Group Blog
 
All Blogs
 

+*-.++-*. สุขสันต์วันแก่ +*.-*+.*+



ผู้มีศีล มีชีวิตอยู่วันเดียว ประเสริฐกว่าบุคคล
ผู้ทุศีลมีจิตไม่มั่นคง มีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี

ก็บุคคลผู้มีปัญญา
มีชีวิตอยู่วันเดียวประเสริฐกว่าบุคคลผู้ไร้ปัญญา
มีจิตไม่มั่นคง มีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี

ก็บุคคลผู้ปรารภความเพียรมั่น
มีชีวิตอยู่วันเดียว ประเสริฐกว่าบุคคลผู้เกียจคร้าน
มีความเพียรอันเลว มีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี

ก็บุคคลผู้พิจารณา
เห็นความเกิดขึ้นและเสื่อมไป มีชีวิตอยู่วันเดียวประเสริฐ
กว่าบุคคล ผู้ไม่พิจารณาเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไป
มีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี

ก็บุคคลผู้พิจารณาเห็นอมตบท มีชีวิต
อยู่วันเดียว ประเสริฐกว่าบุคคลผู้ไม่พิจารณาเห็นอมตบท
มีชีวิตอยู่ร้อยปี

ก็บุคคลผู้พิจารณาเห็นธรรมอันสูงสุด มีชีวิต
อยู่วันเดียวประเสริฐกว่าบุคคล ผู้ไม่พิจารณาเห็นธรรมอันสูง
สุดมีชีวิตอยู่ร้อยปี

คาถาธรรมบท สหัสสวรรคที่ ๘


เมื่อกาลเวลาผ่านเวียนจนครบรอบวันที่ทุกคนได้ถือกำเนิดขึ้นมา ก็จะเรียกวันนั้นว่าเป็นวันคล้ายวันเกิดซึ่งเป็นวันที่ดี เป็นวันที่น่าสดชื่นผู้คนทั่วโลกต่างเฉลิมฉลองในงานเลี้ยงวันเกิด มอบความรัก และสร้างสิ่งประหลาดใจต่างๆให้เจ้าของวันเกิดในวันซึ่งถือว่าเป็นวันสำคัญที่สุดของชีวิตทุกๆคนอีกวันหนึ่ง ในชีวิต

แต่ในวันเดียวกันนี้เอง อาจจะมีน้อยคน ทีพอจะระลึกได้ว่า วันนี้ยังถือว่าเป็น"วันแก่” ด้วยอีกเช่นกัน


ไม่มีใครชอบความแก่...แต่ความแก่ก็เป็นสิ่งแท้แน่นอนที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับการเกิดของมนุษย์ทุกคน คล้ายๆกับเป็นเงาของกันและกัน จะหลีกเลี่ยงก็ไม่ได้ จะจำกัดให้พ้นไปจากตัวก็ไม่ได้ เป็นสภาวธรรม อันเกิดขึ้นเป็นปรกติ จึงอาจถือได้ว่า
วันเกิด = วันแก่


สำหรับตอนวัยเยาว์ความแก่อาจเป็นสิ่งที่ถูกปกปิด เพราะถูกแฝงไว้กับความเจริญเติบโตขึ้นแห่งร่างกาย แต่นานวันเข้าความแก่ก็เริ่มปรากฏ โดยเฉพาะเมื่อย่างเข้าสูวัย 30 ดังนั้นทุกคนก็พยายามจะทำทุกวิถีทางเพื่อกำจัดหรืออย่างน้อยก็ชะลอความแก่

แต่นักปราชญ์ชาวจีนท่านหนึ่งกลับมีวาทะที่เฉียบคมไว้ว่า..ความแก่นั่นเองจะนำมาชึ่งประสบการณ์ ดังนั้นทุกๆปีที่ผ่านไป อาจกล่าวได้ว่า อย่างน้อยมีสิ่งหนึ่งที่น่าชื่นชมเกิดขึ้นพร้อมความแก่ นั่นก็คือประสบการณ์ และ (โดยมาก)ปัญญาที่เพิ่มพูนขึ้น


การเฉลิมฉลองวันเกิดอาจหมายถึงความโชคดี ที่ชีวิตสามารถยืนยาวมามากขึ้นอีกปีหนึ่ง แต่ความอายุยืนไม่ได้ประกันความสุข หรือความมั่นคงให้ชีวิตใด หากไม่ได้ใช้ชีวิตให้คุ้มค่าแก่การได้อัตถภาพความเป็นมนุษย์

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า


บุคคลผู้มีศีล มีปัญญา ปรารภความเพียร พิจารณากฏพระไตรลักษณ์- กฏธรรมดาของสิ่งทั้งปวง คือความไม่เทียง เป็นทุกข์ และความไม่ใช่ตัวตน แม้เขามีชีวิตอยู่วันเดียว ย่อมประเสริฐกว่า ผู้ที่ไม่มีศีล ไม่มีปัญญา ไม่พิจารณากฏไตรลักษณ์ที่มีชีวิตอยู่ตั้ง 100 ปี

ดังนั้นการเกิดเป็นมนุษย์ในชาติหนึ่งการเลือกทางดำเนินชีวิตของเราจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

การเกิดของสัตบุรุษคือคนดีก็ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อเกื้อกูลเพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เช่น มารดาบิดาบุตรภริยา ทาสกรรมกร คนรับใช้ มิตรสหายและสมณพราหมณ์เปรียบเหมือนมหาเมฆยังข้าวกล้าทั้งปวงให้งอกงาม

และเช่นกันเทวดาย่อมรักษาสัตบุรุษผู้อันธรรมคุ้มครองเป็นพหูสูต สมบูรณ์ด้วยศีลและความประพฤติ เกียรติย่อมไม่ละเขาผู้ตั้งอยู่ในธรรมและไม่มีใครติเตียนได้เพราะความสมบูรณ์ด้วยศีลมีวาจาสัจมีหิริในใจเปรียบเหมือนแท่งทองชมพูนุท แม้เทวดาก็ชม แม้พรหมก็สรรเสริญเสริญ

(พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต)

*+-+*.+*-*+-*+..+-++*--*-+-*-*+*-++*--++-*..*-+*---*++--*

สุขสันต์วันแก่ (วันเกิด)

ขออาราธนาบารมีพระรัตนตรัยประทานพรให้ขีวิตของท่านได้ดำรงอยู่เพื่อรับพรอันสูงสุดในการเกิดมาได้อัตภาพมนุษย์ สมบูรณ์ด้วยรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ และคุณสมบัติ พร้อมทั้งความสุข ๓ คือ กามสุข ฌาณสุข และนิพพานสุข ขอท่านจงมีความสุข และมีอายุยืนนาน...

และขอความปรารถนาทั้งปวงของเจ้าของวันเกิดจงเต็มเปี่ยมบริบูรณ์เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ ๑๕ ค่ำและเหมือนแก้วมณีโชติอันให้ประโยชน์ทั้งปวง

ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมเจ้าทั้งปวงด้วยอานุภาพแห่งพระอริยสงฆเจ้าทั้งปวงขอความสวัสดีจงมีแก่เจ้าของวันเกิดในกาลทุกเมื่อเทอญ.


บทความธรรมะเรื่อง"สุขสันต์วันแก่"โดย : น้อมเศียรเกล้า
ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต






 

Create Date : 14 ตุลาคม 2554    
Last Update : 20 พฤศจิกายน 2555 22:27:35 น.
Counter : 1656 Pageviews.  

กำลังใจ สู้ภัยน้ำท่วมและอันตรายของชีวิต

ท่ามกลางภาวะที่หมิ่นเหม่ต่อภาวะน้ำท่วม หรือบ้างก็ท่วมไปแล้ว ทำให้หลายคนวิตกกังวลและเกิดความเครียด โดยเฉพาะปีนี้เป็นปีที่มีภาวะน้ำท่วมรุนแรง เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง นอกจากการเตรียมรับสถานการณ์ภาวะน้ำท่วม

การเตรียมความพร้อมของจิตใจและสร้างกำลังใจก็เป็นสิ่งจำเป็นค่ะ
น้ำท่วมเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นและก็จะจบลงภายในเวลาไม่นานนัก
แต่ความเครียดความวิตกกังลที่ก่อตัวขึ้นระหว่างเหตุการณ์ดังกล่าว มักสร้างความเจ็บปวดและจิตใจให้เศร้าหมอง

ความวิตกกังลงอาจเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตามหากทุกท่านได้นึกน้อมไปว่า เป็นธรรมดาของโลก ที่สิ่งทั้งหลายย่อมมีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอก็จะเห็นว่า

ทรัพย์สมบัติทั้งหลาย ของทั้งหลายในโลก ในเมื่อหามาได้ ก็หายไปได้ และก็เป็นไปได้เสมอที่จะสร้างขึ้นมาใหม่ได้เช่นกัน

และสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของการเกิดเป็นมนุษย์นั่นก็คือ การสร้างบารมี และบำเพ็ญความดีทุกรูปแบบ การทำความดี และทำจิตใจให้ผ่องใส ย่อมเป็นทางมาแห่งความสุข ความสำเร็จ ทรัพย์ ลาภ และขจัดความเศร้าหมองทั้งปวง

แรงบันดาลใจจากพระไตรปิฏกต่อไปนี้ อาจเป็นกำลังใจให้ท่านได้เดินหน้าต่อหรือเตรียมสู้ภัยที่อาจเกิดขึ้นทุกเมื่อกับชีวิตได้ค่ะ

กาลครั้งหนึ่ง...เทวดาและเทพอสูรเผชิญสงครามกัน...
















 

Create Date : 12 ตุลาคม 2554    
Last Update : 13 ตุลาคม 2554 10:05:03 น.
Counter : 888 Pageviews.  

ความแตกต่างของ "สร้างภาพ" กับ "รักษาภาพ" (นิยามโดยมิสฮัมเบิล)

Smiley


ครั้งหนึ่งไม่นานมานี้ เพื่อนที่รู้จักกันคนหนึ่งมาพูดกับฮัมเบิลว่า "เธอน่ะชอบ “รักษาภาพ”ล่ะสิ”พอได้ยิน ก็ทำให้รู้สึกอึ้งนิดๆ เพราะความรู้สึกมันบอก ฮัม ฯ ว่า การรักษาภาพ มันไม่น่าจะดี.. คล้ายๆกับการ สร้างภาพอะไรทำนองนี้



เมื่อมาพิจารณาดีๆ ฮัมเบิลว่า สร้างภาพ กับ รักษาภาพ ทั้งสองประการนี้ ต่างเกี่ยวข้องกับภาพลักษณ์ (ภาพที่เกิดจากความนึกคิดหรือที่คิดว่าควรจะเป็นเช่นนั้น) และอัตลักษณ์ (ความคิดที่ว่า ฉันเป็นใคร) การสร้างภาพและรักษาภาพแล้วจึงดูคล้ายกันมากเพราะมาจากเรื่องเดียวกัน แต่ความจริงแล้วนำมาซึ่งการแสดงออกทางพฤติกรรมที่ต่างกัน

คำว่า สร้าง หมายถึงทำให้มีให้เป็นขึ้นด้วยวิธีต่าง ๆ กัน (ใช้ทั้ง ทางรูปธรรมและนามธรรม) เช่น สร้างบ้าน สร้างเมือง สร้างศัตรู สร้างชื่อเสียง

ดังนั้น การสร้างภาพก็เช่นกัน.. คือการที่บุคคลพยายามทำให้เกิด ให้มี ภาพลักษณ์ใดๆของตนเองขึ้นมา โดยที่ภาพลักษณ์นั้น ไม่ปรากฏว่าเคยมีมาก่อน คำๆนี้คนทั่วๆไปใช้ในลักษณะแง่ลบมากกว่าแง่บวก ซึ่งไปสอดคล้องกับพฤติกรรมอย่างหนึ่ง ที่เขาเรียกว่า “อาการเสแสร้ง” เช่น สร้างภาพว่า ตัวเองเป็นคนรักเด็ก ตัวเองเป็นคนใจกว้าง แท้ที่จริงตัวตนจริงๆไม่ได้รักเด็ก และไม่ได้ใจกว้าง

ส่วนการรักษาภาพนั้น ก็เป็นอีกอย่าง คำว่ารักษาหมายถึง รักษา พิทักษ์ รักษาไว้ให้คงอยู่ไม่สูญเสีย แปลง่ายๆว่าของเดิมที่มีอยู่ดีอยู่แล้ว อาจะเป็นชื่อเสียง หรืออะไรก็ตามแต่..

รักษาภาพคือรักษาหน้าตนเองไว้นั่นเอง อาจจะมีเหตุผลแตกต่างกันไปประการต่างๆเช่น รักษาไว้เพราะไม่ต้องการให้เกิดการอับอายขายหน้า รักษาเพราะต้องการควบคุมกายวาจาใจ ให้เป็นไปโดยปรกติตามมารยาทของสังคม

ในทรรศนะของฮัมเบิลคิดว่า การรักษาภาพ ย่อมดีกว่า การสร้างภาพ เพราะว่าอาการรักษาภาพ ก็เป็นการรักษากาย วาจา ใจ อย่างหนึ่ง ไม่ให้แสดงออกซึ่งอาการที่ไม่ดีประการต่างๆนานา เพราะถ้าหากในโลกนี้ไม่มีคนที่พยายามจะรักษาภาพ รักษา กาย วาจา ใจเลยสักคน อะไรจะเกิดขึ้น โลกนึ้คงยุ่งเหยิง ใครต่อใครก็ทำอะไรๆ โดยที่ไม่คำนึงถึงสิ่งใดทั้งสิ้น

แท้จริงการควบคุมการแสดงออกยังเป็นธรรมะประการหนึ่งที่ต้องมีการอบรมฝึกฝน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “คนดี ย่อมมีความสุขุมในการแสดงออก และคนดี ย่อมสามารถควบคุมการแสดงออกทางกาย วาจา และใจของตนเองได้”

อย่างไรก็ตามนอกเหนือยิ่งไปกว่าการควบคุมกายและวาจา คือการควบคุมจิตของตน จิตที่ดิ้นรน กลับกลอก ป้องกันยาก ห้ามมักใฝ่ในอารมณ์ตามที่ใคร่นั้น..ผู้มีปัญญาสามารถดัดให้ตรงได้ เหมือนช่างดัดลูกศร ผู้ใดดัดจิตให้ตรงได้นั้นเป็นการดี ดังพุทธพจน์ที่ว่า จิตที่ฝึกดีแล้วนำสุขมาให้

สรุปแล้ว เมื่อมีใครมาบอกว่า เราชอบรักษาภาพล่ะก็ ยิ้มรับและขอบคุณเขาไปเลยว่า แหม ขอบคุณนะที่บอกว่าฉันรักษาภาพ นี่ถ้ามาบอกว่าสร้างภาพล่ะก็แย่แน่ๆเลย


-มิสฮัมเบิล-

ขอบคุณภาพจากใจดวงเดียว (Single Mind..)




 

Create Date : 10 กันยายน 2554    
Last Update : 10 กันยายน 2554 15:10:39 น.
Counter : 985 Pageviews.  

+*-+** ลำนำแห่งสายน้ำ -+*-..*-+*.



ทุกครั้งที่ผ่านไปที่ริมฝั่งน้ำ ฉันมักจะเฝ้ามองสายน้ำที่กำลังไหลในแม่น้ำอย่างสนใจ บางครั้งขณะที่นั่งอยู่ในรถ เมื่อรถขับเคลื่อนผ่านสะพานที่มีลำธารทอดผ่านอยู่ข้างล่าง ถึงกับต้องเหลียวมองสายน้ำจนตัวเอี้ยว เมื่อสุดสายตานั่นแหละจึงหันหน้ากลับไปยังถนนที่อยู่เบื้องหน้าอย่างเดิม

อาจจะเพราะความเป็นคนที่เกิดต่างจังหวัดด้วยก็เป็นได้ ที่ทำให้ฉันมีความผูกพันและมีใจเสน่หา... (ใช่สิ เสน่หา ตกลงใช้คำนี้แหละ) ต่อลำน้ำแทบทุกสาย เด็กต่างจังหวัดในสมัยก่อนไม่มีที่เที่ยวที่เล่นมากเหมือนเด็กกรุงเทพฯ เพราะฉะนั้นจึงคุ้นเคยและสนิทชิดเชื้อกับธรรมชาติเป็นอย่างดียิ่ง ไม่ว่าจะเป็นทุ่งนาฟ้าโล่ง ป่าเขา หรือสายธารรูปร่างสวยๆ ที่บางช่วงก็ทอดเป็นเส้นตรง บางช่วงก็ลดเลี้ยวเป็นทางโค้ง...

ถ้าสังเกตให้ดี สายธารแต่ละแห่ง แต่ละช่วงน้ำ ทำให้ผู้มองเกิดอารมณ์ที่ต่างกัน สายธารบางแห่งดูชุ่มเย็น ไม่กว้างมากนัก ประดับประดาไปด้วยไม้น้ำ เช่นผักตบชวาเป็นหย่อมๆ และกระแสน้ำเบา จนรู้สึกอยากจะตรงเข้าไปแหวกว่ายเสียตอนนั้น…

บางสายธารกลับดูสงบนิ่ง ไหลลึก และลึกลับ จนแทบไม่ปรารถนาจะคะเนว่ามีสิ่งใดที่แอบแฝงอยู่ภายใต้...และยังมีบางแห่ง ที่ดูสนุกสนานร่าเริงและเปิดเผย เป็นสายธารที่มีกระแสน้ำที่แรงปานกลาง ไม่ลึกและไม่ตื้นจนเกินไป จนทำให้มองเห็นกรวดกลมสวยๆ กับเปลือกหอยใหญ่สะท้อนสีมุกสดใสอยู่ใต้ผืนน้ำ แต่บางทีสายธารเดิมที่เคยอ่อนหวานกลับดูดุดัน โกรธเกรี้ยว มีกระแสรุนแรง และมีสีแดงดั่งชาด ในยามฤดูน้ำหลาก...

สายธารมีอารมณ์และความรู้สึกหรือ ? !! เปล่าเลย! ความจริงแล้ว ลำธารและสายน้ำหาได้มีชีวิต และอารมณ์ แต่อย่างใดไม่ หากแต่เพียงกระทบสายตาแล้วก่อให้เกิดอารมณ์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล, และมีบ้างเหมือนกัน อารมณ์ที่รู้สึกว่า...อยากจะขับกล่อมเป็นลำนำ

-น้อมเศียรเกล้า-




คล้อยตามตนเองจักสะดุด
โอนอ่อนมวลชนจักดำรง
ลำธารที่ไหลผ่านหลายหมู่บ้าน
ไม่มีใครปล่อยให้ตื้นเขิน
ลำธารที่ผ่านบ้านเราบ้านเดียว
ตื้นเขินไม่มีใครสนใจ....

(หนังสือพุดตานกถา)




“แม่น้ำสายใหญ่ มิได้หวั่นไหว หรือสนใจ มิได้ให้ความสำคัญมั่นหมาย ในแห่งสรรพชีวิต และซากแห่งสรรพสิ่ง ที่ไหลมา ไหลมา เพื่อผ่านไปในที่สุดแต่อย่างใด แม่คงคาท่านยังคงทำหน้าที่ประดุจดั่ง และเสมือนหนึ่ง เป็นผู้มีญาณบารมีธรรม เมตตา อุเบกขา

อุเบกขา..ดุจมีตาทิพย์ สงบเย็นเห็นสกุลธรรมต่อผัสสะที่ผ่านมา เพื่อผ่านไป ว่าวันนี้มีอาสวะ ขยะมาร หรือ สภาวะอารมณ์
ทั้งฝ่ายบุญ ฝ่ายบาป ทั้งหยาบและละเอียด ไหลมาเพื่อผ่านไป ล้วนแต่เป็นสภาวธรรมที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป แม่คงคา ไม่มีหน้าที่เก็บและกักตุน ขยะน้อยใหญ่ ที่ไหลพัดผ่าน ไว้ในมหาอาณาจักรแห่งสายธารเลยฉันใด มหาปัญญา
มหาปฎิปทาของเผ่าพันธ์บัณฑิตพิชิตชัยทั้งหลาย ท่านก็ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นในสัญญาและอารมณ์ ที่เกิดดับทั้งปวงฉันนั้น...”


(หนังสือสายธารแห่งอารมณ์)




“แม่น้ำสายใดเป็นแม่น้ำตาย ไม่ไหลไม่ถ่ายเทไปสู่ที่อื่น หยุดนิ่ง ขังอยู่ที่เดียว แม่น้ำสายนั้นย่อมพลันตื้นเขินและสกปรกเน่าเหม็นเพราะสิ่งสกปรกลงมามิได้ถ่ายเท นอกจากนี้บริเวณใกล้ๆ แม่น้ำสายนั้นจะหาพืชพันธุ์ธัญญาหารที่สวยสดก็หายาก
แต่แม่น้ำสายใดไหลเอื่อยลงสู่ทะเล หรือแตกสาขาออกไปไหลเรื่อยไป มันไม่รู้จักหมดสิ้น คนทั้งหลายได้อาศัย อาบดื่ม และใช้สอยตามปรารถนา มันจะใสสะอาดอยู่เสมอไม่มีวันเหม็นเน่าหรือสกปรกได้เลย พืชพันธุ์ธัญญาหาร ณ บริเวณใกล้เคียงก็เขียวสดสวยงาม

บุคคลผู้ตระหนี่ เมื่อได้ทรัพย์แล้วก็เก็บตุนไว้ ไม่ถ่ายเทให้ผู้อื่นบ้างก็เหมือนแม่น้ำตาย ไม่มีประโยชน์อะไรแก่ใคร ส่วนผู้ไม่ตระหนี่เป็นเหมือนน้ำที่ไหลเอื่อยอยู่เสมอกระเสก็ไม่ขาด ทั้งยังเป็นประโยชน์แก่มนุษย์ทั้งหลาย เพราะฉะนั้นสาธุชนได้ทรัพย์แล้ว พึงบำเพ็ญตนเสมือนแม่น้ำซึ่งใสสะอาดไม่พึงเป็นเช่นแม่น้ำตาย”


(หนังสืออานนท์พุทธอนุชา)



“น้ำมิตรเกิดจากการสั่งสม
แต่ความรักอุบัติอย่างกระทันหัน
น้ำมิตรต้องผ่านการทดสอบของเวลา
แต่ความรักมักบังเกิดในชั่วพริบตา....”

(หงส์ผงาดฟ้า : โกวเล้ง)





“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนห้วงน้ำใสแจ๋ว ไม่ขุ่นมัว บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนฝั่ง พึงเห็นหอยโข่งและหอยกาบบ้าง ก้อนกรวดและกระเบื้องบ้าง ถ้วยบ้าง ฝูงปลาบ้าง ซึ่งเที่ยวไปบ้าง ตั้งอยู่บ้างในห้วงน้ำนั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะน้ำไม่ขุ่นฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน จักรู้ประโยชน์ตนบ้าง รู้ประโยชน์ผู้อื่นบ้าง จักรู้จักประโยชน์ทั้งสองบ้าง จักกระทำให้แจ้งซึ่งคุณวิเศษ คือ อุตริมนุสสธรรมอันเป็นความรู้ความเห็นอย่างประเสริฐ อันเป็นของพระอริยะได้ด้วยจิตที่ไม่ขุ่นมัว ข้อนั้นเป็นเรื่องที่จะเป็นไปได้ เพราะเหตุไร เพราะจิตไม่ขุ่นมัว...”

(//www.84000.org/true/544.html)



สุดท้าย ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ก็ย่อมต้องดับสลายไป
หากคิดไขว่คว้าหานิรันดร์ เท่ากับเอื้อมมือคว้าบุปผาในกระจก
หากคิดครอบครองเงาจันทร์ในสายน้ำเท่ากับแส่หาความปวดร้าวไปชั่วชีวิต

(โกวเล้ง)




“....เมื่อใด บุคคลมีจิตอันกามราคะครอบงำแล้ว และไม่รู้ธรรมเป็นเครื่องสลัดกามราคะที่บังเกิดขึ้นแล้ว เมื่อนั้น...เหมือนพื้นน้ำที่ระคนด้วยครั่งก็ดี ด้วยขมิ้นก็ดี ด้วยครามก็ดี ด้วยฝางก็ดี บุรุษผู้มีจักษุพิจารณาดูเงาหน้าของตนในน้ำนั้น ก็ไม่พึงรู้ไม่พึงเห็นเงาหน้าของตนตามความเป็นจริงได้

“เมื่อใดบุคคลมีจิตอันพยาบาท (ความมุ่งร้าย) รุมครอบงำอยู่ แลไม่รู้ธรรมเป็นเครื่องสลัดพยาบาทที่เกิดขึ้นแล้ว....เหมือนพื้นน้ำที่ร้อนจัดด้วยไฟเดือดพล่านแล้ว บุรุษผู้มีจักษุพิจารณาดูเงาหน้าของตนในน้ำนั้น ก็ไม่พึงรู้ไม่พึงเห็นเงาหน้าของตนตามความเป็นจริงได้"

“เมื่อใดบุคคลมีจิตอันถีนมิทธะ (ความง่วงเหงาเคลิบเคลิ้ม) รุมครอบงำอยู่ แลไม่รู้ธรรมเป็นเครื่องสลัดถีนมิทธะที่เกิดขึ้นแล้ว เมื่อนั้น ....เหมือนพื้นน้ำสาหร่ายแลแหนปกคลุม แล้วบุรุษผู้มีจักษุพิจารณาดูเงาหน้าของตนในน้ำนั้น ก็ไม่พึงรู้ไม่พึงเห็นเงาหน้าของตนตามความเป็นจริงได้

“เมื่อใดบุคคลมีจิตอันอุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านรำคาญ) รุมครอบงำอยู่ แลไม่รู้ธรรมเป็นเครื่องสลัดอุทธัจจกุกกุจจะ ที่เกิดขึ้นแล้ว เมื่อนั้น ....เหมือนพื้นน้ำที่ลมพัดไหวกระเพื่อมเป็นระลอกแล้ว บุรุษผู้มีจักษุพิจารณาดูเงาหน้าของตนในน้ำนั้น ก็ไม่พึงรู้ไม่พึงเห็นเงาหน้าของตนตามความเป็นจริงได้

“เมื่อใดบุคคลมีจิตอันวิจิกิจฉา (ความไม่เคลือบแคลงสงสัย) รุมครอบงำอยู่ แลไม่รู้ธรรมเป็นเครื่องสลัดวิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้ว เมื่อนั้น ....เหมือนพื้นน้ำที่ขุ่นมัวเป็นตม อันเขาตั้งไว้แล้วในที่มืด บุรุษผู้มีจักษุพิจารณาดูเงาหน้าของตนในน้ำนั้น ก็ไม่พึงรู้ไม่พึงเห็นเงาหน้าของตนตามความเป็นจริงได้



(//www.84000.org/true/461.html)



“ห้วงน้ำที่เต็มด้วยน้ำ ย่อมไหลไปสู่สมุทรสาครให้เต็มฉันใด
ทานที่ท่านให้แล้วแด่โลกนี้ ย้อมสำเร็จแก่บุคคลที่ล่วงลับไปแล้วฉันนั้น”

(บทอนุโมทนาวิธี)




“ในโลกนี้ไม่มีอะไรนุ่มหรือบางกว่าน้ำ แต่การที่น้ำสามารถกัดเซาะสิ่งที่แข็งอย่างไม่ยอมจำนนนั้น ไม่มีอะไรจะเทียบได้”

(ปรัชญาจีน)




ทะเลงามยามค่ำดูล้ำลึก
ความรู้สึกซ่อนไว้ใครจะเห็น
ใต้สายน้ำนิ่งเงียบดูเยือกเย็น
อาจลำเค็ญสุดครืนคร่ำด้วยน้ำตา

(ไม่ทราบผู้ประพันธ์)






“แม่น้ำคุ้งคดเคี้ยวก็ควรจร ไม้ที่คดเข้าทำศรก็เชื่อได้
เหล็กที่คดทำเคียวเกี่ยวข้าวได้ อันคนคดนี้เห็นไม่ต้องการงาน.”


(สุนทรภู่)





“สนนฺตา ยนฺติ กุสุพฺภา
ตุณฺหี ยนฺติ มโหทธิ
ห้วยน้ำน้อยไหลดังสนั่น
ห้วนน้ำใหญ่ไหลนิ่งสงบ”

(พุทธศาสนสุภาษิต)





“....สนิมเหล็กเกิดกายในเนื้อเหล็ก
แม้นรอยเล็กเหล็กก็ด้อยเพราะรอยหมอง
อันเวรกรรมทำไปด้วยใจคะนอง
ย่อมสนองโทษซ้ำคนทำเวร


ประหนึ่งตมเกิดแต่น้ำลำละหาน
น้ำก็ล้างลาญผลาญสะอาดเห็น
อันบาปกรรมเกิดแต่กายทำให้เป็น
ให้ชะล้างละเว้นด้วยน้ำใจ”

(ไม่ทราบผู้ประพันธ์)





************************************************
ประมวลภาพลำนำแห่งสายน้ำโดย @Single Mind for Peace
คำนำและเรียบเรียงโดย : น้อมเศียรเกล้า




 

Create Date : 03 กันยายน 2554    
Last Update : 3 กันยายน 2554 11:42:36 น.
Counter : 3016 Pageviews.  

หญิง-ชายกลายเป็นอสูรกายขณะขับรถ

“นั่งรถมาด้วยกันดีๆ อยู่ดีๆพ่อตัวดีของฉันก็กลายเป็นอสูรกายไปซะงั้น”
น้ำผึ้งเพื่อนร่วมงานของปริมพูดออกมาดังๆให้ฟัง ขณะหย่อนกระเป๋าสะพายใบงามของเธอลงที่โต๊ะทำงานยามเช้า

ปริมได้แต่หัวเราะร่วน คิดในใจว่า เออจริง คนสมัยนี้ขับรถทีเป็นต้องได้สั่งสมโทสะมากน้อยตามระยะไมล์ที่ขึ้นกันอยู่ร่ำไป และนึกไปถึงสมัยที่ต้องโหนหิ้วราวรถเมล์เมื่อยามเป็นเด็กนักเรียน แทบจะเรียกว่าฝากชีวิตไว้กับรถเมล์ แท้ๆเชียว

ตัวปลิวไปมาอ่อนระเน้อ้อนเอ้ ไปตามจังหวะเคลื่อนและหยุดของรถ เหตุเพราะเจ้าประคุณคนขับ มีอารมณ์กราดเกรี้ยว เดี๋ยวเบรก เดี๋ยวออกตัวกระชากจนเอวของปริมแทบจะขาด และด้วยความที่ทำบุญมาน้อยขึ้นรถมาอย่าได้หวังจะได้ยินเสียงดนตรีไพเราะเสนาะโสต เพราะไม่นานนักก็ต้องได้ยินเสียงคนขับสบถด่า อีกเสียงปู๊ดป๊าดปื๊นปู๊น พาให้เหนื่อยหน่ายใจยิ่งนัก

ปัจจุบันถึงแม้ปริมหรือน้ำผึ้ง และอาจใครอีกหลายๆคนจะไม่ได้นั่งรถประจำทางแล้วก็ตาม ก็เหมือนมีบุญแต่กรรมบัง เพราะสารถีส่วนตัวของปริม ที่นั่งอยู่ข้างๆกัน ก็ทรงอารมณ์กราดเกี้ยว อยู่เป็นระยะๆ ขณะที่ส่งสายตากวาดมองไปยังท้องถนน

“ไอ้นี่..สงสัยเมียมันจะตาย”
“เบาๆหน่อยคุณ” ปริมเอ็ด

และหลังจากนั้นแค่อึดใจ ตัวปริมก็กระตุกอย่างรุนแรง เพราะการเร่งความเร็วอย่างกะทันหัน เพื่อจะแข่งกับรถคันงามที่เมียมันจะตายเมื่อสักครู่นี้ ปริมมองไปยังที่เบาะคนขับข้างๆ… แฟนของปริมหายไปแล้ว เหลือแต่อสูรกายตนหนึ่งกำลังเร่งความเร็วหน้ามืดหน้าดำอยู่ตรงนั้น

น้อมเศียรเกล้า
๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๑



-*-**-**-**-**-**-**-**-**-**-**-**-**-**-**-**-**-**-


หลายคนขณะขับรถ หรือโดยสารรถก็ตาม เพราะเหตุการณ์ต่างๆที่เคร่งเครียดบนท้องถนนมากระทบก็มักจะเกิดอารมณ์อันไม่น่าปรารถนาไม่มากก็น้อย ส่วนใหญ่จะเป็นอารมณ์โกรธ ทำให้บันดาลโทสะ เช่นเปล่งวาจาที่ไม่สุภาพ ตลอดไปจนถึงการชกต่อยตบตี ถึงกับฆ่ากันให้ตายบนท้องถนนเลยทีเดียว และคงไม่ดีแน่ หากจะปล่อยความโกรธให้จมลงในจิตใจของเราเช่นนั้น ในวบทความนี้ ขอน้อมนำ “วิธีฝึกใจไม่ให้โกรธ” พระนิพนธ์ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มาฝากดังนี้

๑ ความโกรธเป็นไฉน

O ดูเหมือนจะเป็นที่ยอมรับกันว่า โทสะหรือความโกรธเป็นเหตุแห่งความร้อนใจ ยิ่งกว่าความโลภหรือความหลง โกรธเมื่อใดร้อนเมื่อนั้น แม้ผู้ที่หยาบที่สุด ไม่ต้องใช้ความประณีตพิจารณาเลย ก็ย่อมรู้สึกได้เช่นนั้น

O คนโกรธง่าย โกรธบ่อย อาจจะเกิดความโกรธจนชินได้แต่จะไม่ชินกับผลที่เกิดจากความโกรธ คือจะต้องรู้สึกร้อนเสมอไปไม่ว่าจะโกรธจนชินแล้วเพียงไหน มีตัวอย่างที่เกิดกับทุกคนอยู่ทุกวัน คือคนขับรถโกรธคนเดินถนน คนเดินถนนโกรธคนขับรถ

แม้คนขับรถจะต้องพบคนเดินถนนทุกวัน วันละหลายครั้ง แต่ก็ต้องเกิดโทสะเพราะกันและกันอยู่เสมอ เรียกได้ว่าจนเป็นของธรรมดา

แต่กระนั้น ทั้งคนขับรถและคนเดินถนนก็คงยอมรับว่า เมื่อเกิดโทสะทุกครั้งก็ร้อนเร่าในใจทุกครั้งนี่เป็นผลของความโกรธ ที่จะต้องเกิดคู่ไปความโกรธเสมอไม่มีแยกจากกัน ความโกรธเกิดขึ้นเมื่อใด ความร้อนใจก็ต้องเกิดขึ้นเมื่อนั้นเสมอ

O สามัญชนทุกคนย่อมมีความโกรธ แต่ความโกรธของทุกคนไม่เท่ากัน นี้เป็นที่รู้กันอยู่ เห็นกันอยู่ ติกันอยู่ ชมกันอยู่ บางคนโกรธง่าย โกรธแรง บางคนโกรธยาก โกรธเบา บางท่านเรียกคนประเภทแรกที่โกรธง่าย โกรธแรง ว่าเป็นคนมีกรรม และเรียกคนประเภทหลังที่โกรธยาก โกรธเบา ว่าเป็นคนมีบุญ เหตุผลก็น่าจะอย่างที่รู้กันอยู่ คือ

O ความโกรธไม่ทำให้ใครเป็นสุข มีแต่จะทำให้เป็นทุกข์ ยิ่งโกรธง่าย โกรธแรง ก็ยิ่งเป็นทุกข์บ่อย เป็นทุกข์มาก

O ลองดูใจตนเองเสียบ้าง ก็จะเห็นความแตกต่างของจิตใจ เวลาโกรธกับเวลาโกรธ เช่นในขณะนี้ หากผู้ใดกำลังโกรธอยู่ก็ให้หยุดคิดถึงเรื่องหรือบุคคลที่ทำให้โกรธเสียสักระยะ ย้อนกลับเข้ามาดูใจตนเอง เมื่อกำลังโกรธ

ดูเข้ามาก็ย่อมจะเห็นว่ากำลังโกรธ เมื่อดูเห็นว่ากำลังโกรธแล้ว ก็ดูให้เห็นว่ามีความร้อนพลุ่งพล่านอยู่ในใจหรือไม่ ซึ่งจะต้องเห็นว่ามีความโกรธก็ต้องมีความร้อน โกรธมากก็ร้อนมาก โกรธน้อยก็ร้อนน้อย

O ดูลงไปอีกว่า ความร้อนนั้นทำให้เดือดร้อนหรือไม่ หรือทำให้สบาย ถ้าดูกันจริงๆ และตอบตัวเองอย่างจริงๆ ก็จะต้องได้คำตอบว่า ความร้อนนั้นทำให้เดือดร้อน ไม่ทำให้สบาย เมื่อได้คำตอบเช่นนี้แล้ว ก็ดูลงไปอีกว่า อยากพ้นจากความไม่สบายนั้นหรือไม่ ถ้าดูจริง ก็จะได้เห็นความจริงว่า อยากจะพ้นจากความไม่สบายนั้น ซึ่งเกิดเพราะเกิดความโกรธหรือความมีโทโส



๒. จงมีสติเมื่อเกิดความโกรธ

O พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้แก่ที่เหตุ จึงต้องแก้ที่ความโกรธ แก้ให้ความโกรธน้อยลง ทำให้หมดสิ้นเชิงในวันหนึ่ง

O วิธีที่แก้ความโกรธให้เกิดผลรวดเร็ว ไม่ชักช้า มีอยู่ว่าให้พยายามทำสติให้รู้ตัวเมื่อความโกรธเกิดขึ้น

O คือเมื่อโกรธ ก็ให้รู้ว่าโกรธ และเมื่อรู้ว่าโกรธแล้ว ก็ให้พิจารณารูปร่างหน้าตาของความโกรธ ให้เห็นว่าเป็นความร้อนเป็นความทุกข์ จนกระทั่งถึงให้รู้ว่าเป็นอารมณ์ที่ไม่พึงปรารถนาให้มีสติพิจารณาอยู่เช่นนั้น อย่าให้ขาดสติ เพราะเมื่อขาดสติเวลาโกรธจะไม่พิจารณดังกล่าว

แต่จะต้องออกไปพิจารณาเรื่องหรือผู้ที่ทำให้มีความโกรธ และก็จะไม่เป็นการพิจารณาเพื่อให้ความโกรธลดน้อย แต่จะกลับเป็นการพิจารณาให้ความโกรธมากขึ้น เหมือนเป็นการเพิ่มเชื้อให้แก่ไฟ จึงต้องพยายามทำสติควบคุมสติให้พิจารณาเข้ามาแต่ภายในใจเท่านั้น ให้เห็นความโกรธเท่านั้น ดูอยู่แต่รูปร่างหน้าตาของความโกรธเท่านั้น

O การทำเช่นนั้น ท่านเปรียบว่าเหมือนขโมยที่ซุกซ่อนอยู่เมื่อมีผู้มาดูหน้าตาก็จะซุกซ่อนอยู่ต่อไปไม่ได้จะหนีไป ความโกรธก็เช่นกัน เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะถูกจ้องมองดูอยู่ ก็เหมือนขโมยที่มีผู้มาดูหน้า จะต้องหลบไป เมื่อความโกรธหลบไปหรือระงับลงความร้อนก็จะไม่มี ใจก็จะสบายได้โดยควร
O การพิจารณาดูหน้าตาของความโกรธ จึงเป็นวิธีแก้ที่ตรงที่สุด และจะให้ผลรวดเร็วที่สุด เป็นการบริหารจิตที่ควรปฏิบัติอย่างยิ่งประการหนึ่ง

O โทสะหรือความโกรธ เป็นเหตุแห่งความร้อนใจที่รู้สึกได้ชัดเจนง่ายดาย จนทำให้ความโกรธเกิดขึ้นเมื่อใด จะรู้สึกเมื่อนั้นว่าความร้อนใจเกิดขึ้นพร้อมกันทันที ลองสังเกตดูก็ได้

O สมมติเมื่อเปิดวิทยุรายการหนึ่ง ผู้ที่ประสงค์จะฟังรายการนี้ไม่มีปัญหา มีปัญหาแต่ผู้ไม่ประสงค์จะฟังรายการนี้ ประสงค์จะฟังรายการอื่น แต่ไม่สามารถจะหมุนคลื่นวิทยุไปสถานีอื่นได้ ด้วยเหตุใดก็แล้วแต่ หากจำเป็นต้องฝืนใจฟังรายการนี้ มีความไม่พอใจเกิดขึ้น ขอให้ถือประโยชน์จากความไม่พอใจ

ด้วยการสังเกตใจตนเอง ให้เห็นว่าเมื่อความไม่พอใจ หรือจะเรียกว่าโทสะอย่างอ่อนเกิดขึ้นเช่นนี้ ใจเป็นอย่างไร สงบเย็น หรือว่าร้อน ย่อมจะเห็นว่าไม่สงบเย็น แต่ว่าร้อน อาจไม่ร้อนเท่าบางเวลา เมื่อความไม่พอใจหรือโทสะอย่างแรงเกิดขึ้น เป็นต้นว่าเมื่อกำลังขับรถยนต์อยู่ในถนนเวลาการจราจรกำลังคับคั่ง มีรถคันอื่นพยายามเบียด พยายามแซง พยายามกดแตรเร่งอยู่ข้างหลัง ทั้ง ๆ ที่ไม่มีทางจะเร่งไปข้างหน้าได้ ในเวลาเช่นนั้นได้ทราบว่าผู้ขับรถคันไหนคันนั้นจะต้องหัวเสีย เกิดโทโส

จนบางคนถึงกับกล่าวคำหยาบคายในขณะขับรถจนติดเป็นนิสัย เพราะโทสะทำให้เป็นไป คือโทสะทำให้ร้อนจนถึงระเบิดออกมาเป็นกิริยาวาจาที่ไม่น่าดูไม่น่าฟัง โทสะของผู้ขับขี่ที่แรงถึงกับระเบิดออกมาเป็นกิริยาวาจาหยาบคาย
มักจะทำให้ผู้ได้ยินเกิดโทสะต่อไปอีกทอดหนึ่ง คือทำให้บรรดาผู้นั่งมาในรถนั้นเกิดโทสะ เพราะได้เห็นได้ยินกิริยาวาจาที่ไม่สุภาพไปด้วยเรียกได้ว่าโทสะเกิดเป็นทอดๆต่อเนื่องกัน

O หากทุกคนจะทำสติดูใจตนเองในขณะกำลังเกิดโทสะ ก็ย่อมจะได้เห็นว่าใจกำลังร้อนด้วยอำนาจของโทสะ มากน้อยแล้วแต่แรงของโทสะที่เกิดขึ้นในใจของแต่ละคน มีโทสะแล้วจะไม่ร้อนไม่มีเลย ต้องร้อนทั้งนั้น

O เคยได้ยินบางคนยังบ่นโกรธ แม้จะขับรถถึงจุดหมายปลายทางแล้ว บางคนเพียงเล่าถึงเวลาต้องขับรถไปในถนนขณะจราจรกำลังคับคั่งก็ยังกลับเกิดโทสะขึ้นได้ ทุกคนที่ขับรถก็น่าจะต้องขับอยู่แทบทุกวัน และการจราจรก็ดูเหมือนไม่มีวันที่ไม่คับคั่ง คับคั่งทุกวัน ดังนั้นคนขับรถจึงต้องเกิดโทสะทุกวันต้องร้อนใจทุกวัน

O ที่จริงโทสะนั้นเมื่อเกิดแล้วดับแล้ว อาจจะเหมือนไม่เคยเกิดมาก่อนเลย จิตใจสงบสบายเป็นปรกติ แต่ความจริงไม่เช่นนั้น แม้เมื่อโทสะดับแล้ว จิตใจสงบสบายแล้ว แต่โทสะที่สงบก็หาใช่ว่าหมดไปจากจิตใจไม่ เมื่อสงบนั้นเพียงจมลงฝังอยู่ในใจเท่านั้น ไม่ได้หมดไปไหน



๓. วิธีชะลอความโกรธ

O โทสะเกิดขึ้นกี่ครั้ง สงบแล้วก็จมลง เป็นพื้นฐานของจิตใจเท่านั้นครั้ง ไม่ได้หายไปไหนเลยแม่แต่ครั้งเดียว โทสะที่จมลงในจิตใจนี้ ไม่ได้หายไปไหนเลยแม้แต่ครั้งเดียว โทสะที่จมลงในจิตใจนี้ ไปทำให้จิตใจมีโทสะเพิ่มขึ้นทุกที คิดให้ดีจะเห็นว่าไม่น่าปล่อยให้เป็นเช่นนั้นต่อไป

น่าจะแก้ไข ขั้นต้น ต้องพยายามไม่ให้โทสะเกิดขึ้นอีกง่ายๆ

O ซึ่งน่าจะต้องพยายามเป็นเรื่องๆ ไป เช่นพยายามไม่ให้เกิดโทสะในเวลาขับรถ ต้องอาศัยสติเป็นสำคัญ คือก่อนจะขึ้นประจำที่นั่งในรถทุกครั้ง ต้องตั้งใจทำสติให้ได้ว่าจะไม่โกรธเลยในระหว่างที่ขับรถอยู่ จะไม่โกรธ ตั้งใจให้มั่น

สำทับตัวเองให้แข็งแรงว่าจะไม่ให้โกรธ จะใจเย็น เช่นนี้แล้วขณะที่ขับรถอยู่ แม้จะมีอะไรมาทำให้อยากโกรธ ก็จะสามารถรักษาจิตใจให้ไม่โกรธได้ดีกว่าไม่ตั้งใจไว้ก่อนเลยว่าจะไม่โกรธ คือถึงแม้จะโกรธบ้างก็จะโกรธน้อยกว่าไม่ตั้งใจไว้ก่อน

ดังนั้นก่อนจะขึ้นขับรถทุกครั้งจึงควรจะทำสติให้เกิดขึ้น ทำใจให้ตั้งมั่น สัญญากับตนเองว่า จะไม่โกรธขณะขับรถ จะไม่โกรธและจะทำให้ การตั้งใจเช่นนี้อาจจะไม่ประกอบด้วยเหตุผลอย่างอื่นเลย นอกจากไม่อยากโกรธ เพราะความโกรธทำให้ไม่สบาย ถึงจะไม่ประกอบด้วยเหตุผลอย่างอื่น

แต่การตั้งใจจริงที่จะไม่โกรธก็จะได้ผล มากน้อยตามกำลังการตั้งใจ ตั้งใจเข้มแข็งเด็ดขาดจริง จะทำให้เกิดผลเด็ดขาดจริงได้ คือจะทำให้ไม่โกรธเลยได้จริงๆ ในระยะเวลาที่กำหนดไว้นั้น เช่น ในเวลาขับรถ

O แต่ถ้าเหตุผลประกอบการตั้งใจว่าจะไม่โกรธด้วย ก็จะได้ผลยิ่งขึ้น

O เพราะเหตุผลสำคัญเสมอ เมื่อประกอบด้วยเหตุผลที่ถูกต้องแล้ว ย่อมยอมรับด้วยดี ไม่คำนึงอย่างอื่น
O อันความไม่โกรธนั้นไม่ได้เป็นคุณเป็นประโยชน์หรือเป็นผลดีแก่ใครยิ่งกว่าแก่ตัวเอง จึงควรอย่างยิ่งที่จะปฎิบัติเพื่อความไม่โกรธ ในขั้นต้นแม้เพียงเมื่อกำลังขับรถหรือนั่งอยู่ในรถ

O ผู้มีธรรมถือเหตุผลเป็นสำคัญเสมอ ไม่ว่าใครจะทำผิดมาแล้วมากน้อยเพียงไหน หากเห็นเหตุผลที่กระทำไปเช่นนั้นจักอภัยให้ได้อย่างง่ายดาย

O การตั้งใจจริงที่จะไม่โกรธขณะขับรถ พร้อมกับใช้ปัญญาหาเหตุผลมาประกอบเพื่อไม่ให้เกิดความโกรธ ก็คือการตั้งใจจริงที่จะเข้าใจเหตุผลความจำเป็น ของคนที่ขับรถอื่นๆ ด้วยมายาทอันชวนให้โกรธ และเมื่อเหตุผลความจำเป็นของเขาแล้ว ก็จะอภัยให้ได้ ไม่โกรธ

O การฝึกใจไม่ให้โกรธ จึงเท่ากับเป็นการฝึกให้อภัยในความผิดของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่รู้จักหรือไม่รู้จักก็ตาม นับเป็นการบริหารจิตอย่างยิ่งวิธีหนึ่ง ที่จะให้ผลดีแก่ผู้บริหารเอง

O เท่าที่เคยได้ยินมา รถหรือคนขับรถที่ถูกโกรธมากที่สุดคือรถโกยสารประจำทาง หรือคนขับรถโดยสารประจำทาง เห็นแทบทุกคัน ทุกสาย ที่พูดๆ กันให้ได้ยิน ก็เพราะขับไม่เกรงใจใคร ชอบเบียดชอบแซง เพราะรีบร้อนจะไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา ชนเป็นชน ตายเป็นตาย

ทั้งหมดนี้เป็นเหตุให้ผุ้ขับรถคันอื่นๆ เกิดโทโส บางทีถึงคิดสู้ คือใช้วิธีขับไม่ให้รถประจำทางขึ้นหน้าไปได้เลย บางคนเล่าว่าถึงกับดับเครื่องรถของตนจอดขวางทางไว้เฉยๆ ทำให้รถที่ตามติดมาแล่นต่อไปไม่ได้ด้วยเหมือนกัน

บางคนถึงกับลงมาจากรถไปต่อปากต่อคำกัน ซึ่งบางทีก็ถึงได้รับบาดเจ็บ เลือดตกยางออก และบางรายก็ถึงตายทั้งหมดนี้เกิดจากอำนาจโทสะ ที่ไม่ได้รับการพยายามแก้ไขไม่ให้เกิดด้วยวิธีที่กล่าวแล้วข้างต้นเป็นต้น
O แต่ก็เคยได้ยินมาเหมือนกัน บางคนไม่โกรธรถประจำทางหรือคนขับรถประจำทางเลย ไม่ว่าจะขับด้วยมารยาทชวนให้โกรธเพียงใดก็ไม่โกรธ ทั้งยังให้ความเห็นใจอำนวยความสะดวกให้จนสุดความสามารถด้วย เช่น เปิดทางให้ไปก่อนโดยดีเสมอ

ที่ทำเช่นนั้นบอกว่าไม่ใช่เพราะกลัวถูกชนแล้วจะแย่เพราะรถประจำทางคันใหญ่กว่ามาก ไม่ใช่เพราะรำคาญอยากจะให้ไปเสียให้พ้นๆ ไม่ใช่เพราะประชดประชัน

แต่เพราะมีเหตุผลที่พอใจ และเห็นว่าเป็นเหตุผลที่ถูกต้องสมควร เมื่อเห็นเหตุผลเช่นนั้นแล้ว การให้อภัยก็เกิดตามมา ไม่ว่ารถประจำทางจะแล้นอย่างไร ผิดมารยาทมากมายอย่างไร ก็อภัยให้ได้ไม่โกรธ

O เหตุผลที่ทำให้บุคคลประเภทหลังนี้ไม่โกรธคนขับรถประจำทาง อำนวยความสะดวกให้จนสุดความสามารถเสมอ มีอยู่ว่า เพราะได้คิดไปถึงความเหน็ดเหนื่อยของคนที่ต้องมีมากมายแน่ แล้วก็คือไปถึงบรรดาผู้โดยสารจำนวนมากที่เบียดเสียดกันอยู่แน่นรถประจำทางทุกคันเสมอ

ทุกคนได้รับความลำบากไม่น้อย รถยิ่งติดนานเพียงไรก็ยิ่งลำบากอยู่นานเพียงนั้นคนขับรถส่วนตัวที่ไม่ต้องเบียดเสียดกับใคร เวลารถติดนานหน่อยยังรู้สึกเดือดร้อน ไม่เป็นสุข คนนั่งรถประจำทางนั้นแม้รถจะไม่ติดก็มีความเดือดร้อน ไม่เป็นสุข เพราะการต้องเบียดเสียดและห้อยโหนอยู่แล้ว เมื่อรถติดก็จะต้องเดือดร้อนมากขึ้น

O คนคนเดียวยอมรับความเดือดร้อนเพียงเล็กน้อย เพื่อความสบายขึ้นบ้างของคนจำนวนมาก ต้องเป็นสิ่งควรทำ ต้องเป็นการกระทำที่ดีแน่

O การเสียสละประโยชน์ตนเพียงเล็กน้อยเพื่อประโยชน์ส่วนรวมที่ยิ่งใหญ่นั้น ผู้ใดทำได้ ผู้นั้นมีฐานะของจิตใจอยู่ในระดับสูง ผู้ใดยังทำไม่ได้ ผู้นั้นควรจะได้บริหารจิตใจให้ยิ่งขึ้นเพื่อจะได้ทำได้ ที่จริงผู้บริหารจิตจนเป็นผู้มีจิตสวยงามขึ้นเรื่อยๆ เป็นผู้ได้ประโยชน์จากการกระทำนั้นด้วยตนเอง ยิ่งกว่าผู้ใดจะได้



ขอขอบพระคุณภาพพระกกุสันโธ วัดไผ่โรงวัวจาก @Single Mind for Peace
เรื่องสั้นประกอบบทความโดย : น้อมเศียรเกล้า




 

Create Date : 18 สิงหาคม 2554    
Last Update : 20 สิงหาคม 2554 10:35:57 น.
Counter : 1247 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

น้อมเศียรเกล้า
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




Friends' blogs
[Add น้อมเศียรเกล้า's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.