ตีความหนัง...ตีความชีวิต
สารบัญภาพยนตร์
จัดอันดับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปี 2012
ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์(แยกตามลัทธิ)
ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์(ตาม ค.ศ.)
<<
สิงหาคม 2555
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
6 สิงหาคม 2555

Total Recall (2012)

สารบัญภาพยนตร์

Total Recall (2012)


ฤา ไม่มีสิ่งใดจริง !!




*เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์*

ผู้เขียนกล่าวให้ทราบก่อนว่า ผู้เขียนยังไม่ได้รับชม Total Recall ฉบับปี 1990 ดังนั้นบทความชิ้นนี้จึงไม่มีการเชื่อมโยงอะไรระหว่างทั้งสองภาคเพื่อเป็นการเปรียบเทียบใดๆทั้งสิ้น

ภาพยนตร์ Total Recall ของผู้กำกับ Len Wiseman ซึ่งหากพลิกปูมหลังการกำกับของเขาจะพบว่าผ่านการกำกับหนังแอคชั่น 100 เปอร์เซ็นต์เต็มทั้ง Die Hard 4.0, Underworld 1และ2 และซีรี่ย์ Hawaii Five-0 จึงไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใดหาก Totall Recall ฉบับนี้จะอุดมไปด้วยฉากแอคชั่นเตะต่อยขนาดหนักจัดเต็มเกินกว่าครึ่งเรื่อง

โดยเรื่องราวเล่าถึงโลกอนาคตปี 2084 โลกเหลือพื้นที่เพียง 2 แห่งจากผลกระทบทางสงคราม นั่นคือ สหพันธรัฐบริเทน พื้นที่ของคนร่ำรวย กับเมืองอาณานิคม พื้นที่แห่งคนชนชั้นล่าง ที่สภาพแวดล้อมสกปรกอุดมไปด้วยฝนกรดและน้ำเจิ่งนอง โดย ดั๊กลาส เควด(Colin Farrell) ชายหนุ่มโรงงานผู้แสนเบื่อหน่ายชีวิต ทำให้เขาตัดสินใจไปใช้บริการ อุปกรณ์ไฮเทคที่เรียกว่า Rekall เครื่องที่จะสามารผลิตความทรงจำปลอมๆขึ้นมาใหม่ได้อย่างที่ใจต้องการ เพื่อหลบลี้หนีความจริงแล้วเข้าสู่โลกแห่งความฝันจินตนาการ แต่ก่อนจะได้เข้าใช้เครื่อง Rekall เขากลับถูกไล่ล่า ซึ่งเป็นเหตุผลแห่งความฉงนและเป็นที่มาว่าอะไรกันแน่ที่เป็นเรื่องจริงหรือความลวง

ช่วงเวลาแห่งการเปิดตัวละคร เควด และชีวิตอันแสนน่าเบื่อหน่ายของเขามีมิติที่น่าสนใจ เกิดการเร่งเร้าติดตามอารมณ์ตัวละครก่อนที่จะไปใช้บริการ Rekall โดยฉากหลังเป็นภาพเมืองอันแตกต่างระหว่างสองขั้วอำนาจทำให้ผู้ชมเห็นถึงความแตกแยกของชนชั้นได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมืองอาณานิคม ซึ่งเป็นเมืองแห่งชนชั้นล่าง ที่ต้องต่อสู้และเบียดเสียดในการใช้ชีวิตอย่างอดสู ผู้คนแน่นเอี้ยดเต็มพื้นที่ความจุทางสายตา ความวุ่นวาย และสลัม เป็นภาพเมืองที่คล้ายคลึงจนอาจลอกเลียนแบบมาจากภาพเมืองในภาพยนตร์เรื่อง Blade Runner(1982) แต่ถ้าศึกษาจะพบว่า ทั้งสองเรื่องนั้นเกิดจากนิยายที่มีผู้แต่งคนเดียวกันคือ Philip K. Dick จึงเป็นที่มาของความคล้ายคลึงจากเมืองทั้งสองเป็นอย่างดี และอาจรวมถึงความเป็นมนุษย์และความเป็นหุ่นยนตร์ที่กำลังจะกล่าวถึงต่อไป

ภายหลังจาก ดั๊กลาส เควด ได้ใช้บริการของ Rekall (หรือไม่ได้ใช้)ทำให้เขาเริ่มสับสนว่าอะไรคือตัวตนในโลกแห่งความจริงของเขา ซึ่งถ้าดูจากมิติและประเด็นการค้นหาอัตลักษณ์ตัวตนแล้ว Total Recall มีพล็อตเรื่องและประเด็นที่น่าจับต้องให้คิดต่อได้อย่างยิ่งยวด เหมือนเช่น Blade Runner หรืออีกหลายเรื่องของภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมากจากนิยายของ Philip K. Dick แต่น่าเสียดายที่ Total Recall ไม่สามารถสะท้อนความคิดออกมาให้ขบคิดได้มากนัก เพราะหนังใช้เวลาหมดไปกับการเน้นการต่อสู้ซะส่วนใหญ่ จนไม่สามารถให้เวลากับประเด็นที่ถูกปูไว้ได้มากนัก แต่ใช่ว่าจะไม่มีอะไรให้คิดเสียเลยเพราะถึงอย่างไรมันถูกแสอดแทรกไว้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นไปได้ว่าต้องยกความดีความชอบให้ผู้ประพันธ์หนังสือต้นฉบับมากกว่าผู้ผลิตหนังด้วยซ้ำไป



การเน้นไปที่ฉากแอคชั่นนั้น ทำออกมาได้ดีมาก แต่สิ่งที่ขาดไปอย่างมากคือชั้นเชิงของผู้กำกับ เพราะการเน้นใช้ฉากต่อสู้มากๆ โดยที่แบ่งเป็นคัทย่อยๆ เยอะๆ ซึ่งไม่ใช่การต้อสู้โดยใช้ความสามารถเฉพาะตัวอย่างแท้จริง ทำให้ต้องพึ่งการตัดต่อเข้าช่วยและยังต้องแบ่งช็อตภาพเยอะมาก จนภาพเหมือนถูกสังเคราะห์เข้าสู่สมองผู้ชมอย่างรวดเร็วและฉับไวภายในเสี้ยววินาที และจากการเน้นฉากแอคชั่นมากจนเกินไป จนไม่มีช่วงเวลาผ่อนคลายอารมณ์ให้กับผู้ชมในแต่ละช่วง เช่นการใช้มุกตลก,เศร้า,ซึ้ง,ขบขัน สอดแทรกเข้ามา ภายหลังหมดซีนแอคชั่นในฉากนั้นๆ

ทำให้ผู้ชมเหมือนถูกยัดเยียดใส่ฉากแอคชั่นมากหรือยืดเยื้อ จนบางครั้งตาลาย เกินกว่าที่หัวสมองจะรับไหวอาจถึงขั้นล้าในโสตประสาท(อาจไม่ได้เป็นทุกคน ) ดังนั้นชั้นเชิงการลำดับเรื่องจึงสำคัญกับภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นอย่างมากแต่กลับถูกละเลย ทำให้เมื่อถึงจุดไคลแม็กซ์ที่ต้องต่อสู้กับคนสำคัญที่เปลี่ยนทิศทางของเรื่อง กลับกลายเป็นฉากแอคชั่นธรรมดา เพราะหนังได้ไปเน้นย้ำการต่อสู้แบบถึงพริกถึงขิงตั้งแต่ช่วงต้นแล้ว จึงไม่เหลือความสำคัญอะไรให้ตื่นเต้นในตอนท้ายของเรื่อง ซึ่งเป็นส่วนที่น่าเสียดายเป็นอย่างมาก

กลับสู่เรื่องราวของภาพยนตร์ ถ้าวิเคราะห์กันในแง่ของบริบทผู้ชมจะพบว่า เมือง 2 เมืองในหนังมีความแตกต่างกันของชนชั้นเป็นอย่างมาก โดยเมืองบริเทนที่มีประธานาธิบดี โคฮาเก้น (Bryan Cranston) ผู้ซึ่งต้องการรวบเมืองอาณานิคมเป็นของตนเอง(เผด็จการ) จึงทำให้เกิดผู้ต่อต้านขึ้น โดยมีแม็ทไธอัส (Bill Nighy ) หัวหน้ากลุ่มผู้ต่อต้านได้ซ่องสุมกองกำลังอยู่นอกเมืองเพื่อต่อต้านการกระทำของ โคฮาเก้น ดังนั้นทั้งสองฝ่ายจึงต่อสู้กันทางอุดมการณ์ ที่ไม่คล้อยตามกัน



เครื่อง Rekall เปรียบเสมือนเครื่องที่หลบจากความเป็นจริงและปลูกฝังความทรงจำใหม่ ที่สามารถเป็นอะไรก็ได้ดังใจฝัน ดังนั้นความหมายนี้จึงบอกได้ว่า โลกแห่งความเป็นจริงไม่สามารถดำเนินไปให้ถึงฝั่งฝันได้จึงมีคนหันมาใช้บริการเครื่อง Rekall กันมากมาย นอกจากเครื่องหลบลี้ความจริงแล้ว ในเมืองอาณานิคมยังเป็นแหล่งบันเทิงที่มากมายในยามค่ำคืน โดยเฉพาะแหล่งบันเทิงทางด้านเพศ หญิงสาวนมสามเต้าเป็นการบ่งบอกว่า เรื่องเพศที่ประหลาดจากคนที่แปลกก็เป็นที่หลบไปจากโลกแห่งความจริงได้เช่นเดียวกัน

เช่นนั้นภาพสะท้อนของสังคมจึงบ่งบอกถึงความล่มจมของโลกในสภาพแห่งความเป็นจริงที่ถูกวิทยาศาสตร์อันล้ำสมัยปกคลุมแต่กลับไม่ได้พัฒนาคุณภาพชีวิตประชากรมนุษย์เพิ่มขึ้นเท่าที่ควร อาจเพราะใช้เทคโนโลยีกันในทางที่ผิด นำไปใช้พัฒนาอาวุธชีวภาพในการทำลายล้างกันในสงคราม เพื่ออำนาจปกครองต่อพื้นที่ของผู้อื่น แต่สุดท้ายผลเสียกลับมากระทบต่อประชากรส่วนมากจนเหลือพื้นที่เพียง 2 แห่งในโลก ซึ่งเชื่อมกันโดย The Fall เพื่อไปมาระหว่างกันได้ในเวลาอันรวดเร็วแม้จะอยู่คนละค่อนทวีปก็ตาม

ประเด็นสำคัญของหนังอยู่ที่ว่า ประชาชนคนหนึ่งที่ชื่อ ดั๊กลาส เควด เป็นคนงานธรรมดา ที่ภักดีอยู่ใต้ชายคา สหพันธรัฐบริเทน ที่เบื่องานและชีวิตเลยต้องการใช้เครื่อง Rekall เพื่อสร้างความตื่นเต้นเหมือนคนงานทั่วไป แต่ก่อนจะเข้าใช้เครื่อง(หรือใช้ไปแล้ว)เขากลับถูกไล่ล่าโดยตำรวจเพราะเขาเป็น เฮาว์เซอร์ สายลับฝ่ายต่อต้าน พระเอกจึงไม่แน่ใจว่าเขาควรเชื่อความรู้สึกดั้งเดิมของเขาที่เป็นคนงานธรรมดามีเมียสวย (Kate Beckinsale) หรือเชื่อว่าเขาเป็นสายลับฝ่ายต่อต้านที่ถูกจับและพลัดพรากจากเมลิน่า (Jessica Biel) ที่ปรากฏในฝันซ้ำๆ ก่อนเจอเธอและถูกให้ข้อมูลเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งข้อมูลจากโทรศัพท์ที่ฝังในมือเขา หรือจากวิดีโอที่ตัวเขาได้ถ่ายก่อนที่จะถูกล้างความทรงจำ



ถ้าวิเคราะห์ให้ดีไม่ว่าเขาเลือกเชื่อแบบไหน แบบดั้งเดิมคือความทรงจำที่ตนมีอยู่ หรือจะเป็นข้อมูลที่ถูกบอกผ่านคนอื่นอีกที เป็นการเน้นย้ำว่าอัตลักษณ์ตัวตนของเขาเกิดจากการเชื่อมต่อจากสิ่งรอบข้างโดยที่ตัวเขาไม่มีส่วนร่วมเลย เขาเชื่อว่าเขาเป็นใคร หรือเขาต้องเชื่อจากปากคนอื่นว่าเขาเป็นใคร และยิ่งมองจากความทรงจำที่เขาถูกปลูกฝังขึ้นมาใหม่หลังจากถูกลบล้างความทรงจำอันเดิมนั้น เราจะพบว่า ดั๊กลาส เควด ถูกบงการด้วยคำสั่งหรือชุดข้อมูลสองชุด คือ 1.บงการด้วย โคฮาเก้น ให้เป็นคนงานธรรมดาและต้องเชื่ออย่างนั้น 2. ถูกบงการคำสั่งใหม่จากฝ่ายต่อต้านว่าเขาเป็นสายลับ โดยผ่านการบอกปากต่อปาก และเลือกให้ลืมชุดคำสั่งเดิม

อย่างไรก็ตามไม่ว่าเขาจะเลือกดำเนินรอยตามคำสั่งใด ตัวพระเอกยิ่งเหมือนเครื่องจักรกลมากขึ้นไปทุกที เพราะถูกใช้งานในรูปแบบของข้อมูลดิจิตอล ซึ่งในตอนท้ายๆจะเห็นว่า ฝ่ายซ้ายที่ถือว่าเป็นฝ่ายดีในหนังก็ยังต้องพึ่งพาข้อมูลชุดคำสั่งบางอย่างที่อยู่ในความทรงจำของเขาที่จะเป็นคีย์สำคัญในการทำลาย The Fall โดยการให้เขาเรียกคีย์นั้นออกมา แต่กลับกลายเป็นว่าถูก โคฮาเก้น แผนซ้อนแผนและเข้ารหัสข้อมูลในความทรงจำเขาไว้ ทำให้ โคฮาเก้น ค้นพบตำแหน่งที่ตั้งทำเลของฝ่ายต่อต้านได้ นี่จึงเป็นการบอกว่า พระเอกไม่ว่าจะติดอยู่ในร่างไหนเขาเป็นเพียงชุดคำสั่งของอุดมการณ์ทางการเมืองของฝั่งหนึ่งฝั่งใดหรืออาจเป็นทั้งสองฝั่งก็เป็นได้ จึงอาจเรียกได้ว่า เขาไม่ต่างจากหุ่นยนตร์เลยด้วยซ้ำ เพราะความทรงจำของเขาถูกเล่นแร่แปรธาตุจากบุคคลทั้งสองฝ่ายอย่างง่ายดาย ที่เปรียบเสมือนหุ่นยนตร์ลงโปรแกรมชุดคำสั่งเอาไว้ เพื่อใช้งานตามแต่ใจผู้ควบคุมปรารถนา

ทั้งนี้บ่งบอกให้เห็นถึงภาพสะท้อนของโลกเทคโนโลยีที่ทำให้มนุษย์ตกต่ำทางด้านสภาพจิตใจและคุณภาพชีวิต เพราะถูกควบคุมโดยองค์กรใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรทางการเมือง ธุรกิจ หรือวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ประชาชนธรรมดาจึงตกเป็นผลกระทบจากสิ่งสร้างทั้งหลายเหล่านี้ โดยประชาชนคิดว่าทั้งหมดเป็นสิ่งที่ทำขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของพวกเขาดังเช่นเเครื่อง Rekall แต่แท้จริงแล้ว เครื่อง Rekall เป็นเหมือนการควบคุมประชาชนได้แม้กระทั่งความฝัน เหมือนที่ ดั๊กลาส เควด โดนกระทำ จึงทำให้เห็นว่าโลกอนาคตที่พัฒนาและเจริญไปไกลมาก แต่ประชาชนกลับยิ่งตกเป็นทาสขององค์กรหรือสถาบันขนาดใหญ่ ไม่ต่างจากยุคกษัตริย์เฟื่องฟูเลยด้วยซ้ำไป



และหากลองหยิบประเด็นจากเรื่อง Blade Runner มาเชื่อมโยงกันต่อกัน จะพบว่าทั้งสองเรื่องมีองค์กรขนาดใหญ่คอยทำหน้าที่บงการ โดยใน Blade Runner เป็นองค์กรบริษัทขนาดใหญ่ที่สร้างสิ่งประดิษฐ์หุ่นยนตร์ขึ้นมาใช้งานดั่งทาส แต่หุ่นยนตร์กลับต่อต้านเพื่อขอยืดอายุ สุดท้ายทางบริษัทเจ้าของจึงต้องทำลายหุ่นยนตร์เหล่านั้นทิ้ง แม้ว่ามันจะมีชีวิตจิตใจใกล้เคียงมนุษย์แล้วก็ตาม

Blade runner จึงเป็นเหมือนการสร้างหุ่นยนตร์เพื่อขึ้นมาใช้งาน ซึ่งไม่ต่างจากการสร้างทาสนั้นเอง ทาสที่ไม่ต้องการรู้มากกว่าสิ่งที่ถูกวางโปรแกรมไว้ ซึ่งถ้าเทียบกับ Total Recall กลับสวนทางกัน โดยการทำให้มนุษย์กลายเป็นหุ่นยนตร์แทน ด้วยการวางโปรแกรมให้ความทรงจำก่อนหน้าถูกลบไป จึงไม่ต่างจากหุ่นยนตร์(รู้แค่สิ่งที่ถูกสร้างไว้) และหากเกิดการต่อต้านคือเลือกที่จะไม่เชื่อความจริงที่วางไว้ ก็อาจจะถูกวางโปรแกรมได้อีกครั้ง เป็นวัฎจักรเช่นนี้ไป ความจริงจึงไม่มีอยู่ในความคิด อาจมีอยู่ได้แค่ในความทรงจำยามฝันขณะนอน

เช่นนั้นแล้วเราจะเชื่อความจริงชุดใด เพราะไม่ว่าเราจะอยู่ในระบบระเบียบไหนเราก็ต้องถูกทำให้เชื่อไม่ว่าสักทางใดทางหนึ่ง มิหนำซ้ำยังไม่สามารถไม่เลือกได้อีกด้วย เพราะการไม่เลือกอาจหมายถึงการเป็นปฎิปักษ์ และอาจย้อนมาทำลายตัวเองได้อีก ดังนั้นการเลือกจึงเป็นเหมือนการถูกบังคับ ไม่ได้เป็นด้วยความยินดี

นี่จึงเป็นภาพสะท้อนของโลกที่ดำเนินไปด้วยองค์กรหรือบริษัทขนาดใหญ่ที่มีแหล่งเงินทุนเป็นสำคัญที่ทำให้ประชาชนตกเป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งเป็นภาพสะท้อนทาสทางความคิด ที่ตนเองคิดว่ามีเสรีภาพแต่แท้จริงกลับเหมือนตกเป็นทาสด้วยความยินยอม



ดังนั้นความจริงความลวงที่สร้างคำถามไว้ตลอดทางเปรียบเสมือนวาทกรรมที่บีบบังคับให้ผู้ชมต้องตอบ ต้องเลือก ทั้งๆที่มองให้ลึกในระดับโครงสร้างแล้ว มันเป็นวาทกรรมที่สร้างขึ้นมาหลอกลวงพระเอก หลอกลวงผู้ชมแบบอ้อมๆทั้งนั้น เพราะการเสียอัตลักษณ์ตัวตนไปในโลกของตนเอง แต่กลับต้องอาศัยพึ่งพาคนอื่นหรือความรู้สึกตลอดเวลานั้นเป็นเรื่องไม่คู่ควรในการเกิดเป็นมนุษย์จริงๆ และไม่ว่าจะเลือกเชื่อฝ่ายไหนไม่ว่าจะอุดมการณ์ใดระหว่างสองฝ่าย เป็นการต้องแลกกับการต้องสูญเสียตัวตนของตนเองไปทั้งสิ้น หรือสิ่งที่ตัวเองคิดไว้ทิ้งไปเสียหมด ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่คู่ควรเสียเลย เพราะเท่ากับเราเลือกยอมรับการตกเป็นทาสความคิดอย่างอย่างยินยอมโดยทันที

แต่เนื่องจากภาพยนตร์บีบบังคับให้ต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง และเชื่อว่าความเป็นจริง ต้องติดอยู่กับความรู้สึกปัจจุบัน ซึ่งเป็นการปลุกระดมทางความคิดแบบช่วงเวลาสั้นให้คล้อยตาม โดยไม่ให้ใช้ความรู้ ความคิด และความทรงจำ ที่เราเคยมีหรือประทับในจิตใจมาก่อนมาช่วยตัดสินได้ ทางเลือกเดียวที่เราจะต้องทำก็คือต้องตื่นๆ ตื่นจากความฝันร้าย ตื่นจากสิ่งสรรค์สร้างแบบอุดมการณ์แบบสองขั้ว เพราะการทำเช่นนั้นเท่ากับเรากำลังเลือกข้างทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม ซึ่งบริบทของภาพยนตร์ก็บอกไว้แล้วว่าโลกในภาพยนตร์เป็นเช่นนี้เพราะพิษภัยจากสงคราม

ดังนั้นหากไม่อยากต้องตกเป็นเครื่องมือ จงตื่นขึ้นมาจากความฝัน ตื่นขึ้นมาจากอุดมการณ์ที่ถูกปลูกฝัง ตื่นขึ้นเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้าย “ไม่มีข้อเสนอที่ดีจากผู้อื่น นอกจากตัวเอง”

เพราะถ้าเราไม่มีความคิดและความทรงจำ โลกที่เราอยู่จะมีความสวยงามได้อย่างไร

เสียดายที่เหมือนพระเอกยังไม่รู้ว่าฝันอยู่ ใครก็ได้ช่วยปลุกให้ตื่นที

คะแนน 6.5/10
เกรด C+



อ่านบทความเรื่องอื่นได้ที่:สารบัญภาพยนตร์




Create Date : 06 สิงหาคม 2555
Last Update : 27 สิงหาคม 2555 11:37:25 น. 4 comments
Counter : 6471 Pageviews.  

 
งงมลกค่ะ สุดท้ายคือพระเอกฝันไป หรือว่า มันคือเรื่องจิงอ่ะค่ะ
ไม่เห็นเฉลยเลยอ่ะ


โดย: พลอย IP: 124.122.10.233 วันที่: 11 สิงหาคม 2555 เวลา:18:25:27 น.  

 
หนังเหมือนจะหลอกล่อคนดูให้คิดตลอดว่า สรุปฝันหรือความจริง เพื่อให้ถกเถียงกัน ซึ่งจะว่ากันตามจริงหนังเอียงไปทางให้ความจริงเสียมากกว่า เพราะฉากแล้ว เป็นฉากที่พระเอกโดนจับ แต่กลับแปลกที่ชอบทำให้คนดูสับสน เพราะทุกครั้งที่พระเอกหลับแล้วตื่นชอบทำให้ งง ว่าเขาจำอะไรไม่ได้เลย

ต้องคอยฟังคนรอบข้างอยู่ตลอดเวลา ว่าเราเป็นใคร บวกกับการเน้นย้ำว่า ให้เชื่อสิ่งเป็นปัจจุบัน ว่าคือสิ่งที่ควรจดจำมากที่สุด

ทำให้เข้าแนวคิดว่า เขาเชื่อว่าเขาเป็นสายลับ
เพราะถ้าเขาเชื่อว่า เขาเป็นคนงานโรงงาน ชีวิตเขาจะแสนน่าเบื่อ

ดังนั้นถ้าจะให้ผมต้องตอบคำถาม ผมจะเชื่อมโยงกับ 2 ประโยคนี้ และจะได้คำตอบแบบไม่เป็นทางการว่า

ถ้าชีวิตปัจจุบัน คือเป็นคนงาน โรงงาน
ความฝันของเขาคือ สายลับ

ตอนจบเขาเป็นสายลับเท่ากับฝัน แต่หนังก็ยังทิ้งให้เห็นว่า อาจเคยเป็น สายลับแล้วโดนล้างสมองมาก่อนก็เป็นได้

แต่ผมกลับละเลยประเด็นว่า ฝันหรือความจริง เพราะผมกลับมองว่า พระเอก มันเป็น ทาส ที่เหมือนหุ่นยนตร์ ชัดๆ



โดย: A-Bellamy วันที่: 12 สิงหาคม 2555 เวลา:21:56:08 น.  

 
สรุป ฝันใช่มั้ย ครับ ผมเชียให้เป็นฝัยนะ เพราะถ้าเป็นเรื่องจริงพ๊อตเรื่องคงน่าเบื่อไปเลย


โดย: +++++ IP: 27.55.4.28 วันที่: 26 สิงหาคม 2555 เวลา:18:55:14 น.  

 
ถ้าดูอย่างละเอียดก็จะรู้ได้ไม่ยากครับแถมมีเฉลยตอนจบด้วย

อย่าลืมว่าพระเอกชอบอ่านหนังสืออะไร ได้เห็นข่าวอะไรจากทีวี

และทำงานที่ไหน ชีวิตคู่เป็นไปในทางทิศใด

และเลือกที่จะrecallเรื่องอะไร

ปล.เพิ่งได้ดู เป็นเรื่องที่ต้องดูละเอียดและวิเคราะห์นิดนึ่งครับ
ชื่อเรื่องก็บอกไว้แล้วด้วยอีกนี่หน่า



โดย: din_Seek IP: 182.52.34.167 วันที่: 27 ธันวาคม 2555 เวลา:15:26:25 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

A-Bellamy
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 19 คน [?]




ย้ายบล็อกแล้วนะครับ ติดตามกันต่อได้ที่ http://www.A-Bellamy.com ครับ

พูดคุยเรื่องหนังกันได้ที่Facebook

สนุกกับการอ่านบล็อกนะครับ


บทความล่าสุด
Jack the Giant Slayer (2013)
The Tree of Life(2011)
Iron Man (2013)
ลัทธิ Constructivism
คู่กรรม(2013)
Stoker(2013)
Amour(2012)
Silver Linings Playbook(2012)
Zero Dark Thirty(2012)
Les Misérables(2012)


บทความแนะนำ
จัดอันดับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปี 2012
ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์(แยกตามลัทธิ)
ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์(ตาม ค.ศ.)
สารบัญภาพยนตร์ประวัติศาสตร์



[Add A-Bellamy's blog to your web]