ท่องฮังการี เชค และออสเตรีย ดินแดนแห่งศิลปะอันงดงาม
ท่องฮังการี เชค และออสเตรีย ดินแดนแห่งศิลปะอันงดงาม

อีกครั้งหนึ่งของชีวิตฉันที่มีโอกาสได้ไปในดินแดนที่ฉันปรารถนาอยากไปเที่ยว ไปชื่นชมกับศิลปะอันงดงาม ดูคลาสสิค ของประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรป ประเทศที่ไปในครั้งนี้ เป็นประเทศที่อยู่ในอาณาจักรโรมันโบราณ ดังนั้น จึงเป็นประเทศที่มีศิลปะอันงดงามและดูคลาสสิค ให้ดูมากมายพอสมควร ตึกรามบ้านช่องดูแปลกตาไปจากในประเทศสหรัฐอเมริกาที่ฉันเคยไปเที่ยวมาแล้ว

การไปเที่ยวครั้งนี้ ฉันเป็นคนรวบรวมเพื่อนที่เคยไปเที่ยวที่ จิวไจ่โกวด้วยกันเมื่อปลายเดือนตุลาคม ปี 54 พยายามให้ได้ 10 คน เราจะได้อำนาจต่อรองให้ลดค่าทัวร์ลงบ้าง การรวบรวมก็เป็นเรื่องยุ่งยากมากพอสมควร ครั้งแรกตกลงจะไปกันวันที่ 28 มีนาคม แต่ทางยุโรปหิมะตกหนัก โดยเฉพาะแม่น้ำดานูบที่เราจะไปล่องชมความงามนั้น มีหิมะเต็มแม่น้ำ เรือไม่สามารถสัญจรไปมาได้ พรรคพวกเลยขอถอนตัวออกไป แต่คงเป็นเพราะบุญวาสนาของพวกเราจะได้ไปนั่นแหละ เขาเลื่อนทัวร์ไปวันที่ 7-14 เมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่หิมะละลายหมดแล้ว พวกเราก็เลยรวบรวมได้ 10 คน มี ฉัน จุ๊บ หญิง ติ่ง บุปผา เฮียใช้ และ สุวรรณา เพื่อนของบุปผาแล้วก็ ต๋อย คุณอุดม และลูกชายของต๋อยกับคุณอุดม ชื่อเต้ รวมเป็น 10 คน ฉันเลยต่อรองกับบริษัททัวร์ ท้อปฮิตให้ลดราคา เพราะเรามีสมาชิก 10 คน เขาจะลดให้ฉันเพียงคนเดียว เพราะเป็นผู้รวบรวมคน แต่ฉันบอกไม่ได้หรอก เพราะเพื่อน ๆ กันทั้งนั้น ถ้าจะลดราคาต้องลดเท่า ๆ กัน ในที่สุด พวกเราก็ได้ลดราคาคนละ 900 บาท การไปเที่ยวครั้งนี้ ค่าทัวร์จึงเป็น 59,000 บาท จากราคาเดิม 59,900 บาท ก็สุขใจกันไป อย่างน้อย ๆ ก็ได้ลดบ้าง ถึงอย่างไรก็ตาม พวกเราเดินสำรวจราคาของบริษัททัวร์แต่ละบริษัทแล้ว มีแต่ หกหมื่นกว่าขึ้นไปทั้งนั้น ประกอบกับหญิงบอกว่า เขาเคยไปกับบริษัทนี้ การบริการก็ใช้ได้พอประมาณ พวกเราก็เลยตกลงเลือกบริษัทนี้ นั่นเอง

วันที่ 7 เมษายน 55 ทางบริษัทนัดพบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ

เย็นนี้ประมาณ 2 ทุ่ม เม้ง เหลนฉันมารับฉันตามที่ได้นัดไว้ การเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิครั้งนี้ รถไม่ติดเลย ไปถึงสนามบินประมาณ 20.45 น. เอง ก่อนเวลานัดหมาย 15 นาที ฉันเดินหาแถว Q ประตู 8 ตามที่ทางท้อปฮิตทัวร์นัดไว้ ปรากฏว่า หญิง ติ่ง บุปผา เฮียใช้ มากันแล้ว เราก็คุยกันอย่างสนุกสนาน รอพรรคพวกกลุ่มเราที่ยังมาไม่ถึง ซึ่งขาดกลุ่มของครอบครัวต๋อย จนสามทุ่มกว่า จะสี่ทุ่มมั้ง ครอบครัวต๋อยจึงมา เจ้าหน้าที่ท้อปฮิตได้จัดการโหลดกระเป๋าของพวกเราเข้าเครื่องไปเรียบร้อยแล้ว และให้พวกเราเซ็นชื่อในใบที่จะต้องให้เจ้าหน้าที่ของทางสนามบินประทับตราขาออก หลังจากเสร็จเรื่องนี้และได้รับตั๋วเครื่องบินแล้ว พวกเราก็พากันไปเดินเที่ยวชมสินค้า มีเวลาเหลือหลายชั่วโมง เพราะเครื่องจะออก 00.50 น. หมดไป 1 วันแล้ว แต่เขาให้พวกเราขึ้นเครื่องก่อน ครึ่งชั่วโมง

ครั้งนี้ เรามาสายการบินอียิปต์แอร์ เที่ยวบิน Ms 961 ใช้เวลาเดินทางประมาณเกือบ 10 ชั่วโมง ก็ถึงสนามบินไคโร (เวลาของไทย 10.30 น. ) เราต้องโต๋เต๋อยู่ที่สนามบินไคโรอีก 6 ชั่วโมง กว่าจะได้ขึ้นเครื่อง (ต่อเครื่อง) ไปกรุงบูดาเปสต์ ซึ่งขึ้นเครื่องตามเวลาของไคโร คือ 10.40 น. (ของไทยเรา 16.20 น.) ต้องใช้เวลาบินอีก ประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง ก็ถึงกรุงบูดาเปสต์ของประเทศฮังการีี เป็นเวลา บ่ายสองโมงของที่นี่ เทียบกับเวลาไทย ประมาณ 20.30 น. เวลาของยุโรปกับประเทศไทย จะห่างกัน 5 ชั่วโมง คือ ของเขาจะช้ากว่าเรา 5 ชั่วโมง

หลังจากผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองที่ฮังการีแล้ว เราก็มารอรับกระเป๋าที่สายพาน ปรากฎว่า กระเป๋าของบุปผาหายไป 1 ใบ ตอนนี้ก็เลยวุ่นวาย กว่าจะโทรเช็คกับทางสายการบิน จนรู้เรื่องว่า ตกค้างอยู่ที่ประเทศไทย เขาจะส่งมาให้เราก็คงต้องรุ่งขึ้นอีกวันหรือมาเอาตอนดึก ๆ อะไรประมาณนั้น เราเสียเวลาอยู่ที่สนามบินประมาณชั่วโมงได้ จึงได้ขึ้นรถบัสเพื่อเดินทางไปที่โรงแรมที่พัก อากาศที่นี่เย็นพอสมควร ประมาณ 10 องศาได้ ลมแรงมากเหมือนกัน มัคคุเทศก์ของเราครั้งนี้ มีชื่อเล่นว่า มุก ชื่อจริงว่า ชุติมณฑน์ ยอดสันติ

อาหารมื้อเย็นของวันนี้ ทานกันที่ร้านอาหารจีน รสชาติอร่อยใช้ได้ พวกเราทานกันได้มาก อาจจะเป็นเพราะหิวด้วยกระมัง มีซุบไข่ ผัดผักกาดขาว ผัดเป็ด ไก่ผัดต้นกระเทียม อาหารมีรสเผ็ดเล็กน้อย ทำให้ถูกปากคนไทย พวกเรามาถึงโรงแรมที่พัก ที่ชื่อว่า ฮอลิเดย์อิน(Holiday inn Hotel ) เป็นโรงแรมเล็ก ๆ แต่บรรยากาศใช้ได้ทีเดียว พวกเราลากกระเป๋าขึ้นบันไดน่าจะ 5-6 ขั้น ก็ถึงห้องแล้ว ดูเหมือนจะมีแค่สองหรือสามชั้นเท่านั้น เข้าห้องแล้ว ทำธุระส่วนตัวเสร็จ ก็ชวนกันไปถ่ายรูปบริเวณโรงแรม ซึ่งดวงอาทิตย์ยังไม่ตกทั้ง ๆ ที่ทุ่มกว่าเกือบสองทุ่มแล้ว เชิญชมภาพของพวกเราได้ค่ะ









วันนี้ก็เป็นวันที่ 9 แล้ว พวกเราก็จะเริ่มเที่ยวที่ประเทศฮังการี่
(Hungary) ซึ่งเป็นประเทศที่ตั้งอยู่กลางทวีปยุโรป แถบที่ราบเทือกเขาคาร์เปเทียน รูปร่างของประเทศคล้ายรูปไต เคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมัน เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล เหมือนประเทศลาว ประเทศฮังการีมีทะเลสาบที่สวยงามที่สุด คือ ทะเลสาบ บาลาโตน
(Balaton) น่าเสียดายมาครั้งนี้ เราไม่มีโปรแกรมไปเที่ยวที่ทะเลสาบแห่งนี้ เช้านี้ พวกเราทานอาหารมื้อเช้าที่โรงแรมที่พัก มีเวลาเหลือ เราก็ไม่ปล่อยโอกาส ไม่ปล่อยเวลาให้สูญเปล่า ถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนานก่อนที่จะขึ้นรถไป อิอิ








พวกเราออกเดินทางตั้งแต่ 8.00 น.ของเวลาที่นี่ แห่งแรกที่จะพาพวกเราไป คือ ป้อมชิดสเดลลา เป็นป้อมที่ ออสเตรียสร้างไว้ เพื่อรำลึกถึงการรบที่ได้ชัยชนะเหนือชาวฮังการี เป็นรูปปั้นเทพธิดาถือกิ่งปาล์มไว้เหนือศีรษะ ขนาดความสูง 40 เมตร แสดงถึงสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ จากนั้น ก็ไปชมป้อมปราการริมน้ำ (Fishermen"s Bastion)เป็นป้อมที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึง ชาวประมงที่รวมตัวกันสู้รบกับพวกเติร์ก เราจะมองเห็นมหาวิหารแมททิอัส ซึ่งมีหลังคาลาย ๆ เหมือนพรม มียอดแหลม ๆ ข้างหน้าโบสถ์ จะมีรูปปั้นของของพระเจ้าสตีเฟน เป็นโบสถ์ที่สำคัญที่สุดของชาวฮังการี เพราะเป็นยุคที่ พระเจ้าแมททิอัสสร้างความเจริญมากที่สุด ซึ่งวันนี้เราจะไปชมด้วย เชิญชมความงามของป้อมริมน้ำที่ฉันถ่ายรูปมาฝากค่ะ







บรรายากาศจุดชมวิวของป้อมปราการริมน้ำแห่งนี้ สวยงามมาก มองเห็นแม่น้ำดานูบไหลผ่าน นอกจากนี้ยังมีร้านค้าเรียงรายเป็นแถวเพื่อขายให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวป้อมปราการแห่งนี้ ของที่ขายเป็นของที่ระลึก ทำเป็นสัญลักษณ์ของประเทศฮังการี่ สัญลักษณ์เมือง บูดาเปสต์ พวกตุ๊กตา พวกที่ติดตู้เย็น พวกพวงกุญแจ ฉันก็ซื้อหลายอัน ต่อรองได้นิดหน่อยเท่านั้น ปาเข้าไปเกือบพันบาท อันหนึ่งก็ตกเกือบร้อย สวยหน่อยก็ร้อยกว่าบาท

กรุงบูดาเปสต์ เป็นเมืองที่มีแม่น้ำดานูบไหลผ่านกลางเมือง กลายเป็นสองฝั่ง สองเมือง เรียกว่าเมืองเก่า ใช้ชื่อว่าบูดา เมืองใหม่ ชื่อว่า เปสต์ ต่อมาได้มารวมกันใหม่ในภายหลัง ชื่อว่า เมือง บูดาเปสต์ เมืองนี้มีสถาปัตยกรรมสวยงามตระการตามาก

จากป้อมปราการริมน้ำ เราก็ไปชม ฮีโร่สแควร์ (Hero Square) หรืออนุสาวรีย์จัตุรัสวีรชน ซึ่งเป็นอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1896 เพื่อเป็นอนุสรณ์ครบรอบ 1,000 ปี แห่งชัยชนะของฮังกาเรียนอนุสาวรีย์แห่งนี้ เป็นลานกว้าง โล่ง เสาสูงตระหง่านของอนุสาวรีย์ เป็นที่ตั้งของรูปหล่อเทวทูตกาเปรียล อันเป็นสัญลักษณ์ของคริสต์จักรโรมันคาทอลิก ที่เป็นดั่งเหล็กของอาณาจักรฮังการีรอบเสาสูงเป็นที่ตั้งของรูปหล่อผู้นำของชนเผ่าทั้ง 7 ที่ร่วมกันก่อตั้งอาณาจักรฮังการีขึ้น เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 9 นอกจากนี้ ยังมีเสาระเบียงโดยรอบที่ประดับประดาไปด้วยรูปหล่อของบุคคลสำคัญของฮังการี ไม่ว่าจะเป็นอดีตกษัตริย์ นักปราชญ์ และบุคคลในประวัติศาสตร์

ในช่วงที่มีการก่อสร้างอนุสาวรีย์นี้ ฮังการียังอยู่ภายใต้จักรวรรดิออสเตรีย จึงมีรูปหล่อบางรูป เป็นรูปบุคคลในราชวงศ์
ฮับสบอร์ก แห่งออสเตรีย หลังสงครามโลกครั้งที่สอง อนุสาวรีย์แห่งนี้ถูกทำลายเสียหาย มีการบูรณะและเปลี่ยนแปลงรูปหล่อของราชวงศ์ฮับสบอร์กของออสเตรียทั้งหมด เหลือแต่ของฮังการี จักรวรรดิออสเตรียล่มสลาย ฮังการีแยกตัวออกมาเป็นเอกราช

ฉันนำภาพมาฝากท่านผู้อ่านด้วยค่ะ







ลำดับต่อไป ไปชมความงามของมหาวิหารแมททิอัส
(Matthias Church) เป็นโบสถ์ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ คริสต์ศตวรรษที่ 15 ถือเป็นโบสถ์เก่าแก่ ได้รับผลกระทบอันเนื่องมาจากการปกครองหลายยุค
หลายสมัย เช่น เคยถูกดัดแปลงเป็นมัสยิค เมื่อฮังการีถูกชาวเติร์กยึดครอง มหาวิหารหลังนี้ มีหลังคาสลับสีสวยสดงดงาม ได้รับการบูรณะให้เป็นแบบนีโอโกธิคและบาร็อค มีอนุสรณ์นักบุญสตีเฟ่นซึ่งเป็นผู้เปลี่ยนชาวฮังกาเรียนมานับถือศาสนาคริสต์ มหาวิหารนี้ เคยใช้จัดพิธีสวมมงกุฎกษัตริย์มาหลายพระองค์ ชื่อของโบสถ์นี้มาจาก ชื่อของกษัตริย์องค์หนึ่ง คือ พระเจ้าแมททิอัส ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถมาก ในสมัยของพระองค์ ถือว่าเป็นสมัยที่เพื่องฟูด้วยศิลปวิทยา มีสิ่งก่อสร้างที่สวยงาม มหาวิหารแห่งนี้ ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกอีกด้วย เชิญชมรูปถ่ายที่ฉันนำมาฝากนะคะ







ช่วงบ่ายหลังทานข้าวกลางวันแล้ว มัคคุเทศก์มุกพาพวกเราไปเที่ยวที่สะพานเชนบิด หรือที่เรียกว่า สะพานโซ่ เป็นสะพานที่งดงาม มีสิงโตหมอบอยู่ตรงหัวสะพานข้าง 1 ตัว มัคคุเทศก์มุกเล่าว่า คนสร้างสิงโตเป็นชาวอังกฤษ ได้สร้างตามความเป็นจริงของลักษณะสิงโต กล่าวคือ ตามธรรมชาติของสิงโต มันจะม้วนลิ้น แต่คนชมสิงโตกลับไม่ถูกใจ ไม่ชอบ เพราะว่าดูแล้วไม่สวย คนสร้างก็เลยน้อยใจ ไปกระโดดน้ำตาย ทำไมหนอ แค่นี้ก็ต้องน้อยใจกระโดดน้ำตายด้วย ช่างไม่สมเหตุสมผลเลยเนอะ อิอิ
สะพานโซ่ เป็นอีกสัญลักษณ์หนึ่งของเมืองบูดาเปสต์ เป็นสะพานถาวรแห่งแรกที่ทอดตัวข้ามแม่น้ำดานูบ สร้างโดยชาวอังกฤษ ชื่อWilliam Tierncy Chark เหล็กทุกชิ้นล้วนมาจากประเทศอังกฤษ เป็นสะพานที่สวยมาก มีรูปปั้นแกะสลักสิงโตที่สะพาน ตอนกลางคืนที่สะพานจะจุดไฟสว่างไสว ดูสวยงามยิ่งนัก

โปรดชมภาพสะพานโซ่แห่งนิยายปรำปรา ได้แล้วจ้ะ



สุดยอดของการเที่ยวในวันนี้ คือ การล่องเรือชมความงามของสองฟากฝั่งแห่งแม่น้ำดานู แม่น้ำดานูบ ตามที่ฉันได้ค้นคว้าหาความรู้มาประกอบการเขียนเรื่องนี้ กล่าวว่า แม่น้ำดานูบ เป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในสหภาพยุโรป และยาวเป็นอันดับสองของทวีปยุโรป (รองจากแม่น้ำโวลก้า ) แม่น้ำดานูบมีต้นกำเนิดที่ แถบป่าดำในประเทศเยอรมัน เกิดจากแม่น้ำเล็ก ๆ 2 สาย คือ Brigach และ ฺฺฺBreg ซึ่งไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำ ดานูบที่เมือง Donaueschingen มีความยาวที่เรือเดินได้ถึง 2415กิโลเมตร ในอดีตเคยเป็นป้อมปราการสำคัญของอาณาจักรโรมัน เป็นเส้นทางแบ่งเขต ของ 10 ประเทศ คือ เยอรมัน ออสเตรีย สโลวาเกีย ฮังการี่ โครเอเซีย เซอร์เบีย บัลแกเรีย โรมาเนีย มอลโตวา และยูเครน เป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านกลางเมืองบูดาเปสต์

เรามาชมความสวยงามของสองฟากฝั่งยามเมื่อเรือของเราล่องผ่านไป สองฟากฝั่งเป็นที่ตั้งของสถานที่ราชการ เช่น อาคารรัฐสภา เป็นต้น เรามาชมความงามของการล่องเรือผ่านสถานที่อันสวยงามดังกล่าวดีกว่านะคะ











สถานที่ต่อไปที่พวกเราไปเที่ยวกัน คือ มหาวิหารเซนต์สตีเฟ่นมหาวิหารนี้ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองและสูงโดดเด่นอยู่ฝั่งเปสต์ จุดประสงค์ในการสร้างมหาวิหารนี้ เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ เซนต์สตีเฟ่น กษัตริย์พระองค์แรกแห่งราชอณาจักร คือ
พระเจ้าสตีเฟ่นที่ 1 ของประเทศฮังการี ภายในโบสถ์ด้านใน จะมีที่ที่บรรจุแขนของ พระเจ้าสตีเฟ่น ซึ่งไม่เน่าเปื่อย การเข้าไปชมโบสถ์นี้ จะเสียเงินค่าเข้าชมคนละ 1 ยูโร มหาวิหารนี้สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1851 และมาเสร็จสมบูรณ์เมื่อ ค.ศ. 1905 ใช้เวลาในการสร้างถึง 54 ปี มีความสูงถึง 96 เมตร ถือว่าเป็นอาคารที่มีความสูงที่สุดใน บูดาเปสต์ ภายในวิหารใหญ่โต โอ่โถง อลังการเหลือที่จะกล่าวพรรณนา แต่มีความเรียบง่ายและแฝงด้วยความงดงามทางสถาปัตยกรรมอย่างหาที่เปรียบได้ยาก เชิญชมความสวยงามของมหาวิหารนี้ที่ฉันถ่ายมาฝากซิคะ









เที่ยวที่โบสถ์นี้แล้ว พวกเราก็ไปเดินเที่ยวชมสินค้าพื้นเมือง บริเวณ Central Market Hall ถือเป็นตลาดที่มีชื่อเสียงของเมืองบูดาเปสต์ แต่ฉันไม่ได้ซื้ออะไร นอกจากพวกของที่ระลึกที่ถนนคนเดิน (Wachi Street )

อาหารมื้อเย็นวันนี้ ก็เป็นอาหารจีนเหมือนเดิม

วันที่ 10 เมษายน 55 เช้านี้ตามสูตรเดิม คือ 6:7:8 พวกเราทานอาหารเช้าที่ โรงแรม ฮอลิเดย์ อินน์ (อ้อ ลืมบันทึกไปว่า มาครั้งนี้ เฮียใช้โชคไม่ดีนัก นอกจากกระเป๋าตกค้างที่เมืองไทยแล้ว ทางกรุงเทพฯ ยังโทรมาแจ้งข่าวว่า แม่ของเฮียใช้ ซึ่งอายุ 80 กว่า แล้ว อยู่ ๆ ก็นอนหลับไม่ตื่นเลย เป็นข่าวที่น่าเศร้าสำหรับพวกเราจังเลย สงสาร เฮียใช้ เขาร้องไห้ตาแดง เป็นใครก็ตามเจอเหตุการณ์อย่างนี้มันก็สุดจะกั้นน้ำตาทั้งนั้นแหละเนอะ)

โปรแกรมเที่ยวของเราวันนี้ค่อนข้างน่าเบื่อ เพราะว่า เราต้องนั่งรถประมาณ 4 ชั่วโมงออกจากประเทศฮังการี่เพื่อเดินทางต่อไปเที่ยวที่ประเทศเช็ค โดยมุ่งหน้าไปที่กรุงปร๊าก (Prague ) เมืองหลวงของ เชค สองข้างที่ผ่านไประหว่างทาง มีทิวทัศน์ที่สวยงาม แวะตามทางเพื่อให้พวกเราเข้าห้องน้ำ บางแห่งก็เสียเงิน บางแห่งเป็นร้านค้า เขาก็ให้พวกเราเข้าห้องน้ำฟรี แล้วพวกเราก็ซื้อของฝากจากร้านของพวกเขา ส่วนใหญ่จะเป็นของกิน เช่น ขนมปัง ช้อกโกแลต เสื้อยืดที่ระลึก พวกแม่เหล็กติดตู้เย็น เป็นต้น ฉันก็ซื้อช็อกโกแลตไว้เยอะพอสมควรเป็นแท่งเล็ก ๆ บ้าง พอที่จะแจกเมื่อลูกศิษย์มาเยี่ยมเยือน แล้วก็ซื้อแม่เหล็กที่ติดตู้เย็น สัญลักษณ์ของแต่ละประเทศ แต่ละเมืองเท่านั้น

กรุงปร๊ากเป็นเมืองแห่งปราสาทร้อยยอด ตั้งอยู่ริมสองฟากฝั่งแม่น้ำวัลตาวา กรุงปร๊ากเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของเชค ประกอบด้วยสองอาณาจักรโบราณ คือ อาณาจักรโบฮีเมียและอาณาจักรโมราเวีย กรุงปร๊ากได้รับยกย่องว่าเป็นมรดกโลกในปัจจุบัน ปร๊ากมักจะถูกเรียกว่า"หัวใจของยุโรป"

เรามาถึงที่เชค ทานข้าวเที่ยงที่นี่ ชื่อร้าน เซี่ยงไฮ้ แล้วเดินทางต่ออีกประมาณ สองชั่วโมงกว่า จึงได้เข้าชมปราสาทแห่ง
กรุงปร๊าก

มัคคุเทศก์พาพวกเรามาเที่ยวที่ปราสาทเซนต์ไวตัส หรือ วีตัส (St. Vitus Cathedral) เป็นวิหารที่ตั้งอยู่ในย่านปราสาทปราก สร้างในสมัยพระเจ้าชาร์ลล์ ที่ 14 โดยมีสถาปนิกเอก ชาวฝรั่งเศส ชื่อ Matthias of Arras เป็นผู้ออกแบบและควบคุมและสถาปนิกคนต่อ ๆ มา การก่อสร้างใช้เวลาก่อสร้าง 500 ปี จึงเสร็จสมบูรณ์ มหาวิหารนี้เป็นสไตล์โกธิก เป็นมหาวิหารที่มีความประณีต สวยงามมาก ประตูแกะสลักลวดลายสวยงามตระการตา มีกระจกสีสเตน
กลาส บานสูงที่ประดับรอบวิหาร ล้วนสวยงามหาที่ติมิได้ เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน เดือน พ.ย.-ก.พ. จันทร์- เสาร์ เปิดเวลา 9.00-16.00 น. วันอาทิตย์ เปิด12.00-16.00 น. ส่วนเดือน
มี.ค.-ต.ค. จันทร์-เสาร์ เปิด 9.00-17.00 น. ส่วนวันอาทิตย์เปิดเวลา
12.00-17.00 น. ยังมีโบสถ์เซนต์เวนเซสลาส (st.Wenceslas
clhapel) โบสถ์นี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิหารเซนต์ไวตัส เป็นผลงานชิ้นเอกของศิลปะในแบบโกธิก ภายในโบสถ์ได้รับการตกแต่งด้วยภาพเฟรสโกและอัญมณีมีค่ามากกว่า 1,345 ชิ้น นอกจากนี้ยังเป็นที่เก็บพระศพของบรรดากษัตริย์ในอดีต ในโบสถ์มีหลุมศพของนักบุญชื่อ เนโปมุก เป็นนักบุญที่ถูกกษัตริย์องค์หนึ่งให้ไปกระโดดน้ำตาย เนื่องจากไม่ยอมบอกว่า มเหสีของพระองค์มาสารภาพบาปอะไรกับท่านเนโปมุก เป็นวิหารที่กษัตริย์มาทำพิธีขึ้นครองราชย์ที่นี่ เป็นที่ฝังพระศพของกษัตริย์ออสเตรียซึ่งมาทำราชการที่นี่ เพราะเชคเป็นเมืองขึ้นของออสเตรีย และเป็นที่ฝังพระศพ
ของกษัตริย์เชค ในปัจจุบัน บริเวณปราสาทยังเป็นทีทำการของประธานาธิบดีเชค

เรามาดูภาพสวย ๆ ที่ฉันถ่ายภาพมาฝากนะคะ







นอกจากโบสถ์ที่กล่าวถึงในชั้นต้นแล้ว ยังมีอีกโบสถ์หนึ่งชื่อว่า โบสถ์เซนต์จอร์จและคอนแวนต์ ( St.George"s Basilica and Convent ) ตัวอาคารเริ่มสร้างในปี ค.ศ. 920 โดยเจ้าชายวราติสลาฟที่ 1 (Vratislav 1) ตัวโบสถ์ด้านนอกเป็นสไตล์บารอค แต่ภายในกลับตกแต่งด้วยสไตล์โรมานส์ที่ให้บรรยากาศเรียบง่ายและไม่ซับซ้อน โบสถ์แห่งนี้ได้ชื่อว่า เป้นส่วนของปราสาทปรากที่เก่าแก่ที่สุดและป็นที่ฝังพระศพของกษัตริย์เชค และในส่วนของ เซนต์จอร์จคอนแวนต์นั้นเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมผลงานสไตล์บารอกและเป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ (National Gallery in Prague)

หลังจากการเที่ยวโบสถ์แล้ว ก็ไปเที่ยวที่สะพาน ชาร์ลล์
(Charles Bridge ) เป็นสะพานที่นักท่องเที่ยวต้องมาเที่ยว ถือเป็นจุดสำคัญของสถานท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของเชค เป็นสะพานที่สร้างแบบสไตล์โกธิก เป็นสะพานที่เชื่อมระหว่าง old town และ
little Town สะพานนี้สร้างขึ้นเมื่อ ปี 1357 ในสมัยพระเจ้าชาร์ลล์ที่ 4 และเสร็จสมบูรณ์ในช่วงต้น ศตวรรษที่ 15 มีความยาว 520 เมตร (บางแห่งบอกว่า 516 เมตร) กว้าง 10 เมตร มีต่อม่อค้ำยัน 16 ตอ จุดเด่นของสะพานชาร์ลล์ ก็คือ รูปปั้นโลหะของเหล่านักบุญ เป็นสไตล์บารอกที่ตั้งอยู่สองฟากของสะพานมี 30 องค์ ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้น มีรูปปั้นของเซนต์ จอห์น เนโปมุก (St.John Nepomuk) เป็นรูปปั้นที่เก่าแก่ที่สุดบนสะพานนี้ สร้างเมื่อ ค.ศ. 1683 และมีตำนานเล่าว่า ท่านถูกจับโยนลงแม่น้ำ วัลตาวา โดยกษัตริย์องค์หนึ่ง เนื่องจากท่านปฏิเสธไม่ยอมเปิดเผยความลับว่า พระมเหสีของพระองค์มาสารภาพบาปว่าอะไร ใต้รูปปั้นของท่าน มีแผ่นทองเหลืองภาพนูนต่ำ ว่ากันว่า ถ้าใครได้มาลูบแผ่นทองเหลืองนี้ ก็จะได้กลับมาที่ปรากอีก พวกเราก็ไปทำท่าลูบและถ่ายรูปกันไว้เป็นที่ระลึกคนละรูปสองรูป อย่างสนุกสนาน ไม่ได้หลงงมงายเกี่ยวกับความเชื่อปรัมปราอย่างที่เล่าขานกันมาหรอก
สะพานชาร์ลล์ ถือเป็นสัญลักษณ์ของปรากที่มีชื่อเสียงที่สุด สร้างบนจุดน้ำตื้นที่สุดขนาดเดินลุยน้ำข้ามเพื่อข้ามฝั่งได้
พวกเรารวมถึงนักท่องเที่ยวจำนวนมากมายเดินชมทิวทัศน์ที่สวยงาม ต่างก็พยายามถ่ายรูปในมุมที่คิดว่าสวยที่สุด รวมถึงพวกเราก็เช่นกัน เดินไปถ่ายรูปกันไป โดยเฉพาะฉัน ถ่ายรูปนักบุญทั้งหมดเอาไว้เป็นที่ระลึก มองทิวทัศน์สองสองฟากฝั่ง จะเป็นสถานที่ตั้งต่าง ๆ อาคาร บ้านเรือนที่อยู่ริมสองฝั่งของลำน้ำ เป็นภาพที่สวยงามมากเหลือเกิน ได้บรรยากาศที่สุดแสนโรแมนติก มีเรือน้อย ๆ ลอยละล่องอยู่ในลำน้ำไปมาอย่างไม่รีบร้อนอะไร อากาศช่วงนั้น บ่ายมากพอสมควรแล้ว แดดไม่ค่อยจัด ลมพัดเอื่อย ๆ เย็นสบาย ไม่หนาวอะไรมากนัก บริเวณสะพานนี้ จะมีพ่อค้าแม่ค้านำสินค้ามาตั้งขายจำนวนมากมาย ส่วนใหญ่จะเป็นของที่ระลึก

ท่านโปรดชมภาพที่ฉันถ่ายมาฝากซิคะ







ต่อจากสะพานชาร์ลล์นี้ ก็ข้ามฝั่งไปฝั่งเมืองเก่า (มรดกโลก) คั่นด้วย แม่น้ำวัลตาวา ที่นี่เป็นสถานที่เที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวมากมายอีกแห่งหนึ่ง เพราะมีนาฬิกาดาราศาสตร์ เราเรียกบริเวณนี้ว่า ถนนสายทองคำ หรือ โกลเด้นเลน (Golden Lane ) เป็นศูนย์ทางการค้าและแหล่งราชการในอดีต รอบลานจัตุรัสมีตึกเก่าล้อมรอบ รวมถึงตึกสำคัญอย่าง ที่ว่าการเมืองหลวงเก่า หน้าอาคารที่ว่าการเมืองเก่านี้ มีนาฬิกาดาราศาสตร์โบราณ ซึ่งเป็น
นาฬิิกาที่บอกเวลาได้แล้ว ยังสามารถบอก ข้างขึ้นข้างแรม จักรราศีและแสดงตำแหน่งการเดินทางของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์และโลก ในระบบสุริยะจักรวานได้อีกด้วย เมื่อถึงกำหนดครบ 1 ชั่วโมง จะมีผู้คนมารวมทั้งนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวมายืนรอชมรูปปั้นสาวกของพระคริสต์ที่ประดับนาฬิกา ออกมาเดินผ่านหน้าต่างเล็ก ๆ บนหอคอย ออกมาทักทายฝูงมหาชนที่มาชมนาฬิกานี้อย่างเนืองแน่น รวมทั้งพวกฉันด้วยที่ยืนรออย่างใจจดใจจ่อ และเตรียมถ่ายรูปเหล่าสาวกที่จะออกมาทักทายเต็มลานไปหมด ด้านนอกของหอคอยนี้ คือ นาฬิกาแดด
(Astronomical clock ) สร้างขึ้นกว่า 500 ปี เป็นที่น่าชื่นชมและแปลกมาก เพราะนาฬิกานี้สร้างก่อนที่มีเทคโนโลยีจะมีความเจริญเช่นทุกวันนี้ เป็นนาฬิกาที่มีการใช้กลไกที่ซับซ้อนพอที่จะทำให้ตุ๊กตาเหล่าสาวกของพระคริสต์หมุนออกมาทักทายผู้คนได้ขนาดนั้น เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมและถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง
มีตำนานเล่าขานกันมาว่า หลังจากที่สร้างนาฬิกาดาราศาสตร์นี้เสร็จแล้ว คนที่ประดิษฐ์กลไกนาฬิกาเรือนนี้ถูกควักลูกตาให้บอด เพื่อที่จะไม่สามารถมองเห็น จะได้ไม่สามารถไปสร้างนาฬิกาแบบนี้ในสถานที่อื่น ๆ ได้ นับเป็นตำนานที่สะเทือนใจอย่างยิ่ง แสดงถึงความโหดร้ายของกษัตริย์ในสมัยนั้นที่ไม่น่าชื่นชมเอาเสียเลย ตำนานแบบนี้ มีหลายประเทศ เหมือนการสร้าง
ทัชมาฮาล ก็ดูเหมือนผู้สร้างจะถูกชะตากรรมเช่นนี้เหมือนกัน ถือเป็นความคิดที่เห็นแก่ตัวมากเหลือเกิน มนุษย์ผู้มีอำนาจส่วนใหญ่มักโหดร้ายเช่นนี้เสมอ ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศ ก็จะพบเรื่องราวเช่นนี้มากโขอยู่ทีเดียว
นาฬิกาดาราศาสตร์ นี้ตั้งอยู่ที่กำแพงด้านใต้ของศาลาว่าการในจัตุรัสเมืองเก่า เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมาก
ส่วนประกอบของหอนาฬิกา ได้แก่ นาฬิกาดาราศาสตร์ ซึ่งจะแสดงวิถีการโคจรของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ด้านล่างของนาฬิกา จะมีหน้าปัดแสดงเดือนในปัจจุบันและด้านบนสุดมีรูปปั้นสาวกของพระเยซู

(ความรู้บางส่วนฉันได้มาจากการค้นคว้าทางอินเทอร์เน็ต บางส่วนฟังจากการอธิบายของมัคคุเทศก์)

เรามาชมภาพสวย ๆ ของนาฬิกาดาราศาสตร์นี้กันนะคะ





เย็นนี้เราทานอาหารมื้อเย็นในบริเวณ นาฬิกาดาราศาสตร์ เป็นอาหารพื้นเมืองของที่นี่ รสชาติก็แปลกไปอีกแบบหนึ่ง พวกเราก็กินกันไป อร่อยบ้างไม่อร่อยบ้างตามประสา อาหารที่ไหน ๆ ก็อร่อยสู้อาหารไทยของเราไม่ได้เลยนะ
คืนนี้เราไปพักที่โรงแรมที่มีชื่อว่า Top Hotel เป็นโรงแรมที่ดีจัง ห้องนอนกว้างขวาง แถมมีห้องน้ำให้ตั้งสองห้อง ฉันเลยถ่ายรูปสวย ๆ มาฝากค่ะ









วันที่ 11 เมษายน 55

เช้านี้พวกเราทานอาหารเช้าที่โรงแรมนี้ อาหารไม่อร่อยแถมมีของน้อยให้เลือกทานอีก
โปรแกรมวันนี้ เราต้องเดินทางออกจากเชค เพื่อไปเที่ยวที่เมือง เชสกี้ ครุมลอฟ อันเป็นเมืองที่สวยงาม และเป็นเมืองมรดกโลกอีกแห่งหนึ่งของประเทศสาธารณรัฐเชค เป็นเมืองที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศออสเตรียและเยอรมัน ระหว่างทางก็แวะเข้าห้องน้ำตามร้านขายของเหมือนอย่างทุกครั้ง นั่งรถไปก็ชมทิวทัศน์สองข้างทางไปสวยงามมาก ได้เห็นถนนหนทาง หมู่บ้านที่ตั้งเรียงรายกันไป หนาแน่นบ้าง เป็นหย่อม ๆ บ้าง ตามแต่ความเจริญจะเข้าไปถึงมากน้อยต่างกันไป ฉันได้ถ่ายรูปทิวทัศน์สองข้างทางมาฝากด้วยค่ะ





เมืองเชสกี้ครุมลอฟ (Cesky Krumlov ) เป็นปราสาทที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากปราสาทกรุงปราก เป็นเมืองขนาดเล็กในภูมิภาคโบฮีเมียใต้ของสาธารณรัฐเชค มีชื่อเสียงด้านสถาปัตยกรรมและศิลปะของเขตเมืองเก่า มีปราสาทครุมลอฟ เขตเมืองเก่านี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโก ชื่อของเมือง เชสกี้ครุมลอฟ ตั้งขึ้นเพื่อแยกความแตกต่างจากเมือง มอร์ฟสกี้
(Moravsky Krumlov) ที่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ
ปราสาทครุมลอฟ เป็นปราสาทที่สวยงามมาก สีสันของหลังคาทั้งบ้าน ทั้งตัวปราสาทจะเป็นสีส้ม ดูสดใส สว่างไสวไปทั่วเมือง มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวและเก็บภาพความงามของปราสาทครุมลอฟ เป็นจำนวนมาก ฉันก็ถ่ายภาพมาฝากท่านผู้อ่านไว้หลายจุดหลายมุมเหมือนกันค่ะ ความงามของปราสาทสุดจะพรรณนาออกมาเป็นถ้อยคำ เชิญท่านสัมผัสเรื่องความงามจากภาพที่นำมาฝากดีกว่าค่ะ















หลังจากชื่นชมกับความงามของปราสาทคลุมลอฟแล้ว พวกเราก็ไปทานข้าวมื้อเที่ยงกันซึ่งก็อยูในบริเวณเดียวกัน เป็นอาหารพื้นเมืองของที่นี่ เป็นเป็ดย่างชิ้นใหญ่ ๆ คนละชิ้น ให้ทานกับหมั่นโถว ก็พอจะทานได้ อร่อยพอควร แต่ก็แกะกินยากพอควร หลังจากอิ่มข้าวแล้ว พวกเราก็ขึ้นรถบัสกัน พวกเราต้องเดินทางไปอีกประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า จึงจะถึงเมืองฮัลล์สตัทท์ (Hallstatt) ของประเทศสาธารณรัฐออสเตรีย
เมือง ฮัลล์สตัทท์ มีหมู่บ้านที่ตั้งเรียงรายอยู่ริมทะเลสาบ จัดเป็นหมู่บ้านมรดกโลกสุดแสนสวย บรรยากาศสุดแสนโรแมนติคที่คนมาเที่ยวประเทศออสเตรียจะต้องมาชื่นชม หมู่บ้านนี้มีอายุกว่า 4,500 ปี
เมืองนี้ เป็นเมืองเล็ก ๆ ตั้งอยู่ริมทะเลสาบ มีประชากรอาศัยอยู่เพียง 500 กว่าคนเท่านั้น ตั้งอยู่บนเนื้อที่แคบริมทะเลสาบ
ฮัลล์สตัทท์เทอร์ (Hallstatter See ) มีภูเขาสูงชันห้อมล้อม เนื่องจากมีเนื้อที่อันจำกัดในการตั้งบ้านเรือนในเมือง จึงต้องมีการสร้างบ้านเรือนแบบลดหลั่นเป็นชั้น ๆ ตามแนวเขาริมทะเลสาบ เมืองฮัลล์สตัทท์ มีเหมืองเกลือ เราสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของหมู่บ้านนี้ยื่นออกไปในทะเลสาบ มีโบสถ์ประจำเมือง มียอดแหลมเด่นเป็นสง่า ผืนแผ่นน้ำที่สงบ เย็นฉ่ำ เป็นละลอกน้อย ๆ ยามเมื่อลมโชยพัดผ่านไปยังเหนือน้ำ ยิ่งเป็นเวลายามเช้า จะมีหมอกสีเทา ๆ ขาว ๆ เป็นควันลอยกรุ่น อยู่เหนือน้ำในทะเลสาบ ยอดเขาสูงเสียดฟ้า ต้องกับแสงเรื่อ ๆ ของแสงแห่งสุริยาและสีฟ้าของขอบฟันอันกว้างใหญ่ไพศาล ช่างเป็นทัศนียภาพที่หาความงามแหล่งไหน ๆ มาเทียบเทียมไม่ได้ ฉันได้แต่จินตนาการไปตามรูปภาพที่เห็น ไม่สามารถได้เห็นของจริง เป็นเพราะว่า พวกเรามาถึงที่นี่ ก็เป็นเวลาเย็นแล้ว น่าจะประมาณ 4 โมงกว่า ๆ แดดแทบจะไม่มี ท้องฟ้าก็กำลังจะมืดครื้ม เมฆฝนทำท่าจะเทลงมา ลมพัดแรงจนทุกคนต้องห่อไหล่ ห่อปาก พ่นควันออกจากปาก แต่ก็ไม่ได้หวั่นเกรงกับความหนาวเหน็บดังกล่าว ต่างเก็บเกี่ยวความงามของบริเวณที่รถจอดให้พวกเราลงเพื่อเดินเข้าไปตามถนนหนทางเลียบทะเลสาบ สองข้างทางมีหมู่บ้านปลูกลดหลั่นไปตามไหล่เขาเป็นชั้น ๆ ที่แปลกของที่นี่คือ ทุกหน้าบ้านจะมีการปลูกต้นไม้ ดอกไม้ ต้นไม้ของเขาจะปลูกติดกำแพงบ้านให้เลี้ยงกิ่งไปตามกำแพงของบ้านเรือน เป็นความสวยของศิลปะไปอีกรูปแบบหนึ่ง
การมาเที่ยวหมู่บ้าน ฮัลล์สตัทท์ในสมัยก่อนยุ่งยากพอควร เพราะต้องนั่งเรือมาเท่านั้น แต่ปัจจุบันสะดวกสบาย เราสามารถขับรถมาเอง หรือนั่งรถไฟมาลงที่สถานีฮัลล์สตัทท์ซึ่งจะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับหมู่บ้าน
เราต้องนั่งเรือข้ามฝั่งมาที่หมู่บ้าน
เมืองนี้ เป็นแหล่งเกลือขนาดใหญ่และได้ชื่อว่า Hallstatt
Iron Age เกลือมีความสำคัญมากเพราะสมัยก่อนใช้เกลือในการถนอมอาหาร ตรงไหนมีเกลือก็เหมือนกับที่นั่นมีทองคำในปัจจุบัน ที่นี่จึงเกิดเป็นชุมชน ฮัลล์สตัทท์
กล่าวกันว่า เมืองฮัลล์สตัทท์เป็นเมืองที่สวยที่สุดในโลก วิถีชีวิตของคนที่อาศัยอยู่ที่นี่กลมกลืนไปกับธรรมชาติ ส่วนใหญ่หน้าบ้านจะติดทะเลสาบ หลังบ้านติดภูเขา ออสเตรียให้ฉายาเมืองนี้ว่า "เป็นไข่มุกแห่งออสเตรีย ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโกประเภท
Cultural Landscape เมื่อปี 1997
น่าเสียดายที่พวกเราไม่สามารถเก็บเกี่ยวทัศนียภาพอันงดงามเหล่านี้ได้อย่างจุใจ อันเนื่องจากสายพิรุณโปรยปรายลงเป็นระยะ ๆ ท้องฟ้าก็เริ่มมืดครื้ม ไม่สามารถเก็บเกี่ยวภาพสวยงามเหล่านี้ได้มากมายนัก และเวลาที่ทางทัวร์ให้ก็น้อยเหลือเกิน เหมือนดังมีคนให้สมญาทัวร์แบบนี้ว่า "ชะโงกทัวร์" อิอิ
เรามาชื่นชมกับภาพสวย ๆ ที่ฉัน
สามารถเก็บเกี่ยวมาฝากดีกว่านะคะ ถึงไม่มากนัก ก็คงพอจะได้เห็นความงามดังที่ฉันได้พรรณนาไปค่ะ











เย็นนี้ ทานอาหารพื้นเมืองอีกมื้อหนึ่ง อาหารมื้อนี้รอนานมาก ให้ทานซุปข้าวโพดคนละถ้วยก่อน แล้ว
ตามด้วยสเต๊กหมู ทานข้าวมื้อเย็นแล้ว ต้องเดินทางอีกประมาณ 20 กิโลเมตร จึงถึงโรงแรมที่พัก ฝนตกไปตลอดทาง คืนนี้พักที่โรงแรมชื่อ Goldenes Schif Hotel

วันที่ 12 เมษายน 55

เช้านี้ ทานข้าวมื้อเช้าที่โรงแรมเหมือนทุกวันที่ผ่านมา จากนั้นก็เดินทางต่อไปยัง กรุงเวียนนา เมืองหลวงของประเทศสาธารณรัฐออสเตรีย เมือง เวียนนา เป็นเมืองแห่งดนตรี เป็นเมืองหลวงอันเก่าแก่ที่มีอายุมากกว่า 1,000 ปี กรุงเวียนนาเป็นเมืองที่งดงามด้วยตึกรามบ้านช่องที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบบาร็อคและร็อคโคโค เป็นแบบของออสเตรียที่งดงามที่สุดในยุโรป และเป็นศูนย์กลางการประชุมนานาชาติในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังเป็นสถานที่ที่รวมคีตกวีเอกของโลกอีกด้วย เช่น โมสาท บีโทเฟ่น โยฮันสเตราท์ เป็นต้น
วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ใช้เวลาเดินทางนานมากพอสมควร มาถึงกรุงเวียนนา ได้เวลาอาหารเที่ยงพอดี ทานอาหารที่ภัตตาคารจีนเสร็จแล้ว โปรแกรมของเราในช่วงบ่ายนี้ก็คือ เข้าชมพระราชวังเชินบรุนน์ ซึ่งเป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่และเลียนแบบการสร้างจากพระราชวัง
แวย์ซายส์ เรามาดูสถาปัตยกรรมอันสวยสดงดงามของกรุงเวียนนานะคะ
ฉันถ่ายภาพมาฝากไว้หลายภาพค่ะ









การมาชมพระราชวังเชินบรุนน์ ครั้งนี้ มุกบอกว่า จะมีมัคคุเทศก์ที่ชำนาญในการให้ความรู้ เป็นหญิงไทยที่มาแต่งงานกับชาวต่างชาติที่นี่ และเขามารับอาชีพเป็นมัคคุเทศก์ให้กรุ๊ปทัวร์ของเราหรือว่าไปแล้ว คือ บริษัทท้อปฮิตผูกขาดมัคคุเทศก์คนนี้ นั่นเอง เขาชื่อว่า ดารณี เขาเป็นคนพูดเร็วมาก อธิบายดีแต่เร็วจดไม่ทัน มีศิลปะในการเล่าเรื่องดีมาก มีเสียงกระซิบกระซาบเรียกร้องความสนใจ รู้จักหาเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมาเล่าให้คนฟังตื่นเต้น น่าเสียดาย ที่เจ้าหน้าที่ที่นี่ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป แต่คิดว่า คงไม่เข้มงวดนัก เพราะฉันไปค้นเจอในอินเทอร์เน็ตมีคนแอบถ่ายออกมาหลายรูป ฉันเลยโหลดจากอินเทอร์เน็ตมาฝากท่านผู้อ่านอีกต่อหนึ่งค่ะ อิอิ

มัคคุเทศก์ดารณี เล่าให้ฟังว่า กษัตริย์ออสเตรียที่เป็นจักรพรรดินีที่มีชื่อเสียงและเก่งมาก คือ พระนาง มาเรีย เทเรซ่า ถ้าเทียบกับในประเทศไทย ก็ตรงกับสมัยสุโขทัยของเรา

พระราชวังเชินบรุนน์ (Schonbrunn Palace) เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากในกรุงเวียนนา ออกแบบโดย Johann
Bernhard Fischer Von Erlach และ Nicolaus Pacassi เป็นสถานที่รวบรวมผลงานทางศิลปะและการตกแต่งชั้นเยี่ยมจำนวนมากในอดีต
พระราชวังนี้ในอดีตเคยเป็นที่ประทับในฤดูร้อนของจักรพรรดิในราชวงศ์ ฮับสบูร์ก ตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ถึง ค.ศ. 1918 ตัวอาคารพระราชวงศ์เชินบรุนน์ บริเวณโดยรอบและอาคารใกล้เคียง คือ อนุสรณ์สถานทางศิลปะและวัฒนธรรมที่สำคัญของยุคบาร็อก และได้รับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ประกอบด้วยตัวปราสาท อุทยานและสวนสัตว์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
ห้องต่าง ๆ ภายในราชวัง จะมีภาพแสดงถึงวิถีชีวิตของชนชั้นปกครองยุค บาร็อคได้เป็นอย่างดี ตัวปราสาทประกอบด้วยห้องทั้งหมด 1441 ห้อง แต่เปิดให้ชมเพัยง 40 ห้อง ทีส่วนบนสุดของหลังคาพระราชวังเชินบรุนน์ เราจะเห็นสัญลักษณ์ประจำราชวงศ์ฮับบูร์ก คือ รูปนกอินทรีย์ รูปนกนี้จะเห็นว่า นกอินทรีย์มีสองหัว เนื่องจากขณะนั้น ราชวงศ์นี้เจริญถึึงขีดสุด ได้ปกครองทั้งออสเตรียและฮังการี นกอินทรีย์สองหัว จึงหมายถึง ออสเตรียและฮังการีเป็นพี่น้องกัน
ต่อจากห้องยี่สิบสอง เป็นห้องส่วนตัวของเจ้าผู้สูงส่งในขณะนั้น พระราชประวัติองค์จักรพรรดิที่สำคัญของราชวงศ์ฮับบูร์ก คือ พระเจ้าฟรานซิสโจเซฟ (Franz Josef) ประสูติอยู่ในพระราชวังนี้และทรงใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในราชวังนี้จนถึงสวรรคต ภายในพระราชวัง จึงมีเรื่องราวของพระองค์มากมาย ทรงขึ้นปกครองประเทศตั้งแต่พระชนมายุ 18 พรรษา ครองราชย์นานถึง 68 ปี
มัคคุเทศก์ดารณี ได้พาชมห้องต่าง ๆ พร้อมกับอธิบายอย่างเร็ว ห้ามไม่ให้ถามด้วย เพราะต้องทำเวลาในการเข้าชมเพียงชั่วโมง
เศษ ๆ เท่านั้น ห้องแรกที่ ชม คือห้องรับแขกบ้านแขกเมือง มีกระจก หน้าต่าง มีข้อสังเกตคือ ถ้าเทียนดับ แสดงให้เห็นว่า งานเลี้ยงเลิกแล้ว
ห้องต่อไปที่ได้ชม คือ ห้องประชุมลับของพระ
นางมาเรียเทเรซ่า พระนางชอบเสวยมาก และชอบเล่นไพ่ เป็นห้องที่มีศิลปะจีนและญี่ปุ่น พระนางครองราชย์ 40 ปี ห้องที่ชมต่อไป (3 ) เป็นห้องที่มีรูปของ พระนาง
มาเรีย เทเรซ่า มีพระโอรสธิดา ถึง 16 พระองค์ เป็นหญิง 11 พระองค์ ชาย 5 พระองค์ มีรูปโรงพยาบาล บ้านพักคนชรา ห้องต่อไป (4) ห้องนี้ มีภาพการขึ้นครองราชย์ ซึ่งตรงกับสมัยของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศของไทยเราถึงสมัยกรุงธนบุรี มีภาพการสร้างโรงเรียนประถมศึกษาให้เด็กอายุ 6-12 ปีเรียน มีพระราชบัญญัติการทรมาน ศาลยุติธรรม สร้างโรงเรียนนายร้อย มีภาพการเสกสมรสของเจ้าชายโจเซฟพระราชโอรสของพระนาง ห้องต่อไป (5)
ห้องนี้แสดงถึงการแพ้สงครามโลก และแยกออสเตรียกับฮังการีออกเป็นสองประเทศ ห้องต่อไป (6) มีภาพแสดงถึงการสร้างสวนสัตว์ในพระราชวัง และแสดงถึงพระสวามีของพระนางมาเรีย เทเรซ่าสวรรคตไป และพระนางแต่งชุดดำตลอดพระชนมชีพ ห้องต่อไป
(7) เป็นห้องที่แสดงถึงการส่งพระนางมาเรียอังตัวเน็ตผู้เป็นน้องสาวไป
อภิเษกสมรสกับพระเจ้านโปเลียน มีภาพโลงพระศพของพระราชโอรสด้วย ห้องถัดไป (8) เป็นห้องแบ่งแผ่นดิน หลังจากที่พระเจ้านโปเลียนแพ้สงคราม ในห้องนี้ มีพระเก้าอี้ โต๊ะ ซึ่งทรงใช้เวลาทรงงาน มีเตาผิง มีภาพของ ลิงช่วยหาเหาให้เหล่าพระราชธิดา เพราะสมัยก่อนไม่อาบน้ำกัน ผมก็ไม่สระ (เขียนตามที่มัคคุเทศก์ดารณีเล่าให้ฟังค่ะ ) ฟังแล้วก็เกิดความรู้สึกแปลก ๆ ไม่อาบน้ำ ไม่สระผมจนเกิดเหาบนศีรษะ เฮ้อ ! ทำไมถึงเป็นไปได้มากขนาดนั้นหนอ ห้องต่อไป (9) เป็นห้องที่มีพระรูปของบรรดาเชื้อพระองค์มากมาย ห้องต่อไป (10) เป็นห้องประสูติ พระนางมีพระโอรส ธิดา รวม 11 พระองค์ ทุกพระองค์ต้องเรียนหนังสือ มีรูปสุนัขอยู่ 2 ตัว พระราชธฺดา พระราชโอรสทุกพระองค์ต้องเตรียมอภิเษกสมรสกับต่างเมืองเพื่อเป็นการผูกสัมพันธไมตรี พระราชธิดาที่โปรดปรานที่สุดคือ พระนางมาเรียกิทตินา มัคคุเทศก์เล่าว่า แต่ละพระองค์จะล้างพระบาทเพียงสัปดาห์ ละ 1 ครั้ง เฮ้อ ! ขี้ไคลคงปั้นเป็นลูกกลอนได้เนอะ
มัคคุเทศก์อธิบายเพียง 10 ห้องเท่านั้น เวลาก็หมดลง จากนั้นก็ให้เราออกจากวัง ไปถ่ายรูปในสวนดอกไม้บริเวณรอบ ๆ พระราชวัง
เชินบรุนน์ ฉันได้นำรูปมาฝากท่านผู้อ่านเช่นเคย นะคะ



















จากการชมพระราชวังเชินบรุนแล้ว ก็ไปที่ ริงสตราเช่ ถนนวงแหวนที่รายล้อมไปด้วยสถานที่สำคัญ เช่น โรงละครโอเปร่าที่เก่าแก่ วังฮอฟบูร์กอันยิ่งใหญ่ ซึ่งในปัจจุบันเป็นที่ทำการสำคัญของรัฐ ใกล้กับโรงเรียนสอนขี่ม้าแบบสเปน ชมอาคารรัฐสภา ซิตี้ฮอลส์ ถ่ายรูปกับ
อนุสาวรีย์ของจักรพรรดินีมาเรียเทเรซ่า พวกเราก็ถ่ายรูปกับ อนุสาวรีย์นี้แล้วเดินชมกันไป ไม่ได้ความรู้อะไรเลย เพราะมัคคุเทศก์ไม่มีการอธิบายอะไร ปล่อยพวกเราเดินชมกันไป น่าเสียดาย ฉันก็ได้ความรู้เล็กน้อยจาก โปรแกรมทัวร์ที่เขาแจกให้บ้าง ค้นคว้าหาความรู้เพิ่มบ้าง ทัวร์ราคาที่แพง ๆ จะเป็นอย่างนี้ไหมหนอ อยากรู้จัง เนอะ ท่านผู้อ่านมาชมรูปถ่ายที่ฉันถ่ายมาฝากดีกว่าคะ



วันที่ 13 เมษายน 55
วันนี้จะเป็นวันเที่ยวสุดท้ายของเราและเราต้องบินกลับบ้านเราตอนบ่ายสามโมงกว่าของที่นี่แล้ว
เช้านี้ ทานข้าวมื้อเช้าที่โรงแรมแล้ว มัคคุเทศก์ก็พาพวกเราไปเดินเที่ยวแถวถนนคนเดิน คาร์ทเนอร์สตรีท (Karther stress) ซึ่งเป็นถนนที่มีร้านค้ามากมาย ถือเป็นแหล่งช้อปปิ้งทั้งสายยาวประมาณ 1 กิโลเมตร มีนักท่องเที่ยวมาเดินชมและช้อปปิ้งหนาแน่น มีชัคเกอร์เค้กที่มีชื่อเสียงของกรุงเวียนนาและเป็นที่ตั้งของมหาวิหารเซนต์สเตฟาน (St. Stephen "sCathedral ) เป็นวิหารที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์ สร้างเมื่อ ค.ศ. 1137 เพื่ออุทิศให้นักบุญ สเตฟาน เมื่อแรกเริ่มการก่อสร้าง สร้างในสไตล์โรมาเนสก์ แต่ต่อมาในปี ค.ศ. 1258 ได้เกิดเพลิงไหม้ขึ้น จึงสร้างโบสถ์ใหม่ขึ้นเป็นสไตล์โกธิก หลังคาของโบสถ์มีขนาดใหญ่ หอคอยสูงเสียดฟ้า ลวดลายของศิลปะโกธิคละเอียดประณีต ด้านหน้าของวิหารนี้ มีร้านค้ามากมาย เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้ออย่างมากมาย
พวกเราถ่ายรูปที่ด้านหน้า ด้านข้างของตัวมหาวิหารก่อน และจึงเข้าไปชมตัววิหารภายใน ซึ่งมีความสวยงามวิจิตรพิสดารมาก ยากที่จะพรรณนาให้สมกับความงดงามที่ฉันได้เห็นมา เชิญท่านชมความงามจากภาพที่ฉันและเพื่อน ๆ ถ่ายรูปมาฝาก นะคะ











หลังจากชมความงามของมหาวิหารนี้แล้ว พวกเราก็เดินชมร้านค้าต่าง ๆ แต่ไม่ค่อยได้ซื้ออะไรหรอก เบี้ยน้อยหอยน้อย เหลือเงินอยู่ 100 กว่ายูโร ขึ้เกียจนำกลับประเทศไทยไปแลกคืน เลยเข้าร้านขายคริสตัล ซึ่งถือว่า มีชื่อเสียงที่สุด คือ ร้าน ชวาล้อบสกี้ ซื้อสร้อย มีจี้ และต่างหูเข้าเช็ทกัน ร้อยยูโร พอดี จุ๊บติดใจอยู่ชุดหนึ่ง ฉันก็ช่วยเขาพูดกับคนขายซึ่งพูดภาษาจีนกลางได้ หญิง ก็ติดใจ ซื้ออีก 1 ชุด แต่ละคนที่ซื้อไม่ต่ำกว่า ร้อยยูโรทั้งนั้น ฉันยังเหลือเงินยูโรอยู่อีกหน่อยเลยซื้อเค้กที่มีชื่อเสียงของออสเตรียกลับประเทศไทย แพงมาก ก้อนโตประมาณชามไก่เล็ก ราคา สี่ร้อยกว่าบาท

มื้อเที่ยงนี้ พวกเราต้องไปรอกินกันบนเครื่องบิน เพราะทางทัวร์ไม่มีให้กินแล้ว เราต้องไปเช็คอินตั้งแต่ประมาณเที่ยงกว่า ๆ เครื่องบินจะออก บ่ายสามโมงครึ่งของเวลาที่ออสเตรีย แล้วก็ต้องไปต่อเครื่องที่สนามบินไคโรเหมือนเดิม กลับถึงประเทศไทย ที่สนามบินสุวรรณภูมิเป็นเวลา 14.00 น. เบื่อมาก ๆ ก็คือ การรอต่อเครื่องและการนั่งอยู่บนเครื่องบินที่แสนจะทรมานน่ะค่ะ
ความสุขความสนุกสนานในการเดินทางท่องโลกกว้างเพื่อเป็นรางวัลแก่ชีวิตโสดของตัวเอง ก็ได้จบฉากลงไปอีกครั้งหนึ่งแล้ว ความรัก ความผิดหวังในชีวิตที่ผ่านมา การเที่ยว การเดินทางก็เป็นทางหนึ่งที่จะเยียวยาความรู้สึกที่เศร้าซึมอันเกิดจากความรันทดของชีวิตที่ได้พบผ่านมา การได้เห็นโลกกว้าง ได้พบปะเพื่อนร่วมทัวร์ เป็นทางหนึ่งที่ทำให้ฉันได้พบกับความสุขได้ทางหนึ่งอย่างแน่นอน ทำให้ชีวิตไม่เงียบเหงานัก ฉันอยากจะให้ท่านผู้อ่านที่มีสภาพชีวิตคล้ายคลึงกับฉัน ลองใช่วิธีของฉันบ้างก็ดีเหมือนกันนะคะ อิอิ

หวังว่า ท่านผู้ที่เข้ามาอ่านข้อความของฉัน คงจะได้รับความเพลิดเพลินใจบ้างพอสมควรนะคะ

สวัสดีค่ะ แล้วพบกันใหม่นะคะ



Create Date : 12 พฤษภาคม 2555
Last Update : 9 กรกฎาคม 2555 22:49:09 น.
Counter : 8661 Pageviews.

13 comments
วงเวียนหาดอมรา สมุทรปราการ รับลมออกกำลังกายริมทะเล แมวเซาผู้น่าสงสาร
(30 ธ.ค. 2564 09:59:24 น.)
26 ธ.ค. 64 ฉลองปีใหม่ล่วงหน้า kae+aoe
(29 ธ.ค. 2564 09:52:59 น.)
Daynin.cafe @ เชียงราย me-o
(29 ธ.ค. 2564 17:55:02 น.)
วัดภุมรินทร์ราชปักษี (วัดร้าง) SertPhoto
(28 ธ.ค. 2564 08:49:58 น.)
  
สวัสดีค่ะอาจารย์ :)
ขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมหนูนะค่ะ วันนี้มาอ่านเรื่องราวการท่องเที่ยวของอาจารย์แล้วสนุกมากค่ะ ความรู้เยอะมากค่ะ

ยุโรปเป็นอีกปลายทางที่หนูอยากไปค่ะ ฮ่าๆๆ แต่คงต้องเก็บเงินสักพัก
ตอนนี้ไปเที่ยวไม่ได้ แวะมาเยี่ยมบล็อกอาจารย์ก็เหมือนได้ไปเที่ยวแล้วค่ะ
โดย: Nepster วันที่: 15 กรกฎาคม 2555 เวลา:12:26:22 น.
  
สวัสดีค่ะ อาจารย์สุวิมล

โอเล่แวะมาขอบคุณนะค่ะ ที่แวะไปแจมที่บล็อกโอเล่

โอเล่ว่าวัดสีชมพูสามารถดึงดูดคนแวะไปเข้าวัดและทำบุญกันได้

เยอะด้วยสีชมพู ถ้ามองด้านการตลาด แต่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

โอเล่ได้เข้าไปไหว้พระสักการะบูชา ก็มองเห็นความบริเวณรอบๆวัด

สีชมพูเริ่มจืดๆลงไปและสีลอกออกบ้างเป็นบางส่วนค่ะ

คืนนี้นอนหลับฝันดี และขอให้สุขภาพแข็งแรงเสมอนะค่ะ
โดย: โอน่าจอมซ่าส์ วันที่: 21 กรกฎาคม 2555 เวลา:22:31:41 น.
  
Happy birthday ka

ขอให้มีความสุขมากๆ สุขภาพแข็งแรง ร่ำรวยๆ และได้เป็นที่รักของทุกๆคนนะคะ


ไปเที่ยวกันเป็นกลุ่มแบบนี้น่าสนุกจังค่ะ
โดย: Sugar lip วันที่: 6 สิงหาคม 2555 เวลา:3:25:12 น.
  

ป้าเชิญนางฟ้า...มาอวยพรวันเกิดค่ะ
ขอให้พบแต่สิ่งดีๆ คนที่ดีมีจิตใจดี
เหตุการณ์ดีๆสุขภาพที่แข็งแรง
รวมทั้งความรัก
ที่ดีที่สุดในชีวิตนะคะ


โดย: ป้าหู้เองจ่ะ (fifty-four ) วันที่: 6 สิงหาคม 2555 เวลา:21:09:27 น.
  
สวัสดีค่ะ อาจารย์สุวิมล

ดีใจจังค่ะ ที่วันนี้ครูแวะไปอ่าน เรื่องตลาดสามชุก

ที่โอเล่อัพบล็อก โอเล่ทำบล็อกไปก็ได้อ่านแต่ละที่

ที่ได้ไปเที่ยว จากที่เมื่อก่อนเที่ยวอย่างเดียว

ตอนทำบล็อกไป นั่งหาข้อมูลไป มีอะไรอีกเยอะที่โอเล่ยังไม่รู้ค่ะ

ขอให้ครูสุวิมล มีความสุขและสุขภาพแข็งแรงค่ะ
โดย: โอน่าจอมซ่าส์ วันที่: 25 สิงหาคม 2555 เวลา:8:57:25 น.
  
ได้ความรู้มากมายเลยคะ ทำให้เป็นแรงบันดาลใจอยากไปเที่ยวเลยคะ
ขอบคุณอาจารย์สุวิมลมากนะคะ ขอให้อาจารย์มีสุขภาพแข็งแรงนะคะ
โดย: nay IP: 223.206.225.156 วันที่: 6 ตุลาคม 2555 เวลา:16:24:17 น.
  
สวัสดีคะอจ.เพิ่งเปิดเข้ามาเจอได้อ่านแล้วสนุกมากเหมือนได้ไปเที่ยวกับอจ.คะขอขอบพระคุณสำหรับสาระและความรู้ต่างๆคะ1
โดย: พรพรรณ IP: 171.6.141.226 วันที่: 16 กันยายน 2556 เวลา:18:31:53 น.
  
ขอบคุณ คุณพรพรรณ ที่ชื่นชอบข้อเขียนของครู นะจ๊ะ เชิญอ่านได้อีกหลาย ๆ เรื่อง นะจ๊ะ
โดย: อาจารย์สุวิมล (อาจารย์สุวิมล ) วันที่: 16 กันยายน 2556 เวลา:19:27:42 น.
  
สวัสดีคะอจ.เพิ่งเปิดเข้ามาเจอได้อ่านแล้วสนุกมากเหมือนได้ไปเที่ยวกับอจ.คะขอขอบพระคุณสำหรับสาระและความรู้ต่างๆคะ1
โดย: พรพรรณ IP: 171.6.141.226 วันที่: 16 กันยายน 2556 เวลา:20:13:37 น.
  
ขอบคุณมากค่ะ /อ่านเพลินและได้รับความรู้มากเลยค่ะ
โดย: เอ๋ IP: 202.57.132.197 วันที่: 2 ธันวาคม 2556 เวลา:14:43:57 น.
  
ขอบคุณ คุณเอ๋ ที่เข้ามาอ่าน ค่ะ มีอีกหลายเรื่องเลยนะคะ เชิญอ่านได้ ค่ะ
โดย: อาจารย์สุวิมล (อาจารย์สุวิมล ) วันที่: 3 ธันวาคม 2556 เวลา:10:24:18 น.
  
ได้ความรู้ดีมากเลยค่ะ โชคดีจังที่มีเพื่อนเที่ยว อิฉฉานิด ๆ
โดย: สิวตรี แสนสะอาด IP: 171.96.240.89 วันที่: 6 ธันวาคม 2556 เวลา:20:37:15 น.
  
ขอบคุณ คุณสิวตรี แสยสะอาด ที่ได้เข้ามาอ่านงานเขียนของดิฉันค่ะ และชื่นชมงานเขียนชิ้นนี้ อ่านแล้ว มีโอกาสก็ไปเห็นของจริงนะคะ สวยมากเลยค่ะ
โดย: อาจารย์สุวิมล (อาจารย์สุวิมล ) วันที่: 9 ธันวาคม 2556 เวลา:14:22:55 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Suvimol.BlogGang.com

อาจารย์สุวิมล
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]

บทความทั้งหมด