VUW - Victoria University of Wellington, New Zealand
Group Blog
 
All Blogs
 
เอิร์นส บาร์กมานน์ อัศวิน "แพนเธอร์" ของฮิตเลอร์ ตอนที่ 2

เอิร์นส บาร์กมานน์ (Ernst Barkmann)

อัศวินแห่งรถถัง “แพนเธอร์”

ตอนที่ 2

จากหนังสือเรื่อง "อัศวินของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์"

โดย พันเอกศนิโรจน์ ธรรมยศ

Master of International Relations (with merit)

Victoria University of Wellington, New Zealand

สงวนลิขสิทธ์ตาม พรบ.สิ่งพิมพ์ พ.ศ.2537

ห้ามทำซ้ำเพื่อการพาณิชย์ ให้เผยแพร่เพื่อการศึกษาและค้นคว้าแก่ผู้สนใจเท่านั้น



สำหรับประวัติของเอิร์นส์ บาร์กมานน์ เขาเกิดเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ค..1919 ในหมู่บ้าน “คิสดอฟ” (Kisdorf) ในเมือง “ชเลสวิค-โฮลสไตน์” (Schleswig-Holstein) ทางตอนเหนือของประเทศเยอรมัน บิดาเป็นชาวนา ทำเกษตรกรรม เมื่ออายุได้ 16 ปีเขาก็สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยม และสืบทอดอาชีพเกษตรกรรมต่อจากบิดา
จนกระทั่งในวันที่ เมษายน ค..1936 บาร์กมานน์ก็หันเหชีวิตจากเกษตรกรมาสมัครเข้าเป็นกำลังพลของหน่วย เอส เอส ซึ่งเป็นกองกำลังกึ่งทหารของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และพรรคนาซี โดยเข้าสังกัดกรม “เอส เอส สตานดาร์ทเทอ เยอรมาเนีย” (SS Standarte Germania) ซึ่งเป็นหน่วยต้นกำเนิดของกองพล เอส เอส อันลือชื่อในสงครามโลกครั้งที่สอง เช่น กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ ดาส ไรซ์ และกองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ โทเทนคอฟ เป็นต้น 
เขาได้รับการฝึกเบื้องต้นที่เมือง “ฮัมบูรก์” (Hamburg) เป็นเวลาสามเดือน ตามระบบการฝึกที่เข้มงวดและหนักหน่วงของหน่วย เอส เอส ก่อนที่จะได้รับการบรรจุเข้าเป็นกำลังพลของกองพันที่ ของกรม เอส เอส สตานดาร์ทเทอ เยอรมาเนีย ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่เมือง “โรดอลฟ์เซล” (Rodolfszel)

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเริ่มขึ้นในปี ค..1939 บาร์กมานน์ ได้เข้าทำการรบที่ประเทศโปแลนด์ โดยทำหน้าที่เป็นทหารราบ ในตำแหน่งพลปืนกลของกองร้อยที่ สังกัดกรม เอส เอส สตานดาร์ทเทอ เยอรมาเนีย ซึ่งเป็นหน่วยขึ้นตรงกับกองพลเบาที่ 2 (2nd Light  Division) และปะทะกับทหารโปแลนด์จากกรมทหารราบที่ 49 ที่รู้จักกันในนามหน่วย “ฮูคูลสกี้” (Huculski) หรือหน่วยปืนเล็กยาวป้องกันชายแดน (Border Rifles) ในวันที่ 15 กันยายน ค..1939 โดยทหารโปแลนด์เข้าโจมตีอย่างรวดเร็วและรุนแรง สร้างความประหลาดใจให้กับทหารเยอรมันเป็นอย่างมาก จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนหนึ่ง รวมทั้ง เอส เอส โอแบร์สตรุมบานฟือเรอห์ เคอพเพน (SS Obersturmbannfuhrer Koeppen ชั้นยศ เอส เอส โอแบร์สตรุมบานน์ฟือเรอห์ เป็นชั้นยศของหน่วยเอส เอสเทียบเท่ากับชั้นยศพันโทของกองทัพบกผู้บังคับกองพันที่ และกำลังพลอีก 22 นายเสียชีวิตจากการรบแบบประชิดตัวในครั้งนี้ อย่างไรก็ตามบาร์กมานน์ ก็ได้แสดงความสามารถในการสู้รบจนได้รับเหรียญเชิดชูเกียรติสำหรับการสู้รบของทหารราบ (Infantry Assault Badge) ก่อนที่จะได้รับบาดเจ็บและได้รับเหรียญเชิดชูเกียรติสำหรับผู้บาดเจ็บจากการสู้รบชั้นที่ ซึ่งเป็นเหรียญรมดำ (Black Wound Badge) อีกเหรียญหนึ่ง



ทหารเยอรมันและปืนกลขนาด 7.92 มิลลิเมตร แบบเอ็มจี 34 กำลังสังเกตุการณ์ข้าศึกในแนวตั้งรับของตน



ในเดือนตุลาคม ค..1939 บาร์กมานน์และกำลังพลของ กรม เอส เอส สตานดาร์ทเทอ เยอรมาเนีย บางส่วนถูกดึงไปขึ้นการบังคับบัญชากับกองพล เอส เอส แฟร์วูกุงส์ ทรุปป์ (SS Division Verfugungstruppe) ที่ก่อตั้งขึ้นใหม่และเข้าทำการรบในประเทศฝรั่งเศสในเดือนพฤษภาคม ค..1940 ก่อนที่จะย้ายกลับมาอยู่กับกรม เอส เอส สตานดาร์ทเทอ เยอรมาเนีย ที่เพิ่งได้รับการยกระดับให้เป็นกองพล เอส เอส เยอรมาเนีย พร้อมกับบรรจุกำลังพลจำนวนมาก ที่มาจากอาสาสมัครในกลุ่มประเทศที่ถูกยึดครองในยุโรป เช่น นอรเวย์ เดนมาร์กและเนเธอร์แลนด์ เป็นต้น

กองพล เอส เอส เยอรมาเนีย ถูกส่งไปทำการรบในแนวรบด้านสหภาพโซเวียตและบาร์กมานน์ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสในการรบขณะข้ามแม่น้ำ “ดเจปโรเปตรอฟ” (Dnjepropetrowsk) ในวันที่ 23 กรกฎาคม ค..1941 เขาถูกส่งตัวกลับมาแนวหลัง เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บอยู่ระยะหนึ่ง พอหายดีแล้วก็เข้ารับตำแหน่งครูฝึกสำหรับอาสาสมัครต่างชาติของกองพล เอส เอส เยอรมาเนีย โดยมีศูนย์ฝึกอยู่ในประเทศเนเธอร์แลนด์

แต่เขาปฏิบัติภารกิจอยู่ในตำแหน่งครูฝึกได้ไม่นาน กองพล เอส เอส เยอรมาเนีย ก็ต้องจัดสรรกำลังพลไปบรรจุในกองพล เอส เอส ต่างๆ เช่น กองพล เอส เอส ดาส ไรซ์ และ กองพล เอส เอส ไวกิ้ง (Wikings) ซึ่งกองพลหลังนี้เป็นหน่วย เอส เอส ที่ใช้กำลังพลจากอาสาสมัครจากต่างชาติที่มีเชื้อสายอารยัน เช่น กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียและในยุโรปตะวันตก ที่บาร์กมานน์เป็นครูฝึกนั่นเอง ในห้วงนี้เองที่บาร์กมานน์ทนความเย้ายวนของกลิ่นไอสงครามไม่ไหว จึงสมัครเข้าเป็นพลประจำรถถังของกองพันรถถัง สังกัดกองพล ดาส ไรซ์ (ภายหลังกองพลนี้ได้รับการยกระดับเป็นกองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ ดาสไรซ์และถูกส่งไปฝึกการใช้รถถังที่ “วิลด์เฟลเกน” (Wildflecken) และ“ฟาลลิงบอสเทล” (Fallingbostel)

ภายหลังเสร็จสิ้นการฝึก บาร์กมานน์ก็เดินทางกลับเข้าสู่แนวรบด้านสหภาพโซเวียตเป็นครั้งที่สอง ในฐานะพลประจำรถถัง และได้ทำการรบที่เมือง “คาร์คอฟ” ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น และเข้าสู่สมรภูมิ “เคริสค์” (Kursk) อันดุเดือด ก่อนที่จะเดินทางกลับไปยังฝรั่งเศส พร้อมด้วยประสบการณ์อันโชกโชนในการรบ เพื่อรับการฝึกกับรถถังรุ่นใหม่ซึ่งจะกลายเป็นอาวุธคู่กายของเขาที่สร้างความสูญเสียอย่างมากให้กับฝ่ายสัมพันธมิตรในสมรภูมิ “นอร์มังดี” (Normandy) ของฝรั่งเศส นั่นคือรถถังแบบ แพนเซอร์ 5 “แพนเธอร์”

รถถังแบบ แพนเซอร์5 “แพนเธอร์” (PanzerV “Panther” หรือPanzerkampfwagen V เขียนย่อว่า Pz.Kfw.V) มีน้ำหนัก 44.8 ตัน มีเกราะหนาตั้งแต่ 15– 120 มิลลิเมตรโดยเฉพาะที่ป้อมปืนมีเกราะหนาถึง 80 มิลลิเมตร ด้วยเกราะป้อมปืนที่หนามากนี้เอง จึงพบว่าตลอดการรบในสงครามโลกครั้งที่สองของรถถังแบบ “แพนเธอร์” นี้ กระสุนปืนใหญ่ขนาด 76.2 มิลลิเมตร ของรถถังแบบที 34 ของรัสเซีย และปืนใหญ่ขนาด 75 มิลลิเมตรของรถถังแบบเอ็ม เชอร์แมน (M4 Sherman) ของสหรัฐอเมริกาไม่สามารถเจาะป้อมปืนด้านหน้าของมันได้เลย ส่วนใหญ่แล้วความเสียหายมาจากการถูกยิงบริเวณป้อมปืนด้านข้าง ที่มีเกราะหนา 40- 50 มิลลิเมตร หรือบริเวณรอยต่อระหว่างป้อมปืนกับตัวถังรถ รวมทั้งจากการถูกยิงที่ตัวถังด้านข้างของตัวถังรถเหนือสายพาน ที่มีการติดตั้งเกราะ “ชูลซ์เซ่น” (Schurzen : เป็นแผ่นเหล็กบางๆ ที่ติดอยู่ด้านข้างรถถังที่มีความหนาเพียง มิลลิเมตร นอกจากนี้ด้านหลังของรถถังแบบ “แพนเธอร์” ก็ยังมีเกราะหนาเพียง 16 มิลลิเมตรเท่านั้น



รถถังแบบ “แพนเธอร์” อันทรงอานุภาพของเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สอง



รถถังแบบ “แพนเธอร์” นี้ ติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 75 มิลลิเมตร “เคดับเบิลยูเค แคมฟ์วาเกนแคนโนน” (KwK : Kampfwagenkanone) แบบ 42 แอล/70 หรือ KwK42 (L/70) พร้อมกระสุนจำนวน 79 นัดปืนใหญ่ชนิดนี้ ได้รับการยืนยันว่าเป็นปืนใหญ่ประจำรถถังที่ทรงอานุภาพที่สุดชนิดหนึ่งในสงครามโลกครั้งที่สอง มีความแม่นยำสูง เพราะมีลำกล้องปืนที่มีความยาวถึง 5.250 เมตร โดยเฉพาะในปี ค..1943 มันมีขีดความสามารถในการทำลายรถถังทุกชนิดของฝ่ายสัมพันธมิตรได้ รวมทั้งมีอำนาจในการทะลุทะลวงสูงกว่าปืนใหญ่ประจำรถถังแบบ “ไทเกอร์” ขนาด 88 มิลลิเมตรเสียอีก แม้ว่ากระสุนขนาด 88 มิลลิเมตรของรถถังแบบ “ไทเกอร์” จะสามารถสร้างความเสียหายได้มากกว่าเมื่อทะลุทะลวงเข้าไปแล้วก็ตาม

นอกจากนี้ปืนใหญ่ของรถถัง แบบ “แพนเธอร์” ยังมีระยะยิงไกลถึง 10 กิโลเมตรในการยิงด้วยวิถีโค้งอีกด้วย ทำให้รถถัง แบบ “แพนเธอร์” ได้รับการยกย่องว่าเป็นรถถังที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่งของเยอรมัน และกลายมาเป็นแม่แบบให้กับรถถังของประเทศต่างๆ ภายหลังสิ้นสุดสงคราม

นอกจากนี้รถถังแบบ “แพนเธอร์” ยังติดตั้งปืนกล แบบเอ็มจี 34 (MG 34) ขนาด 7.92 มิลลิเมตร จำนวน กระบอก กระบอกแรกติดตั้งร่วมแกนในป้อมปืนเดียวกับปืนใหญ่ประจำรถ และปืนกลอีกกระบอกติดตั้งด้านหน้าของตัวรถ (ข้างพลขับซึ่งพลวิทยุจะทำหน้าที่เป็นพลประจำปืนกลกระบอกนี้ ในส่วนเครื่องยนต์นั้นรถถัง แบบ “แพนเธอร์” ใช้เครื่องยนต์มายบัค (Maybach) แบบ เอชแอล 230 พี30 (HL 230 P30) อันทรงพลัง ทำให้สามารถทำความเร็วได้สูงสุด ถึง 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมีรัศมีทำการภายใต้การเติมน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงครั้งเดียว เป็นระยะทางถึง 250 กิโลเมตร มีพลประจำรถ นาย รวมทั้งรถถังแบบ “แพนเธอร์” รุ่นนี้ ยังถูกออกแบบให้มีความซับซ้อนในการผลิตไม่สูงมากนัก เพื่อมุ่งหวังให้ง่ายต่อการผลิตเป็นจำนวนมาก และนำไปทดแทนรถถังที่สูญเสียไปในการรบ จึงมีรถถังแบบ “แพนเธอร์” ถูกผลิตออกมาในห้วงเวลาสั้นๆ ระหว่างปี ค..1943 – 1945 เป็นจำนวนถึง 6,000 คัน โดยในช่วงแรกของปี ค..1943 มีการตั้งเป้าการผลิตไว้ที่ 250 คันต่อเดือน ก่อนที่จะมีการปรับเป้าการผลิตให้เป็น 600 คันต่อเดือน แต่เนื่องจากอุปสรรคนานัปการ รวมทั้งการทิ้งระเบิดโรงงานอุตสาหกรรมของเครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างไม่ลืมหูลืมตา ทำให้เยอรมันสามารถผลิตรถถังรุ่นนี้ได้เฉลี่ย เพียงเดือนละ 148 คัน โดยเฉพาะการทิ้งระเบิดในคืนวันที่ 27 – 28 เมษายน ค..1944 ทำให้โรงงานผลิตเครื่องยนต์มายบัคเสียหายอย่างหนัก จนต้องหยุดการผลิตรถถังแบบ “แพนเธอร์” เป็นเวลาถึง เดือน อุปสรรคเหล่านี้ทำให้รถถัง แบบ “แพนเธอร์” ไม่เคยได้รับการผลิตอย่างเพียงพอต่อความต้องการของกองทัพเยอรมันจนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง    

บาร์กมานน์ได้รับการฝึกกับรถถังแบบ “แพนเธอร์” ในฝรั่งเศส จนกระทั่งฝ่ายสัมพันธมิตรทำการยกพลขึ้นบกที่หาดนอร์มังดี ประเทศฝรั่งเศส ในวัน “ดี เดย์” (D Day) คือ วันที่ มิถุนายน ค..1944 กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 2ดาส ไรซ์ ของเขาถูกอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ สั่งให้เตรียมพร้อมอยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส เพราะคาดว่าการยกพลขึ้นบกที่หาดนอร์มังดี คือ แผนลวง 

จนกระทั่งเมื่อทุกอย่างปรากฏชัดเจนว่า การยกพลขึ้นบกดังกล่าว คือ การบุกป้อมปราการยุโรปที่แท้จริง กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ ดาส ไรซ์ จึงถูกส่งไปยังสมรภูมิเพื่อต่อต้านการบุกของข้าศึก โดยครั้งนี้เขาได้รับรถถังแบบ “แพนเธอร์” หมายเลข 424 (หมายเลข 424 หมายถึง รถถังของกองร้อยที่ หมวดที่ และเป็นรถถังคันที่ ของหมวดสังกัด กองพันที่ ของกรมยานเกราะ เอส เอส ที่ ภายใต้การบังคับบัญชาของกองพล เอส เอส ที่ ดาส ไรซ์ และในวันที่ กรกฎาคม การรบครั้งแรกของบาร์กมานน์กับรถถังของสหรัฐฯ ก็เปิดฉากขึ้น

 

(โปรดติดตามตอนต่อไป) 




Create Date : 15 ธันวาคม 2556
Last Update : 29 ธันวาคม 2556 13:13:05 น. 0 comments
Counter : 1079 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
unmoknight
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]




ฉันจะบิน ... บินไป ... ไกลแสนไกลไม่หวั่น
เก็บร้อยความฝันที่มันเรียงราย ...
ให้กลายมาเป็นความจริง ...
New Comments
Friends' blogs
[Add unmoknight's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.