ประเพณีที่ยิ่งใหญ่ของเทศกาล ถือศีลกินผัก (ภูเก็ต 3 )
ประเพณีที่ยิ่งใหญ่ของเทศกาลถือศีลกินผัก (ภูเก็ต 3 )

ท่านผู้อ่านที่ติดตามอ่านงานเขียนของฉัน คงจะไม่งง นะคะที่ฉัน วงเล็บไว้ว่า (ภูเก็ต 3 ) เพราะได้อ่านเรื่องราวของภูเก็ตที่ฉันเขียนไปแล้ว 2 ครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ค่ะ

ฉันเคยเขียนไว้ในข้อเขียนของฉันบ่อย ๆ ว่า การเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่าง ๆ เป็นความใฝ่ฝันเรื่องหนึ่งของชีวิตฉัน และการได้ท่องเที่ยวท่ามกลางธรรมชาติที่งดงาม ประเพณีของท้องถิ่นต่าง ๆ ที่ฉันไปพบมา เป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตที่เงียบเหงาของฉัน ได้มีโอกาสสัมผัสกับความสดชื่นที่ได้รับจากธรรมชาติ สัมผัสกับสิ่งแปลกใหม่ที่ฉันไม่เคยพบเคยเห็น ตลอดจนได้เห็นโลกทัศน์ที่กว้างไกลออกไป สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งหนึ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตของฉันให้มีความสุข คลายความอ้างว้างโดดเดี่ยวได้เป็นอย่างดี และฉันก็โชคดีเสมอกับการได้ท่องเที่ยวไปในโลกกว้างสมดังใจทีปรารถนาค่อนข้างบ่อยเสียด้วยนะคะ (ฮิฮิ ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งอิจฉานะคะ ชีวิตคนเราเมื่อขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไป มักจะได้สิ่งอื่นเข้ามาทดแทนเสมอ ขอให้เชื่ออย่างนี้ซิคะ ชีวิตก็จะได้ไม่เป็นทุกข์นักไงล่ะคะ)

ประมาณต้นเดือนกันยายน ภา โทรศัพท์มาคุยด้วยและชวนฉันเที่ยวเทศกาลถือศีลกินผักที่ภูเก็ต โดยจะออกตั๋วเครื่องบินให้ฉัน ทั้งขาไปและขากลับ ฉันปฏิเสธเสียงแข็งว่า "ไม่ไป" เพราะเกรงใจเขามาก เขาเคยซื้อตั๋วเครื่องบินการบินไทยให้ฉันไปเที่ยวบ้านเขาตอนเขาขึ้นบ้านใหม่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 53 ที่ฉันเล่าถึงใน "เจ็ดวันแห่งความสุขที่...ภูเก็ต" (ภูเก็ต 1 ) แล้ว ฉันไม่เคยมีบุญมีคุณกับเขาเลย ทำไมต้องมาเสียเงินเสียทองให้ฉันไปเที่ยวอีกล่ะ ฉันคิดของฉันอย่างนี้ ภา ก็บอกว่า ไม่เป็นไรหรอก ค่าตั๋วเครื่องบินตอนนี้ไม่แพงเพราะราคาน้ำมันลดลงแล้ว อยากให้ฉันไปชมเทศกาลถือศีลกินผักของจังหวัดภูเก็ต จะได้มีข้อมูลไปเขียนหนังสือแก้เหงาบ้าง ฉันก็ยังคงปฏิเสธเหมือนเดิม ภาอ้อนอยู่สักพัก แล้วบอกว่า ตอนหลังกินเจแล้ว ภากับฉัน อาจจะลงมากรุงเทพฯพร้อมกัน เพราะภาต้องไปหาหมอที่ศิริราชตามที่หมอนัดไว้ ฉันสะดุดหูประโยคนี้ ภาเป็นโรคอะไรหรือ ทำไมถึงหาหมอที่ภูเก็ตไม่ได้ ต้องลงมาถึงศิริราชด้วย แสดงว่าคงเป็นโรคที่ต้องการความชำนาญของหมอเป็นพิเศษน่ะซิ่ ซักไซร้ไล่เลียงกันจนได้ความ เสียงของภา ค่อนข้างเครือและฟังแล้วฉันไม่ค่อยสบายใจเลย ภาเล่าให้ฟังว่า เป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบ หัวใจก็เริ่มมีเส้นเลือดตีบอีกด้วย โรคเหล่านี้ เป็นโรคอันตรายมากพอควร อาจจะทำให้เป็นโรคความจำเสื่อม อัมพาตได้ง่าย ๆ ภาบอกอีกว่า แอน เสก และน้องวิน เขาจองตั๋วของแอร์ เอเซียจะบินไปเที่ยวภูเก็ตและจะพักที่บ้านภาในวันที่ 6 ตุลา ซึ่งเลยเทศกาลถือศีลกินผักไปแล้ว ให้ฉันไปก่อนเพื่อจะได้พาเที่ยวในเทศกาลนี้ แล้วตอนขากลับก็กลับพร้อมแอน ฉันก็ยังคงปฏิเสธไม่ไปเพราะไม่เคยเดินทางไปไหนคนเดียว โดยเฉพาะต้องนั่งเครื่องบินคนเดียวด้วย ภาบอกว่า ไม่ต้องกลัว ให้บอกพนักงานการบินไทยว่า ไม่เคยเดินทางให้เขาหาคนพาไปส่งที่เครื่องได้ ให้ฉันตกปากรับคำ เขาจะได้ไปจองตั๋วเครื่องบินให้เลย ภาอ้อนอยู่หลายครั้ง ใจฉันก็ห่วงเขามากอยู่ เขาอาจจะอยากมีเพื่อนคุย หรืออาจจะอยากปรึกษาอะไรหรือเปล่า ฉันเล่าให้หญิงใหญ่อ่านถึงเรื่องนี้ในเฟสบุ๊ค หญิงใหญ่ลงความเห็นว่า ฉันควรไปอย่างยิ่ง ถ้า ภา เขาไม่ค่อยสบาย ก็เหมือนกับอาจารย์ไปเยี่ยมเขาแหละ เขาอาจจะอยากมีเพื่อนคุย ปรึกษา ในที่สุดฉันก็ตกปากรับคำเขา ทั้ง ๆ ที่ฉันมีโปรแกรมไป ระเบียงไพร แวลลี่ กับพวกติ้ม ปู และ โอ รุ่นพี่ของ ภา นั่นเอง (ดังที่ได้เขียนเล่าไว้ในเรื่อง "ระเบียงไพร...ความทรงจำดี ๆ อีกครั้งหนึ่งของชีวิต) ในปลายเดือนกันยายน กลับมาอีก 3-4 วัน ฉันก็ไปภูเก็ตในวันที่ 1 ตุลาคม อีก 9 วัน ปีนี้ นับว่าเป็นปีแห่งการเดินทางจริง ๆ เพราะกลางเดือน มิถุนายน ก็ไปแคนาดา อาลาสกา ลาสเวกัส กับเก๊า เป็นเวลา 1 เดือนเต็ม)

ภาจองตั๋วให้ฉันเดินทางเย็นวันที่ 1 ตุลาคม เวลาเดินทาง คือ 18.20 น. โดยต้องไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิเวลา 17.00 น.
เม้ง เหลนของฉันพาฉันไปส่งที่สนามบินตั้งแต่ 16.30 น. เป็นครั้งแรกที่ฉันขึ้นเครื่องบินขาไปภูเก็ตคนเดียว (เคยขึ้นคนเดียวตอน ขากลับจากภูเก็ตตอนไปภูเก็ต ครั้งที่ 1) แต่ฉันก็ไม่ค่อยวิตกอะไรมากนัก เพราะว่า มันเป็นการบินภายในประเทศและ เมื่อถึงภูเก็ตแล้ว ภากับแค้ปก็ไปรับฉันที่สนามบินอยู่แล้ว ฉันเดินไปตามป้ายที่บอกว่า การบินไทยชั้นธรรมดา ซึ่งอยู่ในโซน c3 ฉันก็ไปช่องนั้น ยื่นบัตรประชาชนให้พนักงาน บอกเขาว่าได้จองตั๋วเดินทางเรียบร้อยแล้ว พนักงานชายคนนั้นรับบัตรประชาชนฉันแล้วก็ไปเปิดข้อมูลในคอมพิวเตอร์ตามหมายเลขบัตรประชาชนของฉันและออกตั๋วเครื่องบินให้ฉัน โดยถามว่าที่นั่งที่ติดริมหน้าต่างมันมีเหลืออยู่หลัง ๆ ของเครื่องบิน และเหลือที่นั่งริมทางเดิน (ซึ่งเข้าออกง่าย) ฉันจะเลือกที่นั่งไหน ฉันตัดสินใจเลือกที่นั่งที่ติดทางเดินแต่ว่าอยู่มาทางด้านหน้าของเครื่องบินมากหน่อย ดีกว่าไปนั่งท้ายเครื่องบิน ได้ตั๋วเครื่องบินแล้ว ก็เดินเล่นเพื่อรอเกดซึ่งบอกว่าจะนำเสื้อ ของ โอเอฟซี คลับ ซึ่งฉันอุดหนุนเขาไป 1 ตัว มาให้ แต่ก็เหลว เพราะรอตั้งนานก็ไม่มาสักที ฉันจึงบอกว่า ไม่รอแล้ว เพราะเมื่อยขามากไม่มีที่นั่ง ฉันจึงเข้าไปรอขึ้นเครื่องตามเกรดในตั๋วเครื่องบิน เที่ยวนี้คนเยอะมากพอสมควรเต็มลำเลย มีทั้งคนไทย คนจีน ฝรั่ง แออัดเพื่อรอขึ้นเครื่อง เวลาประมาณ 18.00 น.จึงเปิดให้ออกไปนั่งรถของสนามบินเพื่อไปขึ้นเครื่อง (ครั้งนี้ ไม่มีงวงช้างให้ ต้องเดินบันไดขึ้นเครื่องไป แถมเครื่องบินออกช้ากว่ากำหนดด้วยน่าจะประมาณเกือบครึ่งชั่วโมงได้ ครั้งนี้ ฉันไป TG 221

อาหารบนเครื่องวันนี้ เขาแจกขนมว่างซึ่งเป็นขนมเค้ก ฉันก็ทานไม่ได้เพราะกินเจ นั่นเอง จึงดื่มแต่น้ำส้มเท่านั้น กว่าเครื่องบินจะบินก็เป็นเวลา 18.50 น. ใช้เวลาบินประมาณ 1ชั่วโมง ก็ถึงสนามบินภูเก็ตในเวลา 19.46 น. ขณะอยู่บนเครื่องบิน กำลังจะเดินออกจากตัวเครื่องบิน ภา โทรเข้ามือถือของฉัน ถามว่าถึงไหนแล้ว ฉันบอก ภาว่า กำลังจะลงจากเครื่อง ภาบอกให้เดินออกจากประตูที่จะออกสู่ถนนเลยนะ เพราะว่า เขาจะรออยู่บริเวณนั้น รถหาที่จอดยากมาก เพราะคนแออัดเหลือเกิน คงจะมาเที่ยวเทศกาลกินผักที่ภูเก็ตแน่นอน กระมัง ฉันคิดในใจ

ฉันต้องรอรับกระเป๋าจากการโหลดเข้าเครื่องมาประมาณ 20 นาที จึงออกมานอกประตู มองหา ภา จนภาเรียกจึงได้หันไป แค้ปจอดรถรออยู่กลางถนน ภาจะมาช่วยหิ้ว แต่ไม่ให้ เขาหิ้วหรอก ภา ผอมกว่าครั้งที่แล้วมากทีเดียว แก้มตอบเลย น้ำหนักลดไป 2-3 โล กระเป๋าฉันไม่ค่อยมีปัญหา เพราะมีล้อลากถึง 4 ล้อ จะหนักก็ตอนยกกระเป๋าขึ้นรถเท่านั้น เราต้องรีบ ๆ เพราะมีรถจอดต่อคิวเรามากมาย ขึ้นรถด้วยความโล่งอก หายกังวล ระหว่างทาง ภาและแค้ปแวะบ้านเพื่อน ภา จะนำเงินไปคืนเขา ระหว่างที่รอ ภา อยู่ในรถ ฉันถามถึงอาการป่วยของ ภา ว่า เป็นไงบ้าง ดีขึ้นมากหรือยัง แค้ปจึงเล่าให้รู้ว่า หลายเดือนที่ผ่านมา ภา ไม่ใช่ถูกโรคภัยไข้เจ็บคุกคามเท่านั้น ภา ยังมีอาการที่แย่กว่านั้น แขนขา ไม่มีแรง เหมือนคนโดนของ และหาคนทรง ที่เราเรียกว่า ทางไสยศาสตร์ ให้ความเห็นว่า ภา ถูกเจ้ากรรมนายเวรตามรังควาน เจ็บหนักมากพอควร มีการทำพิธีต่าง ๆ เพื่อให้เจ้ากรรมนายเวรดังกล่าวลดความอาฆาตมาดร้าย ตอนนี้ก็ดีขึ้นมากแล้ว มีการใส่บาตรทำบุญให้เขาไปเกือบทุกวัน อาการของภา ตอนนี้ อยู่ในขั้นเรียกว่า ดีแล้ว เท่าที่ฉันสังเกตดู ภา ผอมไปกว่าเดิมมากจนผิดตา แต่ ภาก็ยังเป็นคนอดทน ร่าเริงอยู่แต่ไม่มากเท่าตอนที่พบกันครั้งแรกเท่าใดนัก เฮ้อ! เรื่องลึกลับ อย่างนี้ เราไม่สามารถมองเห็นได้ ถ้าจำเป็นต้องทำพิธีอะไร เพื่อให้ทุกอย่างดีขึ้น ก็ทำเถอะ ทำแล้วสบายใจ ไม่ทำให้คนอื่นพลอยเดือดร้อนไป ฉันก็คิดว่า ไม่เป็นไร

ระหว่างทาง แค้ปแวะร้านขายอาหาร เจ ชื่อ ถอดเสื้อผัด ซื้อบะหมี่ผัดไปทานคนละห่อ เพราะฉันยังไม่ได้ทานอะไรเลยบนเครื่องบิน หิวชะมัดเลย รสชาติของร้านนี้อร่อยมากเหมือนกัน

ถึงที่บ้านแค้ป ฉันต้องไปนอนห้องที่ 2 ตอนที่ไปภูเก็ตครั้งที่ 2 ที่นอนกับทิพย์ เพราะห้องที่เคยพักครั้งที่ 1 นั้น พี่ชายคนโตและพี่สะใภ้ได้มาพักอยู่ ส่วนพี่ชายคนที่ 2 ของ ภา ไปนอนอยู่กับพ่อของ ภา ช่วงนี้ เป็นเทศกาลกินผัก พี่น้องของ ภา ที่ไปทำงานหรือไปอยู่ที่อื่น ๆ จะกลับมารวมตัวกันที่ ภูเก็ต และมาเยี่ยมพ่อ นั่นเอง
ก่อนนอน ฉันรื้อเสื้อผ้าจากกระเป๋าและหยิบวิตามินบีที่ซื้อจากแคนาดา ว่าจะมาทานแก้เหน็บชาเอง แต่พอรู้ว่า ภา เป็นโรคเหน็บชาด้วย ฉันจึงหยิบมาให้ ภา ทานแทน ของฉันมีวิตามินจากหมอที่รักษาฉันให้มาอยู่แล้ว แต่ไม่ค่อยดีเท่าวิตามินบีที่ฉันซื้อมาเท่านัน

ฉันไปที่ห้องของพ่อ ภา เพื่อไปทำความเคารพพ่อภา ได้เจอพี่ชายคนที่สองของ ภา ที่ชื่อว่า โกแยะ ส่วนพี่ชายคนโตกับนุ้ยพี่สะใภ้ ภา ไปเที่ยวและเยี่ยมเพื่อนยังไม่ได้กลับเข้าบ้าน

วันที่ 2 ตุลาคม 54
เช้านี้ ตื่นเอา 6.30 น. เจอนุ้ย พี่สะใภ้ของภา ตื่นแล้วเหมือนกัน และเข้ามาช่วยแก้โทรทัศน์ที่ห้องนอนให้ เลยได้ดูละครเรื่องพิกุลทองต่อ ข้าวเช้าต้องรอจน หญิง แม่บ้านของ ภา มาจึงจะมีอาหาร เจ ทานกัน ประมาณสามโมงเช้า หญิงซื้อกับข้าว เจ มา ส่วนแค้ปตื่นเอา 9.30 น. ภายังไม่ตื่น อีกพักใหญ่ ๆ จึงตื่น วันนี้เลยยังไม่ได้ไปเลี้ยงพระเพลที่วัด

ช่วงเช้านี้ ได้นั่งคุยกับพี่ชายสองคนของภา และ ภา พี่ชายคนโตของภา ชื่อ โกนวณ คุยเก่งมากเล่าเรื่องต่าง ๆ ของภูเก็ตให้ฟังมากมาย แสดงให้เห็นถึงความภูมิใจในถิ่นเกิดมากมายจัง ได้ความรู้เกี่ยวกับเรื่อง จังหวัดภูเก็ต ส่วนเรื่องประเพณีถือศีลกินผักของจังหวัด ภูเก็ต มี ดังนี้

ประเพณีกินผัก (เจี๊ยะฉ่าย) แต่เดิมนั้น เป็นของลัทธิเต๋า ซึ่งนับถือบูชาเซียน เทวดา เทพเจ้า วีรบุรุษ เป็นประเพณีเก่าแก่ของจังหวัดภูเก็ต โดยเฉพาะคนจีน ฮกเกี้ยน ประเพณีถือศีลกินผัก เกิดขึ้นครั้งแรกที่หมู่บ้าน ไล่ทู (ในทู) ซึ่งก็คือ หมู่บ้านกะทู้ ตำบลกะทู้ จังหวัด ภูเก็ตในปัจจุบันนั่นเอง คนจีนเหล่านี้ได้อพยพเข้ามาทำเหมืองแร่ที่นี่ตั้งแต่สมัยพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา มีการค้าขายแร่ดีบุกกับชาวโปรตุเกส ชาวฮอลันดา ฝรั่งเศส อังกฤษ ชาวจีนดังกล่าวได้หลั่งไหลเข้ามาที่นี่มากที่สุดก่อน พ.ศ. 2368 คือ หลังจากที่เมือง ภูเก็ตและเมืองถลางถูกพม่ารุกรานเมื่อปี พ.ศ. 2352 และกระจัดกระจายไปยังที่ต่าง ๆ

ต่อมาพระยาถลาง (เจิม) ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองถลาง และเป็นผู้ตั้งเมือง ภูเก็ตที่บ้าน เก็ตโฮ่ ให้พระภูเก็ต (แก้ว) มาเป็นเจ้าเมือง (ระหว่าง พ.ศ. 2368-2400)

พื้นที่รอบ ๆ ในทู (กะทู้) มีแร่ดีบุกมากมาย จึงเป็นสาเหตุให้คนจีนมากมายเข้ามาขุดแร่ดีบุกกัน ส่วนใหญ่จะเป็นคนจีนที่มาจากเมืองถลางเดิมที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปและที่อพยพมาจากมณฑลฮกเกี้ยน ซัวเถา และเอ้เหมิน ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน โดยอาศัยเรือใบผ่านมาทางแหลมมลายู

หมู่บ้าน ในทู สมัยนั้นยังเป็นป่าทึบ มีไข้ป่า และภยันตรายต่าง ๆ มากมาย เช่น พวกสัตว์ป่า เป็นต้น แต่ผู้คนก็ไม่ได้กลัวเกรง มีการอพยพเพิ่มเข้ามาอยู่เรื่อย ๆ เพราะเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ดีบุกที่โด่งดังไปทั่วโลก นั่นเอง

คนจีนที่อยู่ในหมู่บ้าน ในทู สมัยนั้น มีความเชื่อและนับถือเรื่องเทพเจ้า ประจำตระกูล หรือ เทพเจ้าที่คุ้มครองประจำหมู่บ้าน เช่น เทพเจ้า ฟ้า ดิน เซียน ต่าง ๆ รวมถึงบรรพบุรุษของตนเองมาก่อน เมื่อมีเหตุเภทภัยเกิดขึ้น จึงได้มีการอัญเชิญเทพเจ้าแต่ละพระองค์ที่ตนนับถือให้มาคุ้มครองตนและพวกพ้องให้อยู่เย็นเป็นสุข และทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรือง ความเชื่อเหล่านี้กลายมาเป็นประเพณีจนกระทั่งปัจจุบันนี้

ต่อมามีคณะงิ้วได้เดินทางมาจากประเทศจีน มาเปิดแสดงที่ ในทู้ ชาวในทู้ ขณะนั้นร่ำรวยมาก มีเงินทุนสามารถอุดหนุนงิ้วคณะนี้ได้ตลอดทั้งปี ต่อมา หลังจากเปิดการแสดงที่ บ้าน ในทู้ได้ระยะหนึ่ง คนในคณะงิ้วได้เกิดเจ็บป่วยเป็นไข้ขึ้น ทำให้คณะงิ้วนึกขึ้นได้ว่า พวกตนเองไม่ได้ประกอบพิธี เจี๊ยะฉ่าย (กินผัก) ซึ่งเคยปฏิบัติกันมาทุกปีและปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยพระเจ้า อึ่งตี่ ฮ่องเต้ จึงได้ปรึกษาในคณะกรรมการงิ้ว และตกลงกันประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายขึ้นที่โรงงิ้ว เพราะไม่สามารถกลับไปร่วมประกอบพิธีนี้ที่เมืองจีนได้ทัน เพราะใกล้วันประกอบพิธีนี้ที่เมืองจีนแล้ว จึงต้องประกอบพิธี เจี๊ยะฉ่ายที่โรงงิ้วเพื่อขอขมาลาโทษ และต่อมาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นก็ได้หายไปหมดสิ้น ตลอดจนโรคภัยไข้เจ็บที่เคยเบียดเบียนชาว ในทู ก็พลอยลดน้อยลงไปด้วย เรื่องนี้สร้างความประหลาดใจแก่ชาว ในทูเป็นอย่างมาก จึงได้สอบถามจากคณะงิ้วจนได้ทราบเรื่องการประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่าย อย่างย่อๆ เพราะไม่มีใครทราบรายละเอียดนัก รู้แต่เพียงการประกอบพิธีสักการบูชากราบไหว้ขอขมาและระลึกถึง กิ้วอ๋องเอี๋ยหรือ กิ้วอ๋องต่ายเต่ หรือพระราชาธิราช ทั้งเก้าพระองค์นั่นเอง

คณะงิ้วได้ให้คำแนะนำแก่ ชาว ในทู ว่า การอัญเชิญเทพเจ้ามาสักการบูชาเพื่อปกป้องตนเอง ครอบครัว ท้องถิ่น เพื่อให้อยู่เย็นเป็นสุขตามที่ได้ปฏิบัติมา ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ควรจะต้องเจี๊ยะฉ่าย ถือศีล ไปด้วย การเจี๊ยะฉ่าย ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติให้ครบทั้งเก้าวัน จะเจี๊ยะฉ่ายกี่วันก็ได้ตามแต่ศรัทธาและเหมาะสมของแต่ละครอบครัว (ประเพณีข้อนี้แตกต่างไปจากทางกรุงเทพฯเรา ที่กรุงเทพฯเขาต้องกินเจให้ครบ (คนที่เคร่งครัด) มีการกินล้างท้องก่อน 1-2 วัน ถ้าผู้นั้นเคร่งมาก ๆ )

คนจีน ชาว ในทู้ ส่วนใหญ่เชื่อและศรัทธาตามคำ แนะนำของคณะงิ้ว และประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายมาโดยตลอดในบ้าน ในทู และค่อย ๆ แพร่หลายไปยังสถานที่อื่น ๆ อีกมากมาย

ชาวจีนในบ้าน ในทู ได้ประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายประมาณ 2-3 ปี โรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ค่อย ๆ ลดหายไป จนในที่สุดโรคภัยไข้เจ็บก็หมดไป ทำให้ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในสถานที่ต่าง ๆ ยิ่งศรัทธาเลื่อมใสมากยิ่งขึ้น และได้จัดพิธี ถือศีลกินผัก (เจี๊ยะฉ่าย) ขึ้นเป็นประจำทุก ๆ ปี มาเป็นเวลาร้อยกว่าปีมาแล้ว อันถือว่าเป็นประเพณีอันดีงามของจังหวัดภูเก็ต

พิธีกรรมต่าง ๆ ที่มีในเทศกาลนี้ คือ
1. พิธีบูชาพระ
วันแรกของเทศกาลถือศีลกินผัก จะมีพิธีบูชาพระด้วยเครื่องเซ่นต่าง ๆ ทั้งที่ อ๊าม (แปลว่า ศาลเจ้า) และที่บ้านของผู้ที่ถือศีลกินผัก เมื่อกินผักได้ครบ 3 วัน ถือว่า ผู้นั้นสะอาด บริสุทธิ์ หรือที่เรียกว่า "เช้ง"
2. พิธีโชกุ้น คือ พิธีเลี้ยงอาหารทหารที่รักษาบริเวณปริมณฑล ซึ่งจะทำพิธีในวันที่ 3 ที่ 6 และวันที่ 9 ของงานประเพณีถือศีลกินผัก ประมาณหลังเที่ยงหรือประมาณ 15.00 น. พอเริ่มพิธีจะต้องมีการเตรียมอาหารและเหล้าสำหรับเซ่นสังเวยเลี้ยงทหารและมีหญ้าหรือพวกถั่ว เพื่อเป็นอาหารของม้า
3. พิธีซงเก้ง เป็นพิธีสวดมนต์ โดยจะเริ่มทำการสวดมนต์ตั้งแต่เมื่อ พระกิ้วฮองไต่เต้ เข้าประทับในอ๊ามหรือศาลเจ้า ทำพิธีสวด วันละ 2 ครั้ง เป็นลักษณะการสวดมนต์เช้าและเย็น ใช้บทสวด คือ "ปักเต้าเก็ง" หลังจากสวดมนต์กลางคืน จะมีการ "ถากซ้อ" คือการอ่านรายชื่อของผู้ที่เข้าร่วมกินผัก โดยอ่านต่อหน้าแท่นบูชา องค์กิ้วฮ๋องไต๋เต้ เป็นการกล่าวรายงานผู้ถือศีลกินผัก
4. พิธีป้ายชิดแช (พิธีบูชาดาว) พิธีนี้จะทำในคืนวันแรม 5 ค่ำ เพื่อช่วยให้คุ้มครอง ในพิธีนี้จะมีการนำ ฮู้ (กระดาษยันต์) มาแจกด้วย
5. พิธีอิ้วเก้ง เป็นพิธีการเสด็จประพาสของพระมหากษัตริย์เพื่อเยี่ยมประชาชน มีขบวนธงและป้ายชื่อแห่นำหน้า จากนั้นก็เป็นเกี้ยวหามรูปพระ เรียกว่า "ไท่เบี้ย" หรือเสลี่ยงเล็ก โดยหามพระบูชาต่าง ๆ ออกนั่งเกี้ยวไป ซึ่งจัดตามชั้นและยศของเทพเจ้า จากนั้นเป็นขบวนของ นิ่วจิ่ว (ฉัตรจีน) ตามด้วยพระเกี้ยวใหญ่หรือ "ตั่วเหลี้ยน"เสลี่ยงใหญ่ ซึ่งมักใช้ 8 คนหาม ซึ่งเป็นที่ประทับองค์กิ้วฮ๋องไต่เต่ ในขณะที่ขบวนแห่ผ่านไป ชาวบ้านจะตั้งโต๊ะบูชาไว้หน้าบ้านและจุดประทัดต้อนรับขบวน เมื่อขบวนแห่ผ่านมาถึง
6. พิธีโก้ยโห้ย คือ พิธีลุยไฟ ชาวบ้านเชื่อว่า กองไฟถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเป็นการแสดงถึงอิทธิฤทธิ์ที่บังคับไม่ให้ไฟร้อน หรืออาจจะถือว่า เป็นไฟทิพย์ ใช้ชำระความสกปรกของร่างกายให้บริสุทธิ์โดยลุยทั้งคนทรงเจ้าที่กำลังประทับทรงและประชาชนโดยทั่วไป
7. พิธีโก้ยห่าน คือ พิธีสะเดาะเคราะห์ พิธีนี้จะทำหลังการลุยไฟ ให้ผู้ที่ต้องการสะเดาะเคราะห์ ตัดกระดาษเป็นรูปตัวเอง พร้อมเหรียญ 25 สตางค์และต้นกุ้ยฉ่าย 1 ต้น นำมาที่ อ๊ามแล้วให้ม้าทรง (ผู้ประทับทรง) ประทับตราด้านหลังของเสื้อที่ใส่ เรียกว่า "ต๊ะอิ่น"
8. พิธีส่งพระ พิธีนี้จะทำในวันสุดท้ายของการถือศีลกินผัก โดยทำพิธีในเวลากลางคืน จะมีการส่ง องค์หยกฮ๋องซงเต่ (พระอิศวร) และ องค์กิ้วฮ๋องไต่เต่ (ผู้เป็นใหญ่ทั้งเก้า /จักรพรรดิ์) ซึ่งมักส่งกันที่หน้า เสาโกเต้งก่อนห้าทุ่ม มีการส่งองค์กิ้วฮ๋องไต้เต่กลับสู่สวรรค์ ณ บริเวณชายทะเล สะพานหิน

เมื่อขบวนส่งพระออกพ้นประตู ไฟทุกดวงในอ๊ามต้องดับสนิทและปิดประตูใหญ่
ในสามวันนี้ ทุกอ๊ามต้องทำพิธีบวงสรวงทหารของเจ้า ซึ่งเป็นบริวารของเจ้า แต่ละองค์จะมีทหารบริวารมากมาย ทหารของเจ้านั้น เขาเชื่อกันว่า แบ่งออกเป็นกอง ๆ ตามทิศต่าง ๆ ได้ 5ทิศ ได้แก่ หล่ำเอี๋ย ทิศใต้ ใช้ธงสีแดง มีทหาร 88,000 คน ปักเอี๋ย ทิศเหนือ ใช้ธงสีดำ มีทหาร 55,000 คน ตั่งเอี๋ย ทิศตะวันออก ใช้ธงสีเขียว มีทหาร 99,000 คน ไช้เอี๋ย ทิศตะวันตก ใช้ธงขาว มีทหาร 66,000 คน ตงเอี๋ย ทิศกลาง (กองกลาง)หรือทัพหลวง ใช้ธงสีเหลือง มีทหาร 33,000 คน

(ข้อมูลนี้ รวบรวมจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภูเก็ต )

เย็นนี้ทานข้าวเย็นแล้ว ภา พาฉันไปดูพิธีลุยไฟ (โก้ยโห้ย)ที่อ๊ามท่าเรือ พวกเราเดินจากบ้านไปที่อ๊ามนี้ น่าจะเดินเป็นกิโลเห็นจะได้ ถือร่มไปกันคนละคัน เดินไปถึงอ๊ามนี้ประมาณ 19.45 น. บริเวณนี้มีร้านค้ามาขายของมากมายทั้งอาหารเจและของเล่น ของใช้ ฉันเห็นเขาก่อกองถ่านไฟลุกโชนอยู่ ยืนรอนานมากกว่าจะถึงพิธีลุยไฟจริง ๆ ก็เป็นเวลาสามทุ่มกว่าแล้ว กำหนดการเดิมคือ 20.00น.
ระหว่างรอ ฝนก็ตกลงมาซู่ใหญ่ แล้วก็หยุด ประชาชนรวมทั้งชาวต่างประเทศประปรายและชาวต่างถิ่นอย่างฉัน ก็เดินออกไปจากที่หลบฝนไปจองที่เพื่อดูพิธีนี้อีก ส่วนภา คงเบื่อ หรือเหนื่อย บอกว่าเขาจะกลับไปก่อนแล้วจะมารับฉันหลังจากดูพิธีนี้แล้ว ฉันบอกเขาว่าไม่ต้องเป็นห่วงฉัน ฉันดูแลตัวเองได้ ภา คงดูจนเบื่อแล้ว เพราะ ภาเป็นคนภูเก็ตก็เห็นมาแต่เล็กแต่น้อยแล้ว ฉันซี่ ไม่เคยเห็นของจริง เห็นแต่ในโทรทัศน์เท่านั้น เลยมีความรู้สึกตื่นเต้น กองไฟที่ก่อเป็นกองสูง แดงโชติช่วงอยู่กลางลานพิธี ทั้งสี่มุมจะตั้งโต๊ะบูชาอยูเพื่อม้าทรงที่จะลุยไฟ มาไหว้และทำพิธี ฉันจะบรรยายให้ชมตามภาพ นะคะ

กองไฟที่ก่อไว้กลางลานกว้างเพื่อรอเวลาการลุยไฟ



ม้าทรงที่จะลุยไฟนั้น จะมาเต้น ๆ ตัวสั่น ๆ อยู่บริเวณกองไฟ มีการวิ่งไปทำพิธีทั้งสี่มุมที่มีโต๊ะบูชาอยู่ แต่งตัวด้วยเอี๊ยมสี ต่าง ๆ มีธงบ้าง มีแส่บ้าง



ประชาชน ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ๆ ต่างแต่งชุดขาวมาจองที่ชมการลุยไฟรอบ ๆ ที่ประกอบพิธีลุยไฟป็นจำนวนมา เด็ก ๆ มาช่วยผู้ใหญ่ตีกลอง ตีฉิ่ง ตีฉาบ เพื่อประกอบพิธีให้ดูยิ่งใหญ่และน่าตื่นเต้นยิ่งขึ้น



ม้าทรงมาทำพิธีที่โต๊ะบูชาที่ตั้งไว้ทั้งสี่มุมของกองไฟที่จะทำพิธีลุยไฟ



กองไฟที่ลุกโชนนั้น จะต้องพยายามเกลี่ยให้แบบราบลงไป มีการโปรยเกลือลงไปในกองไฟ ฉันก็ไม่ทราบว่าทำไมต้องโปรยเกลือลงในกองไฟด้วย



ม้าทรงอีกคนหนึ่งที่จะเข้าพิธีลุยไฟด้วย



เจ้าหน้าที่เกลี่ยกองไฟอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้กองไฟบางที่สุดเพื่อเตรียมให้ม้าทรงและบรรดาลูกศิษย์ลุยไฟ



ถ่ายรูปม้าทรงอีกคนหนึ่งมาให้ชื่นขม



บรรดาม้าทรงและลูกศิษย์ของม้าทรงเตรียมลุยไฟ



ม้าทรงกำลังลุยไฟ (วิ่งข้ามกองไฟ)





ลูกศิษย์ของบรรดาม้าทรงก็ร่วมลุยไฟด้วย



เมื่อลุยไฟมาถึงตอนช่วงท้าย ๆ ฝนเริ่มโปรยปรายลงมา พอเสร็จพิธีลุยไฟเท่านั้น ฝนก็เทลงมาอย่างหนักอย่างไม่ลืมหูลืมตาเลย เหมือนกับเทลงมาเพื่อดับไฟในพิธีหลังจากที่งานพิธีลุยไฟเสร็จเรียบร้อยแล้ว เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจจริง ๆ ฉันกางร่มเดินย่ำน้ำออกมาจากบริเวณพิธี วันนี้ใส่กางเกงขาวด้วย เลอะโคลนซักออกยากอย่างแน่นอน เฮ้อ ! หมดเลย เดินออกมาถึงที่ริมทางเดิน มีที่ร่มจึงหยิบโทรศัพท์โทรถึง ภา กว่าจะตามกันเจอ เดินเสียขาลาก เพราะมีรถมาเยอะมาก ใกล้อ๊ามไม่มีที่จอด ภากับโกแยะเอารถมารับกลับบ้านไป ถึงบ้านต้องสระผมด้วยกลัวเป็นหวัด แค้ปกลับจากที่ทำงานซื้อเต้าทึงมาทานกันรอบดึก กว่าจะได้นอนก็เที่ยงคืนพอดี

วันที่ 3 ตุลาคม 54

วันนี้ฉันตื่นสายเป็นประวัติการณ์เลย เกือบสามโมงเช้าแน่ะ รีบอาบน้ำแต่งตัว แต่ก็ยังเร็วกว่าภาและแค้ป เราไปทานข้าวมื้อเช้าที่ร้าน ขายอาหารเจที่ อ๊ามท่าเรือ ซึ่งภาและแค้ปบอกว่าเป็นร้านที่อร่อยทีเดียว ที่แปลกคือ เขาตักข้าวเปล่าให้คนซื้อ แล้วเราก็ตักกับข้าวเอาเองตามแต่ความพอใจของคนทาน ทานหลาย ๆ อย่าง อย่างละเล็กละน้อย แต่ฉันไม่รู้ว่าเขาคิดเงินกันอย่างไร ฉันก็ตักกับข้าวที่ฉันคิดว่าน่าจะอร่อยไป 3-4 อย่าง รสชาติก็อร่อยใช้ได้ ขณะที่ทานข้าวกันอยู่ ฝนก็เทลงมาอย่างหนักมาก เหมือนฟ้ารั่วอย่างนั้นแหละ เฮ้อ ! ร้านอาหารที่นี่เขากางเป็นเต๊นท์ มีโต๊ะเก้าอี้ให้คนซื้อนั่งทานกัน พื้นล่างเป็นดินที่ไม่ได้ปูอะไร เวลาเดินจึงต้องระวังลื่นเหมือนกัน ฝนตกได้พักใหญ่ ๆ ก็หยุดเหลือแต่ปรอย ๆ เป็นละอองฝน พวกเรารีบเดินไปที่อ๊ามท่าเรือ ซึ่งก็อยู่ในที่ใกล้ ๆ กับร้านอาหารร้านนี้แหละ เพื่อไหว้พระในอ๊ามและทำบุญด้วย แค้ปถ่ายรูปฉันกับภาที่หน้าอ๊ามท่าเรือด้วย

ฉันถ่ายรูปหน้าอ๊ามท่าเรือไว้เป็นที่ระลึกด้วย ภาบอกว่า ที่ภูเก็ตมีอ๊ามเยอะมาก แต่อ๊ามที่ใหญ่และเป็นที่ศรัทธาของชาวภูเก็ตและมีคนไปทำพิธีมาก มี 4 อ๊าม ซึ่ง ภา พาไปชมและไหว้พระทุกอ๊าม อ๊ามท่าเรือเป็นอ๊ามแรกที่ฉันไปไหว้พระค่ะ



รูปฉันกับภา ช่างภาพ คือ แค้ป



การไหว้พระที่แต่ละอ๊ามจะต้องไหว้ตามจุดต่าง ๆ ก่อนหลังตามที่ทางอ๊ามทุกอ๊ามกำหนดเอาไว้ และมีเขียนบอกไว้เป็นจุด ๆ ให้คนไหว้รู้ด้วยค่ะ ฉันไม่ได้ลงรูปทุกอ๊ามหรอกค่ะ ยกตัวอย่างบางจุดมาให้ชมพอสังเขป ค่ะ อย่างรูปนี้ เป็นการไหว้จุดที่ 1 คือ ไหว้ โก้เต้งเถียว



รูปร่างหน้าตาของ โก้เต้งเถียว (หรือโกเต้งเถียว)
ทุกอ๊ามจะต้องมีพิธียกเสาโกเต้งในตอนเย็นของวันแรกที่กินผัก เสานี้ต้องให้สูงใหญ่ ดูสง่า แข็งแรง แล้วแขวนตะเกียง ซึ่งมีถึงเก้าดวง (เก้าช่อง) อยู่ในตะเกียงดวงเดียวกัน ต้องคอยเติมน้ำมันให้ไฟที่ตะเกียงลุกโชติช่วงชัชวาลย์อยู่ตลอดพิธีการกินผัก ค่ะ



รูปพระโพธิสัตว์ในอ๊ามท่าเรือ ซึ่งให้คนมากราบไหว้บูชา



รูปเทพเจ้าต่าง ๆ ในอ๊ามท่าเรือที่ฉันไปกราบไหว้



หลังจากที่พวกเรากราบไหว้พระที่อ๊ามท่าเรือ (อยู่ที่ อำเภอ ถลาง) และทำบุญเรียบร้อยแล้ว แค้ปกับภาก็ขับรถไปที่อ๊ามที่สอง คือ อ๊ามบางเหนียว ซึ่งอยู่ในอำเภอเมือง ห่างจากอ๊ามท่าเรือไปไกลมากพอสมควร แค้ปและภามีเพื่อนอยู่ที่อ๊ามนี้ เลยโทรถามว่าที่อ๊ามมีที่จอดรถไหม เพื่อเราจะได้ไม่ต้องเดินไกลไงล่ะ ปรากฏเพื่อนของพวกเขาบอกว่ามีที่ว่าง พวกเราเลยโชคดี ไม่ต้องเดินไกลเพื่อมาอ๊ามนี้ ฉันก็ซื้อธูปซื้อเทียนและมาไหว้พระที่อ๊ามนี้ ซึ่งก็มีการกำหนดจุดต่าง ๆ ให้ไหว้ก่อนหลังเหมือนกัน ฉันนับแล้วมีทั้งหมด 11 จุด ไหว้ตามที่เขากำหนดไว้และทำบุญหยอดใส่ตู้แล้ว ฉันก็ไปถ่ายรูปของอ๊ามนี้ไว้เป็นที่ระลึกและนำมาฝากท่านผู้อ่านได้ชมค่ะ

รูปเกี้ยวใหญ่เล็กในอ๊ามบางเหนียวที่ใช้ในพิธีแห่พระและส่งพระ ซึ่งล้วนแต่สวยงามวิจิตรทั้งนั้น



รูปอ๊ามบางเหนียว ค่ะ สวยพอ ๆ กับอ๊ามท่าเรือไหมคะ



รูปโก้เต้งเถียวของอ๊าม บางเหนียว ค่ะ



พระพุทธรูปต่าง ๆ ที่ฉันไปกราบไหว้บูชามาค่ะ เป็นพระพุทธรูปที่งดงามประจำของอ๊ามบางเหนียวค่ะ









บันไดไต่มีด ซึ่งถือเป็นกิจกรรมหนึ่งของเทศกาลนี้ ตอนนี้เขากำลังสร้างบันไดเพื่อที่จะแสดงการไต่มีดในตอนเย็นซึ่งเราจะมาดูในช่วงเย็นหลังทานข้าวแล้ว



รูปสิงโตที่หน้าอ๊ามบางเหนียวเห็นว่าสวยสง่าดีเลยถ่ายรูปมาฝากให้ชมค่ะ



ประวัติอ๊ามบางเหนียว ฉันไม่อยากเล่าค่ะ มันยาว ฉันเลยหาวิธีนำมาให้ท่านได้รู้ประวัติอ๊ามนี้ โดยถ่ายรูปมาฝากไงคะ



หลังจากที่ได้ไหว้พระและถ่ายรูปอ๊ามบางเหนียวมาฝากท่านผู้อ่านแล้ว พวกเราก็ออกมาเดินชมห้างร้านต่าง ๆ ที่ขายของ เขาตั้งร้านขายของเป็นเต๊นท์ ผ่ากลางถนนเลย มีของกินขาย มากมายเหลือเกิน ภา ซื้อน้ำลูกพีมาให้ฉันลองทานดู ลูกพี เป็นผลไม้ทางใต้ รสชาติเหมือนกับน้ำระกำ เปรี้ยว ๆ หวาน ๆ ชื่นใจดี เราแวะซื้อของกินหลายอย่างตั้งใจจะไปที่ กะทู้ บ้านน้องสาวของพ่อภาซึ่งพี่ชายสองคนกับนุ้ยพี่สะใภ้ไปก่อนแล้ว แล้วตอนเย็นจึงจะไปที่อ๊ามบางเหนียวดูการไต่บันไดมีด แต่พอขึ้นรถ ภา มีอาการแข้งขาอ่อนแรง ไม่สบาย เลยต้องกลับบ้านก่อน เพื่อพักผ่อนและสวดมนต์แผ่ส่วนกุศลไปให้เจ้ากรรมนายเวร (ที่เล่าไว้ตอนต้น) เฮ้อ! ในโลกนี้มักมีสิ่งแปลก ๆ เกิดขึ้นโดยที่เรามองไม่เห็น ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ก็แล้วกันนะคะ

ถนนบริเวณอ๊ามบางเหนียวที่คราคร่ำไปด้วยร้านค้า มากมาย ขายอาหารเจ ทั้งอาหารคาวทั้งอาหารหวานเยอะมาก ๆ



ลูกผลัน เป็นของทานของทางใต้ ลูกกลม ๆ ข้างในมีเมล็ดเหมือนถั่วลิสงและถั่วลิสงจะเป็นฝักยาว ๆ แต่ลูกผลันจะเป็นลูกกลม ๆ และข้างในจะมีเมล็ดเดียวหรือสองเมล็ดเท่านั้น



ลูกพี เป็นผลไม้ของทางใต้ นำไปเชื่อมและทำน้ำลูกพี
ใส่น้ำแข็งดื่ม อร่อยมาก หวาน ๆ เปรี้ยว ๆ เหมือนน้ำระกำ



เมื่อพวกเรากลับมาถึงบ้านในช่วงบ่ายแล้ว ภาโทรศัพท์ไปบอกโกนวณซึ่งไปอยู่ที่บ้านของน้องสาวพ่อภา หรือนัยหนึ่งก็คือ อาสาวของ ภานั่นเอง พ่อของ ภา ก็มาอยู่ที่บ้านนี้แล้ว น่าจะเกือบบ่ายสี่โมงแล้ว โกนวณกับนุ้ยก็มารับฉันไปที่กะทู้ ระหว่างทางที่จะไปที่กะทู้ โกนวณพาฉันไปเที่ยวที่หาดสุรินทร์ โกนวณเล่าว่าหาดนี้น้ำลาดเทลงไปทะเล ค่อนข้างน่ากลัว ไม่ควรลงเล่นน้ำโดยไม่ศึกษาก่อน โกนวณเป็นคนใจดีมาก น่ารัก คุยเก่ง เล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ฟังตลอดเวลาที่นั่งรถไปกะทู้ แถมใจดี จอดรถให้พวกเราถ่ายรูปที่หาดสุรินทร์และหาดป่าตองด้วย ดังรูปที่ฉันนำมาให้ชื่นชมค่ะ

รูปที่ฉันถ่ายกับโกนวณ น้องชายที่แสนใจดีมีน้ำใจ



รูปนี้ถ่ายกับนุ้ย ภรรยาของโกนวณ ยุ้ยน่ารักเหมือนโกนวณ



ทิวทัศน์หาดป่าตองยามพระอาทิตย์ใกล้อัสดง ค่ะ



ทิวทัศน์หาดป่าตองที่งดงามอีกมุมหนึ่ง



ประตูเมืองที่จะเข้าไปที่อ๊ามกะทู้ เขาจัดตกแต่งประตูเมืองอย่างสวยงามมาก พวกเราจอดรถ ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก ค่ะ



ลูกหมาชิวาวา อายุประมาณเดือนเศษ ๆ น่ารักมาก อยู่ที่บ้านของอาสาวของภา เห็นหมาแล้วคิดถึงเจ้าค้อกกี้ของฉันเหลือเกิน



เมื่อมาถึงบ้านอาของ ภา เป็นเวลาค่ำแล้ว อาของ ภา เตรียมข้าวและขนมไว้ให้ทานเป็นอาหารมื้อเย็น มีขนมอย่างหนึ่งชื่อว่า ขนมเบือทอด ทำจากหญ้าซ้องและเล็บครุฑแล้วชุบแป้งทอด มีน้ำจิ้มเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ ให้จิ้มด้วย อร่อยดี



หลังจากทานข้าวเย็นที่บ้านแล้ว โกนวณก็ขับรถพาฉัน หลาน ลูกของพี่ชายคนเล็กของ ภา โกแยะ นุ้ย ไปดูพิธีไต่บันไดมีดกันที่อ๊ามบางเหนียว ซึ่งมีผู้คนไปชมมากเต็มอ๊ามไปหมดเลย ฉันกับนุ้ยแทรกผู้คนเข้าใกล้กับที่พวกม้าทรงจะไต่บันไดมีดกัน เพื่อจะได้เก็บภาพมาฝากท่านผู้อ่านไงล่ะคะ เชิญชมค่ะ



ม้าทรงอีกคนหนึ่งที่ไต่บันไดมีด โดยขึ้นด้านหนึ่งแล้วมาลงอีกด้านหนึ่ง เวลาลงอาจจะถอยหลังลงหรือหันหน้าลงก็ได้ตามแต่ความถนัดของม้าทรงแต่ละคน



ม้าทรงไต่บันไดมีดเสร็จและลงมาถึงพื้นแล้ว มีการแจกผ้ายันต์บ้าง ทำพิธีเจิมหน้าผากให้ประชาชนบ้าง ฉันได้ไปขอเจิมกับเขาบ้างเหมือนกันอ่ะ อิอิ



(โปรดติดตามตอนที่ 2 ต่อไปค่ะ)



Create Date : 22 พฤศจิกายน 2554
Last Update : 30 พฤศจิกายน 2554 14:18:26 น.
Counter : 5458 Pageviews.

1 comments
Ladakh 2019 - Hemis Monastery และ Naropa Festival รอบเตรียมงาน กาบริเอล
(15 ม.ค. 2565 01:23:56 น.)
วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร วันฟ้าสวย-ใส ถปรร
(13 ม.ค. 2565 22:43:38 น.)
The ESTRETTO คาเฟ่มินิมอลที่ล้อมด้วยแปลงดอกคัสเตอร์สีขาว mariabamboo
(11 ม.ค. 2565 16:09:53 น.)
ทนายอ้วนพาเที่ยวเชียงใหม่ - เรือนกล้วยไม้ไทย สวนพฤกษาศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ แม่ริม เชียงใหม ทนายอ้วน
(10 ม.ค. 2565 11:52:11 น.)
  
สวัสดีค่ะอาจารย์ ขอบคุณที่แวะไปเที่ยวเชียงรายด้วยกันนะคะ เที่ยวเหนือตอนหน้าหนาว อากาศดีค่ะ ยังมีอีกหลายที่ที่ไปแล้วยังไม่มีเวลาเขียน blog ....ขึ้นเหนือแล้วก็เลยต้องขอเกาะอาจารย์ไปกินผักแถวภูเก็ตบ้าง จริงๆ ไปภูเก็ตหลายรอบแล้วค่ะ แต่ไม่เคยไปตอนเทศกาลอย่างงี้ซักที ได้เห็นภาพและรายละเอียดก็จากบล็อคนี้แหละค่ะ อิอิ น่าตื่นตาตื่นใจมากกจริงๆ คงต้องหาโอกาสไปถือศีลกินผักที่นั่นซักปี แล้วจะมาติดตามต่อตอน 2 นะคะ (ปล. น้องหมาน่าร๊ากกมาก ว่างๆ แวะไปเยี่ยมน้องหมาที่บล็อกบ้างนะคะ อิอิอิ)
โดย: Ezy-SeaHill วันที่: 30 พฤศจิกายน 2554 เวลา:19:17:37 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Suvimol.BlogGang.com

อาจารย์สุวิมล
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]

บทความทั้งหมด