กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
 
เที่ยวเมืองพระร่วง ภาคที่ ๒ ภูมิสถานกรุงสุโขทัย กับจารึกศิลา


อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย



....................................................................................................................................................


ตอนที่ ๑ เมืองสุโขทัย - ตอนในกำแพง


การตรวจค้นดูสถานที่ต่างๆในเมืองสุโขทัยอยู่ข้างจะได้ความลำบากมาก รวมเบ็ดเสร็จได้มีเวลาตรวจค้นอยู่ ๘ วัน ที่เจ้าเมืองได้ถางไว้บ้างแล้วก็มี แต่ที่ต้องไปถางเข้าไปใหม่ก็มีเป็นอันมาก เพราะฉะนั้น การตรวจค้นจึงไม่ใคร่จะทั่วถึงนัก การที่ได้ทำครั้งนี้เปรียบเหมือนหักร้างถางพง ถ้าแม้นมีผู้มีความรู้ในทางโบราณคดีขึ้นไปดูเมืองสุโขทัยอีกคราวหนึ่ง เชื่อว่าคงจะสะดวกขึ้นอีกเป็นอันมาก และคงจะได้เค้าเงื่อนประกอบเรื่องราวได้ดียิ่งขึ้นกว่าที่มีอยู่ในหนังสือเป็นแน่ ที่จะได้กล่าวต่อไปนี้เล่าไปตามที่ได้เห็นและตามความคิดความสันนิษฐานประกอบบ้าง พอเป็นโครงให้ผู้ชำนาญในทางโบราณคดีตริตรองวินิจฉัยต่อไป

เมืองสุโขทัยนี้ วัดตามกำแพงเมืองชั้นในคงได้ความว่า ด้านเหนือและด้านใต้ ๔๔ เส้น ๑๕ วาเท่ากัน ด้านตะวันออกและตะวันตก ๓๗ เส้น ๕ วาเท่ากัน ถ้าจะวัดโดยรอบกำแพงรวมเป็น ๑๖๔ เส้น กำแพงชั้นในนี้ได้ตรวจสอบเป็นแน่นอนแล้ว แต่กำแพงชั้นกลางกับชั้นนอกหาได้มีเวลาวัดสอบไม่ แต่เมื่อได้ตรวจดูทั่วแล้วสันนิษฐานว่า กำแพงชั้นในเป็นกำแพงแท้ ยังมีแลงที่ก่อเหลืออยู่บ้างบางแห่ง ชั้นกลางกับชั้นนอกเป็นเทินดิน ตรวจดูในคำจารึกหลักศิลาของพระเจ้ารามคำแหงได้ความว่า "รอบเมืองสุโขทัยนี้ตรีไปได้ ๓๔๐๐ วา" คิดลงเป็นเส้นได้ ๑๗๐ เส้น จึงสันนิษฐานว่ากำแพงชั้นในเป็นกำแพงเดิมครั้งพระเจ้ารามคำแหง ชั้นกลางชั้นนอกคงได้เพิ่มเติมขึ้นต่อภายหลัง

ประตูเมืองซึ่งกล่าวไว้ในหลักศิลาว่ามีสี่ช่องนั้น ก็ค้นพบทั้งสี่ช่อง แต่หน้าประตูออกไปที่แนวกำแพงชั้นกลาง มีป้อมบังประตูอยู่ทั้งสี่ด้าน ซึ่งทำให้เข้าใจว่า เชิงเทินและคูชั้นกลางกับชั้นนอกนั้นน่าจะได้ทำขึ้นเมื่อตั้งใจรับศึกคราวใดคราวหนึ่ง(๑) แล้วเห็นว่าเป็นการมั่นคงดีจึงเลยทิ้งไว้เช่นนั้น ถ้ามิฉะนั้นคงจะไม่ทำป้อมบังประตู ซึ่งไม่ทำให้เมืองงามขึ้นเลย แต่ทำให้มั่นขึ้นเป็นแน่ ถึงแม้ว่าในสมัยนี้ถ้าจะต้องตีเมืองเช่นนี้ก็จะไม่ใช่ตีได้ง่ายนัก

ส่วนที่ต่างๆซึ่งได้ไปตรวจดูนั้นมีเป็นอันมาก และตามความจริงได้ข้ามไปข้ามมาตามแต่จะค้นพบ ครั้นจะเล่าไปตามที่ไปดูเป็นรายวันไปก็จะพาให้ยุ่งนัก จึงได้คิดแบ่งออกเป็นตอนๆเก็บเรื่องราวของสถานที่ซึ่งอยู่ในจังหวัดใกล้เคียงกันไปรวมกันเข้าไว้กล่าวเป็นตอนในกำแพงเสียตอนหนึ่ง นอกกำแพงแยกออกไปตามทิศ พออ่านเข้าใจง่ายขึ้น จะได้จับกล่าวตอนในกำแพงเมืองก่อน

พอออกจากที่พักเข้าประตูเมืองด้านตะวันออกไปได้หน่อยถึงหมู่บ้านในเมือง (ซึ่งมีอยู่ ๓ หมู่บ้านด้วยกัน) บ้านนั้นตั้งอยู่ใกล้ตระพังทอง เป็นสระน้ำใหญ่อันหนึ่งในเมืองนี้ มีระหรือตระพังสามแห่ง คือตระพังทองอยู่ด้านตะวันออก ตระพังเงินอยู่ด้านตะวันตก สระพังสออยู่ด้านเหนือ วัดมหาธาตุเป็นศูนย์กลาง ในคำจารึกหลักศิลาพระเจ้ารามคำแหงก็มีกล่าวไว้ว่า "ในเมืองสุโขทัยนี้ มีน้ำดรพงงโพยสีใสกินดีดงงกินน้ำโขงเมื่อแล้ง" ดังนี้ น่าจะกล่าวถึงตระพังเหล่านี้เอง แต่นอกจากตระพังทั้งสามนี้ นอกเมืองก็ยังมีอยู่อีกเป็นหลายแห่ง ซึ่งเห็นได้ว่าในเวลานั้นน้ำบริบูรณ์และถ้าแม้ได้รักษาการเรื่องน้ำนี้ไว้แต่เดิมมาแล้ว เมืองสุโขทัยจะไม่ต้องทิ้งร้างเลย

ที่ตระพังทองนั้นมีวัดเรียกว่า วัดตระพังทอง ทีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ กลางตระพังมีเกาะ บนเกาะนั้นมีพระเจดีย์ใหญ่อยู่กลางองค์หนึ่ง มีพระเจดีย์บริวารอีก ๘ องค์ พระเจดีย์ใหญ่ยังพอเป็นรูปร่างอยู่ คือเป็นรูประฆัง ข้างล่างเป็นแลงข้างบนเป็นอิฐ พระเจดีย์บริวารนั้นชำรุดเสียมากแล้ว ดูท่าทางบางทีจะเป็นวัดไม่สู้สำคัญนัก และน่าจะไม่สู้เก่านักด้วย ที่เกาะนี้พระยารณชัยชาญยุทธ(ครุธ) เจ้าเมืองสุโขทัยเก่า ซึ่งได้ออกบรรพชาเป็นสามเณรอยู่นั้น ได้มาสร้างกุฏิอาศัยอยู่ และในเวลาที่ไปดูวัดนั้นก็ได้เห็นโบสถ์ ซึ่งสามเณรรณชัยได้จัดการเรื่ยรายและกำลังสร้างขึ้น

จากวัดตระพังทองไปดูวัดร้าง ซึ่งราษฎรเรียกกันว่าวัดใหม่ จะเป็นวัดใหม่มาครั้งไรก็ไม่ปรากฏ วัดนี้มีคูรอบ ภายในจังหวัดคูนั้นมีที่กว้าง ๑ เส้น ๘ วา ยาว ๓ เส้น คูนั้นคงจะเป็นสีมา (สังเกตว่าวัดโบราณมีคูทั้งนั้น คงจะถือสีมาน้ำเป็นของมั่นคง) ที่บนเกาะนั้นมีวิหารรูปร่างชอบกล ตั้งอยู่บนลานยกพื้นพ้นดินขึ้นไปประมาณ ๔ ศอก มีบันไดขึ้น ตัววิหารเป็นรูปสี่เหลี่ยมรี กว้าง ๖ วา ยาว ๑๕ วา มีเสาใหญ่ๆรูปกลมก่อด้วยแลงแผ่นเล็กๆทางด้านตะวันออกและตะวันตก มีมุขเด็จทางด้านตะวันออกทลายเสียแล้ว แต่ทางด้านตะวันตกยังเป็นรูปร่างเรียบร้อยดี ยังแลเห็นบัวที่ฐาน บนมุขเด็จมีพระปรางค์ย่อมๆตั้งอยู่ หน้าตาเป็นมุขเด็จปราสาทที่วิหารด้านเหนือนอกแนวเสาออกมา มีผนังปูนเกลี้ยงๆ ที่ผนังมีหน้าต่างช่องใหญ่ๆรูปสี่เหลี่ยมเหมือนหน้าต่างโบสถ์สมัยปัจจุบันนี้ พอแลเห็นหน้าต่างก็เดาว่าเป็นชิ้นใหม่ ครั้นพิจารณาดูพอจะสังเกตได้ ว่าผนังวิหารตลอดถึงเสาบุษบกที่มุขเด็จ และพระปรางค์ที่เป็นมุขเด็จนั้น เป็นของเพิ่มเติมขึ้นใหม่ทั้งสิ้น ก่อด้วยอิฐแผ่นใหญ่ เสริมขึ้นไปบนฐานแลงของเดิม ฐานชุกชีที่รองพระประธานก็เป็นชิ้นที่เติมขึ้นภายหลัง และเห็นได้ชัดเจนที่ตรงรอยต่อกับเสาเดิมไม่สนิท เป็นพยานอยู่ว่าทำคนละคราว

พอจะเดาต่อไปว่า วิหารนี้คงทิ้งร้างอยู่ แล้วมีผู้มาปฏิสังขรณ์ขึ้นคือตอนที่ทำอิฐด้วยนั้น และโดยเหตุที่ไม่รู้จักนามวัด จึงได้เลยเรียกว่าวัดใหม่ต่อมา วัดนี้พระยาอุทัยมนตรีได้แกความเห็นว่า จะเป็นที่วังเดิม และวิหารนั้นจะเป็นปราสาท การที่คิดเช่นนี้ก็เพราะเห็นเป็นมุขเด็จนั้นเอง แต่ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย เพราะตั้งแต่ได้ดูวังในเมืองโบราณมาหลายแห่งแล้ว ยังไม่เคยพบปราสาทราชฐานทำด้วยแลงหรืออิฐเลย (ยกเสียแต่ที่กรุงทวาราวดี และลพบุรีซึ่งนับว่าเป็นสมัยใหม่กว่าเสียแล้ว) ข้าพเจ้าเชื่อว่าปราสาทราชฐานอะไรคงจะทำด้วยไม้ทั้งสิ้น(๒) วิหารวัดใหม่นั้นถ้าแม้จะเป็นปราสาทก็ดูซอมซ่อเต็มที ทั้งที่ทางก็ดูไม่สู้เหมาะแก่การที่จะทำเป็นวังนัก จึงเข้าใจว่าน่าจะได้ตั้งใจทำเป็นวัดมาแต่เดิม

จากวัดใหม่ได้ไปที่วัดซึ่งราษฎรเรียกกันว่า วัดตะกอนบ้าง วัดตาควนบ้าง สงสัยว่าบางที่ทีถูกจะเป็นวัดตระกวน(ผักบุ้ง) เรียกตามชื่อถาษาเขมรซึ่งปรากฏอยู่ว่าได้ใช้ในเมืองสุโขทัย สมัยพระเจ้ากมรเตญอัตศรีธรรมิกราชาธิราชนั้น ที่วัดตระกวนนี้มีพระเจดีย์ใหญ่ตั้งโดดองค์เดียว กับมีโบสถ์อยู่ทางทิศตะวันออกด้วยหลังหนึ่ง ที่นี้ไม่สู้มีอะไรประหลาดนักในส่วนพื้นที่ แต่ได้พบหัวมังกรทิ้งอยู่หัวหนึ่ง หน้าตาเป็นมังกรไทย ทำด้วยดินเผาเคลือบสีขาว มีลายดำอย่างชามสวรรคโลก เข้าใจว่าคงจะใช้ครอบปลายราวบันไดเป็นเช่นหัวบันไดนาค มีท่อนตัวต่อๆขึ้นไปจนถึงท่อนหางเป็นที่สุด ได้ความว่าหัวมังกรเช่นนี้มีทิ้งอยู่ตามวัดร้างๆ โดยมากมีขนาดต่างๆกัน จึงต้องเดาว่าคงจะใช้เป็นราวบันได้บ้าง เป็นเครื่องประดับบ้าง เช่นช่อฟ้า ในระกา เป็นต้น

ต่อจากวัดตระกวนไปทางด้านเหนือ ห่างประมาณ ๑๐ เส้น มีศาลเทพารักษ์ใหญ่ ราษฎรเรียกกันว่าศาลตาผ้าแดง เป็นรูปปราสาทก่อด้วยศิลาแลงก้อนเขื่องๆ เหทมือนปราสาทหินที่พิมายและลพบุรี เครื่องบนพังลงมาเสียหมดแล้ว แต่เห็นได้ตามรูปว่าคงทำเป็นยอกปรางค์ ก่อด้วยแลงล้วนไม่ได้ใช้เครื่องไม้เลย ด้านหน้ามีมุขยาวออกมา ด้านหลังทลายเสียแล้ว แต่สังเกตดูว่าคงมีมุขเหมือนกัน แต่ไม่ยาวเท่าด้านหน้า ตัวหลังกลางนั้นมีย่อมุมไม้สิบสองยังแลเห็นได้ชัดอยู่ ตรวจดูในที่ใกล้โดยรอบไม่พบชิ้นอะไรอื่นอยู่ใกล้เคียงจนชั้นระเบียงหรือคดก็ไม่มี จึงนึกเดาว่าคงจะไม่ใช่เทวสถานที่ใช้เป็นโบสถ์พราหมณ์ คงจะเป็นศาลเทพารักษ์เช่นศาลพระเสื้อเมืองทรงเมือง เชื่อว่าคงจะเป็นของสำคัญและเป็นที่นับถือในกรุงสุโขทัยโบราณ จึงได้ทำแน่นหนาและด้วยฝีมืออันปราณีตเช่นนี้(๓)

ต่อนี้ได้ไปที่วัดกลางเมือง ซึ่งเรียกกันว่าวัดใหญ่บ้าง วัดมหาธาตุบ้าง ที่วัดนี้ได้ตรวจเทียวไปเทียวมาหลายครั้ง กว่าจะจับเรื่องราวลงร่องรอยเรียบร้อยดี เพราะเป็นวัดใหญ่และมีการก่อสร้างอยู่ในนี้มาก พระเจดีย์วิหารต่างๆและกุฏิเล็กกุฏิน้อยนับไม่ถ้วน พระพุทธรูปก็มีทุกท่าทาง นั่งยืนนอน ชิ้นสำคัญที่สุดในวัดนี้คือพระมหาธาตุเจดีย์สูงตระหง่านอยู่กว่างสิ่งอื่น ทำยอดเป็นปรางค์ชะลูดเรียวงามดีและแปลกนัยตาหนักหนา(๔) มีฐานเป็นชั้นๆลงมาจนถึงลานบน ซึ่งมีบันไดขึ้นอย่างพระปรางค์วัดอรุณ แต่บันไดปรักหักพังเสียสิ้นแล้ว ที่ลานชั้นบนเป็นเช่นวิหารทิศทั้งสี่ด้าน มีซุ้มมีลายจำหลักงามๆมาก ทั้งที่ฐานพระมหาธาตุเองก็มีลวดลายจำหลักไว้อย่างวิจิตร ด้านตะวันออกแห่งพระมหาธาตุมีวิหารหลวงเก้าห้อง*ใหญ่ยาวมาก ขนาดวิหารพระพุทธชินราชเมืองพิษณุโลก หรือจะเขื่องกว่าเสียอีก เสาทำด้วยแลงก้อนเขื่องๆมีเป็นสี่เเถว วิหารนี้เดิมเป็นที่ประดิษฐานพระศรีศากยมุนี ซึ่งได้เชิญลงมาประดิษฐานไว้ในพระวิหารวัดสุทัศน์อยู่จนทุกวันนี้

คิดดูว่าเมื่อพระศรีศากยมุนีประดิษฐานอยู่ในวิหารหลวงวัดมหาธาตุนี้ คงจะแลดูงามเป็นสง่ายิ่งนัก เพราะประการหนึ่งวิหารนั้นยาว พอที่จะพิศดูพระได้เต็มพระองค์ และอีกประการหนึ่งพระองค์จะตั้งอยู่เตี้ยๆ เพราะฉะนั้นคงจะดูได้ดีกว่าที่จะดูที่วัดสุทัศน์เดี๋ยวนี้ วิหารที่วัดสุทัศน์ส่วนยาวไม่พอประการหนึ่ง และพระก็ประดิษฐานไว้สูงนักอีกประการหนึ่ง เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าไปดูทำให้เสียงามไปเป็นอันมาก

วัดมหาธาตุเมืองสุโขทัยนั้น เห็นได้ว่าเป็นวัดสำคัญอย่างยิ่ง มีกำแพงและคูล้อมรอบ เขตวัดกว่าง ๕ เส้น ยาว ๕ เส้น ๔ วา มีสระใหญ่อยู่ ๓ สระ มีสระเล็กอีกหลายสระ ถ้าจะเปรียบกับกรุงทวาราวดีก็คงเป็นอย่างวัดพระศรีสรรเพชญ ติดอยู่กับวังซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไปข้างหน้า วัดนี้เข้าใจว่าคงจะเป็นวัดเก่า ตรวจดูคำจารึกหลักศิลาพระเจ้ารามคำแหง มีข้อความอยู่ว่า "กลางเมืองสุโขทัยนี้มีพิหารมีพระพุทธทอง มีพระอัฏฐารศ มีพระพุทธรูป มีพระพุทธรูปอนนใหญ่มีพระพุทธรูปอนนราม มีพิหารอนนใหญ่มีพิหารอนนราม มีปู้ครูมีสังฆราช มีเถร มีมหาเถร" ดังนี้ ดูก็น่าจะสันนิษฐานว่ากล่าวถึงวัดมหาธาตุนี้ "พิหารมีพระพุทธรูปทอง" นั้น น่าจะเป็นวิหารหลวงซึ่งประดิษฐานพระศรีศากยมุนี "พระอัฏฐารศ" นั้นแปลว่าพระยืนซึ่งมีอยู่ในวัดมหาธาตุหลายองค์ "พระพุทธรูปอนนใหญ่ พระพุทธรูปอนนราม(งาม)" หรือ "พิหารอนนใหญ่ พิหารอนนราม" นั้นก็มีอยู่มาก แต่ข้อที่ท่านพวกปู่ครูสังฆราช เถรและมหาเถร จะได้มีอยู่ในวัดดนี้บ้างหรือไม่นั้น เป็นอันเหลือเดา(๕)

ในหลักศิลาของพระเจ้ากมรเตญอัตศรีธรรมิกราชาธิราช มีกล่าวถึงการหล่อพระพุทธรูปสัมฤทธิ์เท่าพระองค์ ทรงกระทำมหกรรมการฉลองพระนั้นแล้ว ประดิษฐานไว้กลางเมืองสุโขทัยโดยบุรพทิศด้านพระมหาธาตุนั้น แต่ในเรื่องนี้จะได้งดไว้กล่าวถึงต่อเมื่อเล่าถึงวัดสังฆวาสต่อไป

อนึ่ง วัดมหาธาตุนี้ราษฎรนับถือกันว่าเป็นที่สำคัญนัก เพราะกล่าวว่าเป็นที่พระร่วง(นายส่วยน้ำ)ได้มาทรงผนวชอยู่ ยังมีสิ่งที่ชี้เป็นพยานกันอยู่ คือขอมดำดิน ซึ่งตามนิทานว่าดำดินมาแต่นครธม มาโผล่ขึ้นในลานวัดกลางเมืองสุโขทัยเพียงแค่อก เห็นพระร่วงซึ่งผนวชเป็นภิกษุกวาดลานวัดอยู่ ขอมไม่รู้จักจึงถามหาพระร่วง พระร่วงก็บอกว่าให้ขอมคอยอยู่ก่อน จะไปตามพระร่วงมาให้ กายขุนขอมก็เลยกลายเป็นศิลาติดอยู่ที่ลานวัดนั้นเอง ก้อนศิลาซึ่งสมมติเรียกกันว่าขอมดำดินนี้ อยู่ในลานพระมหาธาตุข้างด้านใต้ ที่ยังแลเห็นได้นั้นเป็นรูปมนๆคล้ายหัวไหล่คน ถ้าแม้ต่อศีรษะเข้า ก็พอจะดูคล้ายรูปคนโผล่ขึ้นมาจากดินเพียงหน้าอกได้ ศิลานั้นเบียดอยู่กับฐานพระเจดีย์องค์หนึ่ง แต่บัดนี้พระเจดีย์นั้นพังเสียมากแล้ว ตึงเห็นศิลานั้นได้ถนัด

เมื่อแรกเห็นอยากจะใคร่เดาว่าเป็นศิลาจารึกอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วจึงเห็นว่าเป็นศิลาเกลี้ยงๆอยู่ ยิ่งเป็นที่พิศวงยิ่งขึ้น ว่าเหตุไฉนจึงเอาก้อนศิลาเช่นนี้มาฝังไว้ในที่นี้ อย่างไรๆก็ชื่อว่าไม่ใช่ศิลาที่เกิดอยู่ในพื้นที่นั้นเอง เพราะที่อื่นๆก็ไม่เห็นมีก้อนศิลาเช่นนั้น จึงต้องเข้าใจว่ามีผู้นำมาปักไว้ จึงเกิดเป็นปัญหาขึ้นว่าเอามาปักไว้ทำไม นึกอยากจะเดาว่ามาปักไว้ทำหลักเมือง เพราะที่ตรงนั้นก็ดูเป็นที่เกือบจะกลางเมือง การที่เข้าไปอยู่ในเขตวัดเช่นนั้นก็มีหนทางที่อาจจะเป็นไปได้ทางหนึ่ง คือพระเจ้ากรุงสุโขทัยองค์ใดองค์หนึ่งจะใคร่สร้างวัดที่ไว้พระมหาธาตุเลือกได้ที่เหมาะกลางเมือง จึงสร้างลงไปริมหลักเมืองซึ่งไม่เป็นที่ขัดข้องประการใด เช่นที่เมืองเชียงใหม่หลักอินทขิลบัดนี้ก็อยู่ในเขตวัดเจดีย์หลวง แปลความว่าหลักตั้งอยู่ก่อน วัดตามไปภายหลัง ที่นี่ก็อาจจะเป็นได้เช่นเดียวกัน

แต่ทางทิศเหนือวัดมหาธาตุริมวัดที่เรียกกันว่าวัดชนะสงครามนั้น มีสถานอันหนึ่งซึ่งราษฎรเรียกว่าศาลกลางเมือง ได้แต่ให้พระวิเชียรปราการไปตรวจดูก่อน บอกว่าเข้าใจว่าจะเป็นหลักเมือง ครั้นไปดูเองภายหลังก็ลงเนื้อเห็นด้วย คือมีเป็นเนินอยู่เฉยๆก่อน แต่ครั้นให้ถางและขุดลงไป จึงได้เห็นท่าทางพอเดาได้ ว่ามีเสาแลงตั้งขึ้นไปทั้ง ๔ หลุม มีมุมละ ๒ เสาซ้อนกันเป็น ๒ ชั้น ที่ตรงกลางเนินมีหลุมซึ่งเข้าใจว่าคงจะเป็นหลุมที่ฝังนิมิต ในหลุมนั้นมีศิลาแผ่นแบนทิ้งอยู่แผ่นหนึ่ง แต่แตกแยกเป็นสองชิ้น ตรวจดูศิลานั้นก็แลเห็นเป็นลายอะไรเลือนๆ จึงเหลือที่รู้ได้ว่าเป็นอะไร บางทีจะเป็นแผ่นศิลาที่ลงดวงของเมืองก็ได้ แต่ถูกขุดชำรุดและถูกฝนชะจนลายหรืออักษรลบเลือนไปเสียสิ้นแล้ว รูปร่างสถานที่นี้เดิมคงมีหลังคาเป็นสี่เหลี่ยม และมีเพิงรอบ ดังสันนิษฐานได้ตามเสาที่เหลืออยู่ ท่าทางก็ทีจะเป็นหลักเมืองได้

แต่ถึงแม้ที่นี้จะเป็นหลักเมือง ก็ยังไม่ลบล้างข้อความที่สันนิษฐานเรื่องศิลาขอมดำดิน คืออาจที่เดาต่อไปว่า ครั้นเมื่อได้สร้างวัดมหาธาตุลงที่ริมหลักเมืองเดิมแล้ว ท่านต้องการจะขยายลานให้กว้างออกไป และต้องการทำการโยธาต่างๆในวัดนั้น ท่านจะเกิดรู้สึกขึ้นมาว่าการที่หลักเมืองมาอยู่ตรงนั้นกีด จึงคิดอ่านย้ายไปไว้เสีแห่งอื่นให้พ้น แต่หลักศิลาที่ปักไว้เป็นเครื่องหมายเดิมนั้นท่านไม่ได้ย้ายไป เพราะตัวหลักไม่เป็นของสำคัญ สำคัญอยู่ที่นิมิตต่างหาก หลักเป็นเพียงเครื่องหมายให้ปรากฏว่าฝังนิมิตไว้ตรงไหนเท่านั้น เมื่อท่านได้ขุดเอานิมิตไปฝังไว้ที่แห่งอื่นแล้ว หลักนั้นก็เป็นหลักเหลวๆอยู่ลอยๆไม่เป็นหลักเมืองต่อไป การที่คิดไปว่าหลักเมือง คือหลักศิลาหรือไม้ปักให้แลเห็นปรากฏอยู่นั้นเห็นว่าเป็นการเข้าใจผิด เพราะได้ยินเรียกว่า "หลักเมือง ๆ" ก็เลยจับเอาคำหลักนั้นมาถือมั่นว่าหลักเมืองจำต้องเป็นหลักทำด้วยไม้หรือศิลาปักแต้อยู่ ตามความจริง "หลัก" ไม่ได้แปลได้เฉพาะแต่ว่าเสา "หลัก" จะแปลว่ามั่นก็ได้ เช่นคำที่เรียกผู้นั้นผู้นี้เป็นหลัก ไม่ได้หมายความว่าผู้นั้นๆเป็นเสาเลย หมายความว่าเป็นคนสำคัญมั่นคงต่างหาก

ถ้าแม้จะเกิดปัญหาขึ้นว่า ไหนๆท่านจะย้ายเอาหลักเมืองสุโขทัยกันทั้งทีแล้ว ท่าจจะชะลอเอาศิลาที่หมายไปด้วยไม่ได้หรือ ต้องตอบว่าก็คงได้แต่ค่อนข้างจะลำบาก เพราะศิลาขอมดำดินนั้นไม่ใช่เล็ก โตกว่าอ้อม ที่ฝั่งอยู่ในดินเดี๋ยวนี้ราว ๒ ศอก ในกาลบัดนี้ปลายอยู่เพียงเสมอพื้นดิน แต่พิจารณาก็เห็นรอยถูกต่อยมาก พระยาอุทัยมนตรีสืบได้ความมาจากคนชราที่อยู่ใกล้ที่นั้นว่า ได้เคยเห็น "ขอม" นั้นสูงพ้นดินขึ้นมากกว่าศอก และได้ความว่าชาวเมืองพอใจต่อยเป็นชิ้นเล็กๆไปฝนเข้ากับยา นิยมกันว่าทีรสทั้งเปรี้ยวทั้งหวานทั้งเค็ม เป็นยาอย่างประเสริฐนัก ว่าแก้โรคภัยต่างๆได้สารพัด ได้นิยมกันมาเช่นนี้ช้านานแล้ว ยังมาตอนหลังผู้มาเที่ยวชอบต่อยชิ้น "ขอม" ไปเป็นที่ระลึกอีก และ "ขอม" นั้นก็เป็นศิลาแดงต่องง่าย เพราะฉะนั้น "ขอม" จึงเหลืออยู่น้อยเท่านี้ แต่บัดนี้ผู้ว่าราชการเมืองได้ประการห้ามมิให้ผู้ใดผู้หนึ่งต่อยหรือทำอันตรายศิลานั้นอีกแล้ว จึงพอจะเป็นที่หวังได้ว่าคนที่จะไปเมืองสุโขทัยต่อๆไปในกาลเบื้องหน้าคงจะยังได้ดู "ขอมดำดิน" ศิลานี้เดิมจะสูงพ้นดินเท่าไรก็เหลือเดา เพราะไม่ทราบว่าได้ต่อยกันมาสักากี่สิบปีแล้ว แต่อย่างไรๆก็คงเป็นศิลาแท่งใหญ่มากอยู่ และการที่จะถอนขึ้นและชะลอไปจากที่นั้นน่าที่ท่านจะเห็นว่าความลำบากไม่สมกับเหตุ ท่านจึงทิ้งไว้ให้คนภายหลังแต่งเรื่องราวประกอบจนวิจิตรพิสดารหนักหนา

ยังมีเหตุอื่นๆอีกที่ทำให้สันนิษฐานว่า "ขอมเป็นเสาหลักเมืองเดิม คือพิจารณาดูรูปพรรณสัณฐานก็ดูสมควร นึกดูถึงเสาหลักเมืองอื่นๆที่ได้เห็นมาแล้วก็ดูขนาดๆกัน และการที่ชาวเมืองนับถือว่าศิลานั้นฝนกินเป็นยาวิเศษ ก็ดูยิ่งจะเป็นพยานขึ้นอีกประการหนึ่ง เพราะหลักเมืองที่เมืองอื่นๆก็มักนิยมว่ารักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ต่างๆ เช่นหลักเมืองนครราชสีมาเป็นต้น ตามที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ก็เป็นแต่ความเห็นส่วนตัว แล้วแต่ท่านผู้ชำนาญในโบราณคดีจะวินิจฉัย(๖)

ที่ริมวัดมหาธาตุทางด้านตะวันออก มีที่ดินว่างเปล่าอยู่แปลงหนึ่ง เป็นรูปสี่เหลี่ยมรี ทางด้านเหนือกับด้านใต้มีเทินดินและมีคูต่อไปประจบกับคูวัดมหาธาตุเป็นอันเดียว ด้านตะวันตกที่ติดกับวัดมหาธาตุนั้น มีกำแพงแต่ไม่มีคู ด้านตะวันออกมีคู คูด้านเหนือและใต้นั้นยาวต่อไปจนจดคูวัดด้านตะวันตก เข้าใจว่าน้ำในตระพังทองด้านตะวันออก กับตระพังเงินด้านตะวันตก จะมีทางไขให้เดินเข้าคูวัดกับที่แปลงต่อนั้นได้ตลอด วัดกับที่แปลงตะวันออกนี้จึงเป็นเกาะอยู่ คูด้านสกัดตะวันออกตะวันตกยาว ๕ เส้น ๔ วาเท่ากัน ด้านเหนือด้านใต้ยาว ๑๒ เส้น อยู่ทางเขตวัด ๕ เส้น ทางต่อมาอีก ๗ เส้น เพราะฉะนั้นที่แปลงต่อวัดออกมานั้นกว้าง ๕ เส้น ๔ วา ยาว ๗ เส้นในนั้นมีสระใหญ่ถึง ๒ สระ และมีฐานสี่เหลี่ยมอยู่อันหนึ่ง กว้าง ๑๒ วา ๓ ศอก ยาว ๒๐ วา สูงพ้นดินประมาณ ๒ ศอกคืบหรือ ๓ ศอก ทางด้านเหนือยังแลเห็นบัวคว่ำบัวหงาย แต่ด้านอื่นๆดินพูนขึ้นมาเสียมาก แลทลายเสียแล้วด้วย นอกจากนี้ก็ไม่มีอะไรอีกเว้นแต่ที่แผ่นดินเกลี้ยงๆ

จึงสันนิษฐานว่าที่ดินแปลงนี้คงไม่ใช่ของวัดมหาธาตุ เพราะถ้าเป็นที่ในเขตวัด ที่ไหนจะเว้นมีพระเจดีย์วิหารอะไรสักอย่างหนึ่ง ถึงแม้แต่เดิมจะไม่มีอยู่ ก็น่าจะต้องมีผู้ใดมาสัปดนสร้างเพิ่มเติมขึ้นให้รกเช่นที่วัดโบราณอื่นๆ แม้ที่วัดมหาธาตุนั้นเองภายในพื้นที่แปลงตะวันตกนั้นก็มีเจดีวิหารชิ้นเล็กชิ้นน้อยเรียงรายระกะไปจนเดินหลีกแทบไม่พ้น ถ้าแม้จะสันนิษฐานว่าในแปลงตะวันออกนั้นเป็นวิหาร ก็ควรที่จะมีสิ่งไรเป็นร่องรอยพอให้เป็นที่สังเกตบ้าง นี่ไม่มีอะไรเลย แนวผนังก็ไม่เห็นเสาดีหรือเสาทลายก็ไม่เห็น แม้แต่กองแลงหรืออิฐปนอะไรสักกองหนึ่งก็ไม่มี เป็นลายเกลี้ยงอยู่เฉยๆ จึงทำให้สันนิษฐานว่า ฐานนี้คือลานปราสาท และปราสาทนั้นทำด้วยไม้ ใช้เสาตั้งไม่ใช่ปักลงไปในดินจึงไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย และที่แปลงตะวันออกนั้นทั้งแปลงกว้าง ๕ เส้น ๔ วา ยาว ๗ เส้นนั้น คือพระราชวังของพระเจ้ากรุงสุโขทัย ถ้าไม่ใช่วังก็ไม่ทราบว่าจะเป็นอะไรได้อีก

ยังมีสถานที่ภายในกำแพงเมืองซึ่งควรดูอยู่อีกแห่งหนึ่ง คือสถานที่ราษฎรเรียกว่าวัดศรีสวาย อยู่ใกล้วัดมหาธาตุไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ที่นี้มีคูรอบและกำแพงก่อด้วยแลงแท่งเขื่องๆ ในนั้นมีเป็นปรางค์อยู่ ๓ ยอด แต่แยกๆกันอยู่เป็น ๓ หลัง หลังกลางฐานสี่เหลี่ยม ด้านละ ๓ วา สูง ๑๐ วา หลลังข้างๆสองหลังเท่ากัน ฐานสี่เหลี่ยมด้านละ ๑๐ ศอก สูง ๖ วา รูปปรางค์นั้นเป็นอย่างเทวสถาน ๓ ยอดที่ลพบุรี มีลวดลายอย่างทำนองนั้น คือเป็นรูปพระเป็นเจ้าทั้ง ๓ และรูปนารายณ์ปางต่างๆที่ช่องผนังข้างล่างเดิมมีรูปพระนารายณ์ปั้นไว้ แต่เมื่อไปดูนั้นหลุดทลายเสียแล้วยังคงเห็นได้แต่เป็นรูปเงาๆอยู่ที่พื้นผนัง ไม่แลเห็นเป็นสี่กร แต่เห็นได้ว่าถือจักรมือหนึ่ง ราษฎรผู้เฒ่าได้เล่าว่า ได้เคยเห็นเป็นรูปสี่กร

ต่อหน้าปรางค์ใหญ่มีเป็นโบสถ์มีผนังทึบเจาะช่องแสงสว่างเป็นรูปลูกกรงไว้เป็นช่องๆ มีประตูเข้าทางด้านตรงหน้า ๑ ประตู ด้านข้างๆละประตู รวม ๓ ช่อง กรอบประตูข้างบนทำด้วยศิลาดำทั้งแท่งแผ่นหนึ่งๆกว้าง ๑ ศอก ยาว ๓ ศอกคืบ หนาประมาณ ๖ นิ้ว ประตูด้านข้างมีแห่งละแผ่น แต่บนประตูด้านตรงหน้าพาดเรียงกันถึง ๔ แผ่น เมื่อเข้าไปในโบสถ์แล้วแลเห็นทางเข้าไปในปรางค์ได้มองเข้าไปเห็นหลักไม้ปักอยู่ ๒ หลัก ท่าทางดูเหมือนที่นั่งพระยายืนชิงช้า จึงสันนิษฐานว่าที่นี้คงเป็นโบสถ์พราหมณ์ และผู้เป็นตัวแทนพระเป็นเจ้าในพิธีรำเขนงและโล้ยัมพวายนั้น คงนั่งในปรางค์นั้นเอง ค้นไปค้นมาเผอิญไปพบศิลาทำเป็นรูปพระสยุมภูทิ้งอยู่อันหนึ่ง ซึ่งดูเป็นพยานขึ้นอีกชั้นหนึ่ง ว่าวัดศรีสวายนี้คือโบสถ์พราหมณ์(๗)

นอกจากสถานที่ต่างๆซึ่งได้กล่าวมาแล้วในตอนนี้ ก็ไม่มีอะไรที่สลักสำคัญในเขตกำแพงเมืองสุโขทัยอีก ถ้าแม้จะยังมีอยู่ก็ต้องเข้าใจว่าอยู่ลึกลับมาก จึงยังไม่ได้ค้นเค้าเงื่อนบ้างเลย บัดนี้จะได้กล่าวถึงสถานที่ต่างๆนอกกำแพงเมืองต่อไป



..........................................................................


* สิบเอ็ดห้อง เป็นที่ตั้งพระหกห้อง เป็นที่คนนั่งห้าห้อง


.........................................................................



อธิบายความเพิ่มเติมในตอนที่ ๑


(๑) การที่ทำเชิงเทินด้วยดินนอกกำแพงเมืองอีกสองชั้น มีเค้าเงื่อนในเรื่องพงศาวดารที่จะสันนิษฐาน ว่าทำขึ้นต่อเมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเมื่อเตรียมสู้ศึกหงสา ด้วยสมัยนี้เกิดมีปืนใหญ่ใช้รบพุ่งและมีฝรั่งโปรตุเกตรับราชการ จึงทำเชิงเทินดินกันทางปืน

(๒) พระราชมนเทียรที่พระเจ้าแผ่นดินแต่โบราณเสด็จประทับอยู่ แม้ที่เมืองนครหลวงของขอมก็สร้างเป็นเครื่องไม้ทั้งนั้น ในพระนครศรีอยุธยาก็เช่นั้น ปราสาทสร้างด้วยศิลาหรือก่ออิฐเป็นแต่ที่ทำพระราชพิธี พระราชมนเทียรเป็นตึกก่ออิฐพึ่งสร้างขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

(๓) ปรางค์ศิลาแลงแห่งนี้ ตรวจต่อมาทราบว่าเป็นที่ประดิษฐานรูปพระอิศวรทางมุขหน้า รูปพระนารายณ์ทางมุขหลัง เทวรูปหล่อทั้ง ๒ องค์นั้นเห็นจะเชิญลงมากรุงเทพฯเมื่อรัชกาลที่ ๑ พร้อมกับพระพุทธรูปศรีศากยมุนีที่วัดสุทัศน์ เดิมเอาไว้ในเทวสถานที่ริมเสาชิงช้า ถึงรัชกาลที่ ๖ โปรดฯให้ย้ายมาไว้ในพิพิธภัณฑสถานคือองค์ใหญ่กว่าเพื่อนที่อยู่คู่ต้นในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พึงสังเกตได้ว่าลักษณะภาพเป็นแบบครั้งสมัยสุโขทัยทั้ง ๒ องค์

(๔) พระเจดีย์รูปทรงอย่างพระมหาธาตุเมืองสุโขทัย ชอบสร้างแต่ในสมัยสุโขทัยสมัยเดียว เมื่อมาถึงสมัยอยุธยาคิดเอาแบบพระสถูปลังกากับพระเจดีย์สุโขทัยนั้นประสมกัน จึงเกิดมีพระเจดีย์เหลี่ยมเช่นที่สร้างในวัดพระเชตุพนในกรุงเทพฯนี้ ผู้ศึกษาโบราณคดีได้คิดค้นกันมาช้านาน ว่ารูปทรงพระเจดีย์สุโขทัยนั้นจะได้แบบมาแต่ไหน พึ่งได้เค้าเงื่อนใน พ.ศ. ๒๔๗๑ ด้วยเห็นรูปปรากฏอยู่ในหนังสือพิมพ์อิลลัซเตรติดลอนดอน นิวส์ ว่ามาแต่แบบพระเจดีย์ในเมืองจีนซึ่งสร้างบรรจุอัฐิธาตุ จึงสันนิษฐานว่าชะรอยพระเจ้ารามคำแหงมหาราช จะได้แบบพระเจดีย์จีนมาทรงพระราชดำริแก้ไขให้เข้ากับกระบวนช่างของไทย จึงเกิดแบบพระเจดีย์สุโขทัยขึ้น

(๕) ตรวจดูต่อมาก็ไม่พบที่สำหรับพระสงฆ์อยู่ในวัดมหาธาตุนี้ พระอุโบสถที่มีอยู่ก็เห็นได้ว่าเป็นของสร้างเพิ่มเติมขึ้นต่อชั้นหลัง สันนิษฐานว่าพระสงฆ์เห็นจะอยู่วัดต่างหาก ซึ่งสร้างขึ้นใกล้ๆวัดมหาธาตุเช่นเดียวกับวัดมหาธาตุที่เมืองนครศรีธรรมราช เดิมพระสงฆ์อยู่วัดต่างหาก มีทั้ง ๔ ทิศพระมหาธาตุ

(๖) ศิลาขอมดำดินนี้ ต่อมาต้องย้ายเอามารักษาไวว้ที่ศาลากลาง เพราะคนยังลักต่อยเอาไปทำยาหรือทำเครื่องราง เดี๋ยวนี้เหลืออยู่เล็กกว่าที่ทรงพรรณนาในพระราชนิพนธ์มาก

(๗) วัดศรีสวายเดิมเป็นเทวสถานเป็นแน่ นามเดิมเห็นจะเรียกว่า "ศรีศิวายะ"


....................................................................................................................................................


ตอนที่ ๒ เมืองสุโขทัย "เบื้องตวนนตก"


ก่อนที่จะออกตรวจสถานที่จำจะต้องอ่านหนังสือดูก่อน ว่ามีที่ใดบ้างควรจะต้องค้น จับค้นเป็นทิศๆต่อไป บัดนี้จะจับทางทิศตะวันตกก่อน ตามอย่างพระเจ้ารามคำแหง ในคำจารึกหลักศิลาของพระราชาองค์นี้ มีข้อความกล่าวไว้ว่า "เบื้องตวนนตกเมืองสุโขทัยนี้มีอรญญิก(๑) พ่ขุนรามคำแหงกทำโอยทานแก่พระมหาเถรสังฆราชปราชญรยนจบปิฎกไตร หลวกกกว่าปู่ครูในเมืองนี้ทุกคน ลุกแต่เมืองศรีธรรมราชมา ในกลางอรญญิกมีพิหารอนนหนึ่งมนนใหญ่สูงงามมาก มีพระอฐฐารศอนนหนึ่งลุกยืน" ครั้นตรวจดูในคำแปลหลักศิลาสุโขทัยที่ ๒ คงได้ความต่อไปว่า วัดที่สร้างขึ้นให้เป็นที่พักพระมหาสามีสังฆราชนั้นได้สร้างขึ้นในป่ามะม่วงอันมีอยู่ทางทิศประจิมเมืองสุโขทัย ได้ความพอเป็นเค้าไว้เท่านี้ก่อน แล้วจึงได้ออกตรวจค้นสถานที่ต่างๆต่อไป จะได้เล่าตั้งแต่เมืองออกไปหาที่ห่าง

สถานที่ทางทิศตะวันตกที่อยู่ใกล้เมืองที่สุดคือวัดป่ามะม่วง ออกจากเมืองทางประตูตะวันตก พอพ้นคูเมืองชั้นนอกไปมีถนนถมขึ้นมาทำนองถนนพระร่วงไปตลอดจนถึงวัดป่ามะม่วง ถนนนี้คงจะได้ทำเมื่อครั้งพระสังฆราชมาอยู่ ที่วัดนั้นมีอุโบสถหลังหนึ่งเสาเป็นแท่งกลมๆซ้อนกันดูท่าทางแน่นหนา ต่ออุโบสถไปทางตะวันตกมีฐานยกสูงขึ้นมีบัวรอบตัว ฐานนั้นรูปเป็นสี่เหลี่ยมราว ๓ วาจัตุรัส มีเสาตั้งขึ้นไปทั้งสี่มุม เป็นเสาสี่เหลี่ยมประมาณ ๒ ศอกจัตุรัส บนฐานนั้นมีกากอิฐปูนกองอยู่ สันนิษฐานว่าเป็นมณฑปมีพระปรางค์อยู่ในกลางโบสถ์นั้นติดกับมณฑป เพราะที่ผนังนั้นยังแลเห็นหลังคาระเบียงอยู่ ทั้งสองข้างมณฑปนั้นก่อด้วยอิฐ แต่โบสถ์ใช้แลง เพราะฉะนั้นเข้าใจว่าไม่ได้ทำคราวเดียวกัน มณฑปนั้นคงได้ทำต่อเข้าไปภายหลัง แต่อย่างไรก็ดูน่าเชื่อว่าวัดป่ามะม่วงที่กล่าวถึงในหลักศิลาที่ ๒ นั้นคงจะอยู่ที่นี้ เพราะถ้าที่นี้ไม่ใช่ที่สำคัญ เหตุไฉนจะมีถนนมั่นคงตรงออกมาจากเมืองเช่นนั้น ต่อที่ตรงนั้นไปถนนก็หมด

ถามว่ายังมีมะม่วงเหลืออยู่บ้างหรือไม่ ได้ความว่าไม่มี จึงเข้าใจว่ามะม่วงเดิมนั้นก็คงจะเป็นมะม่วงบ้าน คือเอาไปปลูกที่นั้นคงจะได้ปลูกไว้แล้วแต่ครั้งพระเจ้ารามคำแหง เพราะในคำจารึกหลักที่ ๑ นั้น มีกล่าวถึงมะม่วงอยู่หลายแห่ง และคงจะได้ใช้ที่ป่ามะม่วงนี้เป็นที่ประพาสทรงพระสำราญของพระราชากรุงสุโขทัย ต่อมาจนถึงพระเจ้ากมรเตญอัตศรีธรรมิกราชก็โปรดปรานมาก เมื่อตรัสสั่งให้นายช่างหล่อรูปพระนเรศวร พระมเหศวร พระวิศณุกรรม รูปพระสุเมธวรดาบส พระศรีอาริย์ ทั้ง ๕ รูป ก็ได้ให้ไปประดิษฐานไว้ในหอเทวาลัยมหาเกษตรพิมาน "เป็นที่พุทธบูชา ณ ตำบลป่ามะม่วง" เพราะฉะนั้นเมื่อได้ตรัสให้ไปอาราธนาพระมหาสามีสังฆราชกับพระสงฆ์บริวารมาแต่นครจันทรเขตในลังกาทวีป จะจัดที่พักให้สำราญ จึงทรงพระราชดำริถึงป่ามะม่วง ซึ่งเข้าใจว่าเป็นที่โปรดอยู่แล้วนั้นและมีรับสั่งให้สร้างกุฏิวิหารเสนาสนะขึ้นเรียบร้อย ภายหลังเมื่อสังฆราชมาจำพรรษาอยู่แล้ว เกิดทรงพระศรัทธาขึ้นมาเสด็จออกผนวช ก็ได้เสด็จไปจำพรรษาอยู่ที่วัดป่ามะม่วงนั้นเอง ดังมีข้อความแจ้งอยู่ในคำแปลหลักศิลาเมืองสุโขทัยที่ ๒ นั้นแล้ว

มีปัญหาอยู่ข้อหนึ่งคือในคำแปลหลักศิลานั้นมีกล่าวไว้ว่า "พระองค์จึงรับสั่งให้ศิลปีนายช่าง ปลูกกุฏีวิหารระหว่างป่ามะม่วงอันมีในทิศประจิมเมืองสุโขทัย นายช่างได้ทำราบคาบปราบภูมิภาคเสมอแล้ว เททรายเกลี่ยตามที่ตามทางราวกับพระวิศณุกรรมมานฤมิตก็ปานกัน" ดังนี้ ดูตามข้อความนี้น่าจะเป็นวัดใหญ่โตมาก เหตุไฉนจึงมีชิ้นเหลืออยู่นิดเดียวแต่โบสถ์กับมณฑปเท่านั้น จะต้องตอบว่าเพราะไม่ได้ตั้งพระทัยให้เป็นวัดมั่นคง พระมหาสามีสังฆราชมาอยู่ก็เป็นการชั่วคราว การที่จะออกทรงผนวชก็เป็นการชั่วคราว เพราะฉะนั้นกุฎีและเสนาสนะคงจะทำด้วยไม้เป็นพื้น เพื่อจะได้รื้อถอนได้ง่าย และใช้ที่นั้นเป็นสวนสำหรับเที่ยวเล่นอย่างเดิม คงทิ้งไว้แต่โบสถ์สักหลังหนึ่งเป็นอนุสาวรีย์ต่อไป

ต่อจากนี้ไปในป่าทางประมาณ ๖ เส้น พบที่ซึ่งคนนำทางเรียกว่าวัดตึก ที่นี่มีเป็นเช่นวิหารตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม ด้านละ ๕ วาเศษ มีเสา ๘ เสา คือที่มุมๆละเสา ระหว่างเสามุมอีกช่องละเสา เสาเหล่านี้เป็นแลงมีช่องเป็นสี่เหลี่ยมเจาะข้างๆซึ่งเข้าใจว่าสำหรับใส่กรอบลูกกรง ด้านหน้ามีประตูเข้าสองประตูรูปร่างที่นี่ชอบกลเป็นเหมือนบุษบกอะไรโปร่งๆ ส่วนกว้างไม่เท่าส่วนสูง ดูรูปร่างแปลกกับวิหารหรือมณฑปที่ได้เคยเห็นมาแล้ว พระวิเชียรปราการเดาว่าจะเป็นหอเทวาลัย อันเป็นที่ประดิษฐานรูปทั้ง ๕ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างบนนี้ พระวิเชียรปราการอ้างพยานคือ รูปของสถานนั้นอย่างหนึ่ง กับอีกอย่างหนึ่งว่าป่ามะม่วงนั้นเขตคงจะได้กินออกมาถึงที่ตรงนั้น และยังมิหนำซ้ำชี้ต้นมะม่วงให้อีก ว่ายังมีอยู่ข้างวิหารนั้น ๒ ต้น แต่หลักฐานดูยังน้อยอยู่ ข้อที่ว่าป่ามะม่วงเขตกินมาถึงแค่นั้น ก็อาจที่จะเป็นได้ ไม่น่าสงสัยเพราะห่างจากที่วัดป่ามะม่วงตั้งนั้นมาเพียง ๖ เส้นเท่านั้น อาจที่จะเป็นเขตวัดนั้นก็ได้เสียอีก แต่เขตวังยังยาวได้เป็น ๗ เส้นแล้ว แต่หอเทวาลัยนั้นข้าพเจ้ายังสงสัยอยู่ ว่าน่ากลัวจะทำด้วยไม้และจะสูญไปเสียนานแล้ว

ที่จริงทางด้านตะวันตกนี้ภูมิที่ดูน่าจะสนุก เพราะมีลำธารห้วยหนองและเนินเขาน่าเที่ยว "อรญญิก" ของ "พ่อขุนรามคำแหง" นั้น ที่จริงอยู่ข้างจะเป็นที่สำราญและน่าจะ "กทำโอยทานแก่มหาเถรสังฆราชปราชญรยนจบปิฎกไตร" ที่ซึ่งยกให้มหาเถรสังฆราชนั้นคงจะเป็นที่ป่ามะม่วงนี้ด้วย เพราะฉะนั้น การที่พระเจ้าธรรมิกราชยกป่ามะม่วงให้เป็นที่อยู่พระมหาสามีสังฆราชนั้น ต้องเข้าใจว่าเดินตามแบบพระเจ้ารามคำแหงผู้เป็นปู่ แต่นอกจากที่ริมๆกำแพงเมืองยังมีที่ควรดูที่อยู่ห่างออกไปอีกหลายแห่ง

ที่ควรดูแห่งหนึ่งคือเขาพระบาทน้อย ซึ่งเป็นที่ราษฎรไปนมัสการกัน ทางไปในป่าและทุ่ง เลียบลำน้ำใหญ่ลำหนึ่งในฤดูแล้งแห้งหมด แลเห็นถนนตัดไปมาตามนี้หลายสาย คงจะได้ทำขึ้นครั้งพระเจ้ารามคำแหง เพราะมีข้อความปรากฏอยู่ในคำจารึกหลักศิลา "วันเดือนพีเดือนเตมท่านแต่งช้างเผือกกรพดดลยางท้ยนญ้อมทองงามทงงววาชื่อรูบาสี พ่ขุนรามคำแหงขึ้นขี่ไปนบพระพีหารอรญญิก" ดังนี้ ต้องเข้าใจว่าทางป่าแถบนี้เป็นที่เสด็จอยู่เนืองๆ ทางจากเมืองสุโขทัยไปถึงเขาพระบาทน้อยประมาณ ๑๐๐ เส้น เขานั้นไม่สู้สูงนัก ทางขึ้นก็ลาดสบายดีมีศิลาแดงเป็นแผ่นแบนๆวางเรียงกันเป็นถนนขึ้นไปถึงสันเขา มีเป็นลานก่อขึ้นไปมีบันไดขึ้น ๔ หรือ ๕ ขั้น บนนั้นมีพระเจดีย์ทรงจอมแห (คือชนิดที่มีอยู่ที่หน้าวัดชนะสงครามในกรุงเทพฯนี้) มีเป็นช่องกุฎี ๔ ทิศเหนือบัวกลุ่ม ทรวดทรงงามดี ควรถือเป็นแบบอันดีของพระเจดีย์ชนิดนี้ได้

ทางด้านตะวันออกของพระเจดีย์มีวิหารย่อมๆ หลังวิหารนี้มีเป็นแท่นติดกับฐานพระเจดีย์ ที่แท่นนี้มีศิลาแผ่นแบนแกะเป็นพระพุทธบาท ลวดลายลบเลือนเสียมาก เพราะหน้าผานั้นแตกชำรุด แต่พิจารณาดูตามลายเห็นได้ว่า ถึงแม้เมื่อยังไม่ชำรุด ลวดลายก็ดูเหมือนจะไม่สู้งามอะไรนัก ลงจากเนินที่ประดิษฐานพระเจดีย์ใหญ่น่าดูมาก เป็นรูปแปดเหลี่ยม เหลี่ยมหนึ่งถึง ๕ วา มุมมีย่อเป็นไม้สิบสอง ฐานนั้นมีบัวซ้อนเป็นชั้นๆขึ้นไป รูปพรรณสัณฐานงามมาก วัดจากพื้นดินขึ้นไปถึงบัวบน ๒ วา ๑ ศอก ต่อนี้ขึ้นไปพระเจดีย์ทลายเสียหมดแล้ว คงยังมีอยู่แต่กองดินปนกับแลงทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ แลเห็นทะลักทลายลงมา เห็นได้ชัดว่าจะได้มีผู้พยายามตั้งกองขุดกันอย่างสามารถ เพราะฉะนั้น รู้ไม่ได้แน่ว่าพระเจดีย์รูปจะเป็นอย่างไร พระยาอุทัยมนตรีสันนิษฐานว่าจะเป็นรูปทรงเตี้ยอย่างพระเจดีย์รามัญ ซึ่งชอบกลอยู่ เพราะสังเกตว่าถ้าเป็นรูปทรงที่มีทรงสูง น่าจะมีกองแลงที่ทำลายลงมากองอยู่กับดินนั้น เป็นกองใหญ่กว่าที่มีอยู่บัดนี้ อย่างไรๆพระเจดีย์นี้เห็นได้ว่าทำด้วยฝีมือประณีตบรรจงมาก รากก่อด้วยอิฐ แล้วต่อขึ้นไปเป็นแลงก้อนใหญ่ๆ ที่บัวและมุมก็ตัดแลงเป็นรูปให้เหมาะกับที่ต้องการ ไม่ใช่ประดับขึ้นแล้วปั้นบัวให้ถูกรูปด้วยปูน

ที่นี้คงจะเป็นที่พระเจ้าแผ่นดินสุโขทัยเสด็จมานมัสการแห่งหนึ่งเป็นแน่แท้ และพระเจดีย์องค์นี้นอกจากผู้มีอำนาจจะสร้างก็เห็นจะทำให้สำเร็จได้โดยยาก เพราะเฉพาะแต่ยกก้อนแลงเขื่องๆเท่านั้นซ้อนกันจนสูงได้เป็นหลายวาเช่นนั้น ก็ต้องใช้กำลังคนมากอยู่แล้ว ความประสงค์ของผู้สร้างคงจะให้พระเจดีย์นี้เป็นอนุสาวรีย์ เครื่องหมายแห่งความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยปรากฏอยู่ชั่วกาลนาน และทำก็แน่หนาพอที่จะหวังได้ว่าจะอยู่ไปได้หลายร้อยหลายพันปี การที่ทำลายลงครั้งนี้ก็มิใช่ทำลายลงเอง หากมีภัยอันร้ายยิ่งมาเบียดเบียน กล่าวคือความโลภของคน ฤทธิ์ของความโลภนั้นทำให้สิ้นความรู้สึกนับถือในพระสถูป ถึงกับทำลายสิ่งซึ่งเขาได้ทำไว้เป็นที่สักการะนั้นลง เพื่อค้นหาทรัพย์ซึ่งเข้าใจว่าได้ฝังบรรจุไว้ภายในนั้น ผู้ที่ได้ทำลายพระสถูปเช่นนี้ จะได้ทรัพย์สิ่งไรไปบ้างหรือไม่ก็ไม่ปรากฏ แต่หวังใจว่าจะไม่ได้อะไรไปที่จะเป็นแก่นสารให้ได้ผลเพียงพอกับความลำบาก ถ้าคนเหล่านั้นได้ใช้ความเพียรพยายามและกำลังการที่ได้ใช้ทำลายโบราณวัตถุนั้นในทางที่ดีที่ควรแล้ว เมืองเราจะเจริญรุ่งเรืองหาน้อยไม่

กลับลงจากเข้าพระบาทน้อยแล้วได้เดินข้าไปดูวัดมังกร หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่าวัดช้างล้อม ในนี้มีอุโบสถย่อมๆมีพระเจดีย์ย่อมๆรูประฆังมีรูปช้างแบกฐานเจดีย์ไว้โดยรอบ นอกจากนี้ก็ไม่มีอะไร เข้าใจว่าคงจะมีผู้มาสร้างขึ้นในไม่สู้ช้านานมานัก

ออกจากวัดนี้เดินไปใน "อรญญิก" ของพระเจ้ารามคำแหง เลียบไปตามเชิงเขา ภูมิที่งามน่าเที่ยว เดินไปได้หน่อยก็เข้าป่ากาหลง ต้นกาหลงเต็มไปทั้งนั้น ตลอดไปจนถึงเชิงเขาวัดสะพานหิน จากเชิงเขาตรงลิ่วขึ้นไปจนถึงยอดมีถนนศิลาแผ่นบางบนถนนกว้าง ๓ ศอก ในตอนเชิงเขาก่อด้วยศิลา แผ่นแบนซ้อนกันหลายชั้นแน่นหนาเป็นค้นขึ้นไป สูงพ้นพื้นดินขึ้นไปถึง ๓ ศอกคืบ การที่ต้องเสริมถนนให้สูงเพียงนี้ คือประสงค์จะให้เดินไม่ชัน ถ้าไม่ทำเช่นนี้ก็ต้องทำเป็นบันได เพราะที่เชิงเขาอยู่ข้างจะชันหักลงมาหาพื้นดินล่าง ถนนตั้งแต่เชิงเขาขึ้นไปที่ยังคงเหลืออยู่บัดนี้ยาว ๔ เส้น ๕ วา ๒ ศอก พวกที่ไปด้วยกันเดินบนถนนไม่ใคร่จะได้ เพราะสวมรองเท้าเหยียบกับศิลาลื่นชวนจะหกล้ม ที่ปลายถนนมีบันไดขึ้นไปบนลาน

บนยอดเขานั้นมีวิหารสูงมาก ในวิหารมีพระพุทธรูปยืน พระรัศมีหักเสียแล้ว แต่เช่นนี้ก็ดี วัดดูได้ความว่าสูงถึง ๖ วา คือสูงกว่าพระอัฏฐารศทศพลญาณที่วัดสระเกศ กรุงเทพฯนี้ ๖ ศอก ส่วนวิหารนั้นก็สูงมิใช่เล่น และดูท่าทางจะสง่างามมาก เสาทำด้วยแลงแผ่นกลมซ้อนๆกัน แผ่นหนึ่งประมาณ ๑ ศอก วัดโดยรอบขอบนอกประมาณ ๕ ศอก วิหารนั้นไม่สู้ยาวนัก แต่เข้าใจว่าทำเปิดโปร่งๆไม่มีฝาทึบ มีผนังทึบแต่ที่หลังพระเท่านั้น เพราะฉะนั้นการที่จะดูพระคงไม่ต้องเข้าไปดูในที่ใกล้ๆจนแลไม่เห็นส่วน อย่างเช่นดูพระอัฏฐารศวัดสระเกศนั้น ที่นี้เข้าใจว่าตรงกับความที่กล่าวไว้ในคำจารึกของพระเจ้ารามคำแหงว่า "ในกลางอรญญิกมีพีหารอนนหนึ่งมนนใหญ่สูงงามนัก มีพระอัฏฐารศอนนหนึ่งลุกยืน" เมื่อได้ไปดูแล้วก็ยอมว่าพระเจ้ารามคำแหงน่าจะอวดอยู่บ้าง(๒)

ออกจากวัดสะพานหินย้อนทางกลับไปดูวัดตระพังช้างเผือก ซึ่งอยู่ริมทางที่เดินไปเขาพระบาทน้อย วัดนี้ตั้งอยู่ข้างบึงหรือสระอันหนึ่ง ซึ่งมีนามว่าตระพังช้างเผือก ในวัดมีอุโบสถย่อมๆอยู่หลังหนึ่ง แต่เสาเป็นแลงมีบัวปลายเสา ทำฝีมือพอดูได้ หลังอุโบสถออกไปทางตะวันตกมีเป็นฐานยกสูงพ้นดิน ฐานเป็นสองชั้น มีเสาแลงสี่มุมทั้งสองชั้น รวมเป็น ๘ เสาด้วยกัน ท่าทางชะรอยจะเป็นบุษบกโถงๆประดิษฐานพระปรางค์หรือพระพุทธรูป ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือมีพระเจดีย์เล็กๆองค์หนึ่ง กับมีเป็นกองๆอยู่อีก ซึ่งอาจเป็นเจดีย์แต่ทลายเสียหมดแล้ว ในเขตวัดนี้ได้พบศิลาจารึกแผ่นหนึ่งนอนทิ้งอยู่ในที่รก ยอดเป็นรูปมน ที่ฐานมีเป็นเดือยต่อลงไปสำหรับปัก แต่ไม่ปรากฏว่าได้เคยปักอยู่ตรงไหน วัดศิลานั้นดูได้ความว่า สูงแต่เดือยถึงยอด ๒ ศอกคืบเศษ กว้าง ๑ ศอก หนาประมาณ ๙ นิ้ว ส่วนเดือยนั้นยาวประมาณคืบกับ ๖ นิ้ว กว้างประมาณคืบกับ ๗ นิ้ว ศิลานี้ชำรุดแตกและตัวอักษรลบเลือนเสียมาก ได้จัดการให้ยกไปยังที่พักชำระล้างพอสะอาดแล้วตรวจดูอีกทีหนึ่ง

อักษรจารึกมีทั้ง ๒ หน้า เป็นอักษรขอมหน้าหนึ่ง อักษรไทยโบราณหน้าหนึ่ง ทางด้านอักษรขอมเป็นด้านที่จมอยู่ในดิน ตัวอักษรจึงไม่ใคร่จะลบเลือนยังอ่านได้ แต่ตัวอักษรขอมมีตัวที่แปลกๆนัยตาอยู่มาก จึงได้คัดตามตัวส่งเข้ามาถวายพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวชิรญาณวโรรสเพื่อทรงอ่าน มาภายหลังท่านชี้แจงว่า คำจารึกนั้นเป็นคำนมัสการพระพุทธบาท ตัวอักษรที่ดูแปลกนัยตานั้นคือเขียนตามแบบอักษรรามัญ ทั้งตัวสะกดที่ใช้ในนั้นก็ผิดคลาดเคลื่อนอยู่หลายแห่ง เพราะฉะนั้น ทรงสันนิษฐานว่าผู้ที่จารึกไม่ใช่ผู้รู้หนังสือ เป็นแต่ได้คัดมาจากหนังสือฉบับใดฉบับหนึ่ง จึงได้คัดไปตามตำราของครูซึ่งอาจจะเป็นรามัญหรือเป็นผู้ได้ศึกษาในสำนักรามัญ เพราะในสมัยสุโขทัยโบราณนั้นนับถือพระรามัญกันมาก ว่าเป็นผู้ปฏิบัติใกล้อย่างพระในลังกาทวีป และยังสงสัยต่อไปอีกว่าพระมหาสามีสังฆราช ซึ่งกล่าวว่ไปจากลังกาทวีปนั้นน่าจะไม่ถูก น่าจะไปจากรามัญประเทศนั้นเอง

เมื่อคิดเทียบเข้าดูกับข้อความในพงศาวดารเหนือที่เล่าถึงเรื่องขุนการเวก และพระยาศรีธรรมราชาภูดาษราชวัตรเมืองอินทรภูดาษสินเมืองพรหม ยกกระบัตร นายเพลิงกำจาย นายชำนององครักษ์ นายหาญใจเพชร นายเผด็จสงคราม ทั้ง ๘ คนนี้เป็นข้าหลวงนำเครื่องบูชาไปถวายพระเมาลีเจดีย์ที่กรุงหงสาวดี "เมื่อจุลศักราช ๑๔๓ ปีชวดตรีศก" นั้น ก็ดูจะเป็นที่น่าเชื่ออยู่ว่าในสมัยนั้นไทยเราอยู่ข้างจะตื่นนิยมไปตามพวกรามัญมาก อย่างเช่นกรมหลวงวชิรญาณได้รับสั่งอธิบายนั้น

ส่วนคำจารึกในแผ่นศิลาวัดตระพังช้างเผือก ซึ่งเป็นอักษรไทยโบราณนั้นอ่านไม่ได้เรื่องราวติดต่อกันเลย เพราะหน้าศิลานั้นถูกฝนชะชำรุด ตัวอักษรที่จารึกลบๆเลือนๆไปเสียมาก ทั้งที่แตกหลุดเป็นชิ้นออกมาเสียบ้างก็มี ได้นั่งคลำอ่านกันอยู่เองเป็นนาน ทั้งพระครูเจ้าคณะเมืองสุโขทัย ผู้ได้เคยอักษรไทยโบราณอยู่มาก ก็ได้มาช่วยอ่านอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ความอะไรกี่มากน้อย ที่ตอนต้นมีบอกวันเดือนและปี อ่านได้ความว่า "ศักราช ๑๒๙๖ ปีขาล" ต่อนั้นมาอยู่ข้างจะเลือนไม่เห็นถนัดว่าเดือนอะไรแน่ ไปอ่านออกต่ออีกว่า "๙ ค่ำ" แล้วก็เลยละลายไปอีก ในข้อความที่อ่านออกบ้างเป็นบางแห่งนั้นมีกล่าวถึง "ราชามหาธรรมม---(ชำรุด)---เสด็จสวรรคาไลยไปแล้ว---" ต่อไปอีกมีกล่าวถึง "หนางคำเมีย--" ไม่ปรากฏว่าเป็นเมียใคร อ่านไม่ออก แต่มีต่ำลงมาอีกว่า "วัดหนางคำ" อยู่แห่งหนึ่ง ซึ่งเดาว่าเป็นวัดท่านผู้นี้สร้าง และน่าจะเป็นวัดตระพังช้างเผือกนั้นเอง นอกนั้นเลือนเหลือกำลัง ถ้าจะขืนอ่านให้ได้ความอีกก็จะต้องเสียเวลานานเกินกว่าที่จะยอมเสียให้ได้

แต่ศักราชกับข้อความที่กล่าวถึง "ราชามหาธรรมม" เสด็จสวรรคาไลยนั้น ทำให้เดาว่าคงจะกล่าวถึงพระเจ้ากมรเตญอัตศรีธรรมิราช ซึ่งทรงพระนามเต็มว่า "พระบาทสมเด็จพระกมรเตญอัตศรีสุริยพงษ์รามมหาธรรมิกราชาธิราช" หรืออีกนัยหนึ่งว่า "พระบาทสมเด็จพระกมรเตญอัตศรีตรีภพธรณีชิต สุริยโชติมหาธรรมิกราช" ดังนี้ เทียบดูศักราชปีที่พระมหาสามีสังฆราชมาจากลังกาทวีป มาอยู่ ณ วัดป่ามะม่วงเมืองสุโขทัยนั้น ผิดกับศักราชในแผ่นศิลาวัดตระพังช้างเผือกนี้ ๑๓ ปี จึงเห็นได้ว่าจารึกในสมัยเดียวกันกับหลักศิลาเมืองสุโขทัย ที่ ๒

แต่แผ่นศิลาวัดตระพังเผือกนี้ถึงแม้จะอ่านคำจารึกออกได้ยิ่งกว่าที่อ่านได้แล้ว ก็น่าจะไม่สู้มีข้อความอันใดที่จะเป็นเครื่องช่วยในการแต่งเรื่องราวของชาติไทยนัก สงสัยว่าจะกล่าวแต่ถึงเรื่องสร้าง "วัดหนางคำ" นั้นเป็นพื้น บางทีก็จะมีกล่าวแต่ถึงเรื่องเขาพระบาทน้อย และการก่อสร้างบนนั้นได้บ้าง คำนมัสการพระพุทธบาทที่จารึกไว้อีกหน้าหนึ่งนั้นทำให้นึกเดาต่อไปว่าจะมีเรื่องราวเกี่ยวข้องไปถึงพระพุทธบาทบนเขา แต่จะถือเป็นหลักฐานนักไม่ได้ เพราะคำนมัสการนั้นอาจที่จะได้มีผู้ไปจารึกลงที่หน้าศิลาอันว่างอยู่ในการภายหลังก็เป็นได้

การตรวจค้นสถานที่ต่างๆใน "เบื้องตวนนตกเมืองสุโขทัย" ตามที่ได้เล่ามาแล้ว เห็นว่าดูได้ทุกประการตรงกับข้อความในศิลาจารึกหลักที่ ๑ ของพระเจ้ารามคำแหงนั้นแล้ว เป็นแต่สถานต่างที่สันนิษฐานไว้นั้นจะผิดไป เช่นนี้ก็เป็นอันจนใจอยู่เอง



..........................................................................



อธิบายความเพิ่มเติมในตอนที่ ๒


(๑) คำว่าอรัญญิก หมายความว่าท้องที่ที่ห่างบ้านผู้คนระยะทางพอพระเดินเข้าไปบิณฑบาตได้ ด้วยพระสงฆ์ถือธุระในพระศาสนาต่างกันเป็น ๒ พวก พวก ๑ ถือคันถธุระ คือเล่าเรียนพระไตรปิฎกและสั่งสอนธรรมของพระพุทธเจ้า มักอยู่ตามวัดในบ้านเมือง จึงเรียกว่า พระสงฆ์คามวาสี อีกพวก ๑ ถือวิปัสสนาธุระ คือบำเพ็ญภาวนา พอใจอยู่ที่สงัดห่างบ้านเรือนผู้คน มักอยู่ในวัดอรัญญิกข้างนอกเมือง จึงเรียกพระสงฆ์อรัญวาสี เมืองเชียงใหม่ก็มีที่อรัญญิกระหว่างเมืองกับเขาดอยสุเทพ แม้ในกรุงศรีอยุธยาและกรุงรัตนโกสินทร์ก็มีวัดอรัญญิก เช่นวัดสระเกศ วัดราชาธิวาส และวัดราชสิทธิ์ เมื่อแรกสร้างกรุงฯก็ถือว่าเป็นวัดอรัญญิก

(๒) พระอัฏฐารศนั้นเอนไปข้างหลัง ต่อมาสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถทรงพระศรัทธาให้ก่อกันล้ม และโปรดให้ปฏิสังขรณ์องค์พระที่ตรงชำรุดด้วย


....................................................................................................................................................


ตอนที่ ๓ เมืองสุโขทัย "เบื้องตวนนโอก"


พออ่านดูข้อความที่พระเจ้ารามคำแหงจารึกไว้ว่า "เบื้องตวนนโอกเมืองสุโขทัยนี้มีพีหาร มีปู่ครู มีทเลหลวง มีป่าหมาก มีป่าพูล มีไร่ มีนา มีถิ่นถาน มีบ้านใหญ่บ้านเล็ก มีป่าหมาก มีป่าขาม ดูงามดงงแกล้" ดังนี้ ก็ได้นึกอยู่ในใจว่าน่ากลัวจะหาชิ้นอะไรเก่งๆดูไม่ใคร่ได้ คงจะสู้ทาง "เบื้องตวนนตก" ไม่ได้เป็นแน่ อ่านดูถ้อยคำที่จารึกนั้นก็ปรากฏอยู่ว่า ทางตะวันออกนี้เป็นที่คนอยู่มาก มีไร่นาเรือกสวนบริบูรณ์ เชื่อได้ว่าเวลานั้นคงจะเป็นแถบที่คึกคักพอใช้ แต่ก็ยังไม่วายความเสียใจ ว่าในทางโบราณคดีจะไม่มีวัตถุใดซึ่งจะดูได้ให้เป็นประโยชน์ ถึงวัดวาอารามอะไรจะมีบ้างก็คงไม่สู้สำคัญนัก จึงได้กล่าวแต่รวมๆไว้ว่า "มีพีหาร มีปู่ครู" เท่านั้น ส่วนป่าหมากป่าพลูหรือไร่นาถิ่นถานบ้านใหญ่บ้านเล็กก็ดี หรือ "ป่าม่วง ป่าขาม" ถึงแม้ว่าในสมัยโน้นจะ "ดูงามดงงแกล้" หรืออย่างไรก็ดี ในเวลานี้เหลือที่จะค้นให้พบได้ แต่ครั้นว่าจะไม่ตรวจค้นเสียเลย ก็ดูเป็นการบกพร่องไป จึงได้ให้พระวิเชียรปราการเที่ยวตรวจค้นดูบ้าง เมื่อได้รายงานของพระวิเชียรเสียชั้นหนึ่งเเล้ว จึงได้พากันออกตรวจอีกคราวหนึ่ง

ทางเดินไปจากพลับพลาที่พัก(ออกนอกเมือง)ไปทางตะวันออกประมาณ ๒๐ เส้น มีเจดีย์สูงองค์หนึ่งกับวัดตระพังทองหลาง ที่เจดีย์สูงนั้นไม่มีอะไรนอกจากองค์พระเจดีย์ ซึ่งมีฐานก่อรูปย่อมุมไม้สิบสองรองกันขึ้นไปเป็นสามชั้น ประดุจฐานแว่นฟ้า บนฐานมีพระเจดีย์รูประฆังถูกขุดเจาะเสียเป็นช่องโตๆ ซึ่งเป็นของธรรมดาไม่แปลกกว่าแห่งอื่นๆที่ได้เห็นมาแล้ว ที่นี้ไม่มีอะไรที่จะชักนำให้สันนิษฐานต่อไป

แต่วัดตระพังทองหลางนั้น มีมณฑปกับวิหารแผนเดียวกับวัดศรีชุม ซึ่งจะได้กล่าวถึงในตอนหน้าต่อไป แต่มณฑปกับวิหารที่วัดนี้ ย่อมกว่าที่วัดศรีชุมเป็นอันมาก ที่ผนังมณฑปข้างนอกมีเป็นซุ้มป้อมๆเช่นซุ้มหน้าต่างวัดเบญจมบพิตร มีลายกนกนาคบนครอบ ใต้ซุ้มในช่องคูหาตื้นๆปั้นเป็นรูปพระพุทธองค์ทรงสำแดงอิทธิปาฏิหาริย์ต่างๆ ด้านใต้เสด็จลงบันไดจากดาวดึงส์ ด้านตะวันตกพระองค์ประทับยืนอยู่กลาง มีทวยเทพยนิกรแวดล้อมอยู่โดยรอบ ด้านเหนือเป็นรูปทรงพระดำเนินน มีอัครสาวกตามเสด็จองค์หนึ่ง(๑) ลวดลายและภาพอยู่ข้างจะดีอยู่ชะรอยจะเป็นวัดโบราณจริง เพราะฝีมือช่างยังไม่โทรม ถ้าเป็นวัดซึ่งทำขึ้นในชั้นหลังๆนี้ คงดูไม่ได้เป็นแน่ เพราะคนชั้นเราดูไม่รู้จัดของงามเสียแล้ว

ในระหว่างทางที่ไปจากเมืองสุโขทัย(เมืองเก่า) ไปเมืองธานี(เมืองใหม่)นั้น มีที่ตำบลหนึ่งเรียกว่าทุ่งหลวง เข้าใจว่าทุ่งหลวงนี้เองจะเป็นทะเลหลวงของพระเจ้ารามคำแหง(๒) คงมุ่งความว่าเป็นที่กว้างมีน้ำขังเป็นฤดูๆอย่างเช่นทุ่งเขางูที่ราชบุรี หรือท้องพรหมมาศที่ลพบุรีฉะนั้น ทั้งทุ่งหลวงนี้เเละทุ่งอื่นทางทิศตะวันออกแห่งเมืองเก่าและตลอดไปจนถึงเมืองใหม่ ยังมีไร่นาบริบูรณ์ดีอยู่ สมกับคำที่พระเจ้ารามคำแหงได้กล่าวไว้ แต่นอกจากนี้ก็ไม่มีอะไรจะดูอีกเลยในทิศตะวันออกนี้ ที่จะเป็นชิ้นอันเหลืออยู่ให้คนในกาลปัตยุบันนี้ดูต่อไป

แต่มีข้อควรสังเกตอยู่อย่างหนึ่ง คือตามข้อความที่จารึกไว้ต้องเข้าใจว่าที่ตามแถบนี้มีน้ำบริบูรณ์ดี จนถึงมีทะเลหลวงได้ เดี๋ยวนี้น้ำกันดารเต็มที ถ้าในหน้าแล้งราษฎรที่อยู่ตามแถบทุ่งทะเลหลวงต้องเดินลงไปตักน้ำถึงที่ลำน้ำยมทางเกือบ ๓๐๐ เส้น นึกดูก็น่าเสียดาย ที่คนชั้นเก่าๆไม่ได้คิดเรื่องบำรุงน้ำเลย ถ้าได้จัดการทำทำนบและฝายเสียแล้ว เมืองสุโขทัยก็จะเป็นเมืองบริบูรณ์มั่งคั่งดีตั้งแต่พระเจ้ารามคำแหงตลอดมาจนกาลปัตยุบันนี้ได้



..........................................................................



อธิบายเพิ่มเติมในตอนที่ ๓


(๑) ลายปั้นที่มณฑปวัดตระพังทองหลาง ต่อมาพิจารณาได้เรื่องภาพที่ปั้น คือด้านใต้นั้นเรื่องพระพุทธเจ้าเสด็จไปเทศนาโปรดพระพุทธมารดาแล้วกลับจากดาวดึงส์สวรรค์ ด้านตะวันตกประทานเทศนาโปรดพระพุทธบิดากับพวกกษัตริย์ศักยราช ด้านเหนือเสด็จไปโปรดพระพิมพา

(๒) ทางด้านตะวันออกนี้ ตรวจพบสิ่งสำคัญเมื่อภายหลังทรงพระราชนิพนธ์หนังสือนี้อีกแห่ง ๑ เป็นรอยสระโตใหญ่รูปสัณฐานสี่เหลี่ยมรี มีพลับพลาที่ประทับอยู่ที่ริมสระเหมือนอย่าง "สระสรง" ที่นครธมเมืองเขมร ที่ในจารึกมิได้ระบุถึงสระนี้ จะมีชื่อเรียกว่า "ทะเลหลวง" ดอกกระมัง หรือมิฉะนั้นเมื่อในสมัยสุโขทัย (คือเมื่อ ๕๐๐ ปีมาแล้ว) ที่ลุ่มทางด้านนี้จะยังเป็นบึงใหญ่เรียกกันว่าทะเลหลวงก็เป็นได้


....................................................................................................................................................



Create Date : 26 มีนาคม 2550
Last Update : 26 มีนาคม 2550 12:09:04 น. 3 comments
Counter : 3034 Pageviews.  
 
 
 
 
ตอนที่ ๔ เมืองสุโขทัย "เบื้องหววนอน"(๑)


ทางทิศใต้นี้มีวัดสำคัญอยู่วัดหนึ่ง เรียกวัดเชตุพน ทางห่างจากกำแพงเมืองไปประมาณ ๕๐ เส้น วัดนี้สังเกตว่าเป็นวัดใหญ่มึคูรอบตามแบบ ในนั้นมีชิ้นสำคัญอยู่คือวิหารจตุรมุข ด้านตะวันออกมีพระพุทธรูปลีลา ด้านตะวันตกมีพระพุทธรูปยืน ด้านเหนือมีพระพุทธรูปนั่งแต่ชำรุดเสียมากจนไม่ปรากฏว่าจะเป็นสมาธิหรือมารวิชัย ด้านใต้ทำลายเสียหมดจนไม่เป็นรูป แต่เข้าใจว่าจะเป็นพระนั่งเหมือนกัน เดิมเมื่อแรกเข้าไปแลเห็นแต่พระลีลาเข้าใจว่าคงจะเหมือนวิหารพระสี่อิริยาบถที่กำแพงเพชร และคงจะมีรูปพระสี่อิริยบถเช่นเดียวกัน แต่ครั้นพิจารณาดูต่อไปจึงได้เห็นว่าทางที่ทลายเสียนั้นดูแคบนัก ผนังด้านนี้แคบกว่าด้านตะวันออกตะวันตกที่มีพระลีลากับพระยืน เพราะฉะนั้นถ้าจะทำเป็นพระนอนไว้ทางนั้น ก็จะได้องค์เล็กเต็มที จึงได้เปลี่ยนความคิดเสียว่าชะรอยด้านนี้ ก็จะเป็นพระนั่งขนาดเดียวกับด้านเหนือที่ตรงกันข้าม แต่บางทีปางจะผิดกัน คือบางทีจะเป็นสมาธิข้างหนึ่งและอีกข้างหนึ่งจะเป็นพระมารวิชัยหรือป่าเลไลย แต่ตั้งแต่ขึ้นไปจนตลอดเวลากลับไม่ได้เห็นพระป่าเลไลยทางหัวเมืองเหนือเลย แม้สมาธิก็ไม่ใคร่พบ พบแต่พระมารวิชัยเป็นพื้น

วิหารพระเชตุพนนี้ยอดน่าจะเป็นปรางค์ ผนังด้านนอกทำเป็นลูกกรง ใช้ศิลาแท่งใหญ่เป็นลูกกรงและกรอบพร้อมกันดูแน่นหนามาก เสียดายแต่พังเสียหลายตอนแล้ว สังเกตได้ว่าอาศัยน้ำหนักศิลานั้นเองมากกว่าอย่างอื่น จึงตั้งอยู่ได้มั่นคงเช่นนี้ ที่ต่อกันก็ทำประกบกันอย่างเรียบร้อยราวกับช่างไม้เข้าตัวไม้ ใช้ปูนแต่นิดหน่อยพอเป็นเครื่องเยียวยาให้สนิทยิ่งขึ้นเท่านั้นเท่านั้น ถึงซี่กรงนั้นก็ไม่ใช่ก่อศิลาแผ่นเล็กๆซ้อนกัน จนเป็นเสาอย่างเช่นที่วัดพระสี่อิริยาบถที่กำแพงเพชร ที่นี่ใช้ศิลาแท่งแบนๆทั้งแท่งตั้งขึ้นเป็นลูกกรง มีก้อนศิลายาวทับบนเป็นกรอบ ที่ศิลาทับบนนั้นขุดเป็นช่องสี่เหลี่ยมไว้สำหรับสวมบนยอดแผ่นตั้งๆซึ่งมีเดือยอยู่ เพราะฉะนั้นพอวางท่อนทับบนนี้ลงแล้ว น้ำหนักก็พอจะยึดศิลาที่ตั้งเป็นซี่กรงนั้นไว้มิให้ล้มได้ ส่วนกรอบลุกกรงนั้นก็ทำด้วยศิลาแท่งใหญ่และหนากว่าลูกกรง ตรงและประกบกันสนิทดีเหมือนกรอบไม้ ผนังลูกกรงนั้นทำเป็นห้องๆต่อกันไปจนรอบตามรูปที่จะต้องการ ไม่ก่อเป็นผนังอันเดียวเชื่อมกันหมด ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจได้ชัดเจนต้องบอกให้ดูช่างไม้ต่อกรงเหล็ก คือในชั้นต้นเข้าตัดไม้ตามที่ต้องการมาทำกรอบ แล้วเขาสอดซี่กรงเหล็กเข้าตามที่ แล้วเขาจึงตอกไม้กรอบข้างบนประกบกันให้สนิท และก็ยกไปได้เป็นแผ่นๆ ไปตั้งประกอบเป็นกรงขึ้นตามที่ซึ่งประสงค์นั้นฉันใด การทำผนังนอกที่วิหารวัดเชตุพนก็ฉันนั้น ผิดกันก็แต่ที่วัดเชตุพนใช้ศิลาแทนทั้งกรอบไม้ทั้งซี่เหล็ก และเป็นส่วนที่ใหญ่กว่ากันมากเท่านั้น

การที่ทำผนังเป็นแผ่นๆเช่นนั้นก็มีที่เสีย คือถูกฝนชะดินพื้นดินทรุดไปเป็นแห่งๆไม่เสมอกัน ผนังจึงเซและล้มไปเป็นห้องๆ คือล้มทีละแผ่น ไม่ค่อยแยะและพังไปเหมือนกำแพงหรือผนังที่ก่อด้วยอิฐถือปูนเป็นแผ่นเดียวกันตลอด และถ้าแม้จะซ่อมแซมปฏิสังขรณ์ ก็จะต้องยกกันขึ้นทั้งๆแท่นอีก พระพยุหาภิบาลผู้ว่าราชการเมืองสุโขทัยเล่าว่า เมื่อปี ร.ศ. ๑๑๑ ได้ตามเสด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ ขึ้นไปสุโขทัย ได้ไปดูวัดเชตุพนนี้ ยังได้เห็นผนังลูกกรงตั้งอยู่เกือบรอบวิหาร แต่บัดนี้ยังคงตั้งอยู่เป็นตอนๆ ตอนละห้องสองห้องเท่านั้น ที่เซๆรวนๆอยู่บ้างแล้วก็มี ได้แนะพระพยุหาภิบาลให้จัดการค้ำจุนไว้บ้าง พอปะทะปะทังให้ยั่งยืนต่อไปอีกสักคราวหนึ่ง

ผนังลูกกรงนั้นได้วัดดูห้องหนึ่งได้ความดังต่อไปนี้ คือ แท่งศิลาเชิงผนังลูกกรงกว้าง ๑ ศอก ๗ นิ้ว หนา ๑ คืบ ๑๐ นิ้ว แท่งศิลากรอบล่างลูกกรงกว้าง ๑ ศอก ๓ นิ้ว หนา ๑ คืบ ๑๐ นิ้ว แท่งศิลาซี่กรงสูง ๓ ศอกคืบ กว้าง ๑ คืบ ๘ นิ้ว หนา ๑๐ นิ้ว ช่องลูกกรงช่องหนึ่งๆมีลูกกรง ๕ ซี่ ตั้งระยะห่างกันซี่ละ ๗ นิ้ว แท่งศิลากรอบบนลูกกรงกว้าง ๑ ศอก ๓ นิ้ว หนา ๑ คืบ ๘ นิ้ว แท่งศิลาทับบนกรอบกว้าง ๑ ศอก ๓ นิ้ว หนา ๑ คืบถ้วน เท่านี้ก็พอจะเข้าใจได้ว่าผนังลูกกรงนั้นใหญ่เพียงไร ผนังนี้มีกั้นรอบวิหารจัตุรมุขโดยรอบด้านนอก ด้านหลังพระทั้งสี่นั้นเป็นผนังทึบ

ต่อวิหารจัตุรมุขออกไปทางทิศตะวันตกมีเป็นลานโล่งอยู่เฉยๆ ชะรอยจะเป็นลานศรีมหาโพธิ มีกำแพงแก้วกั้นเป็นเขต กำแพงแก้วนั้นต่อออกมาจากผนังลูกกรงของวิหารจัตุรมุข เพราะฉะนั้น ทางด้านตะวันออกไม่มี คงมีแต่ ๓ ด้าน กำแพงทำเป็นโปร่งๆเป็นชนิดพนักลูกมะหวด แต่ใช้ศิลาแท่งสี่เหลี่ยมตั้งขึ้นแทนลูกมะหวด กำแพงสูงประมาณ ๓ ศอก ทางด้านเหนือกับด้านใต้มีประตูสำหรับเข้าไปในลาน ประตูด้านเหนือพังลงมาเสียแล้ว แต่ด้านใต้ยังตั้งอยู่เรียบร้อยใหญ่โตเป็นของน่าดูอย่างยิ่ง ทำด้วยศิลาแท่งเขื่องๆช่องประตูนั้นกว้าง ๕ ศอก แท่งศิลากรอบประตูทางด้านตั้งขึ้นไปสูง ๕ ศอกคืบ ๒ นิ้ว หนา ๑ ศอก ๒ นิ้ว กว้าง ๑ ศอกคืบ ๑ นิ้ว ศิลาบัวรองแผ่นพาดบนหนา ๑ คืบ ๒ นิ้ว ยาว ๒ ศอกคืบ กว้าง ๑ ศอกคืบ ๒ นิ้ว ศิลาแผ่นพาดบนประตูกว้าง ๓ ศอก ยาว ๘ ศอกคืบ ๕ นิ้ว หนา ๑ คืบ ๒ นิ้ว ประตูนี้จะมีอยู่เพียงเท่านี้แต่เดิมหรืออย่างไรไม่แน่ เพราะศิลามีกองอยู่ใกล้ๆนั้นหลายก้อน แต่เท่าที่เหลืออยู่นี้ดูก็สูงพออยู่แล้ว วัดจากพื้นดินถึงยอดซุ้มประตูเดี๋ยวนี้ ได้ถึง ๖ ศอกคืบ ๖ นิ้วแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าจะมียอดขึ้นไปอีกก็จะสูงมาก ได้ฉายรูปประตูนี้มาไว้ และได้พิมพ์ไว้ในที่นี้ด้วย ถ้าดูรูปคงจะเข้าใจได้ว่าประตูนี้สูงใหญ่เพียงใด เพราะได้ให้คนไปยืนอยู่ริมนั้นเพื่อจะได้เทียบความสูงใหญ่ด้วยแล้ว

ศิลาที่ใช้ทำประตูนี้และทำกำแพงแก้ว กับผนังลูกกรงในวัดเชตุพนนี้ ไม่ใช้ศิลาแลง เป็นศิลาดำซึ่งมีน้ำหนักมากกว่า เพราะฉะนั้น ถึงแม้วัดนี้จะไม่มีอะไรเหลือเป็นชิ้นอยู่เลย นอกจากประตูอันเดียว ก็คงจะยังสันนิษฐานได้อยู่ว่าเคยเป็นวัดสำคัญ และไม่มีผู้ใดนอกจากผู้มีอำนาจเช่นราชาจะสามารถเป็นผู้ทำได้ ถึงแม้จะทำขึ้นในสมัยที่มีเครื่องมือใช้ดีๆแล้วเช่นในกาลปัตยุบันนี้ ก็คงจะไม่ได้ดีสนิทสนมเท่าที่ทำไว้ให้ปรากฏอยู่นั้น เพราะฉะนั้น จึ่งพึงสันนิษฐานว่าจะทำวัดเช่นนี้ได้ก็แต่ทางใช้อำนาจอาญาไม่ใช่อำนาจทรัพย์หรืออย่างอื่น ดูที่วัดเชตุพนนี้รู้สึกราวกับไปดูสถานต่างๆในประเทศอียิปต์ทำให้รู้สึกอิ่มใจ ว่าเราก็มีของประหลาดน่าอวดกับเขาบ้างเหมือนกัน

ซัดนี้ไม่ปรากฏชัดเจนว่ากล่าวถึงไว้แห่งใดบ้าง ในพงศาวดารเหนือมีกล่าวถึงวัดเชตุพนอยู่แห่งหนึ่ง คือกล่าวว่าพระมหาเถรไลลายได้พระบรมธาตุของพระพุทธเจ้า ๖๕๐ พระองค์ กับทั้งพระศรีมหาโพธิ ๒ ต้นมาแต่ลังกาทวีป เธอจึ่งพาพระมหาสาครไปเมืองสาวัตถีจึงถ่ายเอาอย่างวัดเชตวนารามมาสร้างไว้ต่อเมืองรอ แขวงบางพาน นอกเมืองกำแพงเพชร ที่วัดสังฆนาวาวาสดังนี้ แต่ต้องพึงเข้าใจว่าไม่ใช่พระเจ้ารามคำแหงเป็นผู้สร้าง คือจะเป็นวัดเก่า มีอยู่ก่อนมหาศักราช ๑๒๐๕ นั้นแล้ว เพราะถ้าแม้ "พ่อขุนรามคำแหง" ได้สร้างขึ้นแล้วคงจะต้องอวดและพูดถึงมากกว่าที่มีอยู่ในคำจารึกหลักศิลานั้นเป็นอันมาก

มานึกประหลาดใจอยู่นิดหนึ่ง ว่าเหตุใดวัดใหญ่โตงดงามเช่นนี้มาอยู่นอกเมือง ถ้าจะมีทางอธิบายอยู่ก็แต่ว่าเดิมเมืองตั้งอยู่ทางนั้น และวัดเชตพนอยู่ในเมือง แต่ภายหลังเมืองเลื่อนไปสร้างใหม่ในที่ซึ่งตั้งอยู่บัดนี้ ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วก็ต้องแปลว่าวัดนี้เก่ามาก เพราะเมื่อสมัยที่วงศ์ของพระเจ้ารามคำแหงเป็นราชาในเมืองสุโขทัยนั้น เมืองได้ตั้งอยู่แล้วในที่ซึ่งตั้งอยู่บัดนี้ ดังปรากฏอยู่ในคำจารึกหลักศิลาที่ ๑ แต่ตรวจดูในท้องที่ริมวัดเชตุพนนั้น ไม่พบชิ้นสำคัญอะไรที่จะถือเป็นพยานว่าเมืองเดิมได้อยู่ที่นั้น

และนึกถึงชื่อวัดอีกว่า "วัดพระเชตุพน" ดังนี้ ก็ดูน่าจะไปสร้างในที่เป็นวนะหรือป่า ซึ่งจะตรงตามแบบเชตุวนารามเดิม ซึ่งสร้างอยู่นอกเมืองสาวัตถี ฉะนั้นวัดเชตุพนที่สุโขทัยก็ไม่ห่างไกลจากเมืองนัก เพียง ๕๐ เส้น ซึ่งยังใกล้กว่าวิหารสูงพระอัฏฐารศลุกยืนและที่เขาพระบาทน้อย แต่ที่ทาง "พีหารอรญญิก" นั้น พ่อขุนรามคำแหงยังทรงช้างออกไปนบได้เนืองๆ "วนนเดือนพีเดือนเต็ม" ข้อนี้เป็นพยานอยู่ว่าวัดสำคัญๆไม่จำเป็นจะต้องอยู่ในเมืองทั้งนั้น แต่อย่างไรๆก็ดี วัดเชตุพนนี้เป็นวัดสำคัญและน่าดูอย่างยิ่งอันหนึ่งในเมืองสุโขทัย และถ้าผู้ใดไปที่นั้นไม่มีเวลาดูอื่นก็ควรพยายามไปดูวัดนี้จงได้

ต่อวัดเชตุพนไปทางตะวันออกยังมีวัดอยู่อีกวัดหนึ่ง ซึ่งราษฎรเรียกว่าวัดเจดีย์สี่ห้อง เพราะในนั้นมีพระเจดีย์อยู่องค์หนึ่งที่ฐานรองระฆังทำเป็นคูหาสี่ทิศ ต่อพระเจดีย์นั้นออกไปทางตะวันออกมีอุโบสถอยู่หลังหนึ่งซึ่งไม่สู้แปลกอะไร การก่อสร้างในวัดนี้ใช้แลงเป็นพื้น ที่โลบสถ์นี้ห่างจากวัดเชตุพนเพียงประมาณ ๒ เส้นเท่านั้น จึงเห็นว่าน่าจะเป็นวัดเดียวกับวัดเชตุพนนั้นเอง จริงอยู่ระหว่างวัดทั้ง ๒ นี้มีคูคั่นอยู่ แต่คูนี้อาจจะขุดขึ้นภายหลังก็ได้ หรือขุดเพื่อขังน้ำใช้ในวัดก็ได้ ถ้าวัดนี้ไม่ใช่อันหนึ่งอันเดียวกันกับวัดเชตุพนแล้ว ก็ต้องเป็นที่สร้างขึ้นภายหลัง เมื่อวัดเชตุพนหายเป็นวัดสำคัญเสียแล้ว แต่พิจารณาดูที่อุโบสถก็ดูท่าทางเป็นของโบราณ แลงที่ใช้ทำเสาก็เป็นก้อนเขื่องๆพอใช้ อีกประการหนึ่งภายในเขตที่เรียกว่าวัดเชตุพนนั้น อุโบสถหรือวิหารหามีไม่ จึงน่าสันนิษฐานว่า อุโบสถในที่ซึ่งเรียกว่าวัดเจดีย์สี่ห้องนี้เอง คืออุโบสถของวัดเชตุพน และวัดเจดีย์สี่ห้องนี้เป็นส่วนหนึ่งของวัดเชตุพน ที่ดินแปลงที่เรียกว่าวัดเชตุพนเดี๋ยวนี้เป็นแปลงที่รักษาไว้ให้สะอาดงดงาม เป็นที่พระราชาเสด็จและราษฎรไปนมัสการ ทางแปลงที่เรียกว่าวัดเจดีย์สี่ห้องเดี๋ยวนี้ เป็นที่อยู่ของพระสงฆ์สามเณร


..........................................................................



อธิบายความเพิ่มเติมในตอนที่ ๔

(๑) ในคำจารึกพ่อขุนรามคำแหงเรียกว่า ทิศหัวนอนทิศหนึ่ง ทิศตีนนอนทิศหนึ่ง เมื่อทรงพระราชนิพนธ์หนังสือนี้ ทรงสำคัญว่าทิศหัวนอนจะเป็นทิศเหนือ และทิศตีนนอนจะเป็นทิศใต้ตามคติพราหมณ์ แต่คติของไทยโบราณตรงกันข้าม ถือว่าทิศใต้คือทิศหัวนอน ทิศเหนือเป็นทิศตีนนอน เพื่อจะให้หนังสือเรื่องนี้ถูกถ้วนต้องเปลี่ยนตอนที่ ๘ (ตอนที่ ๔ - กัมม์) เป็น "ตอนหววนอน" เปลี่ยนตอนที่ ๙ (ตอนที่ ๕ - กัมม์) เป็น "ตอนตีนนอน" และต้องแก้ไขอธิบายในฉบับเดิมบ้างเล็กน้อย


....................................................................................................................................................
 
 

โดย: กัมม์ วันที่: 26 มีนาคม 2550 เวลา:12:14:32 น.  

 
 
 
ตอนที่ ๕ เมืองสุโขทัย "เบื้องตีนนอน


"เบื้องตีนนอน" คือทิศเหนือเมืองสุโขทัยนี้ได้ความตามจากของพ่อขุนรามคำแหงว่า มีตลาดปสาน มีพระอจน มีปราสาท มีป่าหมากพร้าวป่าหมากลาง มีไร่นา มีถิ่นถาน มีบ้านใหญ่บ้านเล็กด็น่าสนุกกว่า "เบื้องตวนนโอก" แต่สู้ "เบื้องตวนนตก" ไม่ได้ ครั้นได้ไปตรวจดูที่ต่างๆตามแถบนี้แล้ว ก็เห็นว่าจริงตามที่ได้นึกไว้แต่แรก(๑)

นอกกำแพงเมืองค่อนไปทางมุมตะวันตกเฉียงเหนือและไม่ไกลจากกำแพงนัก มีวัดสำคัญอยู่วัดหนึ่งเรียกว่าวัดศรีชุม ในวัดนี้มีชิ้นสำคัญคือวิหารทีพระใหญ่ก่อด้วยแลงเป็นพระมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๕ วา สูง ๖ วา ส่วนวิหารเองนั้นดูภายนอกเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีผนังสูงเกลี้ยงๆขึ้นไปสูง ๗ วา มีฐานเป็นบันได ๓ ชั้น รอบตัวที่ขอบผนังข้างบนมีเป็นบัว ใต้บัวลงมามีลวดลายเป็นเฟื่องย้อยลงมาเป็นพวงๆ ด้านหน้ามีบันไดขึ้น และรอยซุ้มประตูซึ่งพังลงมาแล้วยังพอแลเห็นได้ ตัวประตูเองรูปชอบกล ดูส่วนสูงเกินกว่าส่วนกว้างเหลือเกิน ประตูนั้นกว้างพอคน ๒ คนจะเดินหลีกกันได้อย่างยัดเยียดหน่อยเท่านั้น แต่ทางส่วนสูงนั้นยอดคูหาเกือบถึงบัวบน คือในช่องประตูนั้น ถ้าจะคิดส่วนสูงตั้งแต่ธรณีขึ้นไปจนถึงยอดคูหาเห็นจะกว่า ๖ วา รูปช่องนั้นก็ตรงๆขึ้นไปเฉยๆก่อน แล้วจึงสอบเข้าเป็นซุ้มยอดออกจะเรียว ดูรูปร่างแปลกนัยน์ตามาก ข้างในวิหารนั้นมีที่รักแร้ก่อเป็นมุมเหลี่ยมไม้สิบสอง

ผนังก่อเป็นสองชั้น มีช่องเข้าไปได้ทางประตูซีกข้างซ้าย ได้ส่งคนเข้าไปทางช่องนั้นเพื่อตรวจดู ได้ความว่าในชั้นแรกๆเข้าไปลำบากต้องคลานหรือเดินย่อๆ เพราะอิฐปูนทลายลงมากองอยู่ที่พื้นมาก แต่พอเลี้ยวมุมหนึ่งก็ถึงบันไดขึ้นได้สบายเดินวนเวียนไปในระหว่างซอกผนังจนถึงที่บัวบน ผนังมีช่องทะลุอยู่แห่งหนึ่ง พระพยุหาภิบาลได้ให้จัดการทำบันไดขึ้นไปถึงที่นั้น ผู้ที่ขึ้นไปคราวหลังจึงไม่ต้องไปคลานมุดเข้าทางซ้ายประตู ตรงขึ้นถึงชั้นบนที่มีบันไดนั้นได้ทีเดียว ในซอกผนังนั้นคนธรรมดาเดินต้องตะแคงตัวที่ผนังมีลวดลายเขียน บนเพดานมีรูปสลักบนแผ่นศิลาอยู่ข้างจะเลือนๆ และทั้งต้องแหงนและมองเอียงๆ จึงเป็นการลำบากที่จะดูรูป แต่พอเห็นได้ว่ามีรูปคนใส่ชฎาเทริดอยู่ในรูปเหล่านั้นมาก มีอิริยาบถต่างๆ ที่ขี่รถขี่ม้าก็มี เข้าใจว่าเป็นภาพเรื่องชาดกและปฐมสมโพธิ์ หนังสือก็ลบๆเลือนๆเสียมาก ทั้งอ่านต้องตะแคงๆดู เข้าใจว่าเป็นหนังสือเขมรบ้าง ไทยโบราณบ้าง แต่เหลือที่จะอ่านให้ได้ความได้ ค้นหาดูศักราชไม่พบเลย

เดินไปในซอกผนังนั้นต่อไป จนถึงด้านผนังหลังมีช่องเป็นประตู เดินออกมาที่หลังพระประธานได้ แล้วเดินในช่องผนังต่อไป ขึ้นบันไดเป็นลำดับ จนถึงบนชั้นยอดบัวบนผนัง จึงแลเห็นหลุมสำหรับรับเสาสี่หลุมอยู่มุมละหลุม ซึ่งทำให้เดาว่าเครื่องบนเป็นไม้หลังคามุงกระเบื้อง แต่รูปหลังคานั้นเดาผิดไปถนัด คือเมื่อเห็นที่นี้เดาว่าจะเป็นหลังคาอย่างมณฑป แต่ภายหลังได้ไปเห็นวิหารที่วัดสระปทุมเมืองสวรรคโลก ซึ่งมีรูปเหมือนวัดศรีชุมนี้ไม่มีผิด จึงได้เห็นว่าเดารูปหลังคาผิด คือ ตามความจริงหลังคาเป็นรูปเหมือนชามคว่ำ มีหน้าจั่วหน้าหลังดังปรากฏอยู่ในรูปวัดสระปทุมที่ได้พิมพ์ลงไว้ในสมุดนี้ด้วยแล้ว แค่วิหารที่วัดสระปทุมเมืองสวรรคโลกนั้นเล็กกว่าวิหารวัดศรีชุมนี้มาก ผนังที่วัดสระปทุมก็ไม่ได้มีสองชั้นอย่างที่นี่ ผนังสองชั้นนี้ตังใจทำเป็นทางคนขึ้นเป็นแน่ เพราะว่าพอถึงข้อศอกที่เลี้ยวมีเจาะช่องแสงสว่างไว้ด้วยทุกแห่ง แต่ไหนๆจะทำทั้งทีแล้วจะทำให้ขึ้นลงง่ายๆหน่อยไม่ได้ อย่าว่าแต่คนอ้วน แม้คนผอมก็ต้องเดินตะแคงๆ รูปวิหารนั้นคะเนดูด้วยตาว่าเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส แต่วัดดูได้ความว่าด้านตะวันออกตะวันตก ๑๑ วา ๑ ศอก ด้านเหนือด้านใต้ ๑๑ วา ๓ ศอก ผิดกันนิดหน่อยเท่านั้น ทางสูงคะเนว่าตั้งแต่พื้นดินถึงบัวบนผนังประมาณ ๑๐ วา จะหย่อนก็ไม่มากนัก

หน้าวิหารนั้นออกมามีโบสถ์ย่อมๆ มีเสาแลงข้างละสองแถว ในร่วมเสาชั้นในกว้างราว ๓ วา ระเบียงอีกข้างละ ๑ วา มีผนังเจาะช่องแสงสว่างเข้าเป็นรูปกากบาท คล้ายผนังวิหารพระพุทธชินราชเมืองพิษณุโลก ด้านหน้าคือตะวันออกมีประตูสองประตูการก่อสร้างวทั้งอุโบสถและวิหารใช้อิฐปนแลง คือใช้แลงเป็นรากและฐานเป็นต้น ผนังตอนบนก่อด้วยอิฐแผ่นหนาๆและเขื่องๆ สังเกตดูฝีมือที่ทำอยู่ข้างจะประณีตเห็นได้ว่าเป็นวัดสำคัญอันหนึ่ง(๒)

ได้ทราบข่าวว่าที่นี่เคยมีหลักศิลาจารึกอยู่อันหนึ่ง แต่พระสารสาสน์พนขันธ์(เยรินี)ขึ้นมาเที่ยวที่นี้ ได้ยกไปจากวัดนี้ จะได้เอาไปไหนต่อก็ไม่ได้ความ(๓) ข้อที่มีหลักศิลานี้ ทำให้พระวิเชียรปราการเดาว่าที่นี้คือถ้ำพระราม ที่พระเจ้ารามคำแหงกล่าวถึงคือมีข้อความกล่าวไว้แห่งหนึ่งว่า "จารึกอนนหนึ่งมีในถ้ำชื่อถ้ำพระรามอยู่ฝ่งงน้ำสํพาย" พระวิเชียรอธิบายความที่เดาว่าที่นี้เป็นถ้ำดพราะลอดเข้าไปในช่องผนังได้ แลพระพยุหาภิบาลก็รับรองว่าชาวเมืองนี้นิยมกันว่าทางซีกขวาประตูวิหารมีช่องเหมือนเช่นข้างซ้าย แต่ซอกทางขวามือนี้ว่าเดินไปเข้าถ้ำอันหนึ่ง และกล่าวว่าได้มีคนเดินไปในถ้ำนี้หลงไปหลายวันจนไปออกที่ปากถ้ำทางเมืองสวรรคโลก เพราะฉะนั้น เขาจึงได้เลยปิดปากถ้ำนั้นเสียด้วยอิฐปูน แต่นี้ก็เป็นแต่คำเล่ากันต่อมาดูไม่น่าเชื่อเลย ถ้าแม้จะมีซอกทางข้างขวาจริง ซึ่งอาจจะมีได้ ก็น่าจะไม่เดินไปได้ไกลกว่าใต้ฐานพระประธาน บางทีเขาจะทำเป็นที่เก็บทรัพย์ก็ได้ แต่ข้อที่จะเหยียดที่นี้เป็นถ้ำพระรามดูอยู่ข้างจะหนักไปนัก ข้าพเจ้าจึงไม่ได้ยอมลงเนื้อเห็นด้วยกับพระวิเชียร และได้ขอให้พระพยุหาภิบาลสืบค้นหาถ้ำพระรามต่อไป ภายหลังก็ได้ค้นพบถ้ำพระรามจริงตามที่คาดหมายไว้(๔)

วัดศรีชุมนี้ได้มีกล่าวถึงในพระราชพงศาวดารกรุงเทพทวาราวดีแห่งหนึ่ง คือปลายแผ่นดินสมเด็จพระมหาธรรมราชา เมื่อกรุงศรีอยุธยากับกรุงหงสาวดีขาดทางพระราชไมตรีกันแล้ว นันทสูกับราชสงครามแม่ทัพมอญ ซึ่งได้มาตั้งประจำอยู่ ณ เมืองกำแพงเพชรทราบว่าสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า ได้เสด็จยกทัพไปจากเมืองพิษณุโลก ก็ให้เลิกทัพออกจากเมืองกำแพงเพชรหนีไป สมเด็จพระนเรศวรตรัสให้พระยาไชยบูรณ์ ขุนพระศรี และพระหัวเมืองทั้งปวงยกทัพตามไป ตีทัพนันทสูกับราชสงครามแตกกระจักกระจายหนีไป และไทยใหญ่ชาวแสนหวีที่มาอยู่เมืองเชียงทอง (คือเมืองที่ได้กล่าวถึงแล้วในตอนที่ ๓ นั้น) นี่คือในปีขาลอัฐศก จุลศักราช ๙๒๘ ในขณะนี้พระยาพิชัยข้าหลวงเดิมทราบว่าสมเด็จพระนเรศวรกับพระเจ้าหงสาวดีเกิดเป็นปรปักษ์แก่กันคิดเป็นขบถ ไม่ไปตามเสด็จงานพระราชสงครามตามพระราชกำหนด คงจะนึกประมาทว่าแตกกับหงสาวดีแล้วกำลังจะน้อย จึงได้กวาดต้อนครอบครัวของตัวและครัวชาวเมืองทั้งปวงอพยพไป ณ เมืองสวรรคโลกชักชวนพระยาสวรรคโลกให้เข้าด้วย จะยกไปตีเมืองพระพิษณุโลก หลวงปลัด ขุนยกกระบัตร ขุนนรนายกไม่ยอมเข้าด้วย พระยาพิชัยก็ให้คุมเอาตัวคนทั้ง ๓ นี้ไว้ การที่พระยาพิชัยคิดขบถแล้วยกไปตีเมืองสวรรคโลกนั้น นัยว่าๆจะไปชวนพระยาสวรรคโลกไปตีเอาเมืองพิษณุโลก แต่ถ้าแม้จะก็น่าจะเดาว่า พระยาพิชัยเห็นเมืองพิชัยของตนจะรักษาไว้ให้มั่นไม่ได้ดีเหมือนเมืองสวรรคโลก จึงยกไปสวรรคโลก และถ้าใครได้ไปดูภูมิฐานเมืองพิชัยเก่าแล้ว ก็คงม่รู้สึกว่าเป็นการแปลกอะไรที่พระยาพิชัยจะคิดเช่นนั้น แต่ที่จริงนี่นอกเรื่อง

ฝ่ายสมเด็จพระนเรศวรพอได้ทรงทราบข่าวพระยาพิชัย พระยาสวรรคโลกเป็นขบถ จึงเสด็จยกทัพหลวงจากเชียงทองไปเมืองสวรรคโลก เสด็จทางสุโขทัยแวะที่เมืองนั้นได้ตั้งทัพหลวงตำบลวัดฤาษีชุม (คือวัดศรีชุม) จึงตรัสบัญชาให้ชาวพ่อชุมนุมพราหมณ์จารย์เอาน้ำในบ่อพระสยมภูวนารถ และเอาน้ำตระพังโพยศรีมาตั้งบูชาโดยกิจพิธีกรรม เป็นน้ำสัตยาธิษฐานและเอาพระรัตนตรัยเจ้าเป็นประธาน ให้ท้าวพระยาเสนามนตรีมุขทหารทั้งหลายกินน้ำสัตยาแล้ว ครั้นรุ่งขึ้นทัพหลวงก็เสด็จขึ้นทางเขาคับถึงเมืองสวรรคโลก เป็นจบตอนที่เกี่ยวแก่เมืองสุโขทัยเพียงนี้ ตอนที่ตีเมืองสวรรคโลกจะได้กล่าวถึงเมื่อเล่าถึงเมืองสวรรคโลกต่อไป

เรื่องนี้เป็นพยานว่าวัดฤาษีชุมหรือวัดศรีชุมนั้น ในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระมหาธรรมราชากรุงเทพฯทวาราวดี ยังเป็นวัดสำคัญอยู่นั้นประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งเป็นพยานว่าเมื่อเวลานั้นพราหมณ์ในเมืองสุโขทัยยังมีอยู่ ยังไม่สูญวงศ์ ส่วนบ่อพระสยมภูวนารถนั้นจะได้กล่าวถึงข้างล่างนี้

ต่อจากวัดศรีชุมไปไม่ไกลนัก มีสถานที่อันหนึ่งซึ่งชาวเมืองสมัยนี้เรียกว่าวัดพระพายหลวง มีปรางค์ ๓ ยอดเช่นที่วัดศรีสวาย แต่ทลายแล้ว ๒ หลังยังคงเหลือแต่หลังเดียว ทำด้วยแลงก้อนใหญ่ๆมีลวดลายงามดีมาก รูปซุ้มข้างหลังปรางค์ที่พิมพ์มาติดไว้ในหนังสือเป็นพยานอยู่ว่าลวดลายงามเพียงไร ภายในปรางค์นั้นหน้าตาเป็นอย่างเช่นข้างในปราสาทศิลาทั้งปวง(๕) มีพื้นมีฐานพระศีวลึงค์ทำด้วยศิลาแลง มีเป็นรางสำหรับรับน้ำสรงพระศีวลึงค์ไหลไปลงรวมทางรางยื่นตรงออกมาข้างหน้า อันเป็นที่รองน้ำมนต์ใช้ในพิธีพราหมณ์ ใช่แต่รูปปรางค์จะเหมือนที่วัดศรีสวาย ยังคะเนได้ด้วยตาได้อีกว่าทั้งทางสูงและทางกว้างดูจะปานกัน ลวดลายที่ปรางค์ก็เป็นไปทางเทวสถานที่ได้เคยเห็นมาแล้ว บนยอดซุ้มหลังปรางค์นั้น มีรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ของเหล่านี้ล้วนเป็นพยานว่าที่นี้เป็นเทวสถานหรือโบสถ์พราหมณ์

แต่ปรากฏว่าได้แปลงเป็นวัดพระพุทธศาสนาเพราะมีอุโบสถอยู่ข้างหลังปรางค์ทางทิศตะวันตก หน้าปรางค์ออกมามีวิหารทำนองเดียวกันกับวัดศรีสวาย แต่ที่นี้ต่อเชื่อมกันไม่สนิทเหมือนที่วัดศรีสวาย กับในตัวปรางค์เองก็มีพระพุทธรูปยืน แกะด้วยไม้ทิ้งอยู่ในคูหาด้านตะวันตกอีกด้วย พระนั้นฝีมือแกะแสนจะโทรมจึงเชื่อว่าเป็นของใหม่ ที่แปลงสถานนี้เป็นวัดก็เชื่อว่าได้แปลงในไม่ช้านัก คืออย่างไรๆเมื่อสมเด็จพระนเรศวรเสด็จไปตั้งค่ายอยู่ที่สุโขทัยและกระทำพิธีถือน้ำนั้น ที่นี้คงยังเป็นโบสถ์พราหมณ์อยู่ ส่วนบ่อพระสยมภูวนาถที่เอาน้ำไปทำพิธีนั้น ก็น่าจะเป็นบ่อที่บัดนี้ยังมีอยู่ใกล้ๆปรางค์ในวัดพระพายหลวงนี้ ถ้าไม่ใช่ที่แห่งนี้ก็คงจะเป็นที่โบสถ์พราหมณ์ในเมือง (คือวัดศรีสวาย) แต่น่าจะเป็นที่นอกเมืองนี้มากกว่าเพราะอยู่ใกล้วัดศรีชุม

ต่อที่วัดพระพายหลวงออกไปอีก มีเตาเผาถ้วยชามตั้งอยู่ในป่าไผ่ อยู่ตามเนิน ขุดเนินเข้าไปก่อเตาด้วยอิฐ เป็นเตาเตี้ยๆมีชิ้นถ้วนชามแตกๆทิ้งอยู่ตามริมเตาบ้าง ซึ่งเข้าใจว่าเป็นชามที่เสียเขาทิ้ง ที่เคลือบแล้วก็มี ที่เขียนแล้วยังไม่ได้เคลือบก็มี พื้นชามก็เป็นชนิดที่เรียกว่า สังกโลก บางทีก็มีเป็นลวดลายเป็นดอกไม้บ้าง ก็มีฝีมือทำสู้ที่สวรรคโลกไม่ได้ ตามใกล้ๆแถบเตานี้มีที่พื้นดินลุ่มแตกระแหง หน้าฝนน้ำขัง มีไผ่และหญ้าขึ้นตามขอบ แต่ในลุ่มนั้นเองไม่มีอะไรขึ้นเลย แห่งหนึ่งคะเนด้วยว่ากว้าง ๑๐ วา หรือ ๑๕ วา ยาวประมาณ ๕ เส้น อย่างไรๆก็ไม่ใช่ที่นาหรือไร่ จึงเข้าใจว่าจะเป็นที่เขาขุดดินขึ้นมาใช้ในการปั้นถ้วยชาม คนโดยมากบางทีจะพึ่งได้ทราบเป็นครั้งแรกเมื่ออ่านหนังสือนี้ ว่าถ้วยชามสุโขทัยก็มี ถึงแม้ได้พบปะชามสุโขททัยก็คงเข้าใจว่าเป็นชามสังกโลก ที่จริงเข้าใจว่าสุโขทัยคงได้วิชามาจากสวรรคโลกอีกชั้นหนึ่ง(๖)

ต่อเตาถ้วยชามออกไปอีก และไม่สู้ห่างจากนั่นนัก มีที่ดูอีกแห่งหนึ่ง คือวัดสังกะวาด ที่ว่าเป็นที่ดูนั้นไม่ใช่เพราะเป็นวัดที่มีสิ่งงดงามอะไร แต่เพราะในคำแปลหลักศิลาที่ ๒ ได้กล่าวว่าวัดนี้คือวัดสังฆาวาส ที่พระบาทสมเด็จกมรเตญอัตศรีธรรมิกราชาราธิราชได้ทรงสร้างขึ้น สมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ได้ทรงแต่งเรื่องนี้ไว้ว่า "ครั้งหนึ่งมีรับสั่งให้ราชบุรุษไปอาราธนาพระเจดีย์และพระมหาเจดีย์มาประดิษฐานในเมือง แล้วสร้างพระอารามในที่พระมหาธาตุนั้นพร้อมด้วยอุโบสถวิหารการเปรียญเสนาสน์พระสงฆ์บริบูรณ์ แล้วหล่อพระพุทธปฏิมากรด้วยทองสัมฤทธิ์บริสุทธิ์เท่าพระองค์ท่านไว้เป็นประธานในพระอุโบสถ จึงพระราชทานนามอารามว่า สังฆาวาสอารามวิหาร ทุกวันนี้ชาวเมืองเหนือเรียกชื่อว่าวัดสังกะวาด" ต่อไปอีกหน่อยหนึ่งมีข้อความว่า "แล้วทรงหล่อรูปพระศรีอาริย์องค์หนึ่งประดิษฐานไว้ในพระวิหารคตทิศใต้ในอาราม"

ถ้าจะสันนิษฐานตามข้อความที่กล่าวมาแล้วนั้น จะต้องว่าวัดสังฆวาสหรือวัดสังกะวาดนั้นคงเป็นวัดใหญ่โตพอใช้ แต่ตามความจริงวัดสังกะวาดที่ได้เห็นนั้นไม่เป็นเช่นที่คาดหมาย ที่นั้นมีคูลึกล้อมรอบเป็นเขต ในเขตนั้นมีวิหารหลังหนึ่ง หันหน้าสู่ทิศตะวันออก หลังวิหารมีพระเจดีย์ซึ่งทลายเสียหมดแล้ว ยังเหลืออยู่แต่ฐานชั้นบัวกลุ่ม จึงทราบไม่ได้ว่ารูปพระเจดย์เดิมจะเป็นอย่างไร ตัววิหารนั้นยาว ๑๒ วา ๒ ศอก กว้าง ๘ วา ๒ ศอก มีเสาทำด้วยแลงท่อนกลมใหญ่ต่อกัน มีระเบียงสองข้างมีพระประธานก่อด้วยอิฐอยู่องค์หนึ่ง สังเกตว่าทำคนละคราวกับวิหารและฐานพระก็เชื่อมติดกับเสาไม่สนิท นอกวิหารออกมามีเป็นศิลาเสาสี่หลี่ยม ข้างปลายมีบากช่องเหมือนจะเข้าประกบกับอะไรสักอันหนึ่ง ในที่บากนั้นยังมีอิฐกับปูนเกาะอยู่ กับมีเสาเช่นนี้อยู่หลายเสาทิ้งเรียงรายอยู่จึงสันนิษฐานว่า คงจะเป็นส่วนหนึ่งของระเบียง และผนังระเบียงคงเป็นชนิดลูกกรงอย่างทมี่วัดเชตุพน นอกจากวิหารนี้กับพระเจดีย์ก็ไม่มีอะไรอีก

ส่วนการเปรียญหรือเสนาสน์ที่กล่าวว่ามีบริบูรณ์นั้น ถึงจะหาไม่พบก็ไม่เป็นที่น่าประหลาดใจ เพราะคงทำด้วยไม้ แต่วิหารคตที่ตั้งรูปพระศรีอาริย์ควรจะหาพบได้ แต่ไม่มีเลย พระวิเชียรปราการออกความเห็นว่า จะอยู่ที่วัดมหาธาตุในเมือง แต่หนังสือท่านกล่าวว่าอยู่ที่วัดสังกะวาด ค้านกันอยู่ ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าจะปลงใจลงข้างไหน ความสงสัยของข้าพเจ้าจะยิ่งหนักขึ้นไปกว่าของพระวิเชียรปราการเสียอีก คือสงสัยว่าวัดสังกะวาสที่ได้ไปดูนี้ จะเป็นวัดสังฆาวาสแน่แล้วหรือ ดูรู้สึกว่าเล็กน่าเสียใจเต็มที่ ไม่น่าจะประดิษฐานพระพุทธรูปเท่าพระองค์ไว้ แล้ววัดนี้ก็อยู่ห่างไกลจากเมืองถึง ๖๐ เส้น แต่ถ้าแม้จะตกลงว่าวัดนี้เป็นวัดสังฆาวาสแน่แล้ว ก็จะต้องสันนิษฐานความว่า เดิมพระเจ้าธรรมิกราชทรงพระราชดำริว่าที่นั้นเป็นที่สำราญ มีต้นหมากรากไม้บริบูรณ์ ทั้งมีลำน้ำเรียกว่าคลองดิน ซึ่งติดต่อไปถึงลำน้ำแม่ลำพันอยู่ข้างนั้นด้วย จึงได้ไปทรงสร้างวัดสังฆาวาสขึ้นไว้ และเพราะเป็นวัดที่ทรงสร้างใหม่เป็นที่โปรดปาน จึงหล่อพระพุทธรูปเท่าพระองค์ไปประดิษฐานไว้ ณ ที่นั้น

แต่ในคำแปลหลักศิลาที่ ๒ นั้น ต่อเรื่องรับพระสามีสังฆราชไปแล้วมีข้อความกล่าวอยู่ว่า "ครั้นออกพรรษาแล้วพระองค์ตั้งมหกรรมฉลองพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ที่หล่อเท่าพระองค์นั้นทรงประประดิษฐานไว้กลางเมืองสุโขทัยโดยบุรพาทิศด้านพระมหาธาตุนั้น" ถ้าจะยังคงเชื่อเรื่องวัดสังกะวาดอยู่อย่างเดิม ก็จะต้องเดาต่อเรื่องไปอีกว่า พระพุทธรูปสัมฤทธิ์เท่าพระองค์ที่กล่าวแล้วว่าประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถวัดสังฆาวาสนั้น ภายหลังชะลอเข้ามากระทำการฉลองในเมือง แล้วจึงเลยประดิษฐานไว้กลางเมืองโดยบุรพทิศค้านพระมหาธาตุ ดูอยู่ข้างจะยุ่งอย่างไรอยู่ แต่ถ้าไม่เป็นเช่นที่ได้กล่าวเดาเป็นเรื่องมาอย่างข้างบนนี้แล้ว ก็เห็นมีหนทางที่จะสันนิษฐานได้อีกอย่างเดียว คือว่าวัดสังกะวาดที่ได้เห็นนั้นไม่ใช่วัดสังฆาวาสในหนังสือ

ถ้าแม้จะถามต่อไปว่า ถ้าเช่นนั้นวัดสังฆาวาสอยู่ที่ไหน ก็จะต้องเดาตอบว่า น่าจะเป็นวัดมหาธาตุกลางเมืองนั้นเอง(๗) และที่ว่าพระเจ้าธรรมิกราชทรงสร้างขึ้นใหม่นั้น แปลว่าปฏิสังขรณ์หรือสถาปนาวัดมหาธาตุนั้นเอง และสร้างของอื่นๆเพิ่มเติมลงอีกมาก ถ้าแม้ดูในวัดมหาธาตุก็อาจจะแลเห็นได้ว่า สถานที่ต่างๆในวัดนี้ในวัดนี้ไม่ได้สร้างในคราวเดียว สร้างเป็นหลายคราวด้วยกัน ถ้าแม้สันนิษฐานเอาวัดมหาธาตุเป็นวัดสังฆาวาสแล้ว ดูข้อความทั้งปวงก็ไม่สู้จะค้านกันนัก แต่ทั้งนี้แล้วแต่ผู้เชี่ยวชาญในทางโบราณคดีจะวินิจฉัยต่อไป(๘)


..........................................................................



อธิบายความเพิ่มเติมในตอนที่ ๕


(๑) คำว่า ปสาน ในจารึกพ่อขุนรามคำแหง หมายความว่าตลาดอันมีร้านเป็นแถวติดต่อกัน

(๒) พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่วัดศรีชุม ตรงกับที่เรียกว่า พระอจน ในจารึกพ่อขุนรามคำแหง สันนิษฐานว่าเดิมจะเป็นวิหารโถงสร้างด้วยเครื่องไม้ สร้างวิหารก่ออิฐต่อรัชกาลหลัง ข้อนี้สังเกตเห็นฝาผนังตรงเข่าพระพุทธรูปก่อรุ้งออกไป ถ้าสร้างพระวิหารหับพระพุทธรูปคราวเดียวกันก็จะหาเป็นเช่นนั้นไม่ พระพุทธรูปก็มีรอยปั้นพอกแก้ไขหลายครั้ง สันนิษฐานว่าองค์เดิมเห็นจะพังเสียครั้งหนึ่ง องค์ที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้สร้างขึ้นภายหลังสร้างวิหาร อนึ่ง ราชบัณฑิตยสภาได้ให้ขุดขนกากอิฐปูนที่พังออกจากช่องในผนัง เดี๋ยวนี้เดินได้แจ่ข้างล่างมิต้องคลานดังแต่ก่อน ได้ตรวจดูด้วยแสงไฟฟ้าเห็นผนังที่ในช่องนั้นมีรอยเขียนลวดลายประสานสีเป็นพระพุทธรูปเรียงเป็นแถวแต่ลบเลือนเสียมากแล้ว ศิลาจำหลักภาพที่ทับข้างบนเป็นเพดานนั้นเป็นภาพพระโพธิสัตว์ปางต่างๆในเรื่องนิบาตชาดก มีตัวหนังสือไทยบอกเรื่องด้วยทุกแผ่น (ได้เอาลงมาไว้ในหอพิพิธภัณฑสถานเเห่งชาติแผ่น ๑) เรื่องตำนานของศิลาชาดกเหล่านี้ ได้ความในศิลาจารึกซึ่งพบซ่อนอยู่ในซอกผนังนี้ (เดี๋ยวนี้อยู่ที่หอพระสมุดวชิรญาณในบริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ) ว่าเดิมอยู่ที่วัดมหาธาตุด้วยกันกับศิลาจารึกนั้น เป็นเค้าเงื่อนให้สันนิษฐานว่า ศิลาชาดกแต่เดิมเห็นจะสร้างเป็นเครื่องประดับพระเจดีย์ในวัดมหาธาตุ หรือประดับพระเจดีย์ที่เมืองอื่น ได้มาโดยพระเดชานุภาพ ให้จารึกอักษรไทยแถลงเรื่องลงไว้ทุกแผ่น แล้วรักษาไว้ที่วัดมหาธาตุ ครั้นนานมาศิลาชาดกนั้นตาดแดดตรำฝนชำรุดปรักหักพังไป กษัตริย์ราชวงศ์พระร่วงองค์ใดองค์หนึ่งจะทรงสร้างวิหารวัดศรีชุม จึงให้ทำฝาผนังวิหารเป็นช่อง และเอาศิลาชาดกกับศิลาจารึกเรื่องพงศาวดารเมืองสุโขทัยไปไว้ในนั้น เพื่อรักษามิให้เป็นอันตราย ว่ามานี้ตามความสันนิษฐาน

(๓) ศิลาจารึกที่เอามาจากวัดศรีชุม คือศิลาจารึกเรื่องพงศาวดารสุโขทัยที่กล่าวมาแล้ว เรื่องที่จะเอาลงมากรุงเทพฯนั้น เกิดด้วยมีชาวต่างวประเทศขึ้นไปเที่ยวเก็บ (บางทีถึงลัก) ของโบราณทางเมืองเหนือเอาไปต่างประเทศ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสสั่งข้าพเจ้าเมื่อเป็นอธิบดีกระทรวงธรรมการ ให้คิดอ่านเก็บของโบราณซึ่งควรหวงแหน เอาลงมารักษาไว้เสียกรุงเทพฯ ข้าพเจ้าได้แต่งให้พระยาสโมสรสรรพการ(ทัด) เมื่อยังเป็นหลวง กับพระยาวจีสัตยารักษ์(ดิส) เมื่อยยังเป็นหลวงกำจัดไพรินทร์ เป็นข้าหลวงขึ้นไปตรวจเก็บของโบราณ ได้ศิลาจารึกหลายแผ่น รวมทั้งแผ่นที่อยู่วัดศรีชุม กับเอาศิลาชาดกลงมาด้วย ๒ แผ่น ในครั้งนั้นข้าพเจ้าส่งไปไว้ ณ พิพิธภัณฑสถาน ศิลาที่ว่าพระสาสน์พลขันธ์เอาลงมาเห็นจะได้ที่อื่น

(๔) ถ้ำพระรามนั้นค้นพบเมื่อภายหลัง ดังจะปรากฏในตอนที่ ๑๐ (ตอนที่ ๖ ของเรา - กัมม์) ต่อไป

(๕) ที่กล่าวในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงว่า ทางเบื้องตีนนอน(ทิศเหนือ)เมืองสุโขทัยมีปราสาท หมายความว่าปราสาทหินวัดพระพายหลวง กระบวนสร้างปราสาทหินวัดพระพายหลวงนี้เป็นแบบขอม และเมื่อได้ตรวจดูพื้นที่เห็นมีแนวคูรอบเป็นเขตที่ใหญ่โตกว่าที่อื่น จึงสันนิษฐานว่าที่วัดพระพายหลวงนี้เห็นจะเป็นตัวเมืองเดิมเมื่อครั้งขอมปกครอง ครั้นไทยตั้งเมืองสุโขทัยเป็นราชธานี จึงสร้างเมืองขึ้นใหม่ใหญ่โตกว่าเมืองเดิม

(๖) เรื่องถ้วยชามสังกโลกสุโขทัยจะอธิบายข้างท้ายตอนที่ ๑๘ (ตอนที่ว่าด้วยด้วยเมืองสวรรคโลกเขาเรา - กัมม์)

(๗) ชื่อวัดว่า "สังกะวาส" ก็มาแต่สังฆาวาส เหตุใดจึงเปลี่ยนเป็นสังกะวาด ข้อนี้ข้าพเจ้าเคยได้ยินสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ประทานอธิบายพระนามมกรมขุนนรานุชิต อันทรงพระนามเดิมว่า "สังกทัต" ว่าตามแบบโบราณคำ "สังกะ" ใช้เมื่อหมายความว่าสงฆ์ซึ่งไม่มีตัวตน ถ้าสงฆ์มีตัวตนใช้คำ "สังฆะ" ดังนี้ จึงสันนิษฐานว่าที่เรียกชื่อว่า "วัดสังฆาวาส" หรือ "สังกะวาส" นั้น เห็นจะหมายความว่า วัดที่มีโบสถ์เป็นที่พระสงฆ์ทำสังฆกรรมได้ด้วย วัดในสุโขทัยนั้นไม่มีโบสถ์เป็นพื้น ถ้าสันนิษฐานถูกไซร้ วัดสังกะวาสที่กล่าวในหนังสือพงศาวดารเหนือก็คือวัดมหาธาตุกลางเมือง ถูกต้องดังทรงพระราชวิจารณ์ในหนังสือนี้

(๘) ที่เรียกว่า "พระเท่าพระองค์" ในศิลาจารึก ข้าพเจ้าสันนิษฐานว่า หมายความว่าเท่าพระองค์พระพุทธเจ้ามิใช่เท่าพระองค์ท่านผู้สร้างพระนั้น เกิดแต่คิดวินิจฉันกันว่า พระองค์พระพุทธเจ้าจะโตสักเท่าไหน ก็สร้างพระขนาดเท่าที่เชื่อกันในสมัยนั้น ตัวอย่างในกรุงเทพฯนี้ก็มี เช่นพระพุทธรูปองค์ที่อยู่ท่ามกลางพระสาวก ๘๐ ที่ในพระอุโบสถวัดสุทัศน์ ก็สร้างตามขนาดที่นิยมกันในสมัยรัชกาลที่ ๔ ว่าเท่าพระองค์พระพุทธเจ้า แต่เมื่อในครั้งสุโขทัยจะเข้าใจกันว่า พระพุทธเจ้าจะใหญ่โตสัดเท่าไหนก็ไม่พบหนังสือครั้งนั้นบอกไว้ มีเค้าที่จะสันิษฐานอย่างหนึ่งที่ในสมัยนั้นชอบสร้างพระอัฏฐารส เป็นพระยืนสูง ๑๘ ศอก มีปรากฏหลายองค์ และชอบกล่าวถึงในศิลาจารึก จะนิยมกันว่าเท่าพระองค์พระพุทธเจ้าดอกกระมัง ถ้าเช่นนั้นไซร้ ข้าพเจ้าเข้าใจว่า "พระพุทธรูปเท่าพระองค์" ที่กล่าวถึงในศิลาจารึกน่าจะเป็นพระศรีศากยมุนี คือพระโตที่เชิญลงมาไว้ในพระวิหารวัดสุทัศน์นั้นเอง เห็นเช่นนั้นด้วยได้ให้ตรวจดูพบฐานตั้งพระศรีศากยมุนีเป็นพระประธานในวิหารหลวงทิศตะวันออกพระมหาธาตุ ตรงกับที่พรรณนาในศิลาจารึกไม่คลาดเคลื่อน


....................................................................................................................................................
 
 

โดย: กัมม์ วันที่: 26 มีนาคม 2550 เวลา:12:15:18 น.  

 
 
 
ตอนที่ ๖ เมืองสุโขทัย - ข้อความเบ็ดเตล็ด


ตามที่กล่าวมาแล้วในเรื่องเมืองสุโขทัย เล่าถึงที่ต่างๆที่ได้ค้นพบได้ตามหนังสือ แต่ยังมีสถานและวัตถุที่กล่าวถึงในคำจารึกหลักศิลา แต่ยังค้นไม่พบหรือไม่ได้เห็น เพราะเหตุต่างๆ มีอยู่อีกบ้างซึ่งยกมารวมไว้กล่าวในตอนนี้ต่อไป

ในคำจารึกหลักศิลาที่ ๑ พระเจ้ารามคำแหงได้กล่าวว่า "๑๒๑๔ ศกมโรง พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองศรีสัชนาไลยสุโขทัยนี้ ปลูกต้นตาลนี้ได้สิบสี่เข้า(ปี) จึงให้ช่างฟนนขดารหิน*ต้งงหว่างกลางไม้ตาลนี้ วนนเดือนดบบเดือนโอกแปดวนน วนนเดือนเต็มเดือนบ้างแปดวนน ฝูงปู่ครูเถรมหาเถรขึ้นน่งงเหนือขดารหินสูดธรมมแก่อุบาสกฝูงท่วยจำศีล ผิใช่วนนสูดธรมม พ่ขุนรามคํแหงเจ้าเมืองศรีสัชนาไลยสุโขทัย ขึ้นน่งงเหนือขดารหินให้ฝูงลูกเจ้าลูกขุนถือบ้านถือเมืองกนน" ดังนี้ "ขดารหิน" อันใช้เป็นประโยชน์ทั้งเป็นธรรมาสน์ทั้งเป็นราชบัลลังก์ที่ออกว่าราชการฉะนี้ ชาวเมืองสุโขทัยจึงนับถือกันว่าขลังนัก ใครนั่งไม่ได้คงมีอันเป็นป่วยไข้อะไรไปอย่างหนึ่ง จนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อยังทรงผนวชอยู่ ได้เสด็จขึ้นไปถึงสุโขทัย ได้ประทับบนแท่นศิลานี้แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ชะลอลงมากรุงเทพฯ ทรงตั้งไว้เป็นที่ประทับที่หน้าอุโบสถวัดราชาธิวาส ครั้นเมื่อได้เสด็จขึ้นผ่านพิภพแล้วจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ชะลอไปไว้ในลานวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และยังคงอยู่ในที่นั้นจนกาลบัดนี้(๑)

ส่วนศิลาจารึกต่างๆนั้น พระเจ้ารามคำแหงกล่าวว่า "แลเอามาจาริกอนนหนึ่ง มีในเมืองเชลยงสถาปกได้ด้วยพระศรีรตนธาตุ จาริกอนนหนึ่งมีในถ้ำชื่อถ้ำพระรามอยู่ฝ่งงน้ำสํพาง จาริกอนนหนึ่งมีในถ้ำรตนธาร" เมืองเชลียงนั้น พระยาอุทัยมนตรีสันนิษฐานว่าจะเป็นเมืองลอง แขวงนครลำปาง ซึ่งเป็นเมืองเก่ามีพระมหาธาตุใหญ่ ตั้งอยู่ริมลำน้ำยม ดูของเขาก็ชอบกลอยู่ พระยาประชากิจกรจักร(แช่ม)ได้เคยกล่าวเป็นความเห็นว่าเมืองเชลียงนั้นคือเมืองกำแพงเพชร แต่มีข้อเถียงคัดค้านอยู่สำคัญ คือในพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับของหลวงประเสริฐอักษรนิติมีข้อความปรากฏอยู่ในเรื่องเมืองเชลียงนี้ว่า "ครั้งนั้น (จุลศักราช ๘๒๒ ปีมะโรงโทศก) พระญาเชลียงคิดเป็นขบถ พาเอาครัวทั้งปวงไปออกแต่มหาราช" ต่อนั้นลงมายังมีข้อความต่อไปอีกว่า "ศักราช ๘๒๓ มะเส็งศก พระญาเชลียงนำมหาราชมาจะเอาเมืองพิษณุโลก เข้าปล้นเมืองเป็นสามารถมิได้เมือง แลจึงยกทัพเปร่อไปเอาเมืองกำแพงเพชร แลเข้าปล้นเมืองเถิงเจ็ดวันมิได้เมือง แลมหาราชเลิกทัพคืนไปเชียงใหม่" ดังนี้

เห็นได้ว่าเมืองเชลียงไม่ใช่เมืองกำแพงเพชร ถ้าเป็นเมืองกำแพงเพชรจะ "พาเอาครัวไปออกแต่มหาราช" ถึงเชียงใหม่ดูจะยากอยู่ และอีกประการหนึ่งยังได้พามหาราชมาตีเมืองกำแพงเพชรอีกเล่า ด้วยเหตุผลเหล่านี้ทำให้น่าเชื่อว่าเมืองเชลียงเป็นเมืองที่อยู่ในพวกเมืองจังหวัดนอกและใกล้แดนมหาราช จึงเห็นว่าการที่พระยาอุทัยสันนิษฐานเอาเมืองลองเป็นเมืองเชลียงนั้นดูแยบคายอยู่บ้าง(๒)

ส่วนถ้ำพระรามนั้นเมื่อเวลาข้าพเจ้าอยู่ที่สุโขทัยค้นไม่พบ และไม่ได้ข่าวคราวถึงเลย ทั้งถ้ำรัตนธารก็ไม่พบอีก แต่ถ้ำพระรามนั้น พระพยุหาภิบาลได้สืบได้ความต่อภายหลังจากชาวสุโขทัยว่ามี ข้าพเจ้าจึงแนะนำให้ไปตรวจดูทีว่าจะมีอะไรบ้าง พระพยุหาภิบาลได้หาโอกาสไปตรวจถ้ำพระราม แล้วได้ทำรายงานส่งมาให้ข้าพเจ้า จดหมายลงวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ร.ศ. ๑๒๗ มีข้อความละเอียดดังต่อไปนี้


รายงานพระพยุหาภิบาล

เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม เวลาเช้า ๔ โมง ข้าพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยหลวงวรสารพิจิตรผู้พิพากษา ซึ่งเป็นผู้ชำนาญในทางอักษรโบราณ ออกจากเมืองสุโขทัยโดยพาหนะม้า ถึงตำบลเมืองสุโขทัยเก่าเวลาบ่าย ๑ โมง ระยะทางตอนนี้ ๓๐๐ เส้น พักนอน ๑ คืน รุ่งขึ้นวันที่ ๗ พฤษภาคม เวลาเช้า ๒ โมงครึ่ง ออกจากตำบลเมืองสุโขทัยเก่าถึงคลองสวนเวลาเช้า ๔ โมงครึ่ง ระยะทางตอนนี้ ๓๐๐ เส้น จากคลองสวนถึงเขาค่ายเวลาเช้าประมาณ ๕ โมง ระยะทางตอนนี้ประมาณ ๕๐ เส้น จากเขาค่ายถึงตำบลบ้านด่านเวลาเที่ยง ระยะทางตอนนี้ประมาณ ๑๐๐ เส้น หยุดพักร้อนเวลาบ่ายประมาณ ๑ โมง ออกจากตำบลบ้านด่านข้ามแม่น้ำลำพันถึงบ้านตลิ่งชันเวลาย่ำค่ำ ระยะทางตอนนี้ประมาณ ๘๐๐ เส้น พักนอน ๑ คืน รุ่งขึ้นวันที่ ๘ พฤษภาคม เวลาเช้า ๒ โมงครึ่ง ออกจากบ้านตลิ่งชัน ข้ามเขามะขามผูกวัว ๑ เขาดั้งกลาง ๑ ถึงถ้ำพระรามเวลาบ่าย ๑ โมง ระยะทางตอนนี้ประมาณ ๖๐๐ เส้น หยุดพัก ๒ ชั่วโมง เวลาบ่าย ๓ โมง เข้าถ้ำพระราม ๒ ชั่วโมงเศษ เวลาบ่าย ๕ โมงเศษกลับออกพักนอนที่เชิงเขา ๑ คืน รุ่งขึ้นวันที่ ๙ พฤษภาคม เวลาเช้า ๒ โมง เข้าถ้ำสีดาจนเวลาเช้า ๔ โมงเศษกลับ ครั้นเวลาเช้า ๕ โมงกลับออกจากเขาถ้ำพระราม (ต่อนี้ไปก็เล่าถึงระยะทางกลับ ซึ่งไม่จำเป็นต้องกล่าวซ้ำอีกในที่นี้ จึงตัดข้ามไปคัดเอาตอนที่รายงานถึงการตรวจพิเคราะห์ต่อไป)


เขาค่ายคลองสวนและบ้านด่าน

เขาค่ายนั้นติดเนื่องไปจากเขาพระบาทน้อยไปทางตะวันตก แล้ววกขึ้นตะวันตกเฉียงเหนือ มีทางออกไปจากเมืองสุโขทัยเก่าตัดตรงไปตะวันตกข้ามที่เขาขาด ที่เขาขาดเป็นช่องแคบมีเขาสองข้างบนไหล่เขา มีหินก้อนเล็กๆกองสูงประมาณ ๒ ศอกบ้าง ต่ำกว่า ๒ ศอก เป็นแถวขึ้นไปข้างขวายาวประมาณ ๓๐ วา ข้างซ้ายมือแลเห็นพอเป็นเค้ารู้ว่าเป็นหินกอง ที่เขาขาดนี้ราษฎรเรียกว่าเขาค่าย (บางทีจะเป็นค่ายด่านสุโขทัยโบราณได้จริง)

คลองสวนอยู่ในเขาค่ายเขามาทางเมืองสุโขทัยเก่า ได้ความว่าแต่เดิมมีบ้านราษฎรมาก เมื่อมีบ้านราษฎรอยู่เรียกว่าบ้านด่าน เมื่อประมาณ ๑๐๐ ปีมาแล้วราษฎรพากันอพยพยกครอบครัวออกไปตั้งทำมาหากินที่บ้านด่านเดี๋ยวนี้ จึงได้เอานามเดิมไปตั้งเรียกว่าบ้านด่านจนทุกวันนี้(๓) ข้าพระพุทธเจ้าเห็นด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมว่า ควรสันนิษฐานเชื่อว่าเขาค่ายนั้นเป็นด่านของเมืองสุโขทัย ราษฎรที่ตั้งอยู่คลองสวนแต่เดิมคงเป็นผู้รักษาด่าน จึงได้เรียกนามว่าบ้านด่าน เมื่อราษฎรยกไปทำมาหากินที่บ้านด่านเดี๋ยวนี้ จึงได้เอานามเดิมไปตั้งเรียกว่าบ้านด่าน


แม่น้ำแม่ลำพัน

ลำน้ำแม่ลำพันนี้ คือลำน้ำเมืองเก่านั้นเอง ปลายน้ำตกลำน้ำยม ตรงบ้านธานีที่ตั้งเมืองสุโขทัยเดี๋ยวนี้ ต้นคลองมาจากทางตะวันตก ถ้ำพระรามอยู่ตะวันตกเฉียงเหนือฟากแม่น้ำลำพัน ข้าพระพุทธเจ้าเห็นด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมว่า แม่น้ำลำพันนี้เป็น แม่น้ำสํพาย ถูกต้องตรงกับศิลาจารึกของเมืองสุโขทัย ที่เรียกเพี้ยนชื่อนั้นจะเป็นด้วยเหตุ ๒ ประการคือ (๑) ตามอักษรที่ว่าลำพันกับสํพายนั้นไม่ห่าไกลกัน ผู้แปลอักษรในหลักศิลาจะผิดเพี้ยนไป หรือ (๒) คำราษฎรเรียกต่อๆกันมาจนคลาดเคลื่อนไปจากเดิม (ตามความสันนิษฐานของพระพยุหาภิบาลเรื่องแม่น้ำลำพันนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าจะอยู่ข้างจะแยบคาย น่าจะเชื่อว่าตรงกับแม่น้ำสํพายในคำจารึกจรอง - ม.ว)


ถ้ำพระราม

ถ้ำพระรามนี้คำราษฎรเรียกว่าถ้ำเจ้าราม เขาถ้ำพระรามเป็นสองชั้น ตอนล่างเป็นหินปนดินมีต้นหญ้าและต้นไม้ ตอนบนเป็นหินก้อนเดียว มีต้นไม้ประปรายแลแต่ไกลเป็นหินทั้งนั้น อยู่ใต้เขาสีดา ต่ำกว่าเขาสีดำ แต่สูงกว่าเขาทั้งหลายที่มีอยู่ในหมู่นั้น ปากถ้ำกว้างประมาณ ๑๐ ศอก สูงประมาณ ๓ วา ๒ ศอก พ้นปากถ้ำเข้าไปประมาณ ๑๐ วา มีพระพุทธรูปยืนทำด้วยไม้สูงประมาณ ๓ ศอก คำราษฎรเรียกรูปพระราม ที่จริงเป็นพระพุทธรูปแท้ชายจีวรและดอกจีวรยังมีปรากฏอยู่ และมีแผ่นอิฐเรี่ยรายอยู่ประมาณ ๒๐ แผ่น

ข้าพระพุทธเจ้าได้ตรวจค้นหาหลักศิลาจารึก พบหินก้อนหนึ่งรอยแตกกระจัดกระจายเหลืออยู่ ยาวประมาณ ๑ ศอก กว้างประมาณ ๖ - ๗ นิ้ว ผิดแตกกะเทาะยังเหลือผิวที่ดีไม่กะเทาะกว้างประมาณ ๔ นิ้ว ยาวประมาณ ๑๐ นิ้ว ผิวที่เหลืออยู่เป็นตอนริมที่สุดของแผ่นหินไม่มีตัวอักษร ถึงแม้ว่าจะเป็นหลักศิลาจารึกจริงก็คงสลักตัวอักษรไม่ถึง และตรวจหาหินที่แตกกะเทาะออกไปจากแผ่นนั้นก็ไม่พบ เพราะในถ้ำพระรามนี้มีพวกลาวทำดินประสิว ขุดเอามูลค้างคาวเป็นหลุทเป็นบ่อทั่วไป ข้าพระพุทธเจ้าเห็นด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมว่าศิลาก้อนที่แตกนั้นเป็นศิลาจารึกแน่ เพราะชนิดหินผิดไม่เหมือนกับหินที่เขานั้น และผิวหินที่เหลืออยู่เป็นรอยขัด รูปข้างปลายมน ทำนองเดียวกันกับศิลาจารึกที่ได้เคยเห็นมาแล้ว ข้าพเจ้ายังไม่ไว้ใจ ได้ตรวจค้นเข้าไปลึกจากปากถ้ำประมาณ ๕ เส้นเศษ ยังไม่ถึงที่สุดของถ้ำไม่มีแสงสว่างเลย ทางเดินเข้าไปต้องลุยมูลค้างคาวลึกประมาณ ๑ ศอกบ้าง กว่าศอกบ้าง ได้เอาไม้ยาว ๓ ศอกหยั่งลงไปหมดไม้ยังไม่ถึงพื้นหิน ประมาณมูลค้างคาวที่สูงขึ้นจากพื้นหิน ๔ ศอก ถึงแม้จะมีสิ่งอันใดอยู่คงไม่เห็น โดยเหตุที่มูลค้างคาวทับถมอยู่มาก

ในถ้ำพระรามนี้ เมื่อก่อนที่จะไป ได้ความจากราษฎรพูดกันว่า มีสระและมีต้นหญ้าต้นบอนอยู่ในนั้น ครั้นไล่เลียงสอบสวนหาตัวผู้ที่เข้าไปจริงไม่ได้ เป็นแต่ได้ยินเขาเล่าต่อๆกันมา ตามที่ข้าพระพุทธเจ้าได้ไปตรวจเห็นมาแล้ว เห็นด้วยเกล้าด้วบยกระหม่อมว่าทางที่จะเข้าไปไม่ใช่ง่าย ต้องลุยมูลค้างคาวไปลึกเข้าไปก็ยิ่งมีมูลค้างคาวมากขึ้น ถ้าที่ใดสูงมูลค้างคาวไหลทับลงมาก้าวขาไม่ได้ บุคคลที่จะเข้าไปลำบากมาก เชื่อแน่ว่าเข้าไปไม่ได้


ถ้ำสีดา

ถ้ำสีดานี้คำราษฎรเรียกว่าถ้ำศักดาบ้าง ถ้ำสีดาบ้าง เขาถ้ำสีดานี้ทำนองเดียวกันกับถ้ำพระราม แต่เป็นรูปกลมแลดูไกลๆคล้ายกับพระปรางค์ ชานเขาติดกักบเขาถ้ำพระราม ปากถ้ำห่างจากถ้ำพระรามประมาณ ๘ เสส้น จากเชิงเขาขึ้นไปถึงปากถ้ำประมาณ ๓๐ วา ปากถ้ำกว้างประมาณ ๘ ศอก สูงประมาณ ๓ วา ในปากถ้ำเข้าไปมีพระพุทธรูปยืนทำด้วยไม้ ๒ องค์ สูงใหญ่และวิธีทำเป็นทำนองเดียวกับอย่างพระพุทธรูปในถ้ำพระราม และมีเสาไม้แก่นยาว ๒ ศอกคืบบ้าง ยาว ๓ ศอกบ้าง โตประมาณ ๒ กำ เจ้าเป็นรูรอดมีเสา ๔ หรือ ๕ ต้น และมีบานประตูทำด้วยไม้หนา ๓ นิ้ว กว้าง ๒๐ นิ้ว ยาว ๒ ศอกเศษ ๑ บาน และมีอิฐแตกหักอยู่ในถ้ำโดยมาก ถ้ำสีดานี้เป็นถ้ำตันลึกประมาณ ๑๕ วา ข้าพระพุทธเจ้าได้ตรวจค้นทั่วแล้ว สิ่งของนอกจากที่กราบทูลมาแล้วไม่มีอะไร

ข้าพระพุทธเจ้าเห็นด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมว่า ในถ้ำนี้แต่เดิมจะมีที่พักพระสงฆ์ เสาที่มีอยู่จะเป็นเสาเตียงที่พัก และยังตรวจได้ก้นโอทำด้วยไม้ ๑ ใบ กับดินเผาเป็นจานมีเท้าสำหรับใส่น้ำมันตามไฟบูชาพระ ๑ ใบ พอสันนิษฐานได้ว่าควรจะเป็นที่อยู่ของพระสงฆ์

ตามเหตุผลที่ข้าพระพุทธเจ้าได้ตรวจเห็น และได้กราบทูลมาแล้วในตอนต้น ควรสันนิษฐานว่าถ้ำพระรามนี้เป็นถ้ำที่ไว้ศิลาจารึก ตามหลักศิลาเมืองสุโขทัยจริง แต่หากหลักศิลานั้นจะเป็นอันตรายเสีย


ตามรายงานของพระพยุหาภิบาลฉบับนี้ ปรากฏอยู่ว่าพระพยุหาถิบาลได้มีความอุตสาหะและพยายามตรวจค้นมาก สมควรจะสรรเสริญและควรเชื่อได้ว่า ถ้ำพระรามนี้เอง คือถ้ำที่กล่าวในหลักศิลาที่ ๑ เมื่อได้ความเช่นนี้แล้วก็เห็นได้ว่า พระเจ้ารามคำแหงนั้นเป็นนักเลงเที่ยวอยู่บ้าง นึกดูก็น่าเสียดายที่หลักศิลาจารึกในถ้ำพระรามนั้นสูญเสียแล้ว ถ้าหาไม่บางทีจะได้เรื่องราวอะไรอีกบ้างกระมัง

นอกจากถ้ำพระรามและถ้ำรัตนธาร พระเจ้ารามคำแหงยังได้กว่าวถึงที่เที่ยวอีกคือ "ในคลองป่าต้นนี้มีสาลาสองอนน อนนหนึ่งชื่อสาลาพรมาส อนนหนึ่งชื่อพุทธภุ้ง" ศาลาทั้งสองนี้ข้าเจ้าไม่ได้พยายามค้นหาดูเลย เพราะเวลามีน้อยนักและไม่สู้จะมีความหวังว่าจะค้นพบ แต่ก็เป็นการดีแล้ว เผื่อคนอื่นขึ้นไปเที่ยวเมืองสุโขทัยเก่าจะได้มีอะไรเหลืออยู่สำหรับไปลองค้นหาดูเล่นบ้าง ศาลาทั้งสองนี้ก็ดี หรือหอเทวาลัยที่ได้กล่าวถึงแล้วก่อนนี้ก็ดี ถ้าใครพบและหาหลักฐานประกอบให้เป็นที่ควรเชื่อได้ ข้าพเจ้าก็จะพลอยยินดีและอนุโมทนาด้วย

ในระหว่างที่ข้าพเจ้าอยู่สุโขทัยเก่า ๑๑ วันนั้น ได้ใช้เวลาตรวจค้นหาโบราณสถานและวัตถุเสีย ๗ วัน นอกจากนั้นได้ไปเที่ยวที่โซกชมภู่วันหนึ่ง ได้ไปที่บ้านธานีที่ตั้งเมืองสุโขทัยใหม่วันหนึ่ง อีก ๒ วันหยุดพัก เพราะต้องการพักทั้งคนและพาหนะ

การไปเที่ยวโซกชมภู่นั้น ไม่ใช่เพื่อตรวจค้นโบราณสถานหรือวัตถุ ได้ทราบข่าวเขาเล่าว่าเป็นที่สบายนึกจึงได้ไป เพื่อพักผ่อนร่างกายและจิตซึ่งได้เหน็ดเหนื่อยในการเที่ยวในเมืองสุโขทัยเก่านั้น ทางจากเมืองเก่าไปโซกชมภู่ ๑๘๐ เส้น ออกจากเมืองทางประตูด้านใต้แล้วเลี้ยวไปทางตะวันตก เดินในทุ่งไปก่อน แล้วจึ่งไปเข้าดง มีไม้หลายพันธุ์ขึ้นปะปนกันอยู่ ทางเดินร่มรื้นสบายดี เดินไปบางทีก็เลียบธาร บางทีก็เลียบเขา ตามแถบนี้มีเขาเป็นทิวไปแลดูมาจากเมืองดูงามมาก ทางเดินลดเลี้ยวไปจนถึงที่พัก ซึ่งเจ้าเมืองได้ไปแต่งขึ้นไว้อยู่ที่กลางดง ริมลำธารที่นี้มีต้นชมภู่ขึ้นอยู่มาก จึ่งได้เรียกลำน้ำว่าโซก(หรือธาร)ชมภู่ ในลำธารมีน้ำไหลรินอยู่เสมอ น้ำใสสะอาดดี แต่ชะรอยจะมีสนิมเหล็กอยู่ในน้ำมาก เพราะที่ตามดินเห็นเป็นสีแดงเป็นตะกอนอยู่ ธารนี้มีน้ำไหลอยู่ไม่ขาด เพราะอยู่กับเชิงเขาทีเดียว น้ำซึมลงมาจากยอดเขาตกในลำธารนี้ ที่ธารนี้เป็นที่สำราญดีมาก ได้ทราบจากสามเณรรณไชยชาญยุทธว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อเสด็จมาประพาสสุโขทัย ก็ได้เสด็จประพาสที่โซกชมภู่ และเป็นที่ทรงพระราชสำราญมาก ต่อๆมายังได้เคยโปรดเกล้าฯให้ตักน้ำในธารนี้ส่งลงไปทูลเกล้าฯถวายอยู่บ้าง เกินที่ไปพักอยู่นั้นขึ้นไปอีกหน่อย

ลำธารชมภู่นี้ผ่านไปในหุบเขา ชาวเมืองเรียกว่าช่องพระร่วงลองดาบ คือมีนิทานเล่าประกอบว่าพระร่วงประสงค์จะใคร่ทราบว่าพระแสงดาบคมดีจริงหรือไม่ จึงได้ฟันสันเขาลงไป เขาก็แยกออกไปเป็นช่องปรากฏอยู่จนทุกวันนี้ เรื่องชนิดนี้ที่เกี่ยวข้องกับพระร่วง มีอยู่ตามแถบนี้มากนัก ถ้าจะจดไว้ก็เห็นจะได้หลายเล่มสมุดไทย ในป่าโซกชมภู่นี้ได้ความจากราษฎรว่ามีสัตว์อยู่มาก มีหมีดำเสือและเนื้อกวาง เสือนั้นพวกที่ไปด้วยกันได้พบรอยเท้าสังเกตว่าเป็นเสือใหญ่ ที่เล่าไว้ในที่นี้ไม่ใช่เพราะเกี่ยวข้องด้วยโบราณคดี แต่เล่าเพื่อสำแดงให้เห็นว่าคนไทยจำพวกที่ชอบในทางยิงสัตว์ป่าตามยุโรปวิสัย ก็อาจที่จะหาสิ่งสนุกที่สุโขทัยได้อยู่บ้าง

อีกวันหนึ่งได้ไปเที่ยวเมืองใหม่(๔) ไม่ใช่เพราะตัวข้าพเจ้าเองกระวนกระวายต้องการอะไรนัก ที่ไปเพราะเหตุสองประการ ประการหนึ่งเกรงว่าเมื่อกลับมาถึงกรุงเทพฯแล้ว มีผู้ถามว่าตลาดสุโขทัยมีอะไรบ้าง (ซึ่งมีคนจำพวกหนึ่งจำจะต้องถาม) ก็จะต้องบอกเขาว่าไม่ได้ไป เขาก็จะเห็นเป็นคนประหลาดเหลือเกิน ไปถึงสุโขทัยและไปอยู่เป็นนานไม่ได้เห็นที่สำคัญเช่นตลาด อีกประการหนึ่งผู้ที่ไปด้วยกันกับข้าพเจ้า บางคนเขาบ่นว่าเบื่อการดูอิฐหักกากปูนทุกๆวันเต็มทีแล้ว อยากดูถิ่นฐานบ้านเมืองที่ยังไม่ร้างไม่โทรมและอยากพบเพื่อนมนุษย์บ้าง ข้าพเจ้าทราบอยู่ว่ามีความเห็นกันเช่นนั้นบ้าง จึงตกลงเป็นไป ทางที่ไปนั้นเดินตามถนนตัดตรงไปในทุ่งนาผ่าน "ทเลหลวง" ของ "พ่อขุนรามคำแหง" ไป ขี่ม้าไปสะดวกดี เสียแต่ร้อนจัด หาต้นไม้เป็นเงาร่มไม่ใคร่จะได้เลย ฝุ่นนั้นไม่ต้องกล่าว กว่าจะไปถึงหน้าตาเสื้อผ้าเป็นสีมอไปหมด ทางจากเมืองเก่าไปถึงท่าน้ำบ้านธานี ๓๐๐ เส้นเศษ ตามข้างถนนมีไร่นาตลอด มีบ้านเรียงรายไปตลอดทาง ผ่านวัดกลางทางถึง ๓ แห่ง

ไปได้ ๒๘๐ เส้น ถึงสะพานข้ามคลองโพ ซึ่งเป็นลำน้ำลึกมีน้ำขังอยู่ ปากคลองไปตกลำน้ำยมที่บ้านธานี ต้นน้ำไปต่อกับลำน้ำแม่ลำพัน ครั้นถึงฝั่งน้ำยมแล้วได้ลงเรือพายล่องลงไปที่ว่าการใหม่ ซึ่งเวลานั้นทำยังไม่แล้วเสร็จดี ตามลำน้ำมีแพจอดคึกคักทั้งสองฝั่ง มีเข้าของขายตามแพ รู้สึกคล้ายๆพายเรือไปในคลองบางกอกน้อย ที่บนฝั่งมีเหย้าเรือนอยู่แน่หนา ดูท่าทางจะเป็นเมืองสนุกดีอยู่ กินกลางวันแล้วเดินเที่ยวดูสถานที่ราชการต่างๆ แล้วลงเรือพายทวนน้ำไปเพื้อดูตลาด มีแพจอดติดๆกันน่าสนุก แล้วก็กลับขึ้นม้ากลับไปที่พักที่เมืองเก่า ผู้ว่าราชการได้เชิญให้พักที่เมืองใหม่คืนหนึ่ง แต่ข้าพเจ้าร้องขอตัว เพราะอยากกลับไปดูอะไรที่ทางเมืองเก่าต่อไปอีก ผู้ที่ไปด้วยเชื่อว่ามีบางคนที่เสียใจ ในการที่ไม่ไปอยู่ที่เมืองใหม่ให้นานยิ่งกว่านั้น อยู่เพียงสองสามชั่วโมงไม่มีเวลาพอที่จะเที่ยว แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นอันได้เห็นตลาดแล้วก็พอแล้ว ถ้าจะดูตลาดกันจริงๆแล้ว ทำไมจะต้องไปดูถึงสุโขทัย ที่กรุงเทพฯก็มีดูถมไป และดีกว่าตลาดที่โน้นหลายส่วน ของขายก็ไม่มีอะไรแปลกไปกว่าที่กรุงเทพฯนี้เลย

การที่ได้อยู่สุโขทัยเก่าถึง ๑๑ วันนั้น ในส่วนข้าพเจ้าเห็นว่าไม่นานเกินไปเลย ถ้าแม้ได้อยู่ต่อไปอีกบางทีจะมีเวลาได้ไปตรวจโบราณสถานและวัตถุได้ละเอียดดียิ่งกว่าที่ได้ตรวจมาแล้ว แห่งหนึ่งๆตรวจในวันเดียวก็ไม่ใคร่จะทั่วได้เลย เพราะไม่ใช่ว่าเดินไปถึงก็ตรงเข้าไปเดินดูได้สบายๆ เครื่องมือสำหรับตัดถางและขุดต้องมีไปด้วยเสมอ บางแห่งต้องเสียเวลาเฉพาะถางและตัดต้นไม้ที่ขึ้นรุงรังอยู่นั้นเสียวันหนึ่งก่อน แล้วอีกวันหนึ่งจึงจะได้ตรวจดูให้ละเอียด บางแห่งดูนึกว่าทั่วแล้ว ไปดูอีกครั้งหนึ่งก็ไปพบของที่ยังไม่เห็นเข้าอีก ทำให้ความสันินษฐานไว้เดิมนั้นเคลื่อนคลาดไปได้มากๆ ต้องเปลี่ยนความคิดกันใหม่ แต่ละแห่งๆกว่างจะลงตราเป็นแน่ได้ก็นาน เป็นเคราะห์ดีของข้าพเจ้าที่มีที่ปรึกษาและผู้ช่วยดีๆเช่นพระอมรินทรฤๅไชย พระยาอุทัยมนตรี และพระวิเชียรปราการ ถ้าไม่ได้ท่านทั้งสามนี้แล้ว น่าจะมีความลำบากและหนักใจมาก

แต่ถึงข้าพเจ้ามีความประสงค์จะอยู่เมืองสุโขทัยเก่าต่อไปอีก ก็คงจะไม่สำเร็จได้ตามความประสงค์ เพราะน้ำกันดารเต็มที คนไปด้วยกันมากได้อาศัยใช้น้ำในสระแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ที่พัก ในชั้นต้นยังได้อาศัยน้ำในตระพังทองเพื่อสัตว์พาหนะกินบ้าง แต่อยู่ไม่ได้กี่วันน้ำก็แห้ง ทั้งสัตว์ทั้งคนต้องมารวมกันกินที่สระใกล้พลับพลา ลงวันหลังๆถึงต้องขุดบ่อในสระนั้นอีกชั้นหนึ่งเพื่อขังน้ำ และต้องทำข้อบังคับอย่างแข็งแรง ห้ามมิให้ผู้ใดอาบน้ำให้ไหลตกลงไปในบ่อนั้นเป็นอันขาด แต่น้ำนั้นก็แห้งไปทุกทีๆจึงจำเป็นโดยแท้ที่จะต้องออกเดินจากเมืองสุโขทัยเก่า เพื่อไปสำรวจสวรรคโลกต่อไป

นึกไปก็อดเสียดายไม่ได้ว่าที่เมืองสุโขทัยเก่านี้เป็นที่กันดารน้ำนักคนจึงไม่ใคร่มีอยู่ และในเมืองจึงเป็นป่าไปเสียโดยมาก แต่บางทีก็จะเป็นเคราะห์ดีที่ไม่มีคนอยู่มาก ถ้ามีคนอยู่เป็นเมืองใหญ่อย่างเดิมตลอดมา บางทีโบราณสถานต่างๆจะเป็นอันตรายไปเสียมากยิ่งกว่านี้ ความสามารถของฝนหรือต้นไม้ที่จะทำลายสถานที่ต่างๆไม่สู้ความสามารถของคน เมืองกำแพงเพชรเก่าเป็นพยานอยู่แล้วว่าโบราณสถานอาจเป็นอันตรายไปได้ เพราะความโลภของคนเพียงไร ที่สุโขทัยมีแต่ชำรุดทรุดโทรมไปเองมากกว่าถูกคนทำลาย แต่ต่อไปในกาลเบื้องหน้าหวังใจว่า เทศาภิบาลคงจะดำริจัดการรักษาโบราณสถานและวัตถุไว้ไม่ให้เป็นอันตรายไปอีกอย่างมากที่สุดเท่าที่จะกำลังกระทำได้


..........................................................................



อธิบายความเพิ่มเติมในตอนที่ ๖


(๑) "ขดารหิน มนังศิลาบาต" ของพระเจ้ารามคำแหงมหาราชนั้น เมื่อถึงรัชกาลที่ ๖ โปรดฯให้ทำเป็นพระแท่นเศวตฉัตรใช้ในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช แล้วประดิษฐานไวเนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ต่อมาถึงรัชกาลที่ ๗ โปรดให้ย้ายไปประดิษฐานไว้ในพระที่นั่งอนันตสมาคม ที่พระราชวังดุสิต

(๒) เมืองเชลียงเป็นเมืองสำคัญในเรื่องพงศาวดารไทย ด้วยในตำนานว่าไทยได้เมืองเชลียงเป็นที่มั่นก่อน แล้วจึงชิงเมืองสุโขทัยได้จากพวกขอม แต่ว่าเมืองเชลียงอยู่ที่ไหน ข้อนี้ไม่ทราบกันแน่มาช้านาน บางคนก็สันนิษฐานว่าเมืองกำแพงเพชร เช่นพระยาประชากิจกรจักรผแช่ม บุนนาค) กล่าวไว้ในหนังสือตำนานโยนก ข้าพเจ้าเห็นอย่างเช่นทรงพระราชวินิจฉัยในหนังสือนี้ ว่าต้องเป็นเมืองต่อแดนกับมณฑลพายัพ พระยาเชลียงจึงสามารถเทครัวไปเข้า(พระเจ้าติโลกะ)มหาราชเมืองเชียงใหม่ แล้วนำกองทัพเมืองเชียงใหม่มาตีกำแพงเพชรเมืองสุโขทัย และเมืองพิษณุโลก ดังปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดาร เรื่องเมืองเชลียงนี้ได้ตรวจหากันมาอีกช้านานจึงได้ความวเป็นแน่ชัดว่า คือเมืองสวรรคโลกนั้นเอง เดิมทีเดียวเรียกว่าเมืองเชลียง ตัวเมืองอยู่ตรงที่ยังมีพระปรางค์ศรีรัตนมหาธาตุ ที่กล่าวถึงในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง แต่เดี๋ยวนี้ชาวเมืองเรียกกันว่า "วัดน้อย" ครั้นต่อมาเห็นจะเป็นด้วยน้ำเซาะตลิ่งพังชานเมืองหมดไปทุกที กษัตริย์ราชวงศ์พระร่วงสร้างเมืองใหม่ตรงแก่งหลวง เหนือเมืองเชลียงเดิมขึ้นไปประมาณ ๒๐ เส้น แล้วขนานนามเมืองนั้นว่าเมืองศรีสัชนาลัย แต่ชาวประเทศอื่นยังคงเรียกว่าเมืองเชลียง ทั้งพวกเชียงใหม่และพวกกรุงศรีอยุธยา ดังพึงเห็นได้ในบานแพนกกฎหมายลักษณะลักพาของพระเจ้าอู่ทอง และในหนังสือลิลิตเรื่องยวนพ่าย ก็เรียกว่า "เมืองเชลียง" มิได้เรียกว่า "ศรีสัชนาลัย" มาจนเมืองเหนือทั้งปวงตกเป็นอาณาเขตของกรุงศรีอยุธยาจึงขนานนามว่า "เมืองสวรรคโลก" เรียกรวมทั้งเมืองเชลียงและเมืองศรีสัชนาลัยด้วยกัน ชื่อเดิมก็เป็นอันสูญไปทั้ง ๒ เมือง

(๓) บ้านด่านที่กล่าวนี้เป็นด่านมีมาแต่โบราณสมัยเดียวกันทั้ง ๒ แห่ง บ้านด่านเก่าคงเรียกว่าบ้านด่านเขาค่าย บ้านด่านที่ไปตั้งใหม่ยังเรียกกันว่าบ้านด่านลานหอย

(๔) เรื่องเมืองใหม่ของเมืองสุโขทัยนี้ ได้ยินว่าเดิมที่ว่าราชการอยู่ที่เมืองเก่า ทั้งเมืองสุโขทัยและเมืองสวรรคโลก ครั้งอะแซหวุ่นกี้ยกกองทัพมาตีเมืองเหนือในสมัยกรุงธนบุรียับเยินทั้ง ๒ เมือง ถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์กลับตั้งเมืองขึ้น ในรัชกาลที่ ๑ ผผู้คนไม่พอรักษาเมืองเดิม ทั้งเมืองเดิมตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกจะรักษาต่อสู้พม่ายาก จึงโปรดฯให้ย้ายที่ว่าการเมืองสุโขทัยมาตั้งที่บ้านธานี ส่วนที่ว่าการเมืองสวรรคโลกก็ย้ายมาตั้งที่ตำบลวังไม้ขอน จึงเรียกกันว่าเมืองใหม่มาจนทุกวันนี้


....................................................................................................................................................


เที่ยวเมืองพระร่วง ภาคที่ ๒
 
 

โดย: กัมม์ วันที่: 26 มีนาคม 2550 เวลา:12:15:59 น.  

Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

กัมม์
 
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 41 คน [?]




วิชา ความรู้จะมีค่าเมื่อถูกถ่ายทอด
[Add กัมม์'s blog to your web]

MY VIP Friend

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com