ตีความหนัง...ตีความชีวิต
สารบัญภาพยนตร์
จัดอันดับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปี 2012
ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์(แยกตามลัทธิ)
ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์(ตาม ค.ศ.)
<<
มิถุนายน 2555
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
1 มิถุนายน 2555

Snow White and the Huntsman (2012)

สารบัญภาพยนตร์

Snow White and the Huntsman (2012)


“กระจกวิเศษ บอกข้าเถอะ ใครงามเลิศที่สุดในปฐพี”




ในความนึกคิดของผู้ชมที่เคยสัมผัสนิทาน สโนว์ไวท์ คงรู้จักตรงกันในฉบับการ์ตูนวอลท์ ดิสนี่ย์ ที่มีชื่อ สโนว์ไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ด(1937) หรือหากย้อนไปมากกว่านั้น คงเป็นฉบับของ สองพี่น้องกริมม์ อันเลื่องชื่อ แม้ในความเป็นจริงแล้วนั้น สโนว์ไวท์ อาจมีที่มาจากทั่วทุกมุมโลกตามแต่หลักฐานทางวรรณกรรมจะสามารถพิสูจน์ได้ และถูกดัดแปลงหรือชำระจากเนื้อเรื่องอันหมองมนกลายเป็นนิทานน่ารักที่คอยสอนใจเด็กๆ ทั่วทั้งโลก

ภาพยนตร์ Snow White and the Huntsman เป็นเพียงอีกหนึ่งเวอร์ชั่นที่ถูกตีความใหม่ให้อยู่ในรูปแบบของภาพยนตร์ โดยทีมผู้สร้างกล่าวว่า พวกเขาไม่ได้ดัดแปลงภาคนี้จากเวอร์ชั่นของดิสนี่ย์ แต่ดัดแปลงมาจากเวอร์ชั่นต้นฉบับของดิสนี่ย์อีกที นั่นคือเวอร์ชั่นของพี่น้องกริมม์นั่นเอง

แต่กระนั้นก็ตาม Snow White and the Huntsman ที่เจ้าหญิงสโนว์ไวท์ นำแสดงโดย Kristen Stewart จะมีความหมองหม่นที่ได้รับมาจากเวอร์ชั่นพี่น้องกริมม์บ้าง บวกกับการดัดแปลงโครงเรื่องที่เปลี่ยนไป โดยให้นายพราน (Chris Hemsworth) ที่ต้นฉบับดั้งเดิมนั้นได้รับคำสั่งจากราชินีแม่มดให้ไปตามฆ่าสโนว์ไวท์แล้วนำปอดกับตับของเธอกลับมา แต่เขาเปลี่ยนใจกลับกลายเป็นองครักษ์คอยปกป้องดูแลเธอ ซึ่งนี้เป็นการเพิ่มเติมรายละเอียดพล็อตเรื่อง เพื่อทำให้ สโนว์ไวท์ เวอร์ชั่นนี้ ต่างจากเวอร์ชั่นดั้งเดิม



ส่วนจุดเชื่อมรอยต่อของความเป็นเทพนิยาย Snow White ทั้งแม่มดกับกระจกวิเศษ แอปเปิ้ลอาบยาพิษ เจ้าชายผู้จุมพิต คนแคระทั้ง 7(ในเรื่องเป็น 8 คน) การตายของสโนว์ไวท์ ฯลฯ ภาพยนตร์เวอร์ชั่นนี้ยังคงมีให้เห็นอย่างครบครัน แต่ไม่ได้ดำรงอยู่บนความซื่อสัตย์ แต่กลับใช้ประโยชน์ของภาพและความรู้สึกที่จดจำขอผู้คน เปลี่ยนแปลงรายละเอียดเล็กน้อยเพื่อทำให้ผู้คนเกิดการคาเดาเนื้อเรื่องไม่ได้ เป็นการชิงความได้เปรียบจากการใช้ภาพการจดจำซ้ำซากของผู้ชมนั่นเอง

การดำเนินเรื่องนั้นถูกเปลี่ยนไปจากการเรียนรู้ข้ามผ่านวัยของ สโนว์ไวท์ กลายเป็นภาพยนตร์ในรูปแบบมหากาพย์ผจญภัยที่มีฮีโร่เป็นวีรสตรี ซึ่งมีความต้องการกลับไปล้างแค้นแม่เลี้ยงที่ลอบปลงพระชนม์บิดา และขึ้นครองราชย์ด้วยความไม่ชอบธรรม ดังนั้นภาพยนตร์จึงดำเนินไปข้างหน้ารวดเร็วฉับไว จากฉากหนึ่งดำเนินไปสู่ฉากหนึ่งอย่างไม่รีรอซึ่งเป็นไปตามภาพยนตร์แนวผจญภัย โดยมีจุดเริ่มต้นจากการหนีออกจากปราสาทของสโนว์ไวท์ ที่ถูกตามล้างฆ่าโดยแม่เลี้ยงเธอเอง

แต่วิธีที่กล่าวมานั้นก็เป็นดังดาบสองคมที่ทำให้ภาพยนตร์ไม่สามารถเน้นย้ำความสัมพันธ์ของความเกลียดแค้นของ ราชินีที่มีต่อ สโนว์ไวท์ ได้มากเท่าที่ควร แต่ภาพยนตร์ลบจุดอ่อนตรงนี้โดยใช้ความต้องการภายในจิตใจของตัวละคร หรือความต้องการส่วนตัว ซึ่งมีปมด้อยหรือความบกพร่องภายในจิตใจที่มีอยู่แล้วเป็นพื้นฐานแห่งการกระทำ เช่น ราชินีเองก็ถูกเลี้ยงดูมาไม่ดีโดยแม่ของเธอ สโนว์ไวท์ก็เสียพ่อและอาณาจักร นายพรานสูญเสียเมียไปซึ่งนี่เป็นจุดที่ทำให้ Snow white ภาคนี้ตัวละครมีความเป็นมนุษย์มากขึ้นในโลกสีเทา ซึ่งแตกต่างจากเวอร์ชั่นการ์ตูนหรือนิทานเทพนิยาย ที่มักจะนำเสนอความชั่ว-ดี ในแบบขาว-ดำ ของตัวละครอย่างชัดเจน



ถึงแม้ว่าเรื่อง สโนว์ไวท์นั้น จะเกิดขึ้นมาบนโลกนี้เนิ่นนานแล้วก็ตาม มีหลักฐานว่าอาจะเกิดขึ้นในช่วงยุคกลางที่ประชาชนมืดบอดทางความคิด จึงเกิดนักเขียนที่ต้องการสร้างสัญลักษณ์ให้เกิดขึ้นในวงการวรรณกรรมเพราะไม่สามารถแสดงความคิดเห็นอย่างโจ่งแจ้งได้ โดยผ่านเรื่องราวที่ค่อนข้างมืดมนก่อนถูกชำระเรื่อยมาจนกลายนิทานสำหรับเด็ก ซึ่งไม่แน่ชัดว่าแก่นสาระของเรื่องสโนว์ไวท์อย่างแท้จริงคืออะไร แต่เมื่อถูกดัดแปลงเรื่อยมาแล้วนั้น จึงกลายเป็นเรื่องของ การหลงใหลความงาม อำนาจ ความอิจฉาริษยาในตัวลูกสาวของราชินี(ในเวอร์ชั่นกริมม์ ราชินีเป็นแม่แท้ๆของสโนว์ไวท์) ซึ่งประเด็นต่างๆ เหล่านี้ถือเป็นปรัชญาความคิดที่ไม่มีวันตกยุค เพราะต่อให้ผ่านกาลเวลามานานเท่าไหร่ ก็ยังถูกรื้อมาสร้างกันอยู่เนืองๆ ผ่านการตีความหลากหลาย แต่แก่นยังคงดำรงไว้อย่างเป็นอมตะนิรันดร

Snow White and the Huntsman ก็ไม่ต่างกัน แก่นของมันยังคงวนเวียนอยู่ที่เดิม แต่ขยับให้ความงามกับอำนาจกลายเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะทุกครั้งที่ราชินีแม่มดหน้าตาเหี่ยวด้วยความแก่ชรา จะรับรู้ถึงการสูญเสียอำนาจโดยทันที และเพิ่มการตีความขึ้นมาในส่วนของมุมมองที่เกิดขึ้นระหว่าง ราชินีกับกระจก ซึ่งผู้ชมจะเห็นว่ากระจกของราชินีเหมือนของเหลวไหลออกมาก่อร่างเป็นตัวตน กับอีกส่วนคือ มุมมองของบุคคลที่สาม ซึ่งในภาพยนตร์ใช้น้องชายของราชินี ที่เห็นว่า ราชินี พูดกับในกระจกโดยลำพังไม่ต่างจากการพูดกับตนเอง ซึ่งนี่เป็นการตีความในระดับจิตใต้สำนึกได้ว่า อำนาจหรือความงามที่หายไป(ร้อนรน) เกิดขึ้นจากตัวตนของเรา มิใช่ใครอื่น แต่อาจเพราะการแย่งชิงตำแหน่งมาอย่างไม่โปร่งใส จิตใต้สำนึกของตนเองจึงว้าวุ่นใจ เพราะเกรงว่าสักวันจะโดนคนอื่นมาแย่งเอากลับคืนไปนั่นเอง

หากกล่าสรุปภาพยนตร์เรื่อง Snow White and the Huntsman ที่ถูกนำมาทำใหม่โดยให้กลายเป็นภาพยนตร์มหากาพย์เอพิค ของเรื่องราวการฆ่าเพื่ออำนาจของราชินี และการล้างแค้นของสโนว์ไวท์ ที่ดำเนินเรื่องไปข้างหน้าอย่างฉับไว แต่ยังคงไว้ซึ่งแก่นสาระในแบบเดิม บวกทั้งการนำภาพซ้ำซากของเรื่องสโนว์ไวท์มาปรับปรุง ดัดแปลง แม้จะไม่ได้เลิศเลอเฟอร์เพ็คแต่ก็อยู่ในระดับไม่ธรรมดา โดยเฉพาะการใช้ Cg ในฉากต่างๆ ทั้งการแต่งหน้า Charlize Theron ให้แก่ชรา หรือการทำคนแคระ รวมทั้งการสร้างหุ่นที่มีเหมือนเศษแก้วสีดำ



ส่วนในการแสดงนั้น แม้จะมีตัวละครนำหลายตัว แต่ที่จะอดกล่าวไม่ได้ก็คือ การแสดงบทราชินีราเวนน่า ของ Charlize Theron ซึ่งถือว่าเป็นส่วนโดดเด่นที่สุดที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้น่าสนใจเลยก็ว่าได้

บางทีกระจกวิเศษที่เคยเห็นจนเป็นเครื่องหมายการค้าของ เรื่อง สโนว์ไวท์ มันอาจเป็นเพียงแค่จิตใต้สำนึกแห่งความดำมืดของจิตวิญญาณก็เป็นได้ และถ้าเป็นเช่นนั้นจริงคงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมยังคงมีราชินี คอยถามกระจกวิเศษ เพราะในบางที เรื่องราวเหล่านี้มันยังคงวนเวียนอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงสอดแทรกอยู่กับสังคมของเราอยู่เสมอ

และเมื่อใดหากจิตใต้สำนึกอันดำมืดได้เอื้อนเอ่ย “กระจกวิเศษ บอกข้าเถอะ ใครงามเลิศที่สุดในปฐพี” แล้วเมื่อนั้น เรื่องราวของ สโนว์ไวท์ ยังคงอมตะต่อไปนิรันดร์กาล

คะแนน 7.5/10
เกรด B+



อ่านบทความเรื่องอื่นได้ที่:สารบัญภาพยนตร์




Create Date : 01 มิถุนายน 2555
Last Update : 3 กรกฎาคม 2555 13:31:57 น. 4 comments
Counter : 5112 Pageviews.  

 
ชอบนะคะเขียนได้น่าสนใจไม่อคติ บางคนไม่ทันได้ดูก็อคติกับนางเองซะแล้ว


โดย: MandM IP: 171.97.130.145 วันที่: 1 มิถุนายน 2555 เวลา:22:20:19 น.  

 
^
^
^
ขอบคุณครับ

การมีอคติก่อนดูหนัง แม้หนังจะสนุกอย่างไร เราก็จะไม่ชอบหนัง และโดยเฉพาะหนัง Snow White ที่กำกึ่งระหว่างหนังสนุกและไม่สนุก ถ้าเราอคติด้วยแล้ว อาจถึงขั้นเกลียดเลยทีเดียว

ส่วนนางเอก แม้ว่าใครจะว่าเธอหน้าตาเมาเห็ดอย่างไร แต่ผมว่าเธอน่ารัก และมีเสน่ห์ดีครับ


โดย: A-Bellamy วันที่: 2 มิถุนายน 2555 เวลา:8:40:01 น.  

 
ดูแล้วค่ะ ในความเห็นก็สนุกดีในระดับหนึ่ง เอาเป็นว่า OK ค่ะ ดูแล้วเพลินๆ ดี ชอบค่ะ ส่วนตัวแล้ว ชอบพระเอกกับนางเอกมักมาก อิอิ


โดย: กอหญ้า IP: 192.168.0.112, 124.120.179.9 วันที่: 12 มิถุนายน 2555 เวลา:22:51:00 น.  

 
เป็นหนังที่ดูแล้วเสียดายเงินที่สุด รองจาก SUNSHINE เลยครับ สำหรับผมนะ


โดย: ngasine IP: 115.87.20.100 วันที่: 29 มิถุนายน 2555 เวลา:22:48:12 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

A-Bellamy
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 19 คน [?]




ย้ายบล็อกแล้วนะครับ ติดตามกันต่อได้ที่ http://www.A-Bellamy.com ครับ

พูดคุยเรื่องหนังกันได้ที่Facebook

สนุกกับการอ่านบล็อกนะครับ


บทความล่าสุด
Jack the Giant Slayer (2013)
The Tree of Life(2011)
Iron Man (2013)
ลัทธิ Constructivism
คู่กรรม(2013)
Stoker(2013)
Amour(2012)
Silver Linings Playbook(2012)
Zero Dark Thirty(2012)
Les Misérables(2012)


บทความแนะนำ
จัดอันดับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปี 2012
ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์(แยกตามลัทธิ)
ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์(ตาม ค.ศ.)
สารบัญภาพยนตร์ประวัติศาสตร์



[Add A-Bellamy's blog to your web]