ไปเที่ยวประเทศพม่ากันนะ (ตอนที่ 2 )
ไปเที่ยวประเทศพม่ากันนะ (ตอนที่ 2)

เมืองสิเรียมเคยเป็นเมืองท่าของชาวโปรตุเกสในสมัยโบราณ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำย่างกุ้งที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำอิรวดี ชมความสวยงามของเมืองสิเรียมแล้ว ไปชมพระเจดีย์เยเลพญา บนเกาะกลางน้ำอายุนับพันปี เป็นที่สักการะของชาวเมืองสิเรียม ที่บริเวณท่าเทียบเรือที่จะไปเกาะนี้คราคร่ำไปด้วยชาวพม่าและนักท่องเที่ยวมากมาย บริเวณนี้เราสามารถซื้ออาหารเลี้ยงปลาด้วย เป็นปลาดุกตัวใหญ่ ๆทั้งนั้นเลย เป็นร้อย ๆ ตัว มันว่ายวนเวียนไปมาคอยฮุบอาหารที่คนโยนไปให้กิน
มัคคุเทศก์ เร เล่าให้ฟังว่า องค์เจดีย์เยเลพญาตั้งอยู่กลางเกาะนี้ได้อย่างปลอดภัย ชาวบ้านมีความเชื่อว่า เพราะพวกเขาได้ขอพรสามประการ คือ
1.ขอให้สถานที่แห่งนี้จุคนได้ทุกคนที่มาไหว้องค์เจดีย์องค์นี้
2.อย่าให้น้ำท่วมเกาะนี้
3.ใครที่มาขอสิ่งใด จะได้สมปรารถนาทุกอย่าง
เฮ้อ! นี่เป็นความเชื่อของชาวพม่าที่เล่าสืบกันมา ที่เราเรียกว่าตำนานนั่นเอง ก็แล้วแต่ความศรัทธาของแต่ละคน แต่จะอย่างไรก็ตาม ก็โปรดเชื่อโดยใช้วิจารณญาณ ไตร่ตรองให้รอบคอบแล้วจึงเชื่อจึงจะเป็นการดีที่สุด ท่านผู้อ่านคิดว่า จริงไหมคะ
สถานที่เที่ยวต่อไปก็คือ เจดีย์พระเขี้ยวแก้ว มัคคุเทศก์ไม่ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับเจดีย์องค์นี้เลย ฉันเลยไม่ได้บันทึกอะไรเกี่ยวกับเจดีย์องค์นี้ไว้ สถานที่เที่ยวแหล่งต่อไป ถือเป็นไฮไลด์ของการมาเที่ยวพม่าครั้งนี้ก็ว่าได้นะ ที่ว่านี้ ก็คือ การมาไหว้และขอพรจากองค์เทพทันใจ ซึ่งเชื่อกันว่า ศักดิ์สิทธิ์มาก มัคคุเทศก์ เร ให้ความรู้เกี่ยวกับเทพทันใจองค์นี้ไว้ว่า “เทพทันใจ หรือเทพกระซิบ หรือ นัตโบโบยี เป็น 1 ใน 7 ของผีหลวง 37 ตนที่ชาวพม่าให้ความเคารพนับถือมาก นัต (Nat ออกเสียงตามสำเนียงพม่าว่า น่ะห์ ) ความเชื่อเรื่อง ผี ของชาวพม่าเป็นความเชื่อของชาวพื้นเมืองที่มีมาก่อนพุทธศาสนาจะเข้ามาเผยแผ่ในประเทศพม่า นัต เป็นผีบรรพบุรุษ เป็นลักษณะกึ่งผีกึ่งเทวดา คล้ายเทพารักษ์ คอยดูแลคุ้มครองสถานที่ที่ตนเคยอาศัยในสมัยที่ตนเองยังมีชีวิต เคยมีความสัมพันธ์อยู่ โดยมีศาลลักษณะคล้ายศาลเพียงตาตั้งบูชาอยู่ในสถานที่นั้น ๆ เมื่อพระเจ้า อโนรธามังช่อแห่งราชวงศ์พุกาม รับศาสนาพุทธนิกายเถรวาทจากมอญเข้าสู่ประเทศพม่าในพุทธศตวรรษที่ 18 ความเชื่อเรื่อง นัตจึงถูกผสมผสานเข้ากับศาสนาพุทธ นัต ถูกยกระดับให้เป็น นัตหลวง คือ นัต ระดับประเทศ โดยพระองค์ได้ทำการตั้งศาลหลวงขึ้นที่เขาโปปา หรือ ที่เรียกว่า มหาคีรีนัต สูง 1,300 เมตร ใกล้เมืองพุกาม มีทั้งหมด 37 องค์ โดยมี นัตตัจจาเมง (พระอินทร์) เป็นประธาน นัตหลวงส่วนหนึ่งจะเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ เช่น บุรพกษัตริย์อย่างพระเจ้าตะเบงชะเวตี้หรือพระเจ้าเมกุฏิ (พระเจ้าเมกุฏิสุทธิวงศ์) เป็นต้น และส่วนใหญ่จะเป็นบุคคลในตำนานความเชื่อต่าง ๆ”
การไปนมัสการเทพทันใจ พวกเราต้องนั่งเรือข้ามฝั่งไป มีชาวพม่า นักท่องเที่ยวที่เป็นพวกฝรั่ง ญี่ปุ่น ที่จะไปนมัสการเทพทันใจโบตะทาวน์ เช่นกัน เป็นจำนวนมากมายเหลือเกิน แต่เป็นชาวพม่ามากที่สุด แย่งกันลงเรือเพื่อข้ามฟากไปนมัสการองค์เทพทันใจ เรือที่ใช้บรรทุกคนข้ามฟากมีทั้งเรือที่มีหลังคาและไม่มีหลังคา พวกชาวต่างชาติอย่างพวกเรา เขาไม่ยอมให้นั่งเรือที่ไม่มีหลังคา ซึ่งเป็นเรือลำเล็กกว่าเรือที่มีหลังคา เขากลัวว่าจะเกิดอันตราย จึงให้ลงเรือที่มีหลังคาเนื่องจากเป็นเรือที่ลำใหญ่กว่า
มัคคุเทศก์ได้บอกกับพวกเราว่า การไหว้องค์เทพทันใจนั้น เชื่อกันว่า จะขอพรจากองค์เทพทันใจได้เพียง 1 ข้อเท่านั้น ขอมากกว่านั้นจะไม่ประสบความสำเร็จในคำขอ เออ! น่าทดลองขอดูนะ มัคคุเทศก์แนะนำให้เราซื้อดอกไม้ ธูปเทียน เครื่องบูชาองค์เทพทันใจ ซึ่งมี มะพร้าวอ่อน ดอกไม้ กล้วยน้ำว้า ให้เสียบเงินพม่าและเงินไทยไว้ด้วยกัน เมื่ออธิษฐานขอพรองค์เทพทันใจแล้ว ให้เสียบแบงก์พม่าไว้ที่นิ้วขององค์เทพทันใจ ส่วนเงินไทยให้เอากลับมาใส่กระเป๋าเงินของเราเพื่อเป็นสิริมงคล เออ! เป็นกุศโลบายที่ฉลาดเนอะ เพราะถ้าเสียบเงินไทย เขาก็เอาไปใช้ลำบากน่ะซี่ พวกเราทุกคนเชื่อตามที่มัคคุเทศก์บอกทั้งนั้น มัคคุเทศก์ก็ไปบริการโทรสั่งให้คนเอาของเครื่องไหว้องค์เทพทันใจ มาขายให้พวกเรา คนขายก็รวยไปเท่านั้นเอง ดูเหมือนคนละหลายพันจ้าดเหมือนกัน
บริเวณนั้น ผู้คนมากมาย บางคนเอาอาหารมานั่งทานกันก็มี เราต้องเดินไปตามทางที่ไปถึงองค์เทพทันใจ ซึ่งสร้างไว้เฉพาะที่ แต่สถานที่ค่อนข้างคับแคบ ฉันเห็นองค์เทพทันใจ เป็นรูปปั้น น่าจะหล่อด้วยปูน มีพระพักตร์ดูแล้วน่าจะเป็นเทพพระทัยดี มีลักษณะเหมือนเทพบุตรของไทยเราในละครไทย องค์โตมากพอควร ฉันตัวเตี้ย หลังจากอธิษฐานขอพรแล้ว ฉันไม่สามารถเอาแบงก์พม่าไปเสียบไว้ที่นิ้วท่านตามคำบอกกล่าวของมัคคุเทศก์หรอก คุณขิง หัวหน้าของ จ๊ะ เขาน่ารักมาก อุ้มฉันให้เสียบแบงก์พม่าไว้ที่นิ้วจนสำเร็จ ทั้ง ๆ ที่คุณขิงก็ตัวเล็กอรชนอ้อนแอ้นเหมือนฉันนั่นแหละ เพียงแต่ว่าตัวสูงกว่าฉันเท่านั้น นึก ๆ ก็ขำดีนะ คนเราก็อดไม่ได้ที่จะทำตามคนอื่น ๆ เขา ทั้ง ๆ ที่หลักศาสนาพุทธของเราไม่เคยมีพิธีกรรมเหล่านี้เลย ฉันก็อยากจะทดลองดูว่า ความเชื่อที่ว่า ขอพรจากองค์เทพทันใจ 1 ข้อแล้ว จะพบกับความสำเร็จตามที่ขอ ปรกติฉันจะขอพรให้สุขภาพแข็งแรงและเวลาจะต้องจากโลกนี้ไปขอให้ไปอย่างไม่ต้องทนทุกข์ทรมาน ครั้งนี้ อยากจะดูว่า การขอพรจะสำเร็จสมประสงค์ตามความเชื่อของคนที่เล่าลือกันไหม ฉันจึงขอพรว่า ขอให้คนที่ทำให้ฉันเจ็บปวดในอดีตคนนั้นมาให้ฉันเห็นหน้าสักครั้ง เพราะอยากจะเห็นหน้าตาว่า 30 กว่าปีที่ผ่านไป หน้าตาเขาจะเปลี่ยนแปลงไป แก่ไปมากขนาดไหน เท่านั้น นั่นเป็นสิ่งที่ฉันอยากเห็นสักครั้ง ( ปีที่กำลังเขียนเรื่องนี้ เป็นปี 2554 เวลาผ่านไปปีกว่าแล้ว ก็ยังไม่เห็นเขาจะมาให้เห็นหน้าเลย ขำตัวเองจัง ที่ยังคงมีความคิดแปลก ๆ ที่อยากจะทดสอบความเชื่อเหล่านี้ แต่ว่าก็มีเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นเหมือนกัน เมื่อเร็ว ๆ นี้ อยู่ ๆ ฉันก็เกิดคิดอะไรขึ้นมาแว้บหนึ่ง พิมพ์ชื่อของเขาเข้าไปที่ Google ปรากฏว่า มีข้อมูลเกี่ยวกับตัวเขาพอควร เพราะเขาเป็นผู้แทนประชาชนของสภาตำรวจภูธรเชียงแสน เป็นประธานชมรมพ่อค้าชายแดน อะไรประมาณนั้น มีรูปของเขาปรากฏอยู่ในทำเนียบของสภาตำรวจภูธรเชียงแสนด้วย ฉันจึงมีโอกาสเห็นหน้าตาของเขาซึ่งไม่ได้เห็นหน้าตาเขามาตั้งแต่ปี 2520 ดูหน้าตาเขาแล้วก็ขำ หัวเราะอยู่คนเดียว โอ้โห !หน้าตาเปลี่ยนไปจากสมัยที่คบกับฉันมากถึงขนาดนั้นเชียวหรือ หน้าตาเขาแก่ไปจากเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้วมาก หัวเถิกมากขึ้น แต่ก็ยังมีเค้าเดิมตอนเป็นหนุ่มที่ฉันรู้จักอยู่บ้าง ถ้าเจอกันจัง ๆ ฉันคงจำเขาไม่ได้แน่นอน นี่จะเป็นคำขอ ของฉันที่ขอต่อองค์เทพทันใจได้ไหมเนี่ย แต่ฉันว่า มันน่าจะเป็นเรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้นมากกว่า เพราะมันก็ไม่ได้ตรงกับพรที่ฉันขอนัก พรที่ฉันขอ คือ ได้เห็นตัวจริง ๆ ที่มาปรากฏให้ฉันเห็น ไม่ใช่เห็นจากรูปถ่ายไงล่ะ ท่านผู้อ่านอย่าได้คิดว่า พรของฉันที่ขอประสบความสำเร็จนะคะ เดี๋ยวจะพากันไปประเทศพม่าขอพรจากองค์เทพทันใจเป็นการใหญ่ คราวนี้ ประเทศพม่าจะร่ำรวยจากการมีชาวไทยไปเที่ยวพม่าและขอพรจากองค์เทพทันใจนะคะ) การจะเชื่ออะไรก็ตาม ฉันคิดว่า เราควรจะเชื่อโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความเป็นจริง มีเหตุมีผลเป็นตัวตัดสิน ฉันเองเป็นคนไม่ค่อยเชื่ออะไรที่ขาดเหตุผล จะเชื่อตามหลักธรรมทางศาสนาพุทธมากกว่า เขาขอพรกัน ฉันก็ขอพรตามเขาไปอย่างนึกสนุกๆ ตามนิสัยของฉันเท่านั้น ไม่ได้คิดจริงจังหรือหวังว่า สิ่งที่ฉันขอนั้นจะต้องประสบความสำเร็จหรือไม่ เพราะการหวังในสิ่งที่มองไม่เห็นนั้นมันเป็นทุกข์ หลักธรรมทางศาสนาสอนให้ฉันเข้าใจชีวิตมากยิ่งขึ้น ละทิ้งความทุกข์ทางใจได้มากขึ้นกว่าสมัยที่ยังมีอายุน้อย
พวกเราหลังจากนมัสการองค์เทพทันใจกันแล้ว ต่างคนต่างก็เก็บคำอธิษฐานของตนเอาไว้ไม่บอกใคร และก็ไม่มีใครถามกันด้วย เพราะถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของใครของมัน เดินชมความงามของบริเวณนั้น ๆ แล้ว ก็เดินทางกลับโดยทางเรือเหมือนตอนขามา ขณะที่พวกเรากำลังรอเรือมารับนั้น ก็เจองูตัวเล็ก ๆ ขึ้นมาจากน้ำในคลองนั้น เลื้อยมาอยู่บริเวณที่พวกเราและนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ กำลังรอเรืออยู่ ก่อให้เกิดความโกลาหล วุ่นวาย หวีดว้ายกัน วิ่งหนีงูตัวนั้นกันอย่างอุตลุด เป็นภาพที่ฉันคิดว่า สนุกและมันดีเหมือนกัน มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์นะ เมื่อเห็นสิ่งที่ตนเองไม่ชอบ ย่อมมีอาการดังกล่าว สำหรับฉัน ไม่ได้ตื่นตระหนกอะไรมากมายนัก ยืนดูอยู่เฉย ๆ แต่ก็โดนเบียดชนจนเซล้มลงไปเหมือนกัน เฮ้อ ! เจ้างูน้อยที่น่ารักตัวนั้น คงตกใจต่อเสียงมนุษย์มิใช่น้อย ฉันเห็นมันรีบเลื้อยหนีลงไปในน้ำและว่ายไปอย่างรวดเร็ว อาจจะคิดในใจว่า “ตูไม่น่าเลื้อยขึ้นบกเลย ขืนไม่รีบหนีลงน้ำ ตูอาจจะทำให้คนอื่นตกใจวิ่งหนีตูตกคลองไปก็ได้นา”
เมื่อพวกเราขึ้นเรือมาแล้ว ก็ไปเอารองเท้าที่ฝากเอาไว้เพื่อใส่ขึ้นรถ การมาเที่ยวสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพม่า ก็คือ ต้องถอดรองเท้า ถุงเท้า บางแห่ง ต้องถอดรองเท้า เดินเข้าไปสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ไกลมากทีเดียว ขึ้นรถกันแล้วก็ถึงเวลาอาหารมื้อเที่ยงแล้ว วันเวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน พรุ่งนี้พวกเราก็ต้องกลับประเทศไทยของเราแล้ว

เชิญท่านชมภาพของฉันและเพื่อนที่ไปนมัสการองค์เทพทันใจได้แล้วค่ะ









หลังอาหารเที่ยงแล้ว มัคคุเทศก์ก็พาพวกเราไปเที่ยวและนมัสการ เจดีย์ กาบาเล (Kaba aye Pagoda) เป็นเจดีย์ทรงกลม มีความสูงและมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากัน คือ 34 เมตร ผู้ที่สร้างเจดีย์องค์นี้ คือ นายอูนุ นายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศพม่า เพื่อใช้เป็นสถานที่ชำระพระไตรปิฎกครั้งที่ 6 ในช่วงระหว่างปีพุทธศักราช 2497-2499 เพื่อให้เกิดความสงบสุขและสันติสุขแก่ชาวโลก ล่าสุดใช้เป็นสถานที่สำหรับการประชุมสงฆ์โลก เมื่อเดือนธันวาคม พุทธศักราช 2547 ที่ผ่านมา ที่สำคัญของเจดีย์องค์นี้ ก็คือ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ พร้อมทั้งพระธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคลานะ
เที่ยวพระเจดีย์องค์นี้แล้ว พวกเราก็ไปนมัสการพระภิกษุชาวพม่า ฉันคิดว่า ท่านน่าจะเป็น เจ้าอาวาสของวัดนี้ (ชื่อวัดฉันจำไม่ได้แล้ว) ภายในวัดรู้สึกร่มเย็นดี เราขึ้นบันไดไปที่ชั้นสอง เดินชมพระบรมสารีริกธาตุที่ประดิษฐานอยู่ในโถแก้วและอยู่ในตู้อีกชั้นหนึ่ง มีมากมายพอสมควร สักพักใหญ่ ๆ ก็มีพระภิกษุรูปหนึ่ง น่าจะเป็นพระผู้ใหญ่ของวัดนี้ และฉันคิดว่าน่าจะเป็นเจ้าอาวาสด้วย พระรูปนี้ท่านได้แสดงในสิ่งที่น่าจะเรียกได้ว่าอภินิหาริย์ก็ได้นะ กล่าวคือ ท่านได้นำเส้นพระเกศาของพระพุทธเจ้า 2-3 เส้น ใส่จานใบหนึ่ง แล้วบริกรรมคาถาหรือเรียกว่าอะไรก็ไม่ทราบ เพราะเห็นท่านทำปากขมุบขมิบ เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดมหัศจรรย์เหมือนกันนะ เพราะทุกคนเห็นเส้นผมเหล่านั้นกระดุกกระดิกได้ เส้นผมเหล่านี้ เคลื่อนไหวไปมาเหมือนมีชีวิต ฉันก็ไม่ทราบว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เส้นผมเหล่านั้นมีอาการดังกล่าวได้ นอกจากจะกระดุกกระดิกได้แล้ว บางครั้งเส้นผมเหล่านั้นยังตั้งเด่ขึ้นมาได้ เหมือนเส้นผมเหล่านั้นชูคอตั้งขึ้นมาทักทายผู้ชมอย่างนั้นแหละ เออ! นับเป็นเรื่องที่แปลกมากจัง เป็นบุญตาอย่างหนึ่งที่ได้มาเห็นเหมือนกันนะ จากนั้น ท่านก็แจกพระธาตุมาให้พวกเราคนละหลายถุง ถุงละมีพระธาตุมากองค์บ้างน้อยองค์บ้าง มีชื่อเขียนไว้ในถุงพลาสติคเล็กที่ใส่พระธาตุว่า เป็นพระธาตุของพระสารีบุตร ของพระโมคลานะ พระศิวลี อีกองค์หนึ่งชื่อว่าอะไร ฉันอ่านไม่ออก และไม่คุ้นหูด้วย (เมื่อกลับถึงกรุงเทพฯ ฉันได้ไปซื้อกระปุกที่ทำจากแก้วอาคาริกมาบรรจุพระธาตุที่ได้รับจากพระรูปนี้ กระปุกอาคาริกเหล่านี้แพงบาท 4 ใบราคาเป็นพันบาทเชียวนะ กระปุกเล็กนิดเดียว เท่ากระปุกเล็ก ๆ ที่ใส่พริกไทยอย่างนั้นแหละ







พวกเราไปเที่ยวสถานที่อีกแห่งหนึ่ง ก็คือ ไปนมัสการ พระพุทธไสยาสน์ เจาทัตยี (Kyauk Htat Gyi ) ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่มีความงดงามมากที่สุด มีขนตายาวและงดงาม ที่พระบาทขององค์พระพุทธรูปมีภาพมงคล 108 ประการ และพระบาทซ้อนกัน ซึ่งแตกต่างไปจากศิลปะของไทย





พระเจดีย์อีกแห่งหนึ่งที่พวกเราไปชื่นชมและนมัสการ ก็คือ พระเจดีย์ ซูเล (Sule Pagoda) เป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมกลางเมืองย่างกุ้ง สร้างในสมัยที่อังกฤษปกครองประเทศพม่าอยู่ เขาเปรียบเจดีย์ซูเล เป็นดั่งหัวใจของเมืองย่างกุ้ง เพราะชาวอังกฤษได้วางผังเมืองให้เจดีย์องค์นี้เป็นศูนย์กลาง ฝั่งตรงข้ามเจดีย์ซูเลมีสวนสาธารณะมหาบัณฑุละ ภายในมีอนุสาวรีย์อิสรภาพรูปเสาแหลมสูง 40 เมตร ล้อมรอบด้วยเสาหิน 9 เมตร 5 ต้น แทนรัฐที่ปกครองตนเองกึ่งอิสระ 5 รัฐ คือ รัฐฉาน กะฉิ่น กะยิน (กะเหรี่ยง) กะยา และ ชิน

ตอนเย็น มัคคุเทศก์พาพวกเราไปทานอาหารมื้อเย็นที่ภัตตาคารที่ใกล้ ๆ กับโรงแรมที่พัก คือโรงแรมที่มีชื่อว่า ชาเทียม เย็นนี้ทานข้าวกันแล้ว พวกเราไม่ได้ไปไหนต่อหรอก เพราะว่า คืนนี้ต้องเตรียมแพ็คกระเป็นเดินทางให้เรียบร้อย พรุ่งนี้พวกเราต้องไปที่สนามบินเพื่อกลับประเทศไทยของเราแต่เช้า
วันที่ 2 พฤศจิกายน 2552 เช้านี้พวกเราถูกปลุกตั้งแต่ ตี 4 ทานข้าวมื้อเช้าตอนตี 5 เพื่อจะได้ออกเดินทางไปสนามบิน มิงกาลาดง ตอน 6 โมงเช้า พวกเรามาถึงสนามบินประมาณ 8.30 น. ต้องผ่านด่านตรวจคนออกนอกประเทศตามระเบียบ เมื่อจัดการโหลดกระเป๋าเข้าเครื่องไปเรียบร้อยแล้ว ก็มีเวลาเดินเที่ยวภายในสนามบินได้พักใหญ่ พวกเราขึ้นเครื่องของการบินไทยแอร์เอเซีย เที่ยวบิน FD 3771 ถึงกรุงเทพฯ สนามบินสุวรรณภูมิของเราประมาณ 10 โมงกว่า ๆ กว่าจะผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองและรอรับกระเป๋าก็ประมาณ 11 โมงได้ ทุกคนต่างล่ำลากันด้วยมิตรภาพ สัมพันธภาพที่ดีงาม ถึงแม้ว่า เราจะพบกัน เที่ยวด้วยกันเพียงไม่กี่วัน แต่ทุกคนก็มีไมตรีจิตที่ดีต่อกัน โดยเฉพาะฉัน ฉันรู้สึกว่า ทุกคนให้ความรัก นับถือฉันพอสมควร เรียกฉันว่า “อาจารย์” ตามที่ลูกศิษย์ฉัน คือ มิ้งและจ๊ะ เรียก ฉันเองก็สุขใจที่ได้เจอมิตรสหายใหม่ ๆ เด็กกว่าฉันบ้าง อายุไล่เรี่ยกับฉันบ้าง แต่เราต่างก็ให้ความรัก ความเคารพซึ่งกันและกัน มิตรภาพของพวกเราจึงดำเนินไปด้วยความสุขในขณะที่พวกเราเที่ยว กิน และช้อปปิ้งด้วยกัน นี่ถือเป็นกำไรชีวิตของฉัน ส่วนใหญ่ฉันมักพบเจอกับมิตรสหายที่น่ารัก ๆ เสมอ ไม่ค่อยเจอคนที่เห็นแก่ตัวบ่อยนัก นี่ก็น่าจะถือว่าเป็นบุญวาสนาอย่างหนึ่งของฉันก็ได้นะ เพราะการไปเที่ยว ถ้าเราเจอแต่คนดี ๆ เกรงใจซึ่งกันและกัน ไม่เอาเปรียบกัน มีไมตรีจิตต่อกัน ย่อมมีความสุข เพราะคุยกันได้อย่างสนุกสนาน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ การเที่ยวย่อมสนุกไม่หงุดหงิดนั่นเอง
มิ้งแยกตัวไปกับ ดาและแม่ของดา ส่วนฉัน จ๊ะ เจ๊สุ (พี่สาว จ๊ะ)และแจ๊ดซี่ (เพื่อนร่วมงานของจ๊ะ)จ้างแท้กซี่กลับคอนโดของเจ๊สุที่แถวทองหล่อใกล้บ้านฉันนั่นเอง ถึงทองหล่อแล้ว ก็ขนกระเป๋าเดินทางใส่รถของ จ๊ะ แล้วพวกเราก็ออกไปทานอาหารกลางวัน คือ ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นหมูเจ้าอร่อยที่ จ๊ะ บอก ทานกันคนละชาม สั่งลูกชิ้นเอ็นหมูอร่อยอีก น่าจะ 10 ไม้ จิ้มน้ำจิ้มเผ็ด ๆ หวาน ๆ อร่อยมาก เพราะมันร้อน ๆ แถมเคี้ยวเอ็นหนึบ ๆ ด้วยได้รสชาติดีจัง มื้อนี้ เจ๊สุเลี้ยง จากนั้น จ๊ะ ก็มาส่งฉันที่บ้านแล้วไปทำงานที่บริษัทพร้อมกับแจ๊ดซี่
วันแห่งความสุข อันเกิดจากการเดินทางท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง ซึ่งเป็นเรื่องหนึ่งในชีวิตของฉัน ที่ฉันชื่นชอบและใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก ๆ ก็ได้ผ่านไปแล้วอีกครั้งหนึ่ง การมาเที่ยวประเทศพม่าครั้งนี้ ฉันมีความสุขมาก ถึงแม้ว่า ฉันจะอยู่ท่ามกลางเพื่อนร่วมเดินทางที่ฉันรู้จักเพียงสองคน คือ จ๊ะและมิ้ง (ลูกศิษย์) เท่านั้น ทุกคนที่ร่วมเดินทางกันไปครั้งนี้ ก็น่ารักทุกคน ให้เกียรติฉันเหมือนญาติผู้ใหญ่ ถึงแม้พวกเราจะต่างวัยกันมากพอควร (ฉันสูงวัยที่สุด รองลงมาก็คือ แม่ของน้อง ดา เพื่อนมิ้ง) แต่เราทุกคนก็เข้ากันได้ดี ทุกคนให้เกียรติและเคารพ นับถือฉันเป็นอย่างดี พูดคุยกันได้อย่างสนุกสนาน ฉันเองก็เป็นคนเรียบง่าย เข้ากับคนอื่นได้ง่าย มิตรภาพของพวกเราจึงเกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี มีความสนิทสนมกันดีพอควร การไปเที่ยวประเทศพม่าครั้งนี้ ฉันจึงถือว่า มีความสุขมากและถือเป็นกำไรชีวิตของฉันอีกครั้งหนึ่งค่ะ แล้วฉันคงจะมีโอกาสมาเล่าเรื่องการท่องเที่ยวของฉันให้ท่านผู้อ่านได้อ่านอีกนะคะ ขอให้ท่านผู้อ่านโชคดีทุกคนค่ะ สวัสดีค่ะ



Create Date : 12 สิงหาคม 2555
Last Update : 12 สิงหาคม 2555 22:45:24 น.
Counter : 3695 Pageviews.

5 comments
วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร จังหวัดนครปฐม นายแว่นขยันเที่ยว
(13 ม.ค. 2565 00:56:47 น.)
★ ★ เที่ยวอยุธยา ๑ วัน: พ ร ะ ร า ช วั ง บ า ง ป ะ อิ น (Bang Pa-in Palace) เมื่อ ๕ มกราคม ๒๕๖๕★ ★ Tui Laksi
(12 ม.ค. 2565 20:18:23 น.)
เชียงราย - ร้านกาแฟม่อนศรีแก้ว, ภูสวรรค์รีสอร์ท (ภูชี้ฟ้า) สายหมอกและก้อนเมฆ
(11 ม.ค. 2565 13:23:44 น.)
The ESTRETTO คาเฟ่มินิมอลที่ล้อมด้วยแปลงดอกคัสเตอร์สีขาว mariabamboo
(11 ม.ค. 2565 16:09:53 น.)
  
สวัสดีค่ะอาจารย์หนูแวะมาทักทายค่ะ
ช่วงนี้หนูติดหนึบอยู่กับโอลิมปิก เลยไม่ค่อยได้เข้ามาเยี่ยมบล็อกเท่าไรค่ะ
เรื่องหนังสือขอบคุณอาจารย์มากนะค่ะ หนูอยากอ่านค่ะ อิอิ
อยากอ่านเรื่องราวและประสบการณ์ของอาจารย์ค่ะ
เผื่อจะได้เคล็ดลับดีๆ มาปรับใช้กับชีวิตแล้วก็การเขียนของหนูค่ะ

พอได้อ่่านเรื่องราวของประเทศพม่าแล้ว ทำให้หนูอยากไปเหมือนกันนะค่ะ
อยากลองไปขอพรเทพทันใจบ้าง อิอิ ได้ผลยังไงจะมาเล่าให้อาจารย์ฟังนะค่ะ
ส่วนคำขอของอาจารย์น่าจะประสบผลส่งหนึ่งหรือเปล่าค่ะ
ท่านอาจจะมาดลใจก็ได้นะค่ะ ให้ไปเปิดอินเตอร์เนตดู

วันนี้มาทักทายแค่นี้ก่อนนะค่ะ สวัสดีค่ะ
โดย: Nepster วันที่: 13 สิงหาคม 2555 เวลา:11:42:28 น.
  
สวัสดีค่ะอาจารย์ขา โอเล่ก็ไปมา เข้าออกพม่าเป็นว่าเล่น

ยังไม่มีเวลาเอามาอัพเลยค่ะ คิวลงบล็อกเยอะ

ไปพม่าก็ไปเที่ยวบ้านพวกลูกน้องที่มาทำงานด้วย

มีเวลาเหลือก็อัพภาษาพม่าเล่นไปในบล็อกสนุกดีค่ะ

วันแม่ที่ผ่านมา โอเล่ว่าอาจารย์คงมีความสุขมากๆกับลูกๆหลานๆนะค่ะ
โดย: โอน่าจอมซ่าส์ วันที่: 13 สิงหาคม 2555 เวลา:19:04:13 น.
  
สวัสดีค่ะอาจารย์สุวิมล

ขอบคุณมากนะคะที่ไปเยี่ยมบล็อคของหนูค่ะ หนูชอบอ่านหนังสือมากเลย และหวังว่าคนไทยจะรักการอ่านยิ่งๆขึ้นไป

อ่านบล็อคของอาจารย์แล้วสนุกดีค่ะ อยากไปพม่าบ้าง ชอบตรงพรที่ชาวบ้านขอเรื่อง 1.ขอให้สถานที่แห่งนี้จุคนได้ทุกคนที่มาไหว้องค์เจดีย์องค์นี้ รู้สึกว่าเป็นพรที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมและมีศรัทธาดีค่ะ
โดย: narumol_tama วันที่: 16 สิงหาคม 2555 เวลา:21:20:43 น.
  
สวัสดีค่ะครู

โอเล่เห็นใกล้ๆแถวนั้นจะมีรีสอร์ทเยอะพอสมควรค่ะ

ตืนนี้ฝันดีนะค่ะ
โดย: โอน่าจอมซ่าส์ วันที่: 17 สิงหาคม 2555 เวลา:22:32:41 น.
  
สวัสดีค่ะอาจารย์ หนูแวะมาทักทายค่ะ :)
ช่วงนี้ได้ไปเที่ยวที่ไหนมั้ยค่ะ
หนูรอมาอ่าน จะได้ไปเที่ยวตามบ้าง อิอิ
โดย: Nepster วันที่: 26 สิงหาคม 2555 เวลา:18:14:37 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Suvimol.BlogGang.com

อาจารย์สุวิมล
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]

บทความทั้งหมด