All Blog
หนังสือการลงทุนที่ผมชื่นชอบครับ
นานๆจะพอมีเวลาเขียน note บ้าง มาเริ่มเลยดีกว่าครับ

***เป็นความชอบส่วนตัวนะครับ ผู้อ่านควรทดลองอ่านหนังสือแต่ละเล่มดูก่อนครับ แต่ผมรับประกันคุณภาพนะครับ ^^


1. 85 ไอเดีย การลงทุน ในตลอดหุ้นไทย เป็นสุดยอดหนังสือการลงทุนสำหรับผมเลยครับ

พี่โจ๊ก นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ เขียนให้คนที่สนใจการลงทุน จนถึงเซียนหุ้นอ่านครับ



หนังสือเริ่มเขียนตั้งแต่สมัยตลาดหุ้น Boo, จนมาถึง Hamburger crisis ครับ

อ่านแล้วจะพบการวิวัฒนาการทางความคิด และการเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาดหุ้น(สำหรับตัวผมนะครับ)

เป็นหนังสือที่ผมหยิบมาอ่านซ้ำๆบ่อยมากๆครับ


Warren Buffett ใช้ทฤษฎี Mr.Market ,Circle of competence & Margin Of Safety ในการลงทุน(จากหน้า 186)



   ตัวตนของผม 85 % มาจากหนังสือเล่มนี้เลยครับ ^^

2. มหัศจรรย์กลยุทธทางธุรกิจ (พี่โจ๊ก นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์)


     ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ตอนที่ผมเรียนเรื่อง Business model กับพี่มน มนตรี นิพิฐวิทยา ครับ

หนังสือนำเนื้อหาที่เรียนใน MBA เกี่ยวกับ Strategy ต่างๆ การมองความได้เปรียบทางธุรกิจ ฯลฯ ผมว่าเป็นเล่มที่ครบเครื่องมากๆ และหนังสือยังมีภาพการ์ตูนน่ารักๆให้อ่านทำความเข้่าใจง่ายมากๆครับ

         คุ้มค่าที่สุด..... คือคำแนะนำของผมครับ

3. ตลาดหุ้นไทย The Survival Kit & 20 บริษัทจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์ ของพี่โจ๊ก นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์

      หลายครั้งผมไม่เข้าใจว่าอุตสาหกรรมด้านต่างๆ มีข้อได้เปรียบ เสียเปรียบอย่างไรบ้าง

หลายครั้งผมมองบางด้านไม่ออก

หลายครั้งผมไปให้ความสำคัญกับสิ่งที่เป็นข้อด้อยเพียงนิสเดียว จนทำให้ปล่อยหุ้นดีๆไป แล้วค่อยมาตามเก็บ


       หนังสือเล่มแรก สอนให้คุณตามข้อมูลทางเศรษฐกิจได้เอง และสอนให้รู้จักวิเคราะห์อุตสาหกรรมประเภทต่างๆ

       หนังสือเล่มที่ 2 สอนให้ลองวิเคราห์ตัวบริษัท แต่ละบริษัท โดยเราสามารถดูการวิเคราะห์ของพี่โจ๊ก แล้วนำมาประยุกต์ใช้เพื่อมองบริษัทที่เราสามารถทำความเข้าใจได้ไม่ยากครับ


4. ลงทุนสวนกระแส แบบ แอนโทนี่โบลตัน แปลโดย พี่เวป พรชัย พรชัย รัตนนนทชัยสุขครับ


        หากจะหาหนังสือที่มีมุมมองเฉียบคม มีแต่เนื้อหาที่สามารถนำมาใช้ได้เสมอๆ เล่มไม่หนาเกินไป และไม่บางเกินไป

ผมว่าเล่มนี้สุดยอดจริงๆครับ โดยเฉพาะบท การจับจังหวะตลาด อ่านแล้วคุณจะเข้าใจ และหลายครั้งจะคิดคล้ายๆกับข้อเขียนของพี่มนตรี นิพิฐวิทยา เรื่อง "อย่าจับจังหวะตลาด" ....ถ้าอ่านแล้ว งง ...ต้องลองไปหาอ่านดูครับ ^^


5.One Up On Wall Street แปลโดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิระวรากร

และ Beating The Street แปลโดย พี่เวป พรชัย รัตนนนทชัยสุข


         หนังสือทั้ง 2 เล่มนี้ เป็นของ Peter Lynch 1 ในสุดยอด ผู้จัดการกองทุนของโลก ครับ


         เป็นหนังสือที่ Peter Lynch เขียนให้คนธรรมดาสามัญเลือกลงทุนในหุ้น โดยที่คนธรรมดา สามารถเข้าใจ และเลือกลงุทนในบริษัทที่เค้าเข้าใจ ได้ดีกว่า ผู้จัดการกองทุน หรือนักวิเคราะห์ทั้งหลาย หนังสือชี้แจงเหตุผลให้ได้อ่าน


และที่สำคัญ มันเป็นสิ่งที่เป็นความจริงครับ


6.ตามรอย วอเร็น บัฟเฟตต์ แปลโดยคุณ เอกสิทธฺ์ หัสสรังสี ครับ

          หนังสือเกี่ยวกับ Warren Buffett มีหลายเล่ม สำหรัลเล่มนี้ เป็น1 ในไม่กี่เล่มที่ผมอ่านจบครับ >

เนื้อหาอ่านง่าย ใช้ได้จริง และ work จริงๆครับ


      ****  สุดท้ายแล้วอยากกล่าวว่า หลักการลงทุนของแต่ละท่านแตกต่างกันครับ

เลือกการลงทุนที่เหมาะกับตัวของท่าน อย่าเลือกหลักการลงทุนที่เหมาะสำหรับคนอื่นย แต่ไม่เหมาะสำหรับตัวท่านนะครับ

และหลายครั้ง เราใช้หลักการหลายๆอย่างมากเกินไป จนหลักการ กลายเป็นหลักเกิน ครับ


หลายครั้ง วินัยในการลงทุน สำคัญกว่าความสามารถในการเลือกหุ้นเพื่อลงทุนครับ


มีสติ มีความสุข และสนุกกับการลงทุนนะครับผม



Create Date : 04 กันยายน 2555
Last Update : 4 กันยายน 2555 15:11:03 น.
Counter : 2102 Pageviews.

1 comment
ความเข้าใจในการบริหารเงิน และการลงทุน (#'o')b
ช่วงนี้ได้คุยกับคนที่เริ่มสนใจการลงทุนในสินทรัพย์หลายๆอย่าง เลยอยากเขียนทำความเข้าใจครับ

(ผมไม่ได้เป็น broker / ผู้ขายหลักทรัพย์ ไม่ได้สอบ Single License ครับ) ... ผมเป็นหมอธรรมดาคนหนึ่งที่สนใจเรื่องการลงทุนครับ ^^

ปกติ คนอ่านพ่อรวยสอนลูก (Rich Dad Poor Dad) จะเริ่มสนใจเรื่อง การบริหารเงิน และการให้เงินทำงาน ขณะเดียวกัน เวลาเราเห็นคนอื่นมี หรือประสบความสำเร็จ เราก็เริ่มอยากเป็นบ้าง (มันเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ครับ) เช่นกัน เวลาเราเห็นคนที่ล้มเหลว เราก็จะรู้สึกขยาด (มีความกลัวเกิดขึ้น)

จริงๆในตลาดการเงินนั้น มีความรู้สึก อยู่ 2 อย่างครับ นั่นคือ ความโลภ กับ ความกลัว เพียงแต่ว่า คุณจะบริหารความโลภ ให้พอเหมาะกับความรู้ทีึ่คุณมีหรือไม่

เวลาเราคุยกับผู้ให้คำปรึกษาทางการเงิน เค้าจะแนะนำก่อนว่า เรารู้หรือไม่ว่าเรามีความเข้าใจ หรือที่เรียกว่า ความฉลาดทางการเงินมากน้อยแค่ไหน

เริ่มต้นแรกๆ คุณต้องทราบก่อนว่า เงินที่เราได้มานั้น คุณนำไปใช้จ่ายอย่างไรบ้าง ในหนัง Shopaholic นางเอกใช้จ่ายเกินตัว แถมไปสร้างหนี้ขึ้นมาเรื่อยๆ เพราะเค้าไม่ทราบว่า เค้าใช้จ่ายอะไรไปบ้าง ดังนั้นแรกๆ เราควรจดบันทึก รายรับ รายจ่ายองเรา ในแต่ละวัน ควรเขียนทุกวัน เพื่อจะได้ฝึกความมีวินัย และจะได้ไม่ลืมครับ

เราควรแบ่งเงินที่เรามีออกมาสัก 10% เพื่อเก็บออมในสินทรัพย์ที่ จะไม่มีวันลดค่าลงไป(ไม่คิดเงินเฟ้อนะครับ) เช่น เงินฝใากประจำ หรือ money market fund เช่น SCBSFF (ไม่ได้มีเจตนาโฆษณา และไม่ได้ค่าโฆษณาครับ) หรือบางคนจะฝาก ประจำ แต่ตั้งแต่ปีนี้ ถึงปี 2015 ดอกเบี้ยจะเป็นขาขึ้น ดังนั้นเลือกฝากประจำระยะสั้นเช่น 3 เดือน เพราะเค้าจะปรับดอกเบี้ยบ่อิยกว่า 6 หรือ 12 เดือนครับ

ส่วนตัวผมเอง นำไปเก็บไำว้ในกองทุนทองคำครับ และบังคับตัวเองให้เก็บไว้ใน RMF เพื่อลด Bias เวลาที่มีความผันผวนเกิดขึ้น

เงินส่วนที่เหลือ แบ่งไว้ใช้จ่าย และแบ่งส่วนที่เหลืออีกส่วนหนึ่งไว้ลงทุนครับ

การลงทุนในสินทรัพย์มีทั้งหมด 3 อย่าง

1. การทำธุรกิจ (Self Employee , Business Owner)

2. การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ทั้งซื้อมาเพื่อให้เช่า และขายต่อ

3. การลงทุนในตราสาร ในที่นี้ผมขอพูดถึงการลงทุนในหุ้นนะครับ

...... มาพูดเรื่องที่ผมมีความเข้าใจมากที่สุดก็คือการลงทุนในหุ้นครับ

แต่ก่อนผมคิดว่า มันคือการพนัน หลายครั้งเราเห็นว่าคนจ้องดูจอที่มีตัวเลขวิ่งๆ อะไรก็ไม่รู้ แล้วก็มีคนแสดงอารมณ์เหมือนเชียร์บอล หรือดูมวยเลย บางครั้งไปเข้าคุยแล้วบอกหุั้นตกโว้ย ไม่มีกะใจคุย ฯลฯ

จริงๆแล้ว หุ้นคืออะไรครับ

ผมยกตัวอย่างง่ายๆนะครับ

ปกติเวลาที่เราต้องการขยายธุรกิจ เช่นถ้าผมเป็นเจ้าของธุรกิจสักอย่างหนึ่ง แล้วผมต้องการขยายสาขา ผมมีทางเลือกอยู่ 3 อย่างครับ

A ผมไปกู้จากธนาคารหรือสถาบันการเงิน อันนี้ผมต้องมั่นใจมากๆ เพราะหลังกู้แล้วจะมีภาระดอกเบื้ยตามมาาครับ

B ผมหาผู้ร่วมทุน (Venture Capital)เช่นเราเคยเห็น UBC ร่วมทุนกับกลุ่ม True แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น TRUE Vision ใช่ไหมครับ หลังร่วมทุนกันก็จะมาดูว่า ใครออกเงินทุนมากน้อยขนาดไหน คนนั้นก็จะมีอำนาจต่อรองมากกว่า

C ออกหุ้น ซึ่งมีทั้งหุ้นกู้(ที่เห็นตามหนังสือพิมพ์) และหุ้นทุน (common stock) ที่เห็นเค้าต่อคิวซื้อหุ้นกันที่ธนาคาร อย่างล่าสุดเราก็เห็นการขายหุ้นของธนาคาร LH bank เพื่อรายย่อย โดยปกติเค้าจะกำหนดว่า หุ้นที่ออกขายนั้นมีจำนวนกี่หุ้น แต่ละหุ้นราคาเท่าไหร่

หลังจากนั้นก็จะมีวัน และเวลาที่เค้ามาขายหุ้นสู่สาธารณธชน ที่เค้าเรียกว่า IPO(Initial Public Offering) ถ้าขายหมด เจ้าของกิจการก็จะรับเงินจำนวนนั้นทั้งหมดไป โดยอำนาจ และเงินลงทุนในกิจการของเค้าก็จะลดสัดส่วนไปเนื่องจากมีผู้อื่นมาร่วมลงวทุนด้วยครับ

หลังจากนั้น ถ้าบริษัทเหล่านั้นเป็นบริษัทจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เค้าก็จะมีการซื้อ ขายหุ้นกันในเวลาที่เค้ากำหนด

ยกตัวอย่างง่ายๆ เหมือนการซื้อ เก้าอี้ที่เข้าประชุม ถ้าเก้าอี้ที่นั่งประัชุมมี 10 ตัว แต่ละตัวมีคนนั่งแล้ว ถ้าเราอยากนั่ง เราก็จะเสนอราคาให้คนที่เค้านั่งอยู่ก่อนให้เค้าขายให้เรา ถ้าเกิดเก้าอี้ั้นนั้น หรือบริษัทนั้นมีแนวโน้มที่น่าสนใจ ราคาที่คนจะเสนอ(เหมือนประมูล)ก็จะราคาสูงขึ้น

เช่นเดียวกัน ถ้าเก้าอี้นั้นหรือบริษัทนั้นเกิดมีเรื่องร้ายๆ มีข่าวไม่ค่อยดี เช่นการท่องเที่ยว แล้วมีอผ่นดินไหว หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดแบบที่ฟุกุชิม่าในประเทศญี่ปุ่น ราคาก็น่าจะลดลงครับ

เขียนมาสักพักน่าจะทำให้พอเข้าใจการลงทุนได้มากขึ้นนะครับผม ^^

Sir Ricjard Branson (ผู้ก่อตั้งค่ายเพลง Virgin และอื่นๆอีกเป็นร้อยบริษัท) กล่าวหลังจากเกิดวิกฤติ Hamburger ในปี 2008 ว่า

ทุกๆอย่างมีความเเสี่ยง แต่เราลดความเสี่ยงได้ เมื่อเราเข้าใจในสิ่งนั้นๆ

ผมเห็นด้วยกับท่าน Sir Richard ครับ หากเราไม่เข้าใจ เราก็ไม่ควรจะลงทุนครับ

คนเราเข้าใจอะไรแตกต่างกัน

และแต่ละคนถนัดต่างกัน

อย่าเอาความเข้าใจ ความถนัดของคนอื่น มาเป็นแนวทางการปฏิบัติของเรา หากเรายังไม่เข้าใจสิ่งนั้นๆ และเรายังไม่เข้าใจตนเองครับ

การเรียนรู้ไม่มีคำว่าช้าเกินไป คุณเพียงแต่เริ่ม ณ บัดนี้ครับ

มีสติ และมีความสุขกับการศีกษาการลงทุน และเริ่มลงทุนด้วยความเข้าใจนะครับ ^^




Create Date : 05 มิถุนายน 2554
Last Update : 5 มิถุนายน 2554 22:00:18 น.
Counter : 401 Pageviews.

1 comment
สิ่งที่นักลงทุนควรทำ (โดย อ.เทพ รุ่งธนาภิรมย์)
สิ่งที่นักลงทุนควรทำ (โดย อ.เทพ รุ่งธนาภิรมย์)


การลงทุนในตลาดหุ้นมีความเสี่ยงแต่ก็มีโอกาสทำให้คนร่ำรวยถ้ารู้จักหลักการและมีวินัยที่ดี จากประสบการณ์ที่ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวอย่างโชกโชนและตื่นเต้นในตลาดหุ้นจนสามารถอยู่ในถ้ำเสือได้อย่างปลอดภัยด้วยกลยุทธหุ้นห่านทองคำ ผมขออนุญาตรวบรวมข้อคิดบางประการ ที่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์ต่อท่านนักลงทุนเพื่อนำไปพิจารณาดูทั้งหมด 10 ข้อ ดังนี้
1. ศึกษาเทคนิคการลงทุนที่ถูกต้อง
2. ไม่พึ่งข้อมูลวงใน (Inside Information)
3. เลือกหุ้นที่มีคุณภาพจากข้อมูลที่เปิดเผย
4. รู้จักการประเมินมูลค่าหุ้น
5. ต้องใจเย็นในการซื้อขายหุ้น
6. ติดตามการดำเนินงานของบริษัท
7. ลดต้นทุนเมื่อมีโอกาส สะสมหุ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลง
8. ให้หุ้นทำงานหาเงิน
9. ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง
10. สอนคนอื่นให้มีความรู้อย่างถูกต้อง

1. ศึกษาเทคนิคการลงทุนที่ถูกต้องการซื้อหุ้นโดยเชื่อคนอื่นบอกว่ามันจะขึ้นไปอีกเป็นความเสี่ยงมากทีเดียว ถ้ารักจะลงทุนด้วยตนเอง ต้องรีบทำความเข้าใจเกี่ยวกับการสร้างมูลค่า การอ่านงบการเงินให้เป็นต้องพยายามดูโหงวเฮ้งของ CEO ให้ออก ต้องเข้าใจว่าการลงทุนจริงๆแล้วไม่ใช่การเล่นหุ้นจนสุดท้ายเห็นได้ด้วยตนเองว่าตลาดหุ้นนั้นมิใช่เป็นบ่อนการพนันแต่เป็นสถานที่ ที่นักลงทุนจะสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้ในระยะยาว

2. ไม่จำตัองพึ่งข้อมูลวงใน Inside Information)การจะได้ผลตอบแทนดีๆจากตลาดหุ้นต้องได้มาอย่างถูกวิธีและเที่ยงธรรม ไม่จำเป็นต้องเอาเปรียบคนอื่นด้วยการรู้ข้อมูลวงในเลยดีไม่ดีถูกหลอกเองจะช้ำใจเสียเปล่าๆความจริงแล้ว ข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่สามารถเปิดเผยต่อคนทั่วไปมีอยู่มากมายเพียงพอที่นักลงทุนจะนำไปใช้ศึกษา วิเคราะห์ และตัดสินใจได้อย่างสบาย ทำแบบนี้แล้วจะรู้สึกดีที่เราเป็นคน fair ต่อสังคม

3. เลือกหุ้นที่มีคุณภาพจากข้อมูลที่เปิดเผยพอมีเทคนิคดีแล้ว ต่อมาคือการ เลือกหุ้นที่มีคุณภาพดีๆ หุ้นที่มีคุณภาพคือหุ้นที่มี CEO ดีๆ เก่งๆ ทำผลงานออกมา สวย มีกำไร มีเงินสด มีการขยายงาน หนี้สินมีไม่มาก สามารถจ่ายปันผลได้ด้วยยิ่งดี ทำอย่างนี้ไม่ต้องไปสนใจว่าตลาดหุ้นจะขึ้นจะลง เพราะเราซื้อหุ้นไม่ใช่ซื้อทั้งตลาดหุ้น

4. รู้จักการประเมินมูลค่าหุ้นเมื่อเลือกหุ้นที่มีคุณภาพดีแล้ว ยังไม่ต้อง รีบร้อนเข้าไปซื้อลงทุน ใจเย็นๆ ก่อน ทำการประเมินหามูลค่าหุ้นออกมาดู จะทำแบบไหนก็ได้ ผมใช้วิธีผลตอบแทนจากเงินปันผล dividend yield) เป็นหลัก บางทีผมก็ใช้วิธี P/E บ้าง แล้วแต่โอกาส

5. ต้องใจเย็นในการซื้อขายหุ้น เมื่อเลือกหุ้นที่มีคุณภาพดีและทำการประเมินมูลค่าหุ้นแล้ว ก็ไม่ต้องรีบร้อนซื้อ

ให้นำมูลค่าไปเทียบกับราคาก่อนถ้าราคาต่ำกว่ามูลค่ามากก็ซื้อเยอะได้ ถ้าต่ำกว่าไม่มากอาจจะลงทุนซื้อบ้าง

เพราะถ้าหุ้นอ่อนตัวลงจะได้ซื้อมาถั่วเฉลี่ยต้นทุนได้ ขณะเดียวกันถ้าราคาหุ้นขึ้น ก็ไม่ต้องเสียดาย ค่อยๆทยอยขาย จะมากจะน้อยแล้วแต่ศิลปของแต่ละคน ขายแล้วก็มีเงินสดมากขึ้น ต้นทุนหุ้นในมือก็ลดลง ถ้าราคาเกิดอ่อนตัวลงก็สามารถมีเงินไปซื้อกลับมาได้อย่างสดวกโยธิน ทำอย่างนี้ได้จะได้ไม่ต้องตื่นเต้นตกใจไปกับการแกว่งขึ้นแกว่งลงของราคาหุ้นเลย

6. ติดตามผลการดำเนินงานซื้อหุ้นแล้วต้องติดตามผลการดำเนินงานอย่างน้อยทุกๆไตรมาส เพราะบริษัทจะต้องเปิดเผยผลการประกอบการให้นักลงทุนทราบ และถ้ามีโอกาสควรไปประชุมผู้ถือหุ้นอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อจะได้ทำการประเมินว่า ผลงานที่CEOทำออกมาดีอย่างที่คาดไว้หรือดีกว่า จะได้ถือเก็บด้วยความมั่นใจ แต่ถ้าผลงานออกมาด้อยกว่าที่คาดบ่อยๆ ก็จะต้องทบทวนว่ายังจะถือต่อหรือทำการโละทิ้ง

7. ลดต้นทุนเมื่อมีโอกาส สะสมหุ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลงเรื่องการลดต้นทุน cost reduction) เป็นเรื่องที่นักลงทุนโดยทั่วไปยังไม่ค่อยคุ้นเคย เพราะส่วนใหญ่ได้ยินได้ฟังมาเกี่ยวกับเรื่องการทำกำไรจากการขายหุ้น capital gain) จากคนอื่นเวลาคนอื่นเกิดขาดทุน capital loss) มักจะอุบเงียบ ก็เลยเข้าใจกันว่า กิจกรรมของตลาดหุ้นคือการเข้ามาเพื่อซื้อหุ้นถูก ขายหุ้นแพงและไม่สนใจจะเก็บรักษาหุ้นไว้เลย แม้ว่าบางทีเป็นหุ้นคุณภาพดีมากพอมีกำไรมากก็ขายหมดเกลี้ยง พอขายหมดก็เหมือนผ่าท้องห่านจะไปเอาห่านที่ไหนมาออกไข่ทองคำซึ่งก็คือเงินปันผล ดังนั้นจึงต้องตั้งท่าทีใหม่ เวลาเข้ามาในตลาดหุ้นต้องเล็งที่จะสะสมหุ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด ด้วยการหาโอกาสลดต้นทุนเมื่อภาวะตลาดอำนวยให้

8. ให้หุ้นทำงานหาเงินนักลงทุนจะต้องไม่ลืมว่า วัตถุประสงค์สุดท้ายคือการไม่ต้องเอาตัวเองไปทำงานหาเงิน เพื่อจะได้มีอิสรภาพของตัวเองอย่างแท้จริง การที่จะทำอย่างนี้ได้ต้องมีทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดรายได้เข้ามาอย่างสม่ำเสมอจนมากพอกับค่าใช้จ่าย หุ้นปันผล คือทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้ความฝันกลายเป็นความจริงได้
การจะบรรลุจุดหมายนี้ นักลงทุนต้องจำใส่ใจไว้ว่าการได้กำไรจากการค้าหุ้นเป็นเรื่องรอง การมีหุ้นปันผลดีๆ มากๆด้วยต้นทุนต่ำๆคือคำตอบเพราะหุ้นเหล่านี้จะคอยทำงานให้เจ้าของอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

9. ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงจากการได้ได้ศึกษาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงผมเห็นว่าเป็นแนวทางที่ง่าย เรียบตรง ชัดเจน เพราะการลงทุนที่ดีต้องเริ่มจากรู้จักการพอประมาณ ไม่ทำอะไรเกินกำลังต้องมีเหตุผล ด้วยการรอบรู้และเข้าใจถึงแนวทางการลงทุนอย่างถูกวิธีและต้องมีภูมิคุ้มกันด้วยการลดต้นทุนเสมอเมื่อมีโอกาส ทำให้อยู่ได้ในถ้ำเสือโดยไม่สะทกสะท้านต่อการผันผวนทางราคาหุ้น การมีคุณธรรมซึ่งหมายถึงการไม่เอาเปรียบคนอื่นด้วยการใช้ข้อมูลวงในด้วยการปั่นหุ้นที่สำคัญ คือ เป็นคนใช้ชีวิตเป็น ไม่ตระหนี่มาก และก็ไม่จำเป็นต้องอวดความร่ำรวย อะไรที่สมควรก็ทำตามแต่กรณี ทำให้ชีวิตการนักลงทุนมีความสุข

10. สอนคนอื่นให้มีความรู้อย่างถูกต้องหลักการต่างๆดังกล่าวมาทั้ง 9 ข้อ ถ้านักลงทุนทำได้ เชื่อว่าจะกลายเป็นนักลงทุนมีคุณภาพ สามารถคอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ จากตลาดหุ้นอย่างเป็นกอบเป็นกำอย่างถูกวิธี ที่ดีกว่านั้นคือ ควรต้องพยายามหาโอกาสช่วยเหลือหรือสอนคนอื่นที่มีความต้องการให้ดีขึ้นตาม เป็นเรื่องแปลกมากคือเมื่อเรายิ่งทำการสอน ยิ่งให้วิทยาทานมาก กลับรู้สึกว่าเราได้ รับความรู้สึกสบายอย่างไม่รู้จักจบสิ้น และบางทีหุ้นแจ๋วๆ บางตัวก็ได้มาจากคนที่เราไปสอนก็มี น่าลองดูครับ

เทพ รุ่งธนาภิรมย์บทความจาก M&W พฤษจิกายน 2007



Create Date : 23 มกราคม 2554
Last Update : 23 มกราคม 2554 13:12:13 น.
Counter : 600 Pageviews.

3 comment
^^
ขออนุญาติตอบเรื่องราคานิดนึงนะครับ

ปกติ หุ้นที่ราคาติด top gainer จะดึงดูดนักลงทุน และนักเก็งกำไรเข้ามาซื้อหุ้นเป็นปกติอยู่แล้วครับ

เพราะตลาดหุ้นไม่ได้มีเฉพาะนักลงทุนครับ

เรื่องการขึ้นลงของราคา เราคาดเดาเหตุผลจริงๆได้ยากครับ
เมื่อราคาสูงมากๆ แล้วเค้ามีเหตุผลในการขาย เค้าก็ขาย
เมื่อราคาถูก น่าลงทุน หรือเค้าเห็นโอกาสในอนาคต หรือเชื่อว่า หุ้นจะขึ้นไปอีกเค้าก็ซื้อหุ้นครับ

สุดท้ายแล้ว การคาดเดาผู้อื่นนั้น ไม่สามารถทำให้ถูกต้อง 100% ได้ครับ

แค่คนในครอบครัวเรา เพื่อนๆของเรา บางครั้งเรายังเดาใจเค้าไม่ออกเลย จริงไหมครับ

คนในตลาดหุ้นมีหลายคน หลากหลายความคิด

สุดท้ายเราต้องดูที่ตัวของเราเอง
ว่าเราเหมาะจะลงทุนแบบใด

คิดแผนการลงทุนไว้ แล้วถ้ามันถูกต้อง มันผิดพลาด เราจะทำอย่างไร
คิดแล้วเราจะสนุก และมีความสุขกับการลงทุนมากยิ่งขึ้นครับ

ในที่สุด ผมเชื่อว่า ราคาหุ้น จะตอบสนองต่อพื้นฐานของกิจการครับ

บุญรักษาครับ




Create Date : 13 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 16 พฤศจิกายน 2553 22:12:28 น.
Counter : 171 Pageviews.

0 comment
มีสติในการลงทุนในแบบที่เหมาะสมกับตัวเราเองครับ
2ปีนี้ผม fluke บ่อยๆน่ะครับ
ผมว่า ผมเดานิสัยฝรั่งได้ไม่ยากนะครับ

จริงๆถ้าเราใช้ value investment โดยดูว่า กิจการมันตรง criteria เรา แล้วมันมี margin of safety ที่เพียงพอ เราก็ซื้อลงทุนครับ

ผมชอบที่ Peter Lynch เขียนจริงๆครับ (ขออนุญาติ apply เป็นภาษาอ่านง่ายนะครับ)

เด็กมัธยมซื้อหุ้น ได้ผลตอบแทนมากกว่า ผู้จัดการกองทุนเงินเดือนแพงๆ เพราะเค้านำหลักการมาเป็นหลักเกิน ทำให้ ใช้จิตใจมาซื้อ - ขาย หุ้น

เงินในตลาดหุ้น จะย้ายจากคนที่ลงทุนด้วยจิตใจ(ใช้ อารมณ์) ไปสู่คนที่ลงทุนด้วยสมอง (มีวินัยในการลงทุน มีสติ และรักษาระยะห่างจากตลาดหุ้นให้พอเหมาะ อย่าเล่นหุ้นปั่นฯลฯ)

คนเขลาๆอย่างผมเลยค่อนข้างพอใจผลตอบแทนที่ได้มากๆครับ
มีคนเคยบอกว่า นักเศรษฐศาสตร์ใน USA มีมากมาย แต่ลงทุนไม่ได้เก่งกันทุกคน

และ ถ้า ทฤษฏีตลาดหุ้นมีประสิทธิภาพเป็นความจริง Warren buffett คงไปนั่งขัดรองเท้าเป็นอาชีพ ครับ

หุ้นที่ขึ้นไปแล้ว ไม่จำเป็นว่า มันจะไม่ขึ้นอีก เช่นเดียวกับหุ้นที่ราคาลงมา

ผมกลับมาอ่านที่ผมตอบคนที่กังวลมากๆแล้วเค้ามาปรึกษา

เค้าติดดอย CPF 3.8 บาท
ตอนนี้อิ่มไปเลย 600กว่า%

ผมว่า ในระยะสั้นๆเราเดาไม่ถูกหรอกครับ และส่วนใหญ่เราฟังเสี้ยนหมากเกินไป มันเขียนว่า ให้ shortๆๆ (1 ปีแล้วมั้ง พวกใช้อารมณ์เขียน ผมเบื่อสุดๆ) ไปๆมาๆ top มันก็ราคาพุ่งหลังปันผลนี่นา

Stay calm, stay invest และลงทุนให้เหมาะกับตัวเราน่าจะเหมาะสมที่สุดครับ
อย่าถามเรื่องการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวคุณโดยถามคนอื่นๆ

เพราะ ไม่มีใครรู้จักเราดีเท่าตัวเราครับ
ทบทวนการลงทุน พอมันอยู่ตัว ก็อย่าลืมทำอย่างอื่นที่ตอบแทนสังคม

ผมคิดว่า พี่มนสอนการลงทุนเรา ไม่ใช่เพราะอยากให้เรารวยเร็ว

แต่เพราะอยากให้เรารู้จักบริหารเงิน และตอบแทนสังคมครับ ผมรักพี่มนครับ



Create Date : 06 ตุลาคม 2553
Last Update : 6 ตุลาคม 2553 18:47:02 น.
Counter : 232 Pageviews.

1  2  3  4  5  6  7  

noooon010
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]



สวัสดีครับผม ^^

slumdog millioanaire สุดยอดจริงๆครับ

คนทุกคน มีค่าเท่าๆกัน
คนที่ดูถูกคนอื่นเท่านั้น ที่เป็นการดูถูกตัวของคุณเอง

มาสร้างสิ่งดีๆให้โลกนี้กันดีกว่าครับ
Friends Blog
[Add noooon010's blog to your weblog]