จางเจียเจี้ย ยอดเขาสูง ประตูสวรรค์ อันอำไพ
จางเจียเจี้ย ยอดเขาสูง สู่ประตูสวรรค์ อันอำไพ ไปถ้ำพญามังกร ร่อนเขาเจ้าฟ้า หา เป่าเฟิงหู หรูอย่าบอกใคร นะเจ้าคะ

ท่านผู้อ่าน ที่รัก

เป็นอีกครั้งหนึ่งในชีวิตของฉัน ที่ฉันได้มีโอกาสท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง ฉันกับเพื่อนกลุ่มที่เที่ยวด้วยกัน มีความคิดตรงกันอยู่อย่างหนึ่ง คือ สถานที่ใดที่ได้รับการกล่าวขานว่า ทิวทัศน์งดงาม เป็นเยี่ยม ราคาไม่แพงนัก พวกเราก็ตกลงใจจะไปกัน เพื่อจะได้ดูว่า สมกับคำเล่าลือกันหรือเปล่าไง คะ

สถานที่ที่ได้รับคัดเลือกในปีนี้ คือ ยอดเขาสูงเสียดฟ้า สลับซับซ้อน ดูลึกลับสุดยอด อันเป็นสถานที่ที่ใช้ถ่ายทำภาพยนต์เรื่อง อวตาร นั่นก็คือ เทือกเขา อันมีนามกรว่า "จางเจียเจี้ย" นั่นเอง เมื่อได้ไปถึงสถานที่ดังกล่าวแล้ว ก็ต้องยอมรับในคำเล่าลือโดยดุษณี (นิ่ง) นิ่งเพราะตกตะลึงในความงามอันตระการตา นั่นเอง ถ้าท่านผู้อ่านไม่เชื่อ โปรดติดตามเรื่องและภาพที่ฉันได้นำมาฝากท่านผู้อ่าน นะคะ

การไปเที่ยวครั้งนี้ หญิงเป็นคนเลือกบริษัททัวร์ เป็นบริษัท ชื่อว่า เมอร์รี่แลนด์ ทัวร์ ไปครั้งนี้เป็นการเหมาลำ ราคาจึงไม่แพงนัก 29,900 บาท หญิงจองจากศูนย์ประชุมสิริกิติ์ เลยได้ลดคนละ 1,000 บาท เหลือ 28,900 บาทวันเวลาที่ไป คือ 12-17 เมษายน 56

12 เมษายน 56 เหลนของฉันมารับฉันที่บ้านตั้งแต่บ่ายโมงครึ่ง เขานัดกัน 16.00 น. ยายหญิงกลัวว่ารถจะติด เพราะเป็นช่วงคนกลับบ้านในวันหยุดสงกรานต์นั่นเอง จึงเร่งว่าให้ออกจากบ้านเร็วกว่าปรกติ แต่เดิมตั้งใจจะออก 14.00 น. ปรากฏว่า วันนี้รถไม่ติดเลย ถึงสนามบินดอนเมือง ประมาณ 14.30 น. เท่านั้น เลยต้องเตร่อยู่ที่สนามบินนานมากพอสมควรทีเดียว หญิงกับติ่งมาถึงประมาณ 15.00 น. พี่บานเย็นมาเป็นรายที่ 3 เกือบ 16.00 น. ตามที่ทางบริษัททัวร์นัดไว้

สนามบินดอนเมืองวันนี้ คลาคล่ำไปด้วยผู้คนขวักไขว่มากหน้าหลายตา ฉันไม่ได้มาขึ้นเครื่องที่ดอนเมืองนานมากหลายปี ตั้งแต่มีสนามบินสุวรรณภูมิ บริษัททัวร์ที่ฉันไปเที่ยวด้วยมาขึ้นที่สนามบินสุวรรณภูมิทั้งนั้น มีครั้งนี้ที่ต้องมาขึ้นที่ดอนเมือง ด้วยเหตุผลที่ว่า ที่สนามบินสุวรรณภูมิไม่มีที่ว่างให้เครื่องบินลงจอด นั่นเอง แสดงให้เห็นว่า สนามบินของไทยเรา มีเครื่องบินต่างประเทศนิยมมาลงมากทีเดียวเนอะ

หลังจากมัคคุเทศก์และเจ้าหน้าที่ของบริษัททัวเมอร์รี่แลนด์นำกระเป๋าของพวกเราผ่านเครื่องเอซเรย์และแจกเอกสารขาเข้าและขาออกให้เราเซ็นชื่อแล้ว ก็โหลดกระเป๋าพวกเราเข้าเครื่องไปเรียบร้อยแล้ว มัคคุเทศก์ของเราครั้งนี้ เป็นชายหนุ่มร่างเล็ก อายุไม่น่าจะถึง 30 ปีมั้ง ดูตุ้งติ้ง ๆ ชื่อ ภาณุพงศ์ มีคติธรรม (นามสกุลดี เฮะ ) ก็ให้เวลานัดหมายว่า เวลา 18.30 น. เจอกันที่ประตูขาออก (จำไม่ได้แล้วว่า ประตูที่เท่าไร อิอิ) เครื่องบินจะออกเวลา 19.20 น. ด้วยสายการบิน ox870

ดังนั้นเวลาที่อยู่สนามบินจึงยาวนานมากหลายชั่วโมง พวกเรา 4 คน เดินชมสนามบิน หามุมสวย ๆ ถ่ายรูปมาฝากท่านผู้อ่านค่ะ



หลังจากได้ถ่ายรูปพอหอมปากหอมคอแล้ว พวกเราก็หาของกินเพื่อกินรองท้องก่อนจะขึ้นเครื่อง ฉันซื้อแต่น้ำผลไม้ เพราะว่านำขนมโมจิและขนมอื่น ๆ ติดกระเป๋าไปด้วย หญิงซื้อขนมปังจากบ้านมาเช่นกัน พี่บานเย็นซื้อแซนวิชคนเดียวกับน้ำด้วย ฉันแบ่งขนมให้เพื่อนได้กินกัน โมจิที่แม่น้องบอสนำมาฝากนั่นเอง เป็นโมจิรสทุเรียน ทุกคนชอบหมดเลย แปล๊บเดียวก็หมดกล่อง

และแล้วเวลาขึ้นเครื่องบินก็มาถึง พวกเราทยอยกันขึ้นเครื่องกันไป เครื่องบินทั้งลำ เป็นคนไทยเกือบทั้งหมด มีหลายทัวร์รวมกันและจุดหมายปลายทางก็ที่เดียวกัน คือ จางเจียเจี้ย นั่นเอง พนักงานบนเครื่องบิน ส่วนใหญ่น่าจะเป็นคนไทย พูดไทยได้คล่องแคล่ว ไม่ต้องใช้ภาษาต่างประเทศ

เครื่องบินอุ่นเครื่องกว่าจะเหินสู่ท้องฟ้าจริง ๆ ก็ช้ากว่าเวลาที่กำหนดไปประมาณ 20 นาที คือ เหินฟ้าเมื่อเวลา 19.40 น. พักใหญ่ ๆ พนักงานบนเครื่องก็แจกน้ำดื่มและ ถั่ว คนละ 1 ถุง ตอนต้น พวกเราคิดว่า ทำไมสายการบินนี้ตระหนี่จัง แจกแค่นี้เหรอ ไหน มัคคุเทศก์บอกว่า จะมีขนมเค้ก ฮอดดอก ให้ทานอีกเป็นกล่องไง แจกแค่นี้ มันจะอิ่มได้ไง เรียกว่า พวกเราตีตนไปก่อนไข้ นั่นเอง อิอิ อีกสักพักใหญ่ ๆ เขาก็มาแจกขนมเค้ก ฮอดดอก อย่างที่ัมัคคุเทศก์บอกไว้นั่นแหละ

กินอิ่มนอนหลับสบายตามสโลแกนของพวกเรา เพราะไม่มีอะไรจะมองเลย มืดตื๊ดตื๋อ เดินทางกลางคืน มันไม่สนุกแบบนี้แหละนะ ใช่เวลาบิน ประมาณ เกือบ 3 ชั่วโมง เวลา 23.20 น.ถึงสนามบินจางเจียเจี้ย เวลา ของเมืองจีน ของไทยเราก็ประมาณ 22.10 น. เวลาของประเทศจีนจะเร็วของประเทศไทยเราประมาณ 1 ชั่วโมง

พวกเราลงจากเครื่องบินมาที่สนามบินจางเจียเจี้ย หรือสนามบินเหอฮัว (ดอกบัว) ที่สนามบินนี้ อันเป็นที่ตั้งของอุทยานมรดกโลกจางเจียเจี้ย ซึ่งตั้งอยู่ที่มณฑลหูหนาน เป็นอุทยานแห่งแรกของจีนที่ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกธรรมชาติในปี ค.ศ. 1992 สนามบินที่นี่ไม่กว้างใหญ่นัก ดูแล้วเจริญสู้สนามของไทยเราไม่ได้ มัคคุเทศก์ท้องถิ่นได้ถือป้ายมาต้อนรับและรับพวกเราขึ้นรถบัสที่จัดเตรียมไว้แล้ว หลังจากที่พวกเรารับกระเป๋าเรียบร้อยแล้วก็มาขึ้นรถบัสที่เขาจัดเตรียมไว้

มีการแนะนำตัวของมัคคุเทศก์ทั้งฝ่ายไทยและจีน ของจีนนั้นชื่อว่า ศิริวรรณ เป็นครูที่มาสอนภาษาจีนที่ไทยเรา ตอนนี้ปิดเทอมมาทำงานพิเศษเป็นมัคคุเทศก์พาคนไทยเที่ยว ขยันจริง ๆ ค่ะ ประมาณ 10 นาที ก็ถึงโรงแรมที่พัก เป็นอันว่าหนึ่งวันของวันนี้ก็หมดไป โดยไม่ได้เที่ยวที่ไหนเลย

13 เมษายน 56

วันนี้ เป็นวันสงกรานต์ของไทยเรา แต่พวกเราก็หนีความร้อนระอุของไทยมาหาความเย็นที่จางเจียเจี้ย แต่ก็ไม่ได้หนาวอะไรมากมาย เพียงแต่อากาศเย็น ๆ ใส่เสื้อยีนหนา ๆ หน่อยก็อยู่แล้ว เช้านี้ เราต้องนำกระเป๋ามาวางไว้ที่หน้าห้อง เพราะคืนนี้ต้องเปลี่ยนโรงแรม น่าเบื่อตรงนี้ ค่ะ

8.10 น. รถบัสที่จะนำพวกเราไปเที่ยวก็เคลื่อนออกจากโรงแรมไป เป้าหมายการเที่ยวของเราวันนี้ คือ จะไปเที่ยวเมืองเฟิ่งหวาง (บางแห่งเขียนว่า เฟิ่งหวง ) มัคคุเทศก์ ศิริวรรณ ได้ทักทายลูกทัวร์ แล้วเริ่มบรรยายความรู้ให้ลูกทัวร์ฟังว่า มณฑลหูหนาน มีแม่น้ำหลีสุ่ยล้อมรอบจางเจียเจี้ย มณฑลนี้ ใหญ่เป็นอันดับที่ 10 ใน 23 มณฑลของจีน มณฑลหูหนานมี 27 เมือง จางเจียเจี้ยเป็นเมืองที่เล็กที่สุด ภูเขาของเมืองนี้ มีลักษณะจุดเด่นเป็นแท่ง ๆ มากมาย แปลกไปจากภูเขาที่อื่น ๆ

เมืองนี้มีลักษณะเด่นเป็นพิเศษ 3 อย่าง คือ
1. ทานพริก อาหารจะใส่พริกเกือบทุกอย่าง เพราะอากาศที่นี่มีความชื้น พริกสามารถไล่ความชื้นในร่างกายได้ ที่นี่ทานพริกเก่งมาก
2. ชอบเคี้ยวไม้ เหมือนคนไทยกินหมาก เคี้ยวแล้วคลายออก ห้ามกลืนจะร้อนมาก (ฉันก็ไม่รู้ชื่อรากไม้อะไร)
3. มีชนกลุ่มน้อยมากที่สุด มีถึง 51 เผ่า จากทั้งหมดที่มีอยู่ในประเทศ 55 เผ่า ดังนั้น จึงมีภาษาถิ่นมาก พูดกันไม่ค่อยรู้เรื่องกัน

เมืองจางเจียเจี้ย มีเขตปกครอง 2 เขต คือ อำเภอ สือลี่ เป็นอำเภอที่เจริญ มีชื่อเสียงเรื่องบุหรี่และชา อีกอำเภอหนึ่ง คือ อำเภอ ซานซื่อ ที่นี่มีปลูกต้นหม่อนมาก มีชาวถูเจีย มากที่สุดถึงล้านคน ชอบสร้างบ้านบนภูเขา มัคคุเทศก์ เล่าว่า การจีบสาวของที่นี่ คือ ชายไปเหยียบเท้าของสาวที่ตนอยากจีบ ถ้าสาวเหยียบตอบที่หน้าเท้าหมายความว่า ยินดีเป็นแฟนด้วย ถ้าเหยียบตอบที่หลังเท้า แสดงว่า ยินดีแต่งงานด้วย ฉันเห็นว่า เป็นประเพณีจีบสาวที่ตลกและแปลกดี ฉันจึงนำมาเล่าสู่กันฟัง (อ่าน)

การเดินทางจากเมืองจางเจียเจี้ยไปเที่ยวที่เมืองเฟิ่งหวางวันนี้ ต้องใช้เวลาเดินทางถึง 4 ชั่วโมง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเบื่อมากเหมือนกัน ดีที่ทิวทัศน์ระหว่างการเดินทางไปเมืองเฟิ่งหวางนั้น มีความสวยสดงดงาม ดังภาพที่ฉันเก็บมาฝากท่านผู้อ่าน ค่ะ







เนื่องจากการเดินทางต้องใช้ระยะเวลาถึง 4 ชั่วโมง จึงต้องมีการหาห้องน้ำให้ลูกทัวร์ ซึ่ง มัคคุเทศก์บอกว่า ที่หาให้ที่นี่ ดีที่สุดแล้ว ท่านผู้อ่านคงเข้าใจ กิตติศัพท์ของห้องน้ำเมืองจีน ท่านผู้อ่านคงจะทราบดีโดยที่ฉันไม่ต้องบรรยายนะคะ เข้าห้องน้ำแล้ว มีเวลายึดเส้นยึดสาย พวกเราก็ถ่ายรูปบริเวณที่รถจอดมาฝากท่านผู้อ่านด้วยนะคะ



รถแล่นไปอีกสักพักใหญ่ ๆ มัคคุเทศก์ ได้แนะนำร้านที่ขายผลไม้อบแห้ง ซึ่งมีองุ่นแห้ง ลูกท้อแห้ง ลูกพรุนแห้ง ฯลฯ ถุงเล็ก ๆ ถุงละ 10 หยวน หรือซื้อ 5 ถุง แถม 1 ถุง ฉันก็ลงไปซื้อกับเขาด้วยเหมือนกัน เผื่อกินเองและมาฝากลูกศิษย์กับเพื่อนบ้าน

จากนั้น รถก็แล่นต่อไปอีกสองชั่วโมง ระหว่างทางเราก็นั่งชมทิวทัศน์สองข้างทางไป ทางที่ไปนั้น มีการขึ้นทางด่วนและมีการลอดอุโมงค์หลาย ๆ ครั้งทีเดียว ฉันก็ถ่ายรูปมาฝากท่านผู้อ่านได้ชม ค่ะ



และแล้วก็ถึงเวลาอาหารมื้อเที่ยง อาหารมื้อเที่ยงนี้ เป็นอาหารมื้อแรกที่มาถึงเมืองเฟิ่งหวาง ฉันก็เลยถ่ายรูปอาหารมาให้ชม ค่ะ (ไม่อร่อยนักหรอกค่ะ )



หลังทานอาหารมื้อเที่ยงแล้ว พวกเราก็เดินทางไปเที่ยวบ้านกวีเป็นแห่งแรก มัคคุเทศก์ให้เรายืนรอกัน แกไปจัดการเรื่องซื้อตั๋วเพื่อเข้าชม พวกเราก็ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ถ่ายรูปที่ประตูเมืองเฟิ่งหวางกันเลย คนละรูปสองรูป อิอิ



บ้านกวีนี้ เป็นบ้านกวีในสมัยราชวงศ์ชิง "เสิ่นฉงเหวิน" เป็นผู้รวบรวมผลงานของกวีในสมัยนี้ พวกเราเข้าชมก็ไม่ค่อยได้ซาบซึ้งอะไรนัก เนื่องจากอ่านกันไม่รู้เรื่อง ได้แต่ชมของใช้โบราณอะไรต่าง ๆ ของพวกกวี ซึ่งได้รวบรวมไว้ มีรูปถ่ายเก่า ๆ ที่เป็นสีขาวดำจัดแขวนไว้ เป็นห้อง ๆ ไม่มากห้องนัก ฉันก็ได้ถ่ายภาพของต่าง ๆ ในห้องมาฝากไว้เป็นที่ระลึก ค่ะ



เมืองเฟิ่งหวาง (เมืองหงส์) เมืองนี้ขึ้นอยู่กับเขตการปกครองตนเองของชนเผ่าน้อย ถูเจีย ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของมณฑลหูหนาน เมืองโบราณที่เราชมนี้ ตั้งอยู่ที่ริมแม่น้ำ ถัว ล้อมรอบด้วยขุนเขาเสมือนด่านช่องแคบภูเขาที่เด่นตระหง่าน มียอดเขาติดต่อกันเป็นแนวยาว ที่เมืองนี้ มีโบราณสถานและโบราณวัตถุทางด้านวัฒนธรรมอันล้ำค่าที่ตกทอดมาจาก ราชวงศ์หมิงและชิง มีถนนที่ปูด้วยหินเขียว 20 กว่าสาย มีกำแพงเมืองโบราณ ชื่อ "เฟิ่งหวางกู่เฉิง" ที่สร้างในราชวงศ์หมิง มีสะพาน"หงเฉียว" สะพานไม้โบราณที่มีหลังคาคลุมเหมือนสะพานข้ามคลองในเวนิส จุดเด่นอีกแห่งหนึ่งของ เฟิ่งหวาง คือ บ้านที่ยกพื้นสูงเรียงรายกันบนริมน้ำที่ใสสะอาดจนเห็นถึงก้นบึง พวกเราได้นั่งเรือแจว เพื่อล่องเรือชม บ้านเรือนริมน้ำดังกล่าว และชมเจดีย์ว่านหมิง กว่าจะได้นั่งเรือ ต้องมีการแย่งชิงเรือแจวกันอีกด้วย เฮ้อ ! การแซงคิวลงเรือกัน มัคคุเทศก์บอกกับพวกเราว่า พยายามอย่าให้ใครมาแซงคิวเรา กั้นเอาไว้เป็นกลุ่ม มาเที่ยวครั้งนี้ นอกจากต้องออกแรงในการเดิน ปีนป่าย แล้วยังต้องมีแรงในการผลัก และ ดัน กัน ด้วย ไม่ให้ใครมาแซงเราในขณะที่เข้าแถว ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นรถในอุทยาน หรือ การเข้าแถวเพื่อไปขึ้นกระเช้าลอยฟ้า ต้องวุ่นวายเสมอ สนุกไปอีกรูปแบบหนึ่งทีเดียวละ

ฉันได้เก็บภาพต่าง ๆ ทั้งในตัวเมืองโบราณและบ้านริมน้ำมาฝากหลายรูป ค่ะ เชิญชมได้นะคะ











หลังจากขึ้นจากเรือแจวแล้ว มัคคุเทศก์ให้อิสระแก่พวกเราไปเดินช้อปปิ้งกัน นัดกัน ห้าโมงเย็นเจอกันตรงจุดนัดพบ แล้วพาไปซื้อท้อปฟี่ขิง ขนมมีชื่อของที่เมืองนี้ แต่ฉันดูราคาแล้วค่อนข้างแพง เลยไม่ได้ซื้อ

วันนี้รถติดมาก รถบัสของเราไม่สามารถมารับเราได้ ศิริวรรณ จึงจ้างแท็กซี่ให้พวกเรากลับโรงแรมที่พักกัน อาหารมื้อเย็นนี้ ทานที่โรงแรม รสชาติก็พอกินได้ตามสไตร์อาหารจีนที่นี่ หลังอาหารเย็นแล้ว หญิงกับติ่งชวนไปท่องราตรีเมืองเฟิ่งหวางยามค่ำคืน ที่ลือกันว่า สวยด้วยแสงสีตระการตา แต่ฉันกับพี่บานเย็นไม่อยากไป เลยอาบน้ำและนอนพักผ่อน เพราะพรุ่งนี้เช้าต้องย้ายโรงแรมอีกแล้ว แต่จะย้ายเป็นคืนสุดท้าย อีกสามคืน จะพักโรงแรมเดียวกันตลอด เฮ้อ ! ค่อยยังชั่ว เสียเวลาในการจัดกระเป๋ามาก ๆ ถ้าต้องย้ายทุกวันน่ะนะ ฉันมีรูป เมืองเฟิ่งหวางยามค่ำคืนจากกล้องของหญิงมาฝากด้วยค่ะ



14 เมษายน 56

เช้านี้ เราก็ขนกระเป๋ามาไว้ที่หน้าห้องนอนเหมือนเดิม แล้วลงมาทานข้าวมื้อเช้าที่โรงแรม กับข้าวก็เหมือนเดิม ไม่มีให้เลือกมากนัก ฉันตักข้าวต้ม กินกับซี้ชวงฉ่าย แล้วก็มีผัดซีอิ๊ว ซึ่งแทบจะหาผักไม่เจอ รสชาติก็สู้ผัดซีอิ๊วของไทยไม่ได้เลย กินเพื่ออยู่จริง ๆ เลยนะเนี่ย มัคคุเทศก์ไทยเรา นำอาหารมาเสริมให้พวกเราค่อนข้างน้อยกว่าที่เราเคยไปกับแม็คเวิล์ด และก็เป็นเรื่องแปลก เขาลืมหรืออย่างไรไม่ทราบ ไม่มีการแนะนำลูกทัวร์ซึ่งมีถึง 30 คน ให้รู้จักกันเลย พวกเราที่กินข้าวโต๊ะเดียวกันก็มีการแนะนำกันเอง ทีมฉันมี 4 คน อีกทีมหนึ่ง พ่อแม่และลูกอีก 2 คน แม่ ชื่อว่า กุ้ง ทำงานที่กรมโยธา พ่อชื่อ อุ๊ ธุรกิจส่วนตัว ลูกสาวชื่อ ไอซซี่ ลูกชายชื่อ โอโซน ส่วนสองสาวพี่น้อง ชื่อเปิ้ล กับ เจี๊ยบ รวมกันเป็น 10 คน รู้จักชื่อเสียงเรียงนามกันแค่นั้น คนอื่น ๆ ที่ไม่ได้ร่วมโต๊ะเดียวกันก็ได้แต่ยิ้ม ๆ ให้กันเท่านั้น แปลกดีสำหรับ ทริปนี้น่ะ

โปรแกรมเที่ยวของเราวันนี้ ต้องเดินทางกลับไปทางจางเจียเจี้ย เพื่อเที่ยวเทียนเหมินซาน ประตูสวรรค์ ตอนกลางคืนจะไปชมโชว์จิ้งจอกขาว
การเดินทางวันนี้จากเฟิ่งหวางไปจางเจียเจี้ย ก็ใช้เวลามากคือประมาณ 4 ชั่วโมงกว่า เช่นเดียวกัน ตลอดทางที่ไปจางเจียเจี้ย ทิวทัศน์ก็สวยงามมาก ฉันก็เก็บภาพโดยถ่ายทะลุกระจกรถออกไป ภาพเลยดูไม่ค่อยคมชัดนัก



มาถึงเมืองจางเจียเจี้ยก็พอดีได้เวลาอาหารมื้อเที่ยง วันนี้เราทานอาหารมื้อเที่ยงที่ภัตตาคารในเมือง อาหารก็เหมือน ๆ กัน จากนั้นมัคคุเทศก์ เราก็พาไปยังสถานีที่จะต้องซื้อตั๋วเพื่อนั่งกระเช้ากอนโดล่า เพื่อขึ้นสู่ยอดเขาสูง ชมทิวทัศน์อันงดงามของ เทือกเขาจางเเจียเจี้ย ศิริวรรณให้พวกเราเข้าแถวไว้ ส่วนตัวเองรีบไปซื้อบัตรขึ้นกระเช้า นักท่องเที่ยวมีมากเหลือเกิน ต้องคอยระวังอย่าให้คณะอื่นแซงคิวของเราไป ระหว่างตั้งแถวรอ ฉันกับหญิงก็ถ่ายภาพบริเวณที่รอ เห็นว่ามันสวยดี



ขณะที่พวกเราเข้าแถวอยู่ ทหารกั้นไว้ยังไม่ให้เราเข้า อยู่ ๆ ก็มีทัวร์ซึ่งเป็นมัคคุเทศก์ จีน นำลูกทัวร์มาแทรกคิวเรา ศิริวรรณไม่ยอม มีการต่อว่ากันด้วยภาษาจีนเสียงขรม แต่เจ้าผู้ชายนั่นก็หน้าด้าน มันเดินหนีไม่ฟังเลย เฮ้อ ! ร้ายกาจจัง ขณะที่รออยู่ ก็ปรากฏว่า มีมัคคุเทศก์ไทยนำลูกทัวร์มาทางด้านข้าง แหวกทหารคนนั้นเข้าไปอีกคณะหนึ่ง คราวนี้พวกเราไม่ยอมแล้ว ก็ดันเจ้าทหารคนนั้นไปอีกทางแล้วพวกเราก็เดินเบียดกันเข้าไป เจ้าทหารเด็กคนนั้น ยิ้มแหย ๆ ไม่กล้าพูดอะไร ๆ เพราะปล่อยให้คณะนั้นเข้าไปทั้ง ๆ ที่เราเข้าแถวอยู่ก่อน ฉันก็ไม่นึกว่า ที่นี่ มันจะขาดระเบียบวินัยถึึงขนาดนี้เลย ทุกคนอารมณ์เสีย พูดกันโฉงเฉง ดังขรมไปหมด อิอิ

ก่อนจะไปถึงเทียนเหมินซาน (เทียน ภาษาจีนกลาง แปลว่า ฟ้า เหมิน แปลว่า ประตู ซาน แปลว่า ภูเขา ท่านรวมคำแปลเองนะคะ ) อิอิภาษาไทยเราแปลเอาความว่า ประตูสวรรค์์ ค่ะ เรามารู้จักเกี่ยวกับเทียนเหมินซานสักเล็กน้อยนะคะ สถานที่แห่งนี้ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของ จางเจียเจี้ย ห่างจากตัวเมืองไป 8 กิโลเมตร เทียนเหมินซาน เดิมเป็นชื่อของถ้ำ ตั้งชื่อมาตั้งแต่สมัย สามก๊ก (ฉันเล่าตามข้อมูลที่ได้มา ค่ะ) ภายหลังใช้เรียกเป็นชื่อของภูเขาด้วย ในปี ค.ศ. 1999 สถานที่แห่งนี้ีชื่อเสียงก้องโลกเป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก แต่ไม่ใช่รู้จักในนามของสถานที่สวยงามน่าท่องเที่ยว นะคะ แต่ดังเพราะที่เทียนเหมินซาน เป็นที่วัดฝีมือของนักบินชั้นเยี่ยม ในการบินลอดผ่านช่องเขาประตูสวรรค์แห่งนี้ เทียนเหมินซานมียอดเขาสูงสุด 1,518 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีพื้นที่ 190 ตารางกิโลเมตร บนยอดเขาแห่งนี้ ยังเป็นพื้นที่ป่าดิบที่่สมบูรณ์มากที่สุด ต้นไม้ในป่าแห่งนี้ แต่ละต้นมีอายุนับร้อย ๆ ปี

ระหว่าง ค.ศ. 2002-2005 รัฐบาลเห็นความสำคัญของการท่องเที่ยวที่ เทียนเหมินซาน จึงได้ใช้เงินลงทุนประมาณ 550 ล้านหยวน พัฒนาพื้นที่บางส่วนให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดังในปัจจุบันนี้ไงล่ะคะ

กว่าจะได้ขึ้นกระเช้ากอนโดล่า ต้องใช้เวลาต่อคิวคิดน่าจะเป็นชั่วโมงทีเดียว กระเช้าที่เราจะขึ้นนั้น มีความยาวถึง 7.5 กิโลเมตร จะมีทั้งหมด 3 สถานีี ศิริวรรณบอกว่า ให้พวกเรานั่งชมทิวทัศน์ไปถึงสถานีที่ 3 โดยไม่ต้องลงสถานีใด ขาลง ให้มาลงสถานีที่สอง เพื่อไปเข้าแถวต่อรถอุทยานไปเที่ยวที่ เทียนหมินซาน ต่อ

กระเช้าหนึ่งเขาให้นั่งได้ 8 คน ฉันกับพี่บานเย็นขึ้นกระเช้าเดียวกัน และมีอีก ครอบครัวหนึ่งมาพร้อมเราด้วยกับเด็ก 2 คน รวม 8 คน ผู้ใหญ่ 6 คน กระเช้าดูปลอดภัยดี มีประตูปิดเรียบร้อย กระเช้าลอยอยู่กลางอากาศ ผ่านตึกรามบ้านช่องที่เรามองลงไปจากกระเช้า แล้วค่อย ๆ ลอยสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ จนผ่านภูเขา เทือกเขาที่มีทั้งสูง ต่ำ ไล่เรี่ยกันไป บางช่วงเป็นป่าทึบ บางช่วงเห็นเป็นแอ่งน้ำใสสะอาดอยู่ด้านล่าง ต้นไม้เขียวขจี มีต้นไม้ต้นใหญ่ ๆ ขึ้นมากมาย ฉันถ่ายรูปมาฝากท่านผู้อ่านไว้หลายรูปทีเดียว ท่านผู้อ่านคงจะชอบนะคะ








กระเช้าขึ้นถึงจุดสูงสุดของเทือกเขานี้ เป็นสถานีที่ชื่อว่า "เซี่ยจ้าน" ซึ่งมีภูเขานับร้อยนับพันยอด แต่มัคคุเทศก์บอกไม่ให้ลงสถานีนี้ เพราะกลัวว่าจะไปเที่ยวที่ประตูสวรรค์ ไม่ทัน เนื่องจากต้องคอยกระเช้านาน ให้พวกเราถ่ายรูปอยู่ในตัวกระเช้าเอา พอถึงที่สถานีนี้แล้ว ให้นั่งกลับลงมาที่สถานีที่สอง คือ "จงจ้าน" เพื่อที่จะไปเข้าแถวต่อรถการท่องเที่ยวของอุทยานเดินทางไปสู่เขา เทียนเหมินซาน หรือ ประตูสวรรค์ นั่นเอง การมาต่อรถของอุทยานนี้ ก็ต้องเข้าแถวเป็นคิวยาวเหมือนเดิม กว่าจะได้ขึ้นรถก็น่าจะ 15-20 นาที มั้ง

ระหว่างทางที่นั่งรถการท่องเที่ยวของทางอุทยานเพื่อขึ้นไปที่เขา เทียนเหมินซาน นั้น หนทางที่รถแล่นผ่านนั้น คดเคี้ยวเลี้ยวลดเหลือเกิน ต้องอ้อมเขาลูกแล้วลูกเล่า บางช่วงก็โค้งแคบนิดเดียว คนขับนั้นต้องมีฝีมือดีจริง ๆ แต่ถ้าพูดถึงธรรมชาติท่ามกลางขุนเขาน้อยใหญ่ ฟ้าที่เป็นสีครามสดใส ตันไม้ใหญ่น้อยที่ปกคลุมขุนเขาเหล่านั้น ดูช่างสวยงามตระการตาจริง ๆ ฉันได้แต่เก็บภาพสวย ๆ ของขุนเขาเหล่านั้นมาฝากท่านผู้อ่านให้ท่านเห็นและชื่นชมไปกับฉันด้วย ค่ะ





และแล้วคณะของเราก็ผ่านโค้งต่าง ๆ หลายร้อยหลายพันโค้งมาถึงเชิงเขาของเทียนเหมินซานอย่างปลอดภัย บริเวณเชิงเขาเทียนเหมินซานคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือคนไทย และคนจีนในประเทศของเขาเองด้วย เชิงเขาด้านล่างของเทียนเหมินซาน เป็นบริเวณกว้างขวาง มีน้ำตกจำลองอยู่ทางฝั่งซ้ายมือ ตรงกลางของสถานที่นี้ ทำเป็นกำแพงแผ่นใหญ่ เขียนชื่อว่า เทียนเหมินซาน ให้คนถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก ขึ้นบันไดไปประมาณสัก 30-40 ขั้น จะมีกระถางใหญ่ไว้ให้นักท่องเที่ยวซื้อธูปมาไหว้กัน ธูปดอกใหญ่ 3 ดอก 99 หยวน (ดอกใหญ่มาก ๆ ) ถ้าดอกเล็ก ๆ 3 ดอก ก็เป็นเงิน 9 หยวน ฉัน หญิง ติ่ง ซื้อคนละ 1 ชุด พี่บานเย็นบอกว่า เขายกมือไหว้ก็พอ ขี้เกียจไปเบียดกับคนไหว้ อิอิ พวกเราก็ถ่ายรูปกันกับกระถางธูปบ้าง น้ำตกจำลองบ้าง (เพิ่งรู้ภายหลังว่า จำลอง) แล้วพวกเราก็เริ่มเดินขึ้นบันได ซึ่งมีทั้งหมด 999 ขั้น ทดสอบสมรรถภาพของตัวเราเอง ฮ่าฮ่า ประตูที่เรียกว่าสวรรค์นั้น อยู่บนสุดของบันไดที่เราจะเดินขึ้น เป็นช่องเขา กว้างพอที่เครื่องยินจะบินลอดผ่านไปได้ (สงสัยต้องเป็นเครื่องบินลำเล็กนะ อิอิ) พี่บานเย็นไม่สู้ ขออยู่ข้างล่าง หลายคนทีี่ไปด้วยไม่ขึ้นเยอะ คนที่ชื่อเก๋ ที่ช่างพูด ๆ ก็บอกไม่สู้ หญิงและติ่งบอกว่า "พี่แอ๋ว ไหวไหม สู้ไหม" ฮ่าฮ่า ถามได้ มาถึงแล้ว ไม่ลองสู้สักตั้ง ก็ไม่ใช่ฉันละซี่ อิอิ หญิงกับติ่ง หนุ่มและสาวกว่าฉันเป็นรอบ ปีนบันไดไปล่วงหน้าฉัน ฉันก็เดินขึ้นบันไดไปเรื่อย ๆ เหนื่อยและเมื่อยขาก็หยุดหายใจยาว ๆ สักพัก บันไดค่อนข้างเดินยาก เพราะขั้นเล็กและแคบ ไม่ค่อยเต็มเท้านัก ฉันตัวเล็ก เท้าเล็กยังรู้สึกไม่ค่อยเต็มเท้าเลย พวกตัวโต ๆ ก็คงยิ่งรู้สึกมากกว่าฉัน เดินไปเหลือสองล็อกสุดท้ายเหนื่อยใจแทบขาด หญิงกับติ่งล่วงหน้าไปก่อน มาเล่าภายหลังว่า สงสัยพี่แอ๋วจอดแน่ ไม่เห็นตามขึ้นมาเลย แต่ในที่สุด ฉันก็ขึ้นไปถึงที่ประตูสวรรค์จนได้ ไชโย ฮิ้ว ๆ มาแล้วประตูสวรรค์ 999 ขั้น เฮ้อ! ถ่ายรูปมาฝากท่านมากมายหลายรูปเหมือนกันนะคะ โปรดชมได้ค่ะ และขอบอกว่า ในชีวิตนี้ สมควรมาเที่ยวที่นี่สักครั้งหนึ่งค่ะ สวยมากจริง ๆ ฮิฮิ







ชื่นชมกับความสวยงามของขุนเขาและประตูสวรรค์ แล้ว ตอนนี้เราก็ต้องเดินลงจากเขาอีก 999 ขั้น ฮ่าฮ่า ยังมีแรงอยู่ ตอนอยู่ที่ประตูสวรรค์ เจอน้องเกิร์ล ที่เป็นมัคคุเทศก์พาเราไป จิวจ่ายโกว ดีใจกันใหญ่ เข้ามาทักทาย กอดกันใหญ่เลย เจ้าเกิร์ลเป็นเด็กน่ารัก เขารู้จักกับ ภาณุพงศ์ ด้วย ก็คงเป็นมัคคุเทศก์ด้วยกัน อาชีพด้วยกันก็ต้องรู้จักกัน เกิร์ล ชมว่า อาจารย์เก่งมากเลยที่ขึ้นมาถึงประตูสวรรค์ได้ เราจูงมือกันลงบันได โดยมีเจ้าเกิร์ลคอยดูแลฉันตลอด 999 ขั้น ขาลงไม่หนักหนาอะไรมากนัก ไม่เหนื่อยเท่ากับขาขึ้นเลย มีความรู้สึกแปล๊บเดียวก็ถึงข้างล่างแล้ว

มาถึงด้านล่าง พวกเราก็ต้องต่อคิวเพื่อที่จะขึ้นรถของการท่องเที่ยวลงจากประตูสวรรค์ ช่วงนี้เป็นช่วงพระอาทิตย์กำลังจะลาลับขอบฟ้าไป ทิวทัศน์ของเส้นทางที่จะลงจากเขา มีความงดงามไปอีกรูปแบบหนึ่ง ฉันก็ได้เก็บภาพแห่งความงามเหล่านั้นมาฝากท่านผู้อ่านด้วยนะคะ เชิญชมค่ะ



ลงจากรถของอุทยาน พวกเราก็ต้องขึ้นรถบัสของเราเพื่อไปทานอาหารมื้อเย็น ซึ่ง คือ สุกี้เห็ด ไม่ได้รสชาติอร่อยเหมือนที่เราไปกินที่คุนหมิงและจิวจ่ายโกวเลย หญิงก็บ่นอย่างนี้เช่นกัน พวกเราต้องรีบทาน เพราะต้องรีบไปชมการแสดง โชว์จิ้งจอกขาว (The Love story of A Woodenman and A Fairy FoX ) จะมีการแสดงประมาณ 20.15 น. เราจองบัตรไว้แล้ว จึงไม่ค่อยมีปัญหา คือ มีที่นั่งอยู่แล้ว การแสดงนั้น เป็นการแสดงกลางแจ้ง ทุกคนต้องเตรียมเสื้อหนาหน่อยและมีหมวกกันน้ำค้างด้วยจึงจะดี

การแสดงชุดนี้ ถือว่าอลังการมากชุดหนึ่งเท่าที่ฉันเคยชมการแสดงมา มีนักแสดงมากกว่า 500 ชีวิต การแสดงนั้นประกอบด้วย แสง สี เสียง อย่างตระการตา ตัวแสดงมากมายโลดแล่นอยู่บนเวทีกลางแจ้ง ฉากหลังของเวที เป็นฉากภูเขาทอดยาวแบบพาโนราม่า เทคนิคการเปลี่ยนร่างจากนางจิ้งจอกขาวเป็นมนุษย์ เพลงรักที่ร้องอันซาบซึ้งตรึงใจระหว่างนางจิ้งจอกขาวกับชายตัดฟืน ที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ ต่อสู้เพื่อความรัก จนสุดท้ายก็จบลงด้วยความสุขสมหวัง ฉันพอจะฟังและอ่านภาษาจีนที่เขาขึ้นไว้ที่จอได้บ้าง ฉันก็เลยเกิดความซาบซึ้งในความรักของคู่รักต่างเผ่าพันธุ์คู่นี้มากพอสมควร ถึงตอนที่ทั้งคู่ต้องพลัดพรากจากกันด้วยเสียงเพลงที่คร่ำครวญถึงกัน ก็ทำให้ฉันน้ำตาซึมเหมือนกันนะ เฮ้อ ! ความรักระหว่างหนุ่มสาวก็เป็นอย่างนี้แหละ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ด้วยกัน หรือความรักของหนุ่มสาวต่างเผ่าพันธุ์ก็ตามเถอะ คนที่เคยมีความรักผ่านเข้ามาในชีวิต จึงจะรู้สึกถึงรสชาติของความขมขื่น ถ้ารักนั้นต้องเกิดความไม่สมหวัง

รูปที่ฉันถ่ายมาฝากท่านผู้อ่านนั้นไม่ได้มีคุณภาพนัก เนื่องจากเวทีไกลจากที่นั่งมากโขอยู่ ประกอบกับกล้องของฉันก็ใช่ว่าจะมีคุณภาพอะไรมากมายนัก ท่านก็ลองชมดูหน่อยก็แล้วกัน นะคะ อิอ





หลังจากจบการแสดง ก็ได้รับการปรบมือจากผู้ชมสนั่นหวั่นไหวลั่นโรงละครกลางแจ้ง หลังจากนั้นก็ทยอยกันออกจากโรงละคร ซึ่งต้องเดินไปขึ้นรถไกลมากพอสมควร พอดีพี่บานเย็นต้องการซื้อ DVD การแสดงของเรื่องนี้ด้วย ฉันเลยต้องรอเขา ภาณุพงศ์ มัคคุเทศก์ไทย ก็ยืนรอพวกเรารั้งท้าย ออกจากแหล่งซื้อถึงสนามที่จอดรถ ต้องเดินตามหารถบัสอีก เพราะยังเหลือรถบัสอีกเป็นสิบ ๆ คันจากร้อย ๆ คัน นี่ขนาดเราออกมารั้งท้ายนะนี่

วันที่ 15 เมษายน 56

วันนี้โปรแกรมเที่ยวของเราช่วงเช้า คือ ระเบียง 10 ลี้ เราต้องไปเข้าแถวนั่งรถของทางอุทยานเพื่อขึ้นเขา สองฟากฝั่งที่รถของอุทยานพาพวกเราโลดแล่นไปตามทางอันคดเคี้ยวเลี้ยวลดนั้น มีความสวยงามมาก ช่วงนี้เป็นเวลาช่วงเช้า บรรยากาศสองข้างทางดูสดชื่น แสงอาทิตย์กำลังส่องแสงแรงกล้าขึ้นเรื่อย ๆ ฉันเก็บภาพที่ประทับใจเหล่านี้มาฝากท่านผู้อ่านด้วยนะคะ





เมื่อรถของการท่องเที่ยวพาพวกเรามาถึงเชิงเขานี้แล้ว ก็มีการต่อรถไฟฟ้าเล็ก ๆ ของอุทยาน นั่งได้คันละประมาณ 6-8 คน พาเราชมทิวเขาสวยงามดังกล่าว (เสียค่ารถด้วย ทางทัวร์รวมไปแล้ว) ถ้าเราไม่นั่งรถ ก็สามารถเดินไปตามทางเท้าที่เขากำหนดไว้ให้ เพื่อเดินชมวิวทิวทัศน์ของเราได้ตามอารมณ์พอใจ ถ่ายภาพได้นานตามความต้องการ แต่พวกเราทุกคนไม่มีสิทธิ์เลือก ต้องนั่งรถทุกคน เพราะเรามีเวลาน้อย ไม่มีโอกาสมาชื่นชมหรือมีอารมณ์สุนทรีย์ชื่นชมภาพสวย ๆ งาม ๆ ของธรรชาติได้ อิอิ เรียกว่า "ชะโงกทัวร์" นั่นเอง เหอะเหอะ

ก่อนที่จะพาท่านผู้อ่านไปพบกับความงามของภาพเขียนสิบลี้ ก็ขอนำความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับเรื่อง "ภาพเขียนสิบลี้" มาเล่าสู่กันฟัง (อ่าน) สักเล็กน้อยก่อนนะคะ ที่เจริงแล้ว "ภาพเขียนสิบลี้" นั้น ไม่ใช่เป็นภาพเขียนจริง ๆ หรอกค่ะ มันเป็นแนวเทือกเขาที่ประกอบไปด้วยยอดเขาสูง รูปร่างแปลก ๆ พิสดาร ที่ตั้งเรียงรายกันเป็นเทือกยาว บ้าง เป็นกลุ่ม ๆ บ้าง บางแห่งเป็นแท่งสูงเรียงกันบ้าง มีมากกว่า 200 ยอด โดยมีลำธารเล็ก ๆ ไหลผ่านตามแนวทิวเขาเหล่านี้ ทำให้ผู้มาพบเห็น ต่างคนต่างวาดจินตนาการเป็นรูปร่างต่าง ๆ กันไปตามแต่ความนึกคิดของตน เช่น มีผู้เห็นแท่งหินที่เป็นกลุ่ม 3 แท่งเรียงรายติดกันอยู่ ก็ตั้งชื่อให้เป็น "สามดรุณี" "สามสาวพี่น้อง" อย่างนี้เป็นต้น นอกจากนี้ ตามกลุ่มหิน แท่งหิน บางแห่งเหมือนมีสีสัน เขียว แดง เหลือง จาง ๆ ให้เห็นอีก ทำให้ยิ่งเหมือนภาพเขียนเข้าไปอีก จึงได้ ตั้งชื่อว่า "ภาพเขียนสิบลี้" น่ะค่ะ ต่อไปก็ขอเชิญชมภาพ ที่ฉันเก็บมาฝากค่ะ









ชื่นชมความงามของ ภาพเขียนสิบลี้ แล้ว มัคคุเทศก์ ศิริวรรณ ก็พาพวกเราไปร้านขายยาและให้พวกเรามาให้เขานวดเท้า โดยบอกพวกเราว่า ให้พวกเราช่วยเขาด้วย มันเป็นกฎข้อบังคับของที่เมืองจีน ที่มัคคุเทศก์จีนต้องพาลูกทัวร์เข้าร้านตามที่ได้กำหนดไว้ ไม่งั้น มัคคุเทศก์ก็จะต้องมีความผิด โดนปรับเงิน อะไรประมาณนั้นน่ะ ส่วนจะซื้อหรือไม่ซื้อไม่เป็นไร ฉันก็ไม่เข้าใจรัฐบาลจีนที่ต้องออกกฏอย่างนี้ ช่างจำกัดสิทธิเสรีภาพเหลือเกิน และเป็นสิ่งที่น่าเบื่อสำหรับลูกทัวร์ทุกคน ฉันไม่อยากเล่า เพราะมันก็เหมือน ๆ กันทุกครั้ง พอดี บุษยา เพื่อนของฉันคนหนึ่ง ฝากซื้อบัวหิมะ ฉันเลยได้อุดหนุนสินค้าของเขา ส่วนพี่บานเย็นอุดหนุนกอเอี๊ยะ ไปอีกหนึ่งกระป๋อง ส่วนคนอื่นซื้อบ้างหรือเปล่า ฉันไม่รู้

หลังจากนั้นก็ไปทานข้าวมื้อเที่ยงกันแล้ว พวกเราก็ไปยังสถานที่ที่จะไปขึ้นกระเช้าลอยฟ้าขึ้นสู่เขา "เที่ยนจื่อซาน" หรือเรียกว่า "ภูเขาเจ้าฟ้า" ภูเขาลูกนี้มีเนื้อที่ 65 ตารางกิโลเมตร ยอดเขาที่สูงสุดวัดได้ 1,250 เมตร จากระดับน้ำทะเล ด้านทิศตะวันออก ทิศใต้ และทิศตะวันตกของเขาเทียนจื่อซาน ประกอบด้วยชะง่อนผาสูงชัน มีลำห้วยลึก มีป่าหินยักษ์รูปร่างต่าง ๆ ศิริวรรณและภาณุพงศ์ พาพวกเราไปตามจุดชมวิวบนเขาเพื่อชมความงามของเขาเจ้าฟ้า ชมสวนเจ้าฟ้า สวนสาธารณะจอมพลเฮ่อหลง สวนนี้ตั้งขึ้นใน ปี ค.ศ. 1986 เพื่อเป็นเกียรติแก่นายพลเฮ่อหลง แห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเป็นชาวลีเจียและมีถิ่นกำเนิดอยู่ในบริเวณนี้ ท่านผู้อ่านลองชมภาพสวย ๆ ที่ฉันนำมาฝาก นะคะ

















วันนี้ดูเหมือนมีการนั่งรถหลายต่อจากจุดชมวิวจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แต่ละครั้งของการขึ้นรถ ก็ต้องเข้าแถวกัน เหนื่อยมาก ๆ ฉันก็จำแนกไม่ได้ว่า เขาไหนเขาตั้งชื่อว่า เขาพู่กัน เขาจักรพรรดิ เขาสวนสวรรค์ เขานางฟ้าโปรยดอกไม้ โดยเฉพาะตรงจุดที่เรียกว่า "เทียนเซี่ยตี้อี้เฉียว" แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า "สะพานหนึ่งในใต้หล้า" เขายังพาไปชมเขาอวตาร ที่ถ่ายภาพยนต์ เรื่อง อวตาร อันทำให้ คนไทยตื่นตัวไปเที่ยวที่จางเจียเจี้ย มากยิ่งขึ้น รู้จัก เขานี้มากขึ้น ยังมีรูปของนกและตัวประหลาดหน้าตาเหมือนในภาพยนต์เรื่องอวตาร ฉันก็ถ่ายรูปมาฝากเหมือนกัน



ขาลงจากเขา ศิริวรรณพาพวกเราลงด้วยลิฟท์แก้วไป่หลง ซึ่งมีความสูง 326 เมตร ก็ต้องเข้าคิวกันยาวเหยียด บรรจุได้ครั้งละ น่าจะประมาณ 20 กว่าคน ลีฟท์ มี 3 ตัวแต่เสียไป 1 ตัว เลยต้องรอคิวนานหน่อย

ออกจาก ลีฟท์แก้ว พวกเราก็ได้จุดชมวิวอีกจุดหนึ่ง ถ่ายรูปกันอีก รูปสองรูป แล้วมาขึ้นรถบัสของเราไปทานอาหารมื้อเย็นต่อ ตั้งแต่วันที่ 13 เมษาถึงวันนี้ พวกเราต้องเดินทางเป็นกิโล ๆ เพื่อชมความงามของธรรมชาติ นับแล้วน่าจะร่วมสิบ ๆ กิโลเมตรได้ทีเดียว หญิงซึ่งเป็นคนแข็งแรง เริ่มบ่นปวดหัวเข่าแล้ว อิอิ

16 เมษายน 56

โปรแกรมเที่ยวของช่วงเช้าวันนี้ คือ ทะเลสาบเป่าเฟิงหู เป็นทะเลสาบที่สร้างขึ้นอยู่บนเทือกเขาสูงที่หาได้ยาก มีเนื้อที่ผิวน้ำรวม 30 เฮกดาร์ มีความลึกถึง 72 เมตร มีความยาวถึง 2.5 กิโลเมตร ล้อมรอบด้วยยอดเขา มากมาย ยากที่จะแยกได้ว่าอยู่ในภูเขา หรือ ภูเขาอยู่ในน้ำ เป็นทัศนียภาพที่งดงาม แต่ที่สำคัญ กว่าจะเดินไปลงเรือเพื่อชมทะเลสาบแห่งนี้ พวกเราต้องเดินทางเหนื่อยจนหอบ ทั้งทางเรียบ ทางลาด ขึ้นบันได ยาวเป็นกิโล ๆ เหนื่อยไม่ใช่ย่อยเลย ระหว่างทางที่เดิน ทิวทัศน์สองข้างทางก็สวยสดงดงามไม่แพ้ที่ผ่าน ๆ มาเลย พวกเราก็เริ่มเก็บภาพตั้งแต่ต้นทางไปจนกระทั่งนั่งเรือ ล่องทะเลสาบ ท่านลองชม ภาพที่ฉันนำมาฝากได้ค่ะ











หลังจากขึ้นจากล่องเรือชมทะเลสาบเป่าเฟิงหูแล้ว ก็เดินชมทิวทัศน์ระหว่างทางมาดังที่ได้เห็นรูปที่นำมาฝากแล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่อยากเล่าให้ฟัง (อ่าน) เป็นความรู้ค่ะ คือ ปลาที่มีชื่อว่า "ชาลามานเดอร์ยักษ์" มันเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ภาษาจีนเรียกปลานี้ว่า "วาว่าหวี" วาว่า แปลว่า "เด็ก" เป็นปลาที่หายากมาก จะร้องเสียงเหมือนเด็ก จึงมีชื่อว่า ปลาเด็ก ชาว หูหนานชอบกินของแปลก ๆ ปลานี้จึงถูกจับมากินด้วย นอกจากนี้ ยังชอบกินหัวกระต่ายต้มพริกอีก ฮื๋อ ฮึอ น่ากลัว กินเข้าไปได้ไงนะ เฮ้อ !

สำหรับปลา ชาลามานเดอร์ ฉันก็ได้ถ่ายรูปมาฝากนะคะ ตัวดำ ๆ แอบอยู่ ไม่ยอมโผล่หน้ามาต้อนรับพวกเราเลย มีอยู่ตัวเดียวด้วย อาจจะมองไม่ชัดเจนนัก ฉันก็เล็งและถ่ายมาให้ชมอย่างสุดฝีมือแล้วค่ะ อิอิ



ออกจากการนั่งเรือชมความงามของทะเลสาบเป่าเฟิงหูแล้ว ก็ต้องไปที่ร้านหยกตามไฟล์บังคับของทัวร์ ก็เหมือนเดิมอย่างที่เคยผ่านมา ฟังบรรยาย แล้วก็พาชมของที่เขาโชว์ งวดนี้ มีผู้ซื้อ คือ พี่บานเย็น เสียไปหมื่นกว่า เป็นพระหยกเลี่ยมทอง และสร้อยคออีก 1 เส้น ฉันก็ต่อให้สุดฤทธิ์แล้ว คนอื่นคงไม่ได้ซื้ออะไรหรอก ได้ความรู้จากร้านหยกว่า ถ้าเป็นหยกแท้ ให้ใช้ไฟฉายแรงสูงส่องตัวหนก ถ้าเห็นข้างในตัวหยก มีลาย จะเป็นหยกดี ไว้ว่าง ๆ ฉันจะทดลองดู เพราะตอนไปเรียนภาษาจีนที่มหาวิทยาลัยหวินหนัน เมื่อปี 49 ฉันซื้อกำไลหยกมาวงหนึ่ง อิอิ แต่ไม่ได้ใส่เลย รำคาญมือ นั่นเอง

หลังจากที่ร้านหยกแล้ว ก็ถึงเวลาอาหารมื้อกลางวันอีกแล้ว ก็ทานกันตามร้านอาหารที่ทางทัวร์จองเอาไว้แล้ว อาหารก็เหมือน ๆ กันกับทุกวัน

ช่วงบ่าย โปรแกรมเที่ยวของเรา คือ เที่ยวชม ถ้ำพญามังกร ภาษาจีนใช้ว่า "หลงหวังต้ง" หลง แปลว่า มังกร หวัง คือ เจ้าแผ่นดิน ต้ง แปลว่า ถ้ำ รวมความแล้ว คือ ถ้ำพญามังกร นั่นเอง ถ้ำนี้ มีความสวยสดงดงามด้วย แสง สี เป็นถ้ำที่ใหญ่ที่สุดใน จางเจียเจี้ย มีความสูง 50 เมตร กว้าง 80 เมตร ยาว 30 กิโลเมตร แต่เปิดให้ชมเพียง 4.5 กิโลเมตร ภายในถ้ำติดไฟนีออน สีสันต่าง ๆ มีหินงอกหินย้อยมากมาย งามวิจิตรพิสดาร เป็นความงามไปอีกรูปแบบหนึ่งที่ตกแต่งด้วยแสงไฟสีสันหลากหลาย ดูไม่เป็นธรรมชาติเลย ผิดกับถ้ำในเมืองไทยเราที่ฉันเคยไปเที่ยวมา เช่น ถ้ำเลเขากอบ เป็นต้น นั่นเป็นถ้ำที่ไม่ได้ติดไฟหลากหลายสีสัน มีแต่หลอดไฟฟ้าธรรมดาเท่านั้นเอง ถ้าพญาัมังกร มีเสาหลักมังกรขนาดสิบคนโอบรอบได้ ท่านผู้อ่านมาชื่นชมกับภาพที่ฉันถ่ายรูปมาฝาก ค่ะ















หลังจากนั้นก็ต้องไปที่ร้านขายผ้าไหม เพื่อไปชื่นชมตามคำขอร้องของ มัคคุเทศก์จีน ก็ฟังคำบรรยายสรรพคุณของผ้าห่ม หมอน ปรากฏว่า มีผู้ซื้อเหมือนกัน ต่อรองราคากันสนุกสนาน ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง อะไรประมาณนั้น ฉันเคยซื้อหมอนไปเมื่อปีที่แล้ว มันแพง เลยไม่สนใจ เดินเที่ยวชมความสวยความงามในร้านเท่านั้น ห้าห้า

วันที่ 17 เมษายน 56

เช้านี้ เขานัดให้ออกจากโรงแรมเช้ากว่าปรกติ เพราะต้องขนกระเป๋าเดินทางใส่รถเตรียมกลับเมืองไทยหลังจากรายการเที่ยวของวันนี้ คือ เราจะเที่ยวและทานข้าวมื้อเย็น แล้วก็ไปที่สนามบินเลย ที่ต้องออกเช้าหน่อย เพราะต้องไปที่ร้านชา อีกแห่งหนึ่ง ปรากฏว่า คนขับรถมาสาย เพราะว่า วันนี้เกิดรถติดมาก พวกเราก็เลยโต๋เต๋กันอยู่ในโรงแรม หญิงมาชวนไปถ่ายรูปแก้เซ็งในการรอรถที่จะมารับพวกเรา ก็เลยได้รูปสวย ๆ โดยเฉพาะดอกไม้ ต้นไม้ บริเวณโรงแรมมาฝากท่านผู้อ่านด้วยนะคะ





รถบัสมารับพวกเราประมาณ 9.00 น. เพื่อไปร้านขายชา ซึ่งนัดไว้ 9.30 ก็เหมือนเดิม คือ ฟังเขาบรรยายสรรพคุณและชิมชาของเขา ฉันกับหญิง ฟังเสร็จแล้วตามหน้าที่ ก็ออกมาถ่ายรูปในร้านชา ซึ่งมีหลายจุดน่าสนใจ จัดได้สวย มีรูปปั้นของผู้รวบรวมเรื่องเกี่ยวกับชาด้วย ฉันก็ถ่ายรูปของเขามาฝากท่านผู้อ่านด้วย ค่ะ



ออกจากร้านขายชาแล้ว พวกเราก็ไปชม "บ้านเศรษฐีเก่าตระกูลเถียน" ตระกูลเถียนเป็นตระกูลเก่าแก่ของเมือง จางเจียเจี้ย ซึ่งแต่ละห้องได้จัดแสดงสิ่งของต่าง ๆ ของตระกูล เช่น เครื่องมือ เครื่องใช้ในบ้าน ห้องต่าง ๆ เช่น ห้องครัว ห้องสอนหนังสือลูกหลานในตระกูล เครื่องเรือนเก่าแก่ในสมัยนั้น ซึ่งมีมากายหลายสิบห้อง ยังมีโรงงิ้วเล็ก ๆ วันนี้มา เขามีการแสดงงิ้วให้นักท่องเที่ยวชมด้วย น่าเสียดาย ดูได้แปล๊บเดียว เขาก็มาตามกลับแล้ว เพราะต้องไปทานข้าวเที่ยงกันแล้ว อิอิ ฉันได้แต่ถ่ายรูป ของเก่าแก่ที่เขาจัดแสดงไว้ในห้องต่าง ๆ มา รวมถึงการแสดงงิ้วมาฝากท่านผู่อ่านค่ะ











สถานที่แห่งสุดท้ายของการเที่ยวทริปนี้ ก็คือ การไปชม "ภาพวาดทราย" ของ จิตรกร หลี่จวินเซิง ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มการวาดภาพด้วยศิลปะแบบใหม่ที่เรียกว่่า " จิตรกรรมภาพเม็ดทราย" โดยใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น กรวดสี เม็ดทราย กิ่งไม้ หิน ฯลฯ มาจัดแต่งเป็นภาพทิวทัศน์ จิตรกรรมที่รังสรรค์ขึ้นมา ล้วนแต่ได้รับรางวัลและยกย่องจากผู้เข้าชมติดต่อกันมาหลาย ๆ ปี จนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลก ฉันเข้าไปชื่นชมภาพบางภาพที่จัดแสดงอยู่ด้านล่างของอาคาร ด้านบนของอาคารก็มีมากมาย แต่ห้ามถ่ายรูป ได้แต่ชื่นชมอย่างเดียว รูปที่ฉันถ่ายจึงมีแต่รูปที่อยู่ด้านล่างเท่านั้น ถึงแม้ฉันจะไม่มีความรู้เรื่องศิลปะ แต่ดูจากภาพแต่ละภาพที่เขาจัดแสดงไว้ ก็รู้สึกว่า สวยงามมาก ราคาที่ติดไว้ก็สูง ๆ ทั้งนั้น ฉันได้แต่ชื่นชมเท่านั้นเอง ค่ะ เรามาชมภาพสวย ๆ ที่ฉันถ่ายมาฝากเล็กน้อยดีกว่าค่ะ





ช่วงบ่ายเขาให้เราไปฟังร้านค้าที่ขายสินค้าที่ทำจากต้นไผ่ เป็นนวัตกรรมใหม่ เพิ่งเปิดเป็นร้านแรก มีการสาธิตของใช้หลาย ๆ อย่าง เช่น สายคาดแก้ปวดเอว ปวดคอ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน กางเกงในที่ทำจากเยื่อไผ่ ไม่ต้องซักด้วยยาซักผ้า ให้ซักจากน้ำสะอาดแล้วไปตากแดด ถุงดับกลิ่น กันความชื้น ใส่ไว้ในตู้เสื้อผ้า ผ้าที่ทำจากเยื่อไผ่ ไว้ใช้ทำความสะอาดห้องครัว โดยไม่ต้องใช้น้ำยาทำความสะอาดเลย ทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่าก็พอ ก็เป็นที่ประหลาดใจดี เขาสาธิตให้เห็นเลย ร้านนี้ จึงล่าเงินจากพวกเราคนละหลายร้อยเหรียญทีเดียว ฉันเองก็ซื้อเยอะเหมือนกัน กางเกงใน 1 ตัว 38 เหรียญ เอา 5 บาทคูณซิคะ แพงจัง อิอิ ไม่เคยซื้อกางเกงในแพงขนาดนี้เลย จริง ๆ ที่ซื้อเพราะอยากจะทดลองดูว่า คุณสมบัติจะเป็นอย่างที่เขาสาธิตหรือไม่ นอกจากนี้ก็ซื้อหมอน ซื้อที่คาดเอวแก้ปวด ซื้อถุงกันความชื่นและกลิ่น ขาดอีก 5 หยวน ก็ 500 หยวนพอดี คนอื่น ๆ ก็ซื้อกันมากมาย ร้านนี้ได้เงินจากพวกเรามากกว่าทุกร้านที่เราไป

ช่วงเย็นอาหารมื้อสุดท้าย ฉันเป็นตัวแทนเก็บค่าทิปให้กับมัคคุเทศก์ไทย โดยลงความเห็นกันว่า เก็บเงินคนละ 200 บาท (ไม่เห็นมีคนสนใจจะเก็บเงินค่าทิปให้ ภาณุพงศ์เลย ฉันเลยต้องช่วยเป็นตัวแทน) ทุกคนก็พอใจ บางคนก็ให้เกิน 200 บาท คือให้เป็นเงิน หยวน 50 หยวน เลยได้เงินมา 6,300 บาท ก็มากพอสมควรแล้ว เพราะทิปนี้มี 30 คน ตัวเฉลี่ยเลยมากหน่อย ส่วนค่าทิปของมัคคุเทศก์จีนและคนรถ เขาบังคับไว้ในใบแจ้งทัวร์เลยว่า จ่ายวันละ 20 หยวน รวม 6 วัน ก็จ่ายคนละ 120 หยวน ก็ดี จะได้จัดเตรียมเงินไว้ ไม่จ่ายเพลิน ไม่มีเงินค่าทิปให้มัคคุเทศก์ อิอิ

หลังจากอิ่มข้าวแล้ว พวกเราก็ขึ้นรถเตรียมไปสนามบินแต่เนิ่น ๆ คือ 21.00 น. เครื่องบินจะออก 00.20 น. ระหว่างทาง ฉันก็เป็นตัวแทนกล่าวขอบใจ ภาณุพงศ์ที่ให้บริการแก่พวกเราตลอดทิปและแจ้งจำนวนเงินที่เก็บค่าทิปเพื่อให้ทุกคนได้รับรู้ ส่วนผู้รับทิป ก็กล่าวขอบคุณผู้ให้ทิป เป็นอันจบพิธี

ศิริวรรณ ก็น่ารัก มาถึงสนามบินและช่วยจัดการอะไร ๆ หลายอย่างจนพวกเราผ่านเข้าไปเรียบร้อย จึงได้ล่ำลากันกลับไป ขณะที่รอเครื่องบิน ซึ่งใช้เวลารอนานมาก ฉันรู้สึกกระอักกระอ่วน ปั่นป่วนในท้องมาก ในที่สุดก็อาเจียนออกมา อาการไม่ดีเลย อาเจียนไปหลายรอบ ค่อนข้างรุนแรง อาเจียนจนปัสสาวะเล็ดทีเดียว หลังจากขึ้นเครื่อง ก็อาเจียนรอบใหญ่อีก 1 รอบ จนไม่มีอะไรอยู่ในท้องแล้ว ฉันนอนหลับเพลียมาก หลับจนถึงเครื่องบินลงที่ดอนเมือง จึงตื่น เพลียมากแต่ก็ยังโชคดี ไม่อาเจียน มีแต่ความผะอืดผะอมเท่านั้น มารอรับกระเป๋าและล่ำลาเพื่อนร่วมทริปบางคน ฉันกับพี่บานเย็นรีบเข็นกระเป๋าไปว่าจ้างแท็กซี่ของทางสนามบิน ตอนนี้ตีสามกว่าแล้ว กลับถึงบ้านฉันก่อน ฉันจะให้เงินพี่บานเย็นซึ่งมาส่งฉันก่อน ให้พี่เขาสองร้อย แกจะไม่เอา แต่ฉันไม่ยอมในที่สุด แกก็รับไปเพียงร้อยบาทเท่านั้น

กลับถึงบ้านเพลียมาก หิวด้วย ทานขนมปังที่เขาแจกบนเครื่องบิน ทานเข้าไปไม่ถึง 5 นาที ก็อาเจียนออกมาหมด ทรมานมาก
รุ่งขึ้น อาการเหมือนเดิม ทานอะไรก็ออกหมด ยา เอเอกซ์ ที่เคยทานแล้วหาย ก็ไม่หาย เฮ้อ! ไม่ไหวแล้ว วันที่ 19 จึงต้องเดือดร้อนถึงลูกศิษย์ ก๋วย มาจัดการธุระเรื่องป่วยของฉัน บอกว่าไม่ต้องไปโรงพยาบาลหรอก เพราะเขาซักประวัติการทานยาของฉัน สรุปออกมาว่า ฉันเป็นโรคกระเพาะ ลมจึงตีขึ้น ทำให้ทานอะไรก็อาเจียนหมด ก๋วยจัดยาให้ฉัน ซื้อยาเคลือบกระเพาะ และไปซื้อโจ๊กมาให้ฉันทาน (เขาเคยเป็นเซล ขายยาให้บริษัทยามา เป็น 10 ปี ) ก็คงชำนาญเรื่องยาพอควร เขาเฝ้าดูอาการฉันทั้ง 3 มื้อ บอกว่า ถ้าเช้านี้ทานโจ๊กไปแล้ว ไม่อาเจียนอีก แสดงว่า ยานี้ถูกโรคแล้ว ไม่ต้องไปโรงพยาบาล ถึงจะไปโรงพยาบาล เขาต้องให้แอดมิดแน่นอน แล้วก็ให้น้ำเกลือ เพราะทานอะไรไม่ได้ การวินิจฉัยโรคของก๋วยถูกต้อง วันที่ 19 วันนั้น ฉันทานยาที่ก๋วยเอามาใ้ห้ แล้วตามด้วยโจ๊กแล้วก็นอน ปรากฏว่า ไม่อาเจียนทั้งวัน เฮ้อ! ฉันช่างโชคดี ที่ยามเจ็บไข้ได้ป่วย มีลูกศิษย์ดี ๆ มาให้ความช่วยเหลือ อยู่เป็นประจำ ก๋วยมาถามไถ่ทั้งสามมื้ออยู่สองวัน เห็นอาการดีขึ้นแล้ว วันที่ 3 จึงแวะมาเยี่ยมตอนเย็นอีกครั้ง ขอบใจเขาจริง ๆ

ท่านผู้อ่านคะ การเที่ยวครั้งนี้ ถึงจะกลับมาในสภาพไม่สมประกอบนัก แต่ความสุข ความสนุกสนาน ชื่นชมกับธรรชาติอันสวยงามตระการตาดังที่ได้พร่ำพรรณนาให้ท่านผู้อ่านข้างต้นมาแล้ว ก็คุ้มค่านะคะ และทำให้รู้ว่า การทานยา กระดูกแก้ปวดโดยไม่ทานยาเคลือบกระเพาะมาหลายปี ก่อให้เป็นโรคกระเพาะโดยไม่รู้ตัว ฉันจะได้จำเป็นบทเรียนและระมัดระวังตัวมากขึ้น และจะได้เป็นอุทาหรณ์ให้ท่านผู้อ่านได้ระวังรักษาสุขภาพ อย่าได้เจ็บป่วยโดยรู้เท่าไม่ถึงการอย่างฉันด้วย น่ะค่ะ

ฉันหวังว่า งานเขียนเรื่องนี้ คงทำให้ท่านผู้อ่านได้รับความเพลิดเพลินบ้างพอสมควร นะคะ แล้วพบกันใหม่ในโอกาสหน้าค่ะ

สวัสดี ค่ะ












Create Date : 05 พฤษภาคม 2556
Last Update : 5 มกราคม 2557 13:54:43 น.
Counter : 4878 Pageviews.

7 comments
ผาชมตะวัน และน้ำตกตาดฟ้า จ.ขอนแก่น เนเวอร์แลนด์
(30 ธ.ค. 2564 21:30:10 น.)
Daynin.cafe @ เชียงราย me-o
(29 ธ.ค. 2564 17:55:02 น.)
จุดชมวิวเขื่อนแม่สรวย - สวนแห่งการตื่นรู้ Zen Garden mariabamboo
(28 ธ.ค. 2564 19:07:45 น.)
แหล่งเรียนรู้องค์กรด้านเคหกิจเกษตรการจัดสานผักตบชวา (กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านอ้อย) นายแว่นขยันเที่ยว
(28 ธ.ค. 2564 00:37:42 น.)
  
สวัสดีค่ะอาจารย์ ^^
หนูตามมาชมความงามของจางเจียเจี้ยแล้ว อิอิ
สวยมากๆ เลยค่ะ เป็นที่เที่ยวที่น่าสนใจมากๆ
เห็นราคาทัวร์แล้ว อยากพาพ่อกับแม่ไปจังเลยค่ะ
โดย: Nepster วันที่: 12 พฤษภาคม 2556 เวลา:21:39:12 น.
  
สวัสดีค่ะอาจารย์

ขอโทษด้วยนะคะ ที่แวะมาเยี่ยมช้า
พอดีช่วงนี้มีงานต้องออกจากบ้านตอนเย็นติดต่อกันหลายวัน
พอกลับมาบ้านก็ไม่ไหวแล้วค่ะเพลียมาก ง่วงนอนตาจะปิด
เข้ามาบล๊อกก็มาแค่โหวตให้เพื่อนๆแล้วก็ออกไปค่ะ

ขอบคุณสำหรับภาพของขวัญวันเกิดนะคะอาจารย์
แต่ยังไม่ถึงวันเกิดกาญเลยค่ะ มีการเข้าใจผิดกันนิดหน่อย
กาญเกิดวันที่ 27 กันยายน ค่ะ รูปนั้นกาญก็เลยขอเก็บไว้ก่อนนะคะ

อาจารย์ลงรูปเล่าได้รายละเอียดมากค่ะ เหมือนกับได้ไปเที่ยวด้วยเลยค่ะ
แต่อาจารย์เขียนตัวหนังสือเล็กจังเลยค่ะ อ่านไปอ่านมาชักจะลายตา
อีกอย่างภาพเล็กจังเลย อาจารย์ทำภาพใหญ่กว่านี้ได้ไหมค่ะ
เพราะเสียดายภาพสวยๆทั้งนั้น แต่มันเล็กเกินไปค่ะ

ใครไปเที่ยวแบบนี้ต้องสุขภาพแข็งแรงและอดทนมากเลยนะคะ
ต้องรอตลอดรายการ อาจารย์เก่งจังเลยเดินขึ้นบันได 999 ขั้น
มาแล้วก็ต้องไปให้ถึงเนาะ ไม่งั้นมันคาใจ อิอิ

เรื่องแย่งกันนี่ไม่ชอบเลยค่ะ ดูไม่มีระเบียบวินัยเลย
ถ้ามาเที่ยวแถวยุโรปไม่มีนะคะ ต้องเรียงคิวกันค่ะ

ขอให้อาจารย์มีความสุข สุขภาพแข็งแรงนะคะ
โดย: ข้ามขอบฟ้า วันที่: 13 พฤษภาคม 2556 เวลา:2:42:48 น.
  


สวัสดีค่ะอาจารย์

ภาพที่เอาไปฝากสวยจังเลยค่ะ
อัพบล๊อกใหม่แล้วค่ะ มาชวนอาจารย์ไปเที่ยวแถวๆบ้านด้วยกันค่ะ

อาจารย์พักผ่อนมากๆนะคะ สุขภาพจะได้แข็งแรง
โดย: ข้ามขอบฟ้า วันที่: 16 พฤษภาคม 2556 เวลา:2:26:54 น.
  


สวัสดีค่ะอาจารย์

มาชมภาพอีกภาพค่ะ
อาจารย์เก่งจังเลยนะคะ ถนนคดเคี้ยวขนาดนั้นเป็นบางคนคงเวียนหัวไปแล้วค่ะ
เพลงที่บล๊อกเป็นเพลงของเผ่าอินเดียแดงค่ะอาจารย์

ช่วงนี้ฝนตกเกือบทุกวัน ชะล้างเกสรดอกไม้ไปได้บ้าง
ภูมิแพ้ก็เลยดีขึ้นมากแล้วค่ะ ช่วงนี้ไม่ค่อยแพ้ ขอบคุณอาจารย์มากค่ะ
แล้วจะรอชมทริปเที่ยวเขาใหญ่นะคะ

ขอให้อาจารย์สุขภาพแข็งแรงค่ะ
โดย: ข้ามขอบฟ้า วันที่: 21 พฤษภาคม 2556 เวลา:2:26:04 น.
  




แวะมาเยี่ยมค่ะอาจารย์
สบายดีนะคะ เอ..หรือว่าหนีเที่ยวเขาใหญ่แล้วก็ไม่รู้ อิอิ

หลังๆมานี้ให้นั่งรถเที่ยวนานๆก็ไม่ชอบเหมือนกันค่ะ
ยิ่งขึ้นเขาวกวนด้วยไม่รู้เหมือนกันว่าจะรอดหรือป่าว
แต่ถ้าไปแล้วสวยแบบนี้ก็คุ้มมากค่ะ

ขอให้อาจารย์สุขภาพแข็งแรงนะคะ
โดย: ข้ามขอบฟ้า วันที่: 27 พฤษภาคม 2556 เวลา:2:03:10 น.
  




สวัสดีค่ะอาจารย์
แวะมาเยี่ยมค่ะ อาจารย์สบายดีนะคะ
ไปเที่ยวเขาใหญ่หรือยังค่ะ อากาศบ้านเราช่วงนี้คงจะร้อน
อาจารย์ระวังรักษาสุขภาพด้วยนะคะ

มีดอกทิวลิปมาฝากด้วยค่ะ
อาจารย์ว่างเมื่อไร แวะไปชมด้วยกันนะคะ
โดย: ข้ามขอบฟ้า วันที่: 1 มิถุนายน 2556 เวลา:23:24:12 น.
  


สวัสดีค่ะอาจารย์

อนุโมทนาบุญด้วยนะคะ

ดูดอกทิวลิปพอแล้ว มาชวนอาจารย์ไปเดินเล่นหมู่บ้านบนเนินเขาด้วยกันต่อค่ะ
ว่างค่อยแวะมาค่ะอาจารย์ พัก่ผ่อนมากๆนะคะ
โดย: ข้ามขอบฟ้า วันที่: 6 มิถุนายน 2556 เวลา:3:05:18 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Suvimol.BlogGang.com

อาจารย์สุวิมล
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]

บทความทั้งหมด