว่า พวกเราได้บินข้ามสู่ฟากฟ้าอีกฟากหนึ่งแล้วอย่างแน่นอน ฉันดูนาฬิกาและคำนวณเวลาห่างกันของประเทศไทยกับประเทศนิวซีแลนด์ห่างกัน 6 ชั่วโมง

ท้องฟ้าที่ฉันมองเห็นจากหน้าต่างบานเล็ก ๆ บนเครื่องบินในตอนนี้ ดูมันช่างเวิ้งว้าง ไร้ขอบเขต ปุยเมฆก้อนใหญ่น้อย ล่องลอยไปเป็นกลุ่ม ๆ อยู่ใต้ปีกเครื่องบินบ้าง ถูกตัวเครื่องบินตัดผ่านบ้าง ช่างเป็นภาพที่งดงามตระการตาเหลือที่จะพรรณนาให้เห็นได้อย่างใจนึก ขณะนี้ แสงแห่งดวงสุริยาแผดแสงอย่างแรงกล้าขึ้นทุกที ๆ เป็นผลทำให้ดวงจันทร์เสี้ยวน้อย ๆ บนฟากฟ้าอันเวิ้งว้างนั้นจางซีดลง ค่อย ๆ หายไปที่ละน้อย ๆ เพราะไม่สามารถที่จะสู้กับแสงอาทิตย์ที่เจิดจ้าได้ จำใจต้องหลบหลีกไปจากขอบฟ้าอันกว้างใหญ่นั้นไปเสีย

ฉันมองไปฝั่งตรงข้ามกับเครื่องบินนั้นเห็นเป็นแนวยาวตามขวาง แบ่งเป็น 3 ชั้น ชั้นบนสุดเป็นสีส้มอ่อน ชั้นกลางนั้นเป็นสีออกเทา ๆ ส่วนชั้นล่างสุดนั้นออกเป็นสีส้มเข้มกว่าชั้นบน มันเป็นบรรยากาศที่งดงามยากที่จะพรรณนาออกมาเป็นข้อความให้เห็นภาพดังกล่าวได้ เป็นความงามที่ฉันไม่สามารถมองหาได้จากบนผืนแผ่นดินเบื้องล่างได้เลย โชคดีเหลือเกิน ที่ฉันมีโอกาสนั่งเครื่องบิน จึงมีโอกาสได้เห็นความงามบนท้องฟ้าเช่นนี้ได้อย่างอิ่มใจและจุใจจริง ๆ

ประมาณ ตีห้ากว่าเล็กน้อย (ตามเวลาของไทย) เครื่องบินก็พาพวกเรามาสู่สนามบินของประเทศนิวซีแลนด์ ที่มีชื่อว่า สนามบินไคร์เชิร์ท ซึ่งเป็นเวลา 11.00 น. ของประเทศนิวซีแลนด์

วันที่ 15 ตุลาคม 2541

พวกเราเมื่อถึงสนามบินแล้ว ก็ต้องผ่านพิธีการตรวจหนังสือเดินทางเข้าประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยากมากพอสมควร นี่ขนาดไม่ต้องทำวีซ่าเข้าประเทศนะนี่ กว่าจะผ่านพิธีตรวจเอกสารคนเข้าเมือง ก็เสียเวลาไปประมาณ ชั่วโมงกว่า ๆ ทัวร์ของประเทศนิวซีแลนด์ ก็จัดรถบัสมารับพวกเรา (คิดว่า บริษัททัวร์ของไทยกับของประเทศนิวซีแลนด์ คงจะประสานงานกันนั่นเอง)

หลังจากคนรถขนสัมภาระของพวกเราขึ้นรถและพวกเราก็ขึ้นรถกันเรียบร้อยแล้ว มัคคุเทศก์ก็แนะนำตัวเองว่าชื่อ มนตรี มีชื่อเล่นว่า ต๋อง ต่อจากนั้นก็แนะนำชื่อคนขับรถว่า ชื่อ ไมเคิล มัคคุเทศก์ต๋องเริ่มให้ความรู้ เกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ ระหว่างทางที่รถแล่นผ่านไป มัคคุเทศก์ ต๋อง ก็พูดอธิบายไปเรื่อย ๆ เช่น เมื่อผ่านแม่น้ำ เอวอน ก็อธิบายว่า ประเทศนิวซีแลนด์ น่าท่องเที่ยวในฤดูใบไม้ผลิ ส่วนทางยุโรปและอเมริกานั้นก็อยู่ในช่วงที่กำลังจะหมดฤดูร้อน ซึ่งเป็นฤดูตรงกันข้ามกับประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ จะมี 4 ฤดู เมื่อสิ้นฤดูหนาวแล้ว ก็จะย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ หลังจากฤดูใบไม้ผลิก็จะเข้าสู่ฤดูร้อน และจากฤดูร้อนก็เป็นฤดูใบไม้ร่วงและเข้าสู่ฤดูหนาว หมุนเวียนเปลี่ยนไปเช่นนี้ เหมือนดังวงจรของชีวิตที่ต้องเป็นไปตามวัฏจักรของชีวิต คือ เกิด แก่ เจ็บ แล้วก็ ตาย เช่นเดียวกันกับการหมุนเวียนเปลี่ยนไปของฤดูกาล นั่นเอง





รถบัสพาพวกเราแล่นไปรอบ ๆ เมืองไคร์เชิท ซึ่งเมืองนี้อยู่ที่เกาะใต้ของประเทศนิวซีแลนด์ ตามการสังเกตของฉัน เมืองนี้ค่อนข้างสงบ ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่าน ระหว่างทางที่ผ่าน ฉันเห็นมีต้นไม้ปลูกไว้มากมาย มัคคุเทศก์ ต๋องเล่าว่า ประเทศนี้มีประชากรเพียง สามล้านห้าหมื่นคน (ตอนปี พุทธศักราช 2541 ) แต่มีแกะถึง 12 ล้านตัว มีบ่อนกาสิโน เท่ากับมีแกะมากกว่าจำนวนประชากร

อาหารมื้อเที่ยงของวันนี้ พวกเรากว่าจะได้ทานก็ปาเข้าไปบ่ายโมงแล้ว มื้อนี้เป็นอาหารจีน แต่เป็นอาหารแบบบุฟเฟ่ ชื่อร้าน
บาโกด้าอยู่ในเมืองไคร์เชิท

หลังจากทานข้าวแล้ว คุณต๋อง ได้อธิบายต่อไปว่า คนที่นี่ นิยมล่องเรือกันในฤดูใบไม้ผลิ เพราะในฤดูนี้ ดอกไม้จะเป็นสีแดง สิ่งต่าง ๆ ในประเทศนี้ จะมีการตั้งชื่อตามประเทศอังกฤษ เพราะว่า ประเทศนิวซีแลนด์เคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษมาก่อน นั่นเอง สองข้างทางของเมืองไคร์เชิทที่รถของเราแล่นผ่านนั้น จะมีบ้านเรือนของคนที่นี่ตั้งอยู่และส่วนใหญ่จะเป็นบ้านชั้นเดียว รถราตามถนนหนทางก็มีน้อย ไม่จอแจหรือรถติดเหมือนกับประเทศไทยของเรา อาจจะเป็นเพราะว่า ประชากรของประเทศนี้ เขายังมีน้อยมากนั่นเอง

มัคคุเทศก์ ต๋องได้เล่าให้ฟังต่อไปว่า เกาะนิวซีแลนด์หรือประเทศนิวซีแลนด์ ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิค มีน้ำล้อมรอบ ทำให้ประเทศนี้มีฝนตกง่าย ที่ตั้งของประเทศนี้ ตั้งอยู่ค่อนไปทางเหนือของโลกเรา จากประเทศไทยไปประเทศนิวซีแลนด์มีระยะทางไกล พอ ๆ กับ การไปเที่ยวประเทศทางยุโรป ทั้ง ๆ ที่ดูจากแผนที่แล้วไม่น่าจะไกลมากเลย ใช้เวลาจากประเทศสิงคโปร์มาถึงประเทศนิวซีแลนด์ เป็นเวลา 10 ชั่วโมง รวมกับการบินจากประเทศไทยมาประเทศสิงคโปร์อีก 2 ชั่วโมง รวมเป็น 12 ชั่วโมง จึงจะถึงประเทศนิวซีแลนด์

ทั้งสองเกาะของประเทศนิวซีแลนด์ ไม่มีจุดไหนตามแนวนอนจะมีความกว้างเกิน 110 กิโลเมตร ความกว้างของประเทศที่กว้างที่สุดไม่เกิน 110 กิโลเมตร ความยาวจากเกาะเหนือไปถึงเกาะใต้ มีความยาวเป็นจำนวน 2,200 กิโลเมตร เกาะเหนือมีเนื้อที่มากกว่าเกาะใต้ พวกเรามาเที่ยวที่เกาะใต้ก่อน ระหว่างทางที่รถแล่นผ่านไปนั้น ฉันเห็นแม่น้ำของเมืองนี้ เป็นแม่น้ำที่เล็กมาก ฉันว่า น่าจะเรียกว่า ลำธาร มากกว่า มีความยาวไม่เกิน 20-30 กิโลเมตร ผ่านทะเลสาบที่สวยงามมาก สะพานบางแห่งแคบจนรถที่แล่นมาไม่สามารถสวนทางกันได้ จะต้องมีการจอดรอให้รถอีกคันหนึ่งแล่นผ่านสะพานไปก่อน อีกคันหนึ่งจึงจะแล่นต่อไปได้ (นี่ดีนะ ที่ประเทศนี้ยังมีประชากรน้อยอยู่ รถราจึงยังมีน้อยมากอยู่ ไม่งั้นคงรอแล่นข้ามสะพานกันนานน่าดูแน่ ๆ ) ถนนสายต่าง ๆ ก็มีเลนน้อยเลน ถนนที่มี 3-4 เลน แถบจะไม่เห็นเลย มีแค่ 2 เลนเท่านั้นเป็นส่วนใหญ่

เมืองเอสเบอร์ตัน ของประเทศนี้ มีหอนาฬิกา มีสายน้ำที่เกิดจากหิมะละลายลงมา เปลี่ยนฤดูเมื่อไร ฝนก็จะตก ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดาของที่นี่ รถแล่นไปเรื่อย ๆ ผ่านไปทางทิวเขาที่ชื่อว่า เม้าคุก แต่ไม่ได้แวะ เนื่องจากต้องรีบเข้าที่พักก่อน และรุ่งเช้าจึงจะแวะเที่ยวตามจุดต่าง ๆ ที่เราผ่านมาวันนี้ เช่น ทะเลสาบที่มีน้ำใสสะอาดมาก และดูแล้วเย็นฉ่ำ ยามสะท้อนกับแสงแดดเกิดเงาระยิบระยับราวกับแสงของเพชรนิลจินดาทีเดียว เมื่อรถผ่านไปตามเส้นทางต่าง ๆ สองข้างทางที่ผ่านนั้น มีภูเขาที่ไม่สูงชันนัก ซึ่งภูเขาในประเทศนิวซีแลนด์แต่ละลูก ส่วนใหญ่จะไม่สูง ภูเขาทางเกาะใต้ ส่วนใหญ่จะเป็นสีน้ำตาล มัคคุเทศก์ต๋องอธิบายว่า สีน้ำตาลที่เห็นนั้น แสดงให้เห็นว่า เขาลูกนั้นถูกปกคลุมด้วยหิมะซึ่งขณะนี้หิมะได้ละลายไปแล้ว ก็จะเป็นสีน้ำตาลอย่างนั้น ต่อไป มันก็จะค่อย ๆ เขียวขจีขึ้นเรื่อย ๆ แล้วก็ผ่านมาที่ทะเลสาบ พูคากิ ซึ่งเป็นทะเลสาบที่จะอยู่สูงกว่า ทะเลสาบ เทคาโป และมองออกไปข้างหน้าจะเป็นอุทยาน เม้าคุก แต่มัคคุเทศก์ไม่ได้พาขึ้นไป น้ำในทะเลสาบ เทคาโป จะมีสีเข้มกว่าทะเลสาบ พูคากิ เป็นสีออกฟ้า ๆ มีที่พัก ที่เราเรียกว่า รีสอร์ท แต่ที่ พูคากิ ไม่มีที่พัก เขาเม้าคุก เป็นภูเขาที่ไม่สูงเป็นเทือกเขาที่เป็นลูก ๆหลายลูกติดต่อกันไปเป็นเทือกเขาแบ่งเป็นลูกๆเห็นอย่างเด่นชัด ไม่เห็นเป็นเทือกติดกัน

รถพาพวกเรามาถึงโรงแรมที่พัก ซึ่งเป็นบ้านพักสองชั้น ตัวบ้านดูกะทัดรัดน่ารักมาก มีชื่อว่า “ทะวิชเซิ่น” บรรยากาศรอบ ๆ บ้านพัก สวยสดงดงามมากเหลือเกิน อากาศหนาวมาก ประมาณ 10 องศาน่าจะได้ หรืออาจจะน้อยกว่านั้น ทิวทัศน์บริเวณบ้านพัก ประกอบด้วยภูเขาที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะสีขาวแต่ไม่มากนัก ภูเขาเป็นเขาเตี้ย ๆ ฉันสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างเต็มที่ เป็นอากาศที่บริสุทธิ์ยากที่จะหาได้จากสถานที่ใด ๆ ได้บ่อยนัก ยืนชื่นชมกับบรรยากาศรอบ ๆ ห้องพักอย่างเต็มอิ่มแล้ว พวกเรานอนพักผ่อนสักครู่ใหญ่ ๆ เพราะวันนี้เดินทางไกลอยู่ในรถบัสเกือบทั้งวัน ได้แต่ชมวิวทิวทัศน์ตามเส้นทางที่ผ่านไปเท่านั้น ยังไม่ได้เที่ยวเป็นที่ ๆ อย่างจริงจัง หลังจากที่ได้พักผ่อนสักพักใหญ่แล้ว พวกเราก็ลงไปชั้นล่างตามที่นัดหมายกัน เพื่อจะไปทานข้าวมื้อเย็น

อาหารมื้อเย็นวันนี้ เป็นอาหารพื้นเมืองที่ ทะวิชเซิ่น มีซุป เนื้อไก่ เนื้อกวาง เนื้อวัว ฉันก็พอกินได้แต่เนื้อไก่เท่านั้น เนื้ออื่น ๆ กินไม่ได้ กินเสร็จแล้ว ก็เข้าที่พัก น่าเสียดายเหลือเกินที่พวกเราจะพักอยู่ที่นี่คืนนี้เพียงคืนเดียวเท่านั้น เสียดายความสวย บรรยากาศที่แสนรื่นรมย์ โดยเฉพาะบรรยากาศที่สุขสงบของที่นี่ และธรรมชาติที่เป็นธรรมชาติจริง ๆ โดยไม่ได้เกิดจากการตกแต่งใด ๆ ทั้งนั้น

ฉันอาบน้ำก่อนคุณอี๊ด คุณอี๊ดเขาชอบอาบน้ำดึก ๆ และดูหนังในโทรทัศน์เป็นประจำ ฉันไม่ชอบและไม่เอาด้วย จึงเปิดน้ำอุ่นอาบน้ำอย่างสบายอารมณ์ พรุ่งนี้ยังต้องเดินทางอย่างมาราธอนกันอีก ขืนไม่นอนเร็วหน่อย เวลากลางวันเขาพาเที่ยว ฉันจะง่วงนอนเอาน่ะซี่ แล้วก็ไม่ได้ชื่นชมกับความงามของธรรมชาติที่รถผ่านไป ถ้ามัวแต่หลับก็จะไม่ได้ชื่นชมกับทิวทัศน์สองข้างทางเลยนะ



วันที่ 16 ตุลาคม 2541

เช้านี้ เขาปลุก 6 โมงเช้า ตามเวลาของประเทศนิวซีแลนด์ แต่เป็นเวลาเที่ยงคืนของไทยเรา ฉันตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย นี่ขนาดนอนหลับได้ดีนะ คงเป็นเพราะเวลาที่แตกต่างกันนั่นเอง ฉันรีบเข้าห้องน้ำเพื่อจัดการกับธุระส่วนตัวก่อน แล้วอาบน้ำอุ่น ๆ เช็ดตัวให้แห้ง เพราะอากาศหนาวมากทีเดียว จากนั้นคุณอี๊ดก็เข้าไป อาบน้ำ ประมาณโมงเช้า เก๊ามาเคาะประตูเรียกเพื่อจะได้ลงไปทานข้าวเช้าด้วยกัน เวลาของประเทศไทยเราในขณะนี้ ก็คือ ตี 1 เฮ้อ ! ทานข้าวมื้อเช้า ตี 1 ท้องมันไม่ค่อยจะยอมรับเสียเลย แต่ฉันก็ต้องปรับตัวให้ได้ ขืนไม่กิน เวลาเดินทางจะแย่เอา อาหารก็เหมือน ๆ กับอาหารเมื่อทานตอนมื้อเย็นนั่นแหละ ฉันทานหมูแฮม ขนมปังทาเนย ทาแยมบ้าง ตามอัธยาศัย ทานผลไม้พวกแอปเปิลบ้าง กีวี่บ้าง น้ำส้ม นมอีกแก้วหนึ่ง ไข่ดาวอีกฟองหนึ่ง ก็อิ่มพอดี

เวลาประมาณ 8.00 น. พวกเราก็ออกจากที่พักไปเที่ยวกัน ( สองทุ่มของไทยเรา) วันนี้เราจะไปเที่ยวที่ ควีนทาวน์ ซึ่งถือว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีทิวทัศน์สวยงาม มัคคุเทศก์ ต๋อง เริ่มบรรยายให้ความรู้ว่า ประเทศออสเตรเลียและประเทศนิวซีแลนด์เป็นประเทศที่เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ชอบชื่นชมความงามของธรรมชาติ ภูเขามีแต่เขาเตี้ย ๆ ทั้งนั้น ผิดกับภูเขาทางประเทศยุโรปและอเมริกา ในเรื่องของเทคโนโลยีก็ไม่ไฮเทคเหมือนประเทศอื่น ๆ เขา พื้นที่ส่วนใหญ่ จะเป็นการทำการเกษตร พื้นที่ว่างยังมีอีกมากมาย เพราะว่าประเทศนิวซีแลนด์ยังมีประชากรน้อยนั่นเอง

ระหว่างทางที่จะไปควีนแลนด์ ถนนหนทางบางช่วงคดเคี้ยวและแคบมาก มีเพียงสองเลน คงเป็นเพราะว่า ประเทศนี้ยังมีรถน้อยอยู่ ภูมิประเทศก็เป็นหุบเขาเป็นส่วนใหญ่ การตัดถนนหนทางจึงยังไม่ใช่สิ่งสำคัญมากนัก ซึ่งก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีนะ เพราะว่า ธรรมชาติอันสวยงามและสิ่งแวดล้อมจะได้ไม่ถูกทำลายไป ขณะที่รถแล่นไปนั้น ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมสองข้างทางสวยสดงดงามมาก เป็นทางมุ่งไปสู่เกาะใต้ ซึ่งจะเพิ่มความหนาวเย็นมากยิ่งขึ้นกว่าเกาะเหนือ

ควีนแลนด์ เป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวของเกาะใต้ มีทะเลสาบชื่อ โอฮาวู มัคคุเทศก์ ต๋องเล่าประวัติของประเทศนิวซีแลนด์ให้ฟังว่า คนเมารีได้มาอยู่ที่นิวซีแลนด์ เมื่อประมาณ ค.ศ. 800 ถ้าเทียบยุค ก็น่าจะใกล้กับยุคอาณาจักรศรีวิชัย ประมาณ ค.ศ. 1789 เจมส์คุก เป็นผู้มาค้นพบเกาะนี้ คุณต๋องเล่าต่อไปว่า เมืองโอมารามาที่รถผ่านไปนั้น เป็นเมืองเล็ก ๆ มีบ้านไม่กี่หลัง และก็เป็นจริงอย่างที่คุณต๋องพูดนั่นแหละ





ขณะนี้ เรากำลังมุ่งไปที่เมืองครอมแวล (Crom Well ) เป็นเมืองที่มีผลไม้ เช่น เชอร์รี่ ซึ่งจะมีมากในช่วงเดือนธันวาคม ตอนที่ฉันมาที่นี่ ต้นเชอร์รี่กำลังออกดอก โถ ! น่าเสียดายเหลือเกิน เชอร์รี่เป็นผลไม้โปรดของฉันเสียด้วยซี่ อดกินเลย คุณต๋อง ให้ความรู้อีกเรื่องหนึ่งว่า พวกฝรั่งนั้น ไม่นิยมเที่ยวในช่วงหน้าหนาว ต้องพ้นจากหน้าหนาวไปแล้ว จึงเป็นฤดูท่องเที่ยวของเขา ในฤดูหนาวจะมีการเล่นสกีเท่านั้น

ส่วนสัตว์ในทวีปนี้ จะแตกต่างจากสัตว์ทวีปอื่น ๆ มีรูปร่างแปลก ๆ เช่น จิงโจ้ หมีควอล่าและป่าในทวีปนี้ ไม่อุดมสมบูรณ์เหมือนป่าในทวีปเอเซียและอาฟริกา และภูเขาหินปูนมีมากที่สุดในประเทศนิวซีแลนด์

ศัพท์คำว่า “ลิมดิสพาธ หมายความว่า ทางที่เชื่อมระหว่างเมือง 2 เมือง สองข้างทางจะมีภูเขาลูกเล็ก ลูกน้อย สลับซับซ้อน มีหินสีเขียว เรียกว่า green strone ใช้ทำเครื่องประดับ

เมื่อพ้นจาก “ลิมดิสพาธ” แล้ว จะเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี เป็นที่ราบกว้าง มีต้นสนมากมาย ลูกสน นำมาขายได้ ตามทุ่งหญ้าหรือที่ราบกว้าง แม้แต่บนเขา จะพบแกะที่เกาะใต้มากมาย บางแห่งดูเห็นเป็นหลายพันตัว นอกจากชอบเลี้ยงแกะแล้ว ยังชอบเลี้ยงกวางอีกด้วย รถแล่นเข้าสู่ชุมชน โอทาโก เป็นที่ราบกว้าง แล้วก็มาถึงที่เมือง ครอมแวล ที่นี่มีผลไม้ ฟาร์มผลไม้ มากที่สุดในโลก มีสัญลักษณ์เป็นรูปผลไม้ใหญ่ที่สุด พวกเราก็ได้ถ่ายรูปกับผลไม้สัญลักษณ์นี้ด้วย

ที่ประเทศนิวซีแลนด์ มีกฏห้ามนำผลไม้ พริก หรือของอื่น ๆ นอกประเทศเข้าประเทศของเขาด้วย เพราะว่า กลัวเชื้อโรคที่จะมาแพร่เชื้อในบ้านเมืองของเขานั่นเอง เมืองนี้ มีชื่อเสียง เรื่องของ น้ำผึ้ง ด้วย เขาจะ ทำเป็นรังผึ้ง เป็นน้ำผึ้งเดือนห้า ถือว่าเป็นน้ำผึ้งที่มีคุณภาพมากที่สุด

เราแวะที่ร้านขายผลไม้สดและผลไม้แห้ง มีองุ่นเขียวที่ฉันชอบทาน แต่น่าเสียดาย ซื้อมากไม่ได้เพราะเรายังไม่ได้กลับบ้าน นั่นเอง จึงซื้อไว้ทานเฉพาะตอนที่ยังอยู่ในที่พักเท่านั้น ผลไม้หน้านี้มีน้อยชนิด ซื้อของกินเสร็จแล้ว ก็ถึงรายการถ่ายรูปกันเป็นที่ระลึก เช่น ถ่ายกับต้นเชอร์รี่บ้าง ถ่ายกับแพะบ้าง





จากร้านผลไม้ เราก็ไปเที่ยวยังสถานที่ที่เล่น บันนี่จั๊ม กีฬาประเภทนี้ เป็นกีฬากระโดดจากที่สูงลงไปในน้ำ แต่ตัวอาจจะไม่ถูกน้ำหรือให้ถูกน้ำก็ได้ กีฬาชนิดนี้ ตั้งชื่อตามคนที่คิดกีฬาประเภทนี้ ส่วนใหญ่คนนิวซีแลนด์จะเล่นกีฬาประเภทนี้ได้ทั้งชายและหญิง กฎกติกาของการเล่นกีฬา บันนี่จั๊ม ก็คือ อายุผู้ที่จะเล่นกีฬาบันนี่จั๊ม จะต้องไม่ต่ำกว่า 18 ปี สุขภาพแข็งแรง

รถของพวกเรามาจอดอยู่บริเวณที่จะมีการกระโดด บันนี่จั๊ม ซึ่งมีผู้สมัครมาเล่น บันนี่จั๊ม อยู่หลายคน ลำน้ำที่พวกเขาจะกระโดดนั้น มีชื่อว่า “คาวาลัว” เป็นลำน้ำที่ไหลจากยอดเขาเหมือนน้ำตก ความต้องการในการกระโดดนั้น แล้วแต่ความต้องการของแต่ละคน บางคนอาจต้องการให้ร่างกายของตนกระโดดลงไปแล้วให้ร่างกายถูกน้ำ บางคนอาจจะไม่ต้องการ จะเล่นหรือทำท่ากระโดดอย่างไรก็ได้



เมื่อชมการเล่นบันนี่จั๊มแล้ว พวกเราก็ออกเดินทางต่อเพื่อไปเมือง แอโร เป็นเมืองลูกศร (ทำไมจึงเรียกอย่างนี้ก็ไม่ทราบ ฉันก็ลืมถามมัคคุเทศก์ไป ) เมืองนี้เป็นเมืองเก่าแก่ในเขต ควีนทาวด์ เป็นเมืองขุดทอง คาวบอย เป็นเมืองติดกับลำน้ำ แอโร เมื่อมาถึงเมืองนี้ มัคคุเทศก์ ต๋องพาพวกเราไปชมพิพิธภัณฑ์ที่แสดงถึงการขุดทองในสมัยก่อน พวกเราก็ถ่ายรูป 2-3 .ใบ ไว้เป็นที่ระลึก โดยถ่ายกับเครื่องมือขุดทองของเขาด้วย หลังจากที่เข้าชมพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวแล้ว พวกเราก็เดินเที่ยวบริเวณรอบ ๆ เมืองนี้ ซึ่งมีทิวทัศน์สวยงามมาก บ้านของชาวนิวซีแลนด์แต่ละบ้าน เป็นบ้านชั้นเดียวแทบทั้งนั้น มีร้านค้าให้พวกเราเดินชมสินค้า ถนนว่างและโล่งดีเหลือเกิน บ้านที่เขาปลูกอยู่อาศัยก็น่ารัก น่าอยู่ พวกเราถ่ายรูปกับบ้านเหล่านี้ไว้หลายรูป ฉันชอบบรรยากาศของบ้านบริเวณนี้มากเหลือเกิน อากาศที่นี่ก็ไม่หนาวจัด
เท่าไรนัก

ชมภาพ ร้านค้า และพิพิธภัณฑ์แสดงการขุดทอง



ข้าวมื้อเที่ยงของวันนี้ มัคคุเทศก์พาพวกเรานั่งกระเช้าลอยฟ้าขึ้นเขาไปทานอาหารกัน กระเช้าไฟฟ้า (Sky Line) หนึ่งกระเช้า นั่งได้ 4 คน เขาลูกนี้ชื่อว่า เขาคอโลเนทฟิก ฉันมองทิวเขาจากกระเช้าไฟฟ้า เป็นทิวทัศน์ที่งดงาม กระเช้าค่อย ๆ ไต่ขึ้นเทือกเขา ค่อย ๆ สูงขึ้น ๆ เป็นความสูงที่สูงมากพอควร ฉันมองจากกระเช้าไฟฟ้าลงมาเบื้องล่าง เห็นมีแกะอยู่ตามไหล่เขา คิดว่าน่าจะเป็นแกะป่าหรือเปล่าก็ไม่ทราบ เขาลูกที่เราขึ้นไปนี้มีชื่อว่า บ็อบฟิก

ขึ้นถึงบนเขา บ็อบฟิก ฉันมองลงมาข้างล่างอีก ช่างเป็นภาพที่สวยสดงดงามมากจนไม่สามารถที่จะพรรณนาออกมาเป็นถ้อยคำใด ๆ ได้ดังใจปรารถนา บนเขาลูกนี้ฉันมองลงไปเบื้องล่าง ฉันเห็นเขาปลูกบ้านหลังเล็ก ๆ มากมาย โดยเฉพาะบ้านที่อยู่รอบ ๆ ทะเลสาบ และเป็นแหลมที่ยื่นลงไปในทะเลสาบ เป็นทัศนียภาพที่สวยงามเหลือที่จะพรรณนา ทัศนียภาพเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ดึงดูดใจของพวกเราเป็นอย่างมาก พากันถ่ายรูปจากมุมนี้ไปมุมนั้น รูปแล้วรูปเล่า อย่างไม่เสียดายฟิล์มเลย (คงลืมไปว่า แล้วยังต้องไปล้างฟิล์ม อัดรูปอีกนะนี่)

อาหารมื้อนี้ อุตส่าห์มาทานเสียบนภูเขาสูง แต่แล้วพวกเราก็หนีไม่พ้นอาหารฝรั่งอีกตามเคย ที่มัคคุเทศก์ ต๋อง พาพวกเรามาทานถึงบนเขาสูงเช่นนี้ คงมีจุดประสงค์ต้องการให้พวกเราได้ทานอาหารในบรรยากาศที่สดชื่น โรแมนติค ทานข้าวท่ามกลางธรรมชาติป่าเขา
ลำเนาไพรไงล่ะ



ขากลับจากการทานข้าวมื้อเที่ยง พวกเราก็นั่งกระเช้าไฟฟ้าลงจากเขา ปรากฏว่าฝนตกหนักมาก แต่ก็ยังโชคดีที่ตกไม่นาน ประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้นก็หยุด กลายเป็นการตกปรอย ๆ เท่านั้น พอรถออกแล่นไปได้สักพักใหญ่ๆ ก็หยุดตก เฮ้อ ! โชคดีไป การมาท่องเที่ยวถ้าเจอฝนก็หมดสนุกไปเลยนะ รถแล่นไปถึงเขา โคโลเนทฝนหยุดตกสนิทแล้ว ตามเชิงเขามีหิมะหลงเหลืออยู่บ้าง พวกเราก็ปีนขึ้นที่เชิงเขา ถ่ายกับหิมะ เด็ก ๆ ที่มาด้วยคงจะยังไม่เคยเห็นหิมะ พวกเขาดีใจกันใหญ่ วิ่งลุยหิมะ แล้วเก็บหิมะมาปั้นเป็นรูปตุ๊กตา ส่วนฉันเคยไปเที่ยวที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ที่ ภูเขาทิสลิส มาแล้ว ฉันเคยเห็น เคยลุยหิมะมาแล้ว จึงไม่เกิดความตื่นเต้นอะไรมากนัก แต่ก็อดถ่ายรูปกับหิมะไม่ได้อยู่ดี ถ่ายกันคนละ 2-3 ใบ สักพักใหญ่ ปรากฏกลุ่มหมอกลงมาอย่างหนัก จนพวกเราไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ชัดเจนเลย สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปได้ง่ายจริง ๆ หมอกที่ลงมาเพียง 5-10 นาทีเท่านั้น ดินฟ้าอากาศที่แปรเปลี่ยนไปเมื่อตะกี้นี้ ก็กลับเข้าสู่ภาวะปรกติ กลุ่มหมอกดังกล่าวก็ค่อย ๆ จางหายไป ความสว่างไสวก็กลับมาเหมือนเดิม มันช่างเหมือนจิตใจคนบางคน ที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย คนที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงตั้งตัวรับการเปลี่ยนแปลงไม่ติดเลยทีเดียว ถ้าสภาพจิตใจของเราไม่เข้มแข็งพอ ก็อาจจะคิดสั้นเกิดโศกนาฏกรรมอย่างที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์บ่อย ๆ ไงล่ะ





จากนั้น มัคคุเทศก์ก็แนะนำให้พวกเราไปล่องเรือ ไม่ใช่เป็นการล่องเรือธรรมดาอย่างที่เคยล่องมาเมื่อไปเที่ยวที่ประเทศสหรัฐอเมริกาหรือที่ประเทศในทวีปยุโรปที่ฉันเคยไปมาแล้ว การล่องเรือครั้งนี้ เป็นการล่องเรืออย่างโลดโผน ทุกคนในเรือต้องใส่เสื้อชูชีพ แล้วคนขับเรือก็จะขับเรืออย่างโลดโผน ให้ผู้โดยสารเกิดความหวาดเสียว เขาถือว่าเป็นกีฬาประเภทหนึ่ง อยู่ในเรืออย่างโลดโผนเป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เป็นเงินไทยประมาณพันกว่าบาทเชียวนะ พวกที่ไม่อยากเสียเงินลงเล่น ก็อยู่บนบก เรือลำหนึ่งนั่งได้ 10 คน รวมทั้งฉันด้วย เสียดายเงิน เพราะดูแล้วไม่มีอะไรน่าสนุกนัก คณะของเรามีลงไปเล่นอยู่ประมาณ 10 คนเห็นจะได้ พวกเราที่ไม่ได้ลงเรือเล่น ก็เดินชมทิวทัศน์อยู่บริเวณนั้น ถ่ายรูปกันไป เพื่อรอคนที่ลงเรือไปเล่น นั่นเอง

จากการเล่นเรือและชมทิวทัศน์แล้ว พวกเราก็กลับที่พักกัน โรงแรมคืนนี้ชื่อว่า โรงแรม ค็อปตัน โรงแรมนี้แปลกดี เพราะมีการให้นักท่องเที่ยวพักในชั้นใต้ดิน มีถึง 4 ชั้น ชั้นที่เราเห็นบนดิน มีเพียงชั้นเดียวเอง การพักที่โรงแรมในประเทศนี้มีความยุ่งยากพอสมควร เพราะว่า พักโรงแรมละ 1 คืน ทำให้ต้องโยกย้ายกระเป๋าเดินทางอยู่บ่อย ๆ ยุ่งยากในการจัดสัมภาระนั่นเอง



วันที่ 17 ตุลาคม 41
วันนี้ พวกเราถูกปลุกให้ตื่นในเวลา 6.30 น. ถือว่าปลุกสายกว่าทุกวันที่ผ่านมา ฉันเลยนอนเต็มที่หน่อยสำหรับอาหารมื้อเช้าก็ทานกันที่โรงแรม อาหารก็เหมือนเดิม ๆ น่าเบื่อเหลือเกิน รถออกเดินทางเวลา 8.30 น. ตามเวลาของประเทศนิวซีแลนด์ พวกเราจะเดินทางจากที่ควีนแลนด์ เพื่อไปเมืองไคร์เชิร์ทและจะแวะเที่ยวที่ทะเลสาบและสถานที่ต่าง ๆ ที่รถของเราผ่านไปเมื่อวานนี้

เมื่อรถเริ่มแล่นไป มัคคุเทศก์ ต๋อง เขาก็เริ่มให้ความรู้แก่
ลูกทัวร์ทันที เมื่อผ่านแม่น้ำ เขาบอกว่า แม่น้ำนี้ มีชื่อว่าช็อตโอเวอร์ ผ่านภูเขาที่ชื่อว่า รีมาร์คเอเบล มีชื่อยอดเขาที่สูงที่สุดชื่อว่า “เม้าคุก” สูงประมาณ3,560 กว่าเมตร เป็นยอดเขาที่นักไต่เขา ประลองฝีมือกัน คนที่ไต่เขาถึงยอดเขาเอฟเวอร์เรส ซึ่งเป็นยอดเขาสูงสุดในโลก ก็เป็นชาวนิวซีแลนด์ ภูเขาของประเทศนี้จะไม่ค่อยมีต้นไม้ใหญ่ เพราะว่า แถบนี้เป็นภูเขาไฟมาก่อน มีหิมะเกาะ ประเภทของไม้ที่นี่ ส่วนใหญ่จะเป็นประเภทไม้สน

ภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ ก็ยังมีอยู่ที่เกาะเหนือ แถว ๆ เมือง
โรตารัว ซึ่งมีบ่อโคลนเดือด อยู่ในโซนของแผ่นดินไหว ลำห้วยที่ใหญ่ที่สุด คือ เกรเบียน ลำน้ำต่าง ๆ ที่ทำให้ผู้ที่มาขุดทองร่ำรวย เนื่องจากได้ซื้อพื้นที่ เอทาโก ซึ่งเป็นที่ราบทอง โดยซื้อจากพวกชนเผ่าเมารี พวกที่มาซื้อ เข้ามาทางช่องแคบดิลดิส

มัคคุเทศก์ ต๋องเล่าให้ฟังว่า พวกฝรั่งที่เข้ามาอยู่ในประเทศออสเตรเลียเป็นนักโทษจากคุก เป็นนักโทษที่ถูกส่งมาอยู่ที่ประเทศนี้ (ในสมัยก่อน) แต่ฝรั่งในประเทศนิวซีแลนด์ไม่ใช่เช่นนั้น คนที่เข้าไปอยู่ในประเทศนิวซีแลนด์นั้น เป็นชาวอังกฤษ โดยเข้ามาในฐานะนักสำรวจ เช่น ที่ เมือง แอร์โร เป็นเมืองที่มีทองคำมาก ก้อนทองที่เคยขุดได้นั้น เป็นก้อนใหญ่มากหนักถึง 155 กิโลกรัม พบที่แม่น้ำ ช็อตโอเวอร์ มีการจ้างคนจีนมาจากแผ่นดินใหญ่มาขุดทอง ปัจจุบัน ( ปี 41 ) ไม่ค่อยมีคนจีนมาขุดทองที่ควีนแลนด์แล้ว เพราะคนจีนถูกจ้างมาจากที่อื่น พอเสร็จงานก็กลับสู่เมืองที่เคยอยู่ในประเทศนิวซีแลนด์ ประมาณ ค.ศ 1860 มีคนจีนถึงสามหมื่นกว่าคน บางแห่งของลำน้ำ
โควารัว ที่รถแล่นผ่าน ก็ยังมี เหมืองร้างให้เห็นอยู่บ้าง

เส้นทางที่รถแล่นไปนั้น ไปทาง เมือง ครอมเวล ถือเป็นเส้นทางแห่งประวัติศาสตร์ เพราะเป็นแหล่งขุดทอง สองปีก่อนจะมีพวกญี่ปุ่นมาที่นี่มากมาย แต่ปัจจุบันนี้มีน้อยลงไป เงียบไปตามสภาพของเศรษฐกิจโลก มัคคุเทศก์ ต๋อง เล่าต่อไปว่า เมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา (ปีที่ฉันมา คือ ปี 41 ) ทั้งประเทศออสเตรเลียและประเทศ นิวซีแลนด์ เป็นประเทศที่เงียบเหงามาก ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยว ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะไปเที่ยวประเทศทางแถบยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น ต่อมามีการประชาสัมพันธ์ประเทศสองประเทศนี้ มีการเชิญชวน แนะนำประเทศของตน จึงทำให้สองประเทศนี้มีนักท่องเที่ยวรู้จักและมาเที่ยวมากขึ้น

ครอมเวล เป็นที่ราบผืนใหญ่ของที่ราบ โอทาโก เป็นที่ที่ปลูกผลไม้มาก ส่วนเมือง อินเวอร์คากิ้น เป็นเมืองของนักวิชาการ เพราะพวกนักวิชาการมักจะมาประชุม ชุมนุมกันที่เมืองนี้ เมืองใหญ่ ๆ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่เกาะเหนือ อีกเมืองหนึ่ง คือ เมืองนิวฟอตซาว เป็นเมืองที่มีฝนตกชุกและบ่อยมากที่สุด เหมือนเมืองระนองและเมืองตากของประเทศไทยเราที่มีฝนตกมากเช่นกัน เป็นเมืองที่มีทิวทัศน์ ธรรมชาติที่น่าท่องเที่ยวเมืองหนึ่งในประเทศนิวซีแลนด์ (แต่เราไม่ได้ไป)



ประเทศนิวซีแลนด์ มีสัตว์ต่าง ๆ หลายประเภท เช่น นกแก้ว แกะ ม้า แมวน้ำ การไปชมสัตว์ในสวนสัตว์ของเขา ห้ามให้อาหารสัตว์แก่มันเป็นอันขาด สถานที่ที่ประเทศนิวซีแลนด์เงียบสงบ ส่วนใหญ่เป็นป่าสนมีน้ำตกสวยงาม เป็นเมืองน่าเที่ยว

เส้นทางขากลับ ผ่านภูเขาที่พวกเราเคยผ่าน ซึ่งภูเขาแต่ละลูกจะเป็นสีน้ำตาล ๆ มีสีเขียวบ้างประปราย แต่วันนี้ ภูเขาบางช่วงมีหิมะปกคลุมขาวโพลนไปหมด ดูสวยงามมาก มัคคุเทศก์เล่าว่า เมื่อคืนนี้ ฝนตก อากาศมีความเย็นถึง 0 องศา ทีเดียว จึงเป็นเหตุให้มีหิมะตกและปกคลุมภูเขาเหล่านี้ ช่างเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์เสียจริงนะ เพียงชั่วข้ามคืนเดียว สภาพต่าง ๆ ก็แปรเปลี่ยนไปหมด มิสเตอร์ไมเคิล คนขับรถของพวกเรา ใจดี เขาจอดรถข้างทางให้พวกเราได้ไปชื่นชมความงามที่เชิงเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ ลงจากรถ พวกเราก็วิ่งไปที่เชิงเขาซึ่งมีหิมะอยู่เหมือนกัน เด็ก ๆ ดีใจมากเหมือนเดิม พากันเดินลุยหิมะเล่น ปั้นหิมะเป็นรูปต่าง ๆ ฉันและเพื่อน ๆ ก็ถ่ายรูปกันไว้เป็นที่ระลึกคนละ 2-3 รูป ตามเคย

อาหารมื้อเที่ยงในวันนี้ พวกเรามาทานกันที่เมือง โอมารามา เป็นเมืองที่มีความสงบเงียบ เหมาะที่นักท่องเที่ยวจะเดินทางมาพักผ่อนกัน ร้านอาหารที่พวกเรามาทานนั้น ชื่อว่า ร้าน เฮอลิเทค บริเวณของร้านนี้มีความสวยงาม มีปลูกดอกไม้สวย ๆ ด้วย พวกเราจึงออกมาถ่ายรูปบริเวณนี้ไว้เป็นที่ระลึกด้วย



จากเมือง โอมารามา ก็จะถึง ทะไวเซิ่น หรือ ทะวิชเซิ่น ซึ่งเราพักกันคืนแรก ผ่านทะเลสาบ โอราโอ้ ที่นี่มีเสาไฟฟ้ามากมาย แสดงให้เห็นว่าเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้า ปั่นไฟฟ้าใช้ในเมืองนี้ ยังมีอีกแห่งหนึ่ง คือ ที่เทคาโป ส่วนเกาะเหนือจะใช้พลังงานจากถ่านหิน

รถแล่นไปถึงทะเลสาบ พูคากิ ด้านหลังของทะเลสาบ พูคากิ จะเห็นยอดเขา เม้าคุกที่สวยงามและเป็นยอดเขาที่สูงที่สุด เป็นทะเลสาบที่อยู่สูงกว่าทะเลสาบอื่น ๆ ใช้เป็นเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า มี 9 แห่งที่ใช้พลังน้ำในการผลิตไฟฟ้าในเกาะใต้ ที่ทะเลสาบนี้ พวกเราก็ถ่ายรูปกันหลายรูป เพราะเป็นทะเลสาบที่มีทัศนียภาพสวยงามมาก เป็นทะเลสาบที่กว้างใหญ่ เวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตา น้ำในทะเลสาบราบเรียบและพลิ้วเป็นละลอกคลื่นน้อย ๆ ยามเมื่อถูกกระแสลมพัดผ่านไป เป็นภาพที่แลดูสงบ เยือกเย็น น่ายลยิ่งนัก หากจิตใจของมนุษย์เราจะสามารถสงบ เยือกเย็น และกว้างขวางอย่างทะเลสาบ พูคากิ ได้แล้วไซร้ โลกนี้คงจะสงบสุขอย่างแน่นอน

จากทะเลสาบ พูคากิ พวกเราก็ไปเที่ยวทะเลสาบ เทคาโป ซึ่งเป็นทะเลสาบที่มีความสวยงามมากอีกแห่งหนึ่ง ที่บริเวณทะเลสาบนี้ มีอนุสาวรีย์สุนัข ฉันกับเพื่อนก็ไปถ่ายรูปกับมันด้วยนะ ก็ฉันเป็นคนรักสุนัขอยู่แล้วนี่นา เห็นมันแล้วก็ต้องถ่ายรูปกับมันด้วย ที่นี่ เขาเลี้ยงสุนัขไว้ช่วยไล่ต้อนแกะเข้าฟาร์ม







ประเทศนิวซีแลนด์ได้นำแกะมาจากประเทศอังกฤษมาเลี้ยงที่นี่ นำมาเลี้ยงที่ทุ่งหญ้า แมคเนซี่ บริเวณนี้ นอกจากจะมีอนุสาวรีย์สุนัข ดังกล่าวแล้ว ยังมีโบสถ์อยู่หลังหนึ่งไว้ให้ประกอบพิธีทางศาสนาอีกด้วย

รถพาพวกเราไปถึงเมือง เอสเมอร์ตัน มัคคุเทศก์พาพวกเรามาซื้ออาหารเสริมที่เรียกว่า โอเมก้า 3 หรือที่เราเรียกว่า น้ำมันตับปลา ซึ่ง ต๋อย เพื่อนที่กรุงเทพฯ ฝากซื้อ เพื่อนบอกว่า อาหารเสริมประเภทนี้ใช้บำรุงสมอง ทำมาจากน้ำมันปลา ราคา 3 แพ็ค 36 เหรียญ ราคากระป๋องละประมาณ 200-300 บาท ราคาถูกกว่ากรุงเทพฯ ประมาณเท่าตัว ฉันก็ซื้อไป 6 กระป๋อง ไปฝากน้องสะใภ้และหลาน (คุ้ง) คนละ 1 กระป๋อง เหลืออีก 4 กระป๋อง ไว้ทานเอง แล้วก็ซื้ออาหารเสริมที่ทานบำรุงผิวพรรณ ฉันก็ซื้อตามเพื่อน ๆ นั่นแหละ ปรกติ ฉันไม่ค่อยชอบทานอาหารเสริม อาหารเสริมชุดนี้ 3 กระป๋อง ราคาตั้ง 57 เหรียญ แพงน่าดูเลย แต่เพื่อนทัวร์ที่มาด้วยเขาเคยทานแล้วบอกว่า ดี ก็เลยซื้อตามเขาไป ก็ลองดู ถึงอย่างไรเงินที่แลกมาก็เหลืออยู่แล้ว

เมื่อซื้อของเสร็จแล้ว พวกเราก็ออกเดินทางต่อไป เพื่อไปเมืองไคร้เชิร์ท ก่อนเข้าพักที่โรงแรม พวกเราไปชมโรงงานที่ผลิตยาที่ทำจากกวาง มีการฉายวิดิทัศน์ให้ชมด้วย อธิบายการเอาส่วนต่าง ๆ ของกวางมาทำยา มีนักเรียนหญิงคนไทยที่มาเรียนอยู่ที่ประเทศนิวซีแลนด์มาเป็นผู้อธิบายให้พวกเราฟัง พูดบรรยายสรรพคุณของยา
แต่ละชนิด และเชิญชวนขายไปด้วย ยาแต่ละชนิดแพงมาก ปรากฏว่า ไม่มีใครซื้อเลยแม้แต่คนเดียว อาจจะเป็นเพราะว่า พวกเราซื้อจากร้านแรกไปมากแล้วก็ได้ จากนั้น พวกเราจึงเข้าที่พักในโรงแรม ชื่อว่า โรงแรมค็อบตัน ชื่อเดียวกับโรงแรมที่พักไปเมื่อคืนนี้

วันที่ 18 ตุลาคม 41

เช้านี้ หลังจากทานข้าวเช้าแล้ว ฉันกับเพื่อน ๆ ก็ไปเดินชมสวน วิคตอเรีย ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับโรงแรมที่พวกเราพักนั่นเอง มีรูปปั้นของพระนางวิคตอเรีย ที่สวนนี้ มีปลูกต้นทิวลิป มีน้ำพุ มีรูปเสาสูง ๆ ปลายเสาเป็นรูปหน้าคน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชนเผ่าเมารี พวกเราก็ไปถ่ายรูปกับสัญลักษณ์นี้เป็นที่ระลึก นอกจากนี้ยังถ่ายรูปตามระเบียงของที่นี่ อันเป็นลวดลายศิลปะของที่นี่



ออกจากที่นี่ไป รถก็พาพวกเราไปเที่ยวกันที่เขาแคชเมียร์ ซึ่งถือว่าเป็นจุดชมวิว พวกเราต้องเดินขึ้นเขากันไป ตามทางที่ขึ้นเขานั้น จะเห็นบ้านหลังเล็ก ๆ น่ารัก ๆ ปลูกอยู่ตามไหล่เขาที่เราเดินขึ้นไป แต่ละบ้านจะใหญ่กว่าบ้านที่ปลูกอยู่ข้างล่าง บ้านแต่ละหลังจะมีการปลูกดอกไม้ไว้ที่หน้าบ้านอย่างสวยงาม ดูน่าอยู่และสดชื่น ยิ่งเดินขึ้นเขาสูงไปเรื่อย ๆ ก็จะมองเห็นท้องทะเลสาบที่สวยงาม กว้างใหญ่ เวิ้งว้าง แต่แฝงด้วยความอ้างว้าง เดียวดาย และดูเยือกเย็น เหมือนชีวิตของคนที่เคยพบกับความขมขื่นมาแล้ว พลอยเกิดความอ้างว้างและเดียวดายไปด้วยอย่างนั้นแหละ

เขาแคชเมียร์เป็นเขาที่ไม่สูงสักเท่าไร ราว ๆ ร้อยกว่าเมตรเท่านั้น ที่นี่ ลมแรงมาก มัคคุเทศก์บอกว่า แถวเมืองไคร้เชิร์ทจะไม่เห็นหิมะ มีแต่ความหนาวเย็นเท่านั้น

จากเขาแคชเมียร์ เราก็ไปชมสวน บอร์ตานิค ที่นี่เป็นสวนดอกไม้ ที่มีดอกไม้สวย ๆ มากเหมือนกัน คล้าย ๆ กับสวนดอกไม้ที่ โกเด้นเกรท ในเมือง ซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกาที่ฉันไปเที่ยวมาแล้ว เมืองไคร์เชิร์ทได้รับสมญานามว่า เป็นเมืองแห่งดอกไม้ ตามบ้านเรือนของประชาชน จะตกแต่งดอกไม้ไว้อย่างสวยงามตามหน้าบ้านของตนบ้าง ในบ้านบ้าง ในไคร้เชิร์ทยังนิยมกีฬากอล์ฟ

ที่สวน บอร์ตานิค ปลูกดอกไม้เป็นแปลง ๆ มีสารพัดสี แดง เหลือง ขาว ชมพู ต้นไม้ใหญ่ ๆ ก็มี บางต้นเป็นสีแดงส้มทั้งต้น ดูดังพระเพลิงที่กำลังลุกโชนโชติช่วงชัชวาล ต้นสีเขียวเป็นรูปฉัตร บรรยากาศจึงดูสวยสดงดงามด้วยธรรมชาติที่น่าพึงชมอย่างยิ่ง



(ติดตามอ่านตอน 2 ต่อไป ค่ะ )



Create Date : 29 สิงหาคม 2555
Last Update : 3 กันยายน 2555 10:20:13 น.
Counter : 2097 Pageviews.

1 comments
Countdown Patry 2022 @Neramit Cafe at Chainat นายแว่นขยันเที่ยว
(31 ธ.ค. 2564 00:49:21 น.)
Greenback Dollar - Kingston Trio ... ความหมาย tuk-tuk@korat
(31 ธ.ค. 2564 11:30:11 น.)
9 ที่เที่ยวแปลกในเมืองไทย travelistaนักเดินทาง
(29 ธ.ค. 2564 17:23:17 น.)
แหล่งเรียนรู้องค์กรด้านเคหกิจเกษตรการจัดสานผักตบชวา (กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านอ้อย) นายแว่นขยันเที่ยว
(28 ธ.ค. 2564 00:37:42 น.)
  
สวัสดีค่ะอาจารย์สุวิมล

โอเล่เพิ่งกลับมา ตะร่อนเที่ยวมา 2 วันค่ะ

อาจารย์สุวิมล สบายดีเช่นกันนะค่ะ โอเล่สบายดีคะ

ตัวเบากลับมาเลยค่ะ
โดย: โอน่าจอมซ่าส์ วันที่: 4 พฤศจิกายน 2555 เวลา:22:40:58 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Suvimol.BlogGang.com

อาจารย์สุวิมล
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]

บทความทั้งหมด