Group Blog
 
All blogs
 

ใบไม้เปลี่ยนสี ฮิโรชิม่า โอซาก้า เกียวโต Part. 2

วันที่ 3 :  7 ธันวาคม 2556  /  Hiroshima,  Miyajama



วันนี้เราจะข้ามเกาะไปที่ Miyajama กัน เกาะที่มีเสาแดง ๆ กลางทะเลนั่นแหละ เสาโทริอิต้นนี้อยู่ที่ Itsukushima Shrine   เกาะนี้เป็นมรดกโลกทั้งเกาะเลยนะ สิ่งปลูกสร้างอะไร ๆ จะคงความเป็นญี่ปุ่นไว้ได้อย่างดีเยี่ยมเลย

ออกเดินทางจาก รร. แต่เช้า โชคดีมากที่เฮียตาไว  มาเห็นเรือที่จะพาไปถึงเกาะ Miyajama ได้เลย  คือจากเดิมแพลนไว้ว่าต้องนั่งรถราง แล้วก็ต่อ JR ไปลงที่เกาะ  แต่นี่ตาไวเจอพอดี เจอตรงที่จิบไวน์เมื่อคืนนี่แหละ  เห็นว่าเป็นเรือท่องเที่ยว แต่ไม่ชัดเจนว่าเรือไปถึงที่ไหน อย่างไร   เข้าไปถาม ๆ ราคา  ได้ความมาว่า เป็นเรือเทียวเดียวจากที่นี่ไปถึงเกาะ Miyajama ได้เลย  ผู้ใหญ่ราคา 1,900 เยน  เด็กราคา 950 เยน  เลยตกลงกันว่ายอมเสียเงินเพิ่ม (เพราะถ้าไป JR ก็ฟรีเพราะมีตั๋ว Sanyo Pass อยู่)  เปลี่ยนบรรยากาศไปอีกแบบ  อารมณ์เหมือนนั่งเรือกลับจากอยุธยามากรุงเทพเลย 555 แต่ใช้เวลาประมาณ 30 นาที

ท่าเรือที่ว่า




มาถึงเกาะแล้ว





ข้อมูลจากเวปวิกีพีเดีย

เกาะมิยาจิมะมีชื่อเสียงมากเพราะมีศาลเจ้าอิตสึกุชิมะ (厳島神社) ซึ่งได้รับการตั้งให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก
ศาลเจ้านี้เป็นศาลเจ้าเก่าแก่มาก เริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 593 แต่มาปรับปรุงครั้งใหญ่จนใหญ่โตในปี 1168 ซึ่งเป็นปลายยุคเฮย์อัง (ปี 794-1185)

เทพที่ศาลเจ้านี้บูชาอยู่เรียกว่ามุนากาตะซันโจจิน (宗像三女神) ซึ่งเป็นชื่อเรียกรวมของเทพีสามองค์คือ อิจิกิชิมะฮิเมะ (市杵島姫), ทาโงริฮิเมะ (田心姫) และทางิตสึฮิเมะ (湍津姫) ซึ่งเป็นเทพที่บูชาอยู่ในศาลเจ้ามุนากะ (宗像大社, มุนากะไทชะ) เมืองมุนากะ (宗像市) จังหวัดฟุกุโอกะ (福岡県) เชื่อกันว่าชื่อของศาลเจ้าอิตสึกุชิมะก็มาจากชื่อเทพีอิจิกิชิมะนั่นเอง

ศาลเจ้านี้ตั้งอยู่ริมน้ำ หันหน้าเข้าหาแผ่นดินใหญ่ นอกจากตัวอาคารของศาลเจ้าซึ่งใหญ่และสวยงามแล้ว สิ่งที่ทำให้ศาลเจ้าแห่งนี้มีชื่อเสียงมากที่สุดก็คือเสาโทริอิกลางน้ำ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของเกาะนี้

เสาโทริอิกลางน้ำนี้อยู่ห่างจากชายฝั่ง ๒๐๐ เมตร มีความสูง ๑๖ เมตร ความกว้าง ๒๔ เมตร ถือเป็นเสาโทริอิที่ใหญ่ที่สุดที่ทำจากไม้ ทำจากต้นคุสึโนกิ (樟) ต้นใหญ่ซึ่งมีอายุ ๔๐๐ ปี

เสาโทริอิที่นี่ถูกเรียกว่าเป็นหนึ่งในสามเสาโทริอิสำคัญของญี่ปุ่น (日本三大鳥居) โดยอีกสองแห่งคือเสาโทริอิในศาลเจ้าคาสึงะ (春日大社) ในเมืองนาระ (奈良市) จังหวัดนาระ (奈良県) และเสาโทริอิด้านหน้าทางเข้าศาลเจ้าเคฮิ (氣比神宮) ในเมืองทสึรุงะ (敦賀市) จังหวัดฟุกุอิ (福井県)

นั่งเรือมาถึงเกาะแล้วก็เดินไปเรื่อย ๆ เค้าจะมี map ให้บนเรือ แจกข้อมูลท่องเที่ยวในเกาะนี้  เดินเรื่อย ๆ ชิว ๆ เจอผู้ชายญี่ปุ่นกวักมือเรียก  กรี๊ดดดด  ไม่ใช่พวกตรูสวยหรอกนะ  กวักเรียกเชิญใช้บริการสามล้อมั้ย (เสียเงินดิ ไม่งั้นจะกวักป้า ๆ อย่างเราทำไม)   คนมีฐานะอย่างพวกเรา เรื่องอะไรจะขึ้น เรามีสองขา ต้องก้าวเดินด้วยตัวเอง...ว่าไปนั่น  555  แต่ก็นะ  ผู้ชายเรียกหา จะเพิกเฉยก็กระไรอยู่


เอาเซร้..... เซมา กูซบ  (ไม่เซ กูก็ซบ 555)

เดินไปตามทางจะมีกวางเดินเพ่นพ่านอยู่ทั่วเกาะ  เค้าจะมีป้ายบอกไว้ตั้งแต่ท่าเรือเลยนะว่าโปรดระวังกวางป่า เพราะว่ามันจะกินทุกอย่าง   เฮียโดนกินแผนที่ไปแล้ว 1 ใบ ฮ่าๆๆ   น้องอ้อเธอก็ช่างสงสัย  กวางทีนี่ทำไมไม่มีหางบ้างหละ  ขนตูดกวางเก๋ดีนะเป็นรูปหัวใจบ้างหละ  เฮียจึงเฉลย  นั่นไม่ใช่ตูดกวางเว้ย  นั่นมันหางกวางแหละ  เดี๋ยวคอยดูเวลามันยกหาง เจ้าจะเห็นรูตูดกวาง หางมันสั้นหนะ เวลาหางมันพับมันเป็นรูปหัวใจ สวยดีอะ

ชัด ๆ ไปเลยกับตูดกวาง



จากนั้นเดินเท้าไปก็จะเจอจุดถ่ายภาพเสาโทริอิ  ถามเฮีย มันมีอะไรพิเศษ ใคร ๆ ก็มาถ่ายเสาต้นนี้  เฮียบอก เพราะเสามันตั้งอยู่กลางน้ำ มาทำเสาเป็นประตูทางเข้าไว้ เพื่อคนที่เดินทางโดยเรือจะได้รู้ว่านี่คือทางเข้าวัด  ถ้าเข้าไปในวัดแล้วมองตรง ๆ มา จะเห็นว่าได้มุมตรงกันกับเสาพอดี  (อันนี้ไม่รู้ว่าตรงมากมั้ย เพราะว่าพวกเราไม่ได้เข้า เนื่องจากมันต้องเสียเงินเข้า แล้วพวกเราก็เห็นแล้วว่ามันไม่ได้พิเศษอะไร ไฮไล้ท์พวกเราอยู่แค่ถ่ายรูปกับเสาโทริอิ)

แนวถ่ายมันก็ยาวหลายเมตรอยู่นะ  พวกเรายึดแม่มมุมนี้ประมาณ 1 ชั๋วโมง คือไม่ได้มากันบ่อยๆ  แรก ๆ ก็คนน้อยดีหรอก สักพักทัวร์ญี่ปุ่น ทัวร์จีนเริ่มมา คนเริ่มเยอะมากมาย แต่อย่างที่บอก แนวถ่ายมันยาวหลายเมตร คนอื่นที่มาทีหลังก็มีมุมให้เค้าถ่ายมากมาย เอ้า ถ่ายกันซะให้พอ  ประเดี๋ยวเถอะ ยังไม่รู้ชะตากรรมที่ต้องเผชิญในภาคบ่าย หุหุ









รูปหมู่รูปเดี่ยวก็จัดกันไปนะตัวเธอว์  สโลแกนเราก็ว่าไว้แล้ว "ไม่ได้มากันบ่อย ๆ"



ถ่ายจนหนำใจแล้ว (จริง ๆ ถ้าไม่เบรคกันไว้ ก็คงถ่ายมันยันค่ำ 55) ก็เดินต่อไปเรื่อย ๆ เจอมุมก็สวย ๆ ก็แวะถ่าย  เสร็จแล้วก็แวะหาข้าวกินเอาแรงก่อนจะขึ้นไปจุดชมวิวที่เค้าว่าสวย 1 ใน 3 ของญี่ปุ่น

มื้อนี้กินข้าวหน้าหอยเม่นกัน  เห็นเป็น recommended ของเกาะนี้ ปิ้งหอย ย่างหอย จี่หอย หอมยั่วเชียว  จัดไป
ป.ล. คนชอบหอยนางรมจะบอกว่าอร่อย เช่นเฮียเป็นต้น   แต่คนไม่ใช่แนวหอยอย่างเราก็จะเฉย ๆ กึ่งไปทางกินไม่หมดเฮียช่วยหน่อย

ข้าวหน้าหอยสุดฮิตที่เกาะนี้ (มาแล้วต้องกิน)




หมูสามชั้นย่างเกลือ ไม้ละ 500 เยน แพงเว่อร์  เลยต้องทำหน้าให้ดูน่าอร่อยเข้าไว้ 






กินเสร็จแล้ว เดินขึ้นเขาเพื่อไปจุดขึ้นกระเช้า ระหว่างเดินขึ้นไปให้ถึงกระเช้า พวกเราก็ได้มุมถ่ายสวย ๆ เยอะเลย  เกาะนี้ธรรมชาติ สวยจริง ๆ นึกถึงเรื่องข้างหลังภาพเลย เขียว ๆ เหลือง ๆ แดง ๆ สวยมาก (ในฤดูใบไม้เปลี่ยนสีนะ ฤดูอื่นไม่ทราบได้ค่ะ)












พอถึงจุดขึ้นกระเช้า  ราคาเที่ยวเดียวคนละ 1,000 เยน  แต่ถ้าไปกลับ 1,800 เยน  พวกเราเลือกเที่ยวเดียว เพราะกะว่าขากลับจะเดินลงเขาไปเรื่อย ๆ ฟิตนี่ค่ะ เรี่ยวแรงเหลือกำลัง เพิ่งกินเพิ่มพลังไป  ทำเป็นเปรี้ยว ฮ่าๆๆๆ

จะเป็นลม ขอดมยา







นั่งกระเช้าข้ามเขาไปถึงจุดที่ 1  แล้วก็ต้องต่อกระเช้าไปอีก  อร๊ายย  นี่จะพาชั้นไปกินไข่ดำด้วยป่าวเนี่ย ยังกะมาฮาโกเน่เลยวุ้ย   พอถึงจุดสิ้นสุดกระเช้า  ป้ายบอกว่าถ้าจะเดินไปจุดชมวิว ต้องเดินไปอีก 1 กม.  อู้ยยย  เด็ก ๆ กิโลเดียวแป๊บเดียวก็ถึง

ขอโทษเถอะ เดินไป 300 เมตร หอบแดกค่ะ  คุณหลอกดาว  ทางแม่มสุดติ่ง มีทั้งช่วงเดินขึ้น เดินลง  จะตายให้ได้  พอถึง 500 เมตร โอ้ย กูอยากเดินกลับทางเก่าแล้ว  นั่งหอบ ดมยาดม  พลันสายตาเห็นคุณยายวัย 75 อัพเดินกลับมาจากจุดบนสุดนั้น แกยิ้ม ๆ เห็นเรานั่งเพลีย  โหยยย  อายหวะ ไม่ได้การละ ชั้นต้องเดินไปให้ถึงจุดให้ได้  ถึงแม้ต้องใช้เวลาอีก 3 ชั่วโมงก็ตาม  (นี่ก็เว่อร์ไป)

ในที่สุดก็มีถึงวัดหรือศาลเจ้านี่แหละ (Misen Hondo Main Hall) เหมือนเป็นที่พักของผู้ทรงศีลอะไรนี่สักอย่าง ดีใจวุ้ย ถึงสักที  แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นสิ มันจะไม่ถึง ต้องขึ้นไปอีกดอกนึง  โอย กูจะตาย เดี๋ยวเหอะนะ ถ้าขึ้นไปแล้ววิวมันไม่สวย กุจะด่าให้ ฮือๆๆๆ  สวยเหนื่อยแล้วนะ สวยหายใจไม่ทัน  สวยหน้าเหียกแล้ว เมื่อไหร่จะถึงเนี่ย  



เฮียยังมีหน้ามาบอก ขึ้นถึงจุดนี้แล้ว อยู่ได้ไม่นานนะ ไม่ควรเกิน 20 นาที อากาศมันมีน้อย  โหยย  ขึ้นมาแทบตาย ให้อยู่แป๊บเดียว คุณหลอกดาววววว

จุดนี้คือ Mt.Misen  อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 535 เมตร  ขึ้นมาถึงจุดแล้วก็....สวยก็ได้ 55  ก็สวยค่ะ บุกบั่นมาถึงขนาดนี้แล้วนิ







ขอชื่นชมพี่ไรคนงาม  ใส่รองเท้าบู้ธมีส้นขึ้นเขา ได้ข่าวว่าเพิ่งสอยคู่นี้มาจากเมลเบิร์นเมื่อกลางปี  ได้ทดสอบสมรรถภาพรองเท้านี้ไปในตัวว่านอกจากจะเดินสวย ๆ ในเมืองแล้ว  มันยังสามารถปีนเขาได้

มองจากจุดชมวิว  เห็นชายวัยรุ่นญี่ปุ่นมันพิเรนท์ขึ้นไปถ่ายรูปบนโขดหิน ไม่ทราบว่ามันขึ้นไปได้ยังไง  ความคิดพิศดารของพี่ติ๋มก็เกิดขึ้น เฮ้ย มันขึ้นไปได้ เราก็ต้องขึ้นไปได้สิ  ว่าแล้วพี่ติ๋มก็ไปกับหนูปั๊มที่โขดหินนั้น พวกเรายืนมองตรงจุดนี้ ขำมาก อิชั้นพากย์เสียงในฟิล์มตอนที่พี่ติ๋มแกหาทางขึ้นโขดหิน จนสุดท้ายชายวัยรุ่นญี่ปุ่นคนนั้นต้องยื่นมือมาช่วย โดยที่พี่ติ๋มแกคงลืมคิดไปว่า ชายคนนี้ยังหาทางลงไม่ได้!!!

ป้าติ๋ม ผู้พิชิตโขดหิน  เย้ๆๆๆ



โอย ชีวิต นี่มันภูกระดึงรึเปล่าเนี่ย  ไม่อยากคิดตอนเดินกลับ  แน่หละ ใคร ๆ ก็ว่าขาลงสบายกว่าขาขึ้นเยอะ ไม่เถียงค่ะ ไม่เถียง แต่อย่าลืมว่า ขามานี่ มันมีทั้งเดินขึ้นเขา ลงเขา  แล้วขาลงมันก็ต้องมีขึ้นมีลง  งานนี้เล่นเอาข้อเข่าเสื่อมกันเลยทีเดียว ขาสั่งพั่บๆๆ  มีการโหวตกันว่า เราไม่ได้ซื้อกระเช้าขากลับมานะ เพราะตกลงกันว่าจะเดินลงไปเลย  สุดท้าย ความมุ่งมั่นก็แพ้สังขาร ต้องควักเงินซื้อตั๋วกระเช้าขากลับกัน เอาชีวิตวันนี้ให้รอดก่อนนะพี่น้อง  (น้ำเปล่าบนเขานี้ขวดละ 250 เยนหรืองัยเนี่ย แพงมว๊ากกก)

ตอนเราจะลงเขา  เจอกลุ่มคนไทยด้วย เป็นกลุ่มผู้ชายที่มาเทรนงานที่นี่ แล้วก็แวะมาเที่ยว เขากำลังจะขึ้นไปยอดเขา แต่ละคนดูฟิตมาก  ตอนนั้นประมาณ 16.30 น.แล้ว (กระเช้าปิด 17.00 น.)  เลยบอกพวกเขาว่าให้รีบขึ้นไปชมวิวถ่ายรูปนะ เดี๋ยวจะไม่ทันลงกระเช้า บอกไปด้วยความเป็นห่วง กลัวพวกเค้าจะเหนื่อยและกลับมาขึ้นกระเช้าไม่ทัน

รู้สึกดีอะ เจอคนชาติเดียวกัน ทักกัน คุยกัน  มันคือนิสัยคนไทยอย่างแท้จริง เที่ยวแล้วมีความสุข  ไม่ใช่เจอกันหยิ่งเริ่ดเชิดใส่ อย่างนี้ไม่ชอบเลย

พวกเราลงกระเช้ามา ก็ต้องเดินลงไปขึ้นเรือเฟอร์รี่อีก โอย ชีวิตไฮโซโลว์มันนี่ของพวกเรา  กว่าจะมาถึงจุดเสาโทริ ค่ำพอดี มืดแล้ว  แต่โชคดีคือ น้ำลด ทำให้พวกเราสามารถเดินลงไปถ่ายรูปเสาในพื้นที่ทะเลข้างล่างได้  ระหว่างที่ลงกระเช้า  ได้ยินเสียผู้ชายพูดภาษาไทยทักพวกเรา  เฮ้ย นี่พวกที่ขี้นสวนเราไปนี่หว่า  ไหง๋ ไป ๆ มา ๆ มาเดินนำหน้าพวกป้า ๆ อย่างเราได้หละ โอ้ว ฟิตจริง ๆ คณะนี้ เดินแบบไม่เมื่อยเลย  ป้าเดินไปดมยาดมไป  หลานพวกนี้ดุ่ม ๆ ล้ำป้าไปแล้ว  โอย ช่างเหมือนเรื่องกระต่ายกับเต่าเลย






โอยย  เหนื่อยมาทั้งวัน เริ่มจะมืดค่ำแล้ว  ก็นั่งเรือเฟอร์รี่ไปลงที่อีกฝั่งนึง แล้วก็นั่ง JR ไปลงที่สถานีฮิโรชิมา  แล้วก็ต่อรถเมล์ เพื่อจะรีบไปช้อปต่อ เวลาน้อยนิด วันนี้แยกกันกิน แยกกันช้อป  แล้วก็กลับโรงแรมกันไป แยกกันไปเป็นคู่ ๆ ไม่ไหวแล้วครับ จะตาย  ขนาดเขียนบล็อกยังแทบตาย แล้วคิดดู ณ ตอนนั้น ป้าไม่ไหวจะเคลียร์

แล้วค่อยมาต่อวันต่อไป




 

Create Date : 17 ธันวาคม 2556    
Last Update : 4 มีนาคม 2557 12:12:45 น.
Counter : 1590 Pageviews.  

ใบไม้เปลี่ยนสี ฮิโรชิม่า โอซาก้า เกียวโต Part. 1

ตั้งแต่กลางปี เฮียสะกิดๆ แกจะไปใบไม้เปลี่ยนสีกับชั้นมั้ย ชั้นจะได้จองโรงแรมให้ก่อน ตอนนี้ราคาพิเศษ  "ไม่เอา ไม่เอา เพิ่งไปฮอกไกโดกลับมา ตังค์ไม่มี โอซาก้าเค้าก็เคยไปมาแล้ว ไม่เป็นไร ผ่านไปก่อน"  พูดงี้ทุกที  เฮียแกก็ชวนอยู่ 3-4 รอบ อินี่ก็ปฏิเสธตลอด  จนอีก 2 อาทิตย์ก่อนเดินทาง เฮียมาสะกิดอีก   ไปมั้ย ไปมั้ย   "โอ้ย ไม่ไป ไม่ไป เพิ่งจ่ายค่าเทอมลูกไป 2 ที่ จนเว้ย จน"

     แล้วงัยหละ  1 อาทิตย์ก่อนเดินทาง อินี่ ไปบอกว่า "ขอหนูไปด้วยยยยย"  5555    ทริปนี้  เน้นดูใบไม้เปลี่ยนสี  แดง ๆ เหลืองๆ ธรรมศาสตร์น่าดู อิอิ   นอนที่ญี่ปุ่น 5 คืน เที่ยว 6 วัน  ทรัพย์จางกันไปเลย   (แน่ละสิ ปีนี้เที่ยว ตปท. รอบที่ 4 แล้ว  ไม่ได้รวยเลย...จนขนาดค่ะ)

สมาชิกเรามีทั้งหมด 6 คนด้วยกัน  ใครที่เห็นรูปจะนึกว่ามันมากัน 5 คน  ก๊ากๆๆๆ  
1. เฮียบอย  หัวหน้าทัวร์ เน้นเที่ยวจริงจัง ทั้ง ๆ ที่ไปญี่ปุ่นมา 20-30 รอบแล้วมั้งชีวิตแก
2. พี่ติ๋ม  จอมพลัง  อึกมว๊าก ขอบอก ปีนโขดหินบนยอดเขาได้นี่สุด ๆ แล้ว (ลงยังไง ป้าแกยังไม่รู้เลย แต่ขอขึ้นไปถ่ายรูปก่อน)
3. พี่ไร คนงาม  บอกว่านึกท่าถ่ายรูปไม่ออก  แต่ว่าโพสท์มาแต่ละท่า นางแบบชิดซ้าย  ท่าเลื้อยนี่สุดยอดเลย
4. หนูปั๊ม รันเวย์ + แฟชั่นวีค  เธอมาเพื่อถ่ายแบบโดยเฉพาะ  เป็นความสามารถเฉพาะตัว 30 แอ๊ค เธอถ่ายได้ไม่ซ้ำกัน สวยงามมากค่ะ
5. น้องอ้อ สุดที่รักของพี่ ๆ ทุกคน  กิ๊กเฮีย 555  ว่างเป็นไม่ได้ ให้เฮียถ่ายรูปให้ตลอด แม้กระทั่งยืนรอกันอยู่หน้าห้องน้ำ!!
6. อิชั้นเอง สวยๆ เริ่ดๆ แต่ตรีนพองระบม ก๊าก

 ก่อนเดินทาง เฮียไปเช่า pocket wifi มาก่อน จะได้อัพเดท ถูหน้าจอกันได้ตลอดเวลา  และไม่ลืมเอา powerbank ไปด้วยอีก 4 ตัว เผื่อถูกันจนแบตหมด  งานนี้คุ้มมาก เช็คอินแม่มตลอด เอาแต้ม  (เอาไปทำอะไรได้มั่งฟ่ะ)  555

เริ่มเดินทางกันเลย  

4 ธันวาคม 2556   ออกเดินทาง TG622  เวลา 23.15 น. (ใช้เครื่อง A380 มาบิน) ถึง Kansai (KIX) เวลา 06.25 น.

วันที่ 1  :  5 ธันวาคม 2556  /  Shopping@Temma,  Osaka Castle,  Buffet Shabu@Shinsaibashi

มาถึงสนามบิน ก็มาซื้อตั๋ว JR Sanyo Area Pass  แบบ 4 วัน  ราคา 20,000 เยน  จริง ๆ เราสามารถซื้อจากเมืองไทยได้นะ แต่ว่าเห็นว่าราคาไม่ต่างกันมากเท่าไหร่ แถมเวลาก่อนเดินทางงานรัดตัว ก็เอาเถอะ ซื้อที่ญี่ปุ่นนี่ก็ได้   ตั๋วนี้เราจะเริ่มเปิดใช้วันที่ 6 - 9 ธ.ค. เพราะว่าจะใช้เดินทางไปฮิโรชิม่า  สามารถนั่งชินคันเซ็นได้ ราคาเลยค่อนข้างแพง   เสียดายไม่ได้ทำการบ้านมาก่อน เพราะเพิ่งรู้ว่ามันไปถึง ฮากะตะ เมืองฟูกุโอกะได้  จะได้วางแพลนใหม่ เที่ยวฟุกได้เลย แต่ไม่เป็นไร ชิมลางกันไปก่อน

ซื้อตั๋ว JR เสร็จ  ก็มาซื้อตั๋ว Subway + JR เข้าเมือง  ซื้อ One day pass ของ Nankai ราคาใบละ 2,300 เยน  (ลงลิฟท์ไปที่ชั้น 1 ขึ้นรถสายสีเทา แบบรถไฟธรรมดา ใช้เวลาประมาณ 50 นาที  ไม่สามารถขึ้นแบบ Ltd. Express ได้)



จากนั้นนั่ง JR เข้าเมือง และต่อด้วย subway เอากระเป่าไปฝากที่ รร. ก่อน คืนนี้เรานอนกันที่ IL Grande Umeda อยู่ใกล้ ๆ ย่าน Temma ซอยละลายทรัพย์ที่ติวเตอร์ตู่แนะนำมา  โอ้ว มายก๊อต  จะตายกันตอนยกกระเป๋าขึ้นลงบันไดนี่แหละ เอายอกกันไปเลย

ด้วยความที่รอบก่อนนู้นมาฮันนีมูน (ฮิ้ว)  ใช้ JR ตลอด ไม่ได้ใช้ subway เลย มึนค่ะ มึน อึนไปหมด  สีเส้นรถไฟในแผนที่ กับสีที่บอกใน subway แม่มคนละสี  ห่าน!!!  ในแผนทีสีส้ม  ใน subway สีเหลือง  เดินไปเถอะ แม่มยังไงก็ไม่เจอ  ดีนะ ถามเจ้าหน้าที่ เลยพอมั่ว ๆ กันไปได้

เอาเป็นว่าพอเอากระเป๋าไปฝากที่ รร. แล้ว (เช็คอินได้บ่าย 3)  นั่งกันพอหอมปากหอมคอ  ไปตลาดละลายทรัพย์กันเลยดีกว่าครับพี่น้อง (TEMMA station)   ด้วยความที่มี subway one day pass อยู่ในมือ เราก็จะเดินไป subway เพื่อที่จะไปสถานี Temma  ดูท่าว่าพวกเราเดินกันประเจิดประเจ้อกันไปมั้ย  งมทางอยู่ subway จนกระทั่งมีคุณป้าวัยกลางคนคนนึง เดินเข้ามาบอกว่า "พูดภาษาอังกฤษได้ มีอะไรให้ช่วยมั้ย"  พวกเราก็เลยตอบไปว่า "พวกเรากำลังจะไปสถานี Temma กัน"  ป้าบอกว่า จะไปช้อปปิ้งใช่มั้ย  "ใช่ค่ะ"  ป้าเลยบอกเดินจากนี่ไป 10 นาทีก็ถึง  เราเลยถามว่าเดินไปทางไหน ยังไง  ป้าแกคงทนไม่ไหว บอกว่า "มานี่ เดี๋ยวป้าจะพาเดินไป"   กรี๊ดดดดดด  ป้าใจดีมากมาย  แล้วป้าก็ถามว่า "มาจากกรุงเทพใช่มั้ย  เห็นข่าวที่กรุงเทพเรื่องการเมือง"  พวกเราบอก ไม่มีอะไรน่ากลัวค่ะ ประท้วงกันด้วยมือเปล่า มีนกหวีดเป็นอาวุธ

เดินไปแป๊บเดียวเอง ถึงท้ายซอยละลายทรัพย์ Temma ป้าบอกว่า ป้าจะแนะนำขนมร้านนี้อร่อย ไม่แพง 70 เยนเอง มีคนต่อแถวด้วย  พวกเราเลยซื้อมาลอง 2 ชิ้น อืม อร่อยดีแฮะ  แล้วป้าก็บอกว่าเดินไปตามซอยนี้ เดี๋ยวก็ถึงสถานีเอง มันเชื่อมถึงกัน    จากนั้น พวกเราก็ขอบคุณคุณป้าใจดีคนนั้น พร้อมกับยกมือไหว้สวัสดีสวยงาม ประหนึ่งแอร์โฮสเตสขอบคุณผู้โดยสารเมื่อตอนลงจากเครื่อง 



จากนั้น ตระเวนหาร้านข้าวหน้าหมูซีอิีว ที่ติวเตอร์ตู่เคยแนะนำมา  ก่อนจะเดินถึงร้าน แวะๆๆๆ ไปเรื่อย  เจอร้านเสื้อผ้า 500 เยน แบบน่าฮักขนาด ดูญี่ปุ่นเชียว เหมาะหน้าเรามาก (เหรอ?) เสียดาย จัดมาแค่ 3-4 ชิ้นเอง ใช้เวลาอย่างเร็ว  ไม่อยากเดินห่างจากไวไฟ เดี๋ยวหลุด 555  เพราะมีอยู่ 6 คน แต่ใช้ไวไฟได้ 5 เครื่อง ก๊ากๆ

เดิน ๆ ไป เอ้าถึงร้านแล้ว ดีใจมาก  กำลังหิวพอดีเลย  กรี๊ด ไม่มีคิวด้วย เข้าไปเลย ไปถึงดูเมนู พร้อมกับหยิบรูปที่เมมเอาไว้จากติวเตอร์ตู่  เอาแบบนี้แหละ  6 คน สั่งเหมือนกันหมดเลย 55  อร่อยสมคำร่ำลือ เป็นหมูคุโรบูตะ  ระหว่างกินแอบเอาปลั๊กชาร์ตแบตที่ร้านเค้าด้วย  พนักงานก็น่ารักเชียว หาตะกร้ามารองโทรศัพท์ให้เรียบร้อย  จานนี้สั่งแบบเซ็ท มีข้าวกับน้ำซุปให้ด้วย  800 เยน






รูปจะใหญ่ไปไหน 555

กินอิ่มแล้ว เดินกลับ รร. ก่อน จะได้เช็คอิน เอากระเป๋าเก็บเข้าห้อง จะขรี้ จะเยี่ยว ก็ตามอัธยาศัย  ระหว่างนั้น ได้รองเท้ากลับมาอีกคู่ (ทีงี้หละไวเชียว)  เมืองไทยในเซ็นทรัลขายคู่ละ 5-7 พัน อิชั้นสอยมาได้ 1500 บาทค่า ปลิ้มปริ่ม (ยี่ห้อ A.V.V. โรงงาน Joli Snob แบรนด์ญี่ปุ่น)

มาถึง รร. เวลา 14.30 น. ก็ยังเช็คอินไม่ได้  (ขอเช็คก่อนก็ไม่ให้ จะตรงต่อเวลาไปไหน)  เลยนอน ๆ เลื้อย ๆ ตรงล็อบบี้นั่นแหละ   พอบ่ายสามปุ๊บ เอากระเป๋าเก็บเข้าห้อง เตรียมตัวออกเดินทางไปปราสาทโอซาก้ากันต่อเลย

หน้าโรงแรม



สามารถนั่ง Subway ลงได้ 2 สถานี คือ Osakajokoen  หรือ  Morinomiya  ทางเข้าจะเข้ากันคนละทาง  พวกเรานั่งไปลงที่ Morinomiya  พอโผล่ออกมาข้างบน แค่ปากทางเข้าก็ใช้เวลา 1 ชั่วโมงแล้ว 555

และเนื่องจากวันนี้คือวันที่ 5 ธันวาคม  อิชั้นได้ไอเดียผุดขึ้นมาจากบนเครื่อง นั่นคือหนังสือพิมพ์ที่แจกบนเครื่อง  มีพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวง  เลยเอามาด้วย เพื่อสิ่งนี้ค่ะ  ทรงพระเจริญ...เรารักในหลวง








คือหน้าหนาวที่นี้มืดเร็วมาก  5 โมงเย็นนี่มืดแล้ว  สรุปว่าเราก็อยู่แค่เวิ้งนี้แหละ ไม่ได้เข้าไปถึงปราสาทโอซาก้า  ก็เลยถ่ายรูปกันอยู่ตรงนี้  แล้วเดี๋ยวเสร็จจากนี้ไป จะไปกินบุฟเฟต์ชาบูที่ย่าน Shinsaibashi






แต่ๆๆ อิชั้นอ้วกแตกค่ะ  ท่าทางสามีจะแช่ง ทิ้งลูกทิ้งผัวมาเที่ยว  ก่อนหน้าที่จะมากินร้านนี้ อ้วกแตก มึนหัวอยู่ใน Subway   ทั้ง ๆ ที่เป็นคนหาร้านนี้มาเอง สุดท้ายกินไม่ลงอะ  กลัวจะอ้วกใส่เพื่อน ๆ เลยขอตัวกลับก่อน ท่ามกลางสีหน้าเป็นห่วงจากพี่ติ๋มและพี่ไร  จะกลับยังไงคนเดียว....ไม่เป็นไรค่ะ หนูนั่งแท็กซี่กลับเองได้ ไม่ต้องเป็นห่วง  ขอไปนอนดีกว่า เคยเป็นอาการบ้านหมุน อ้วกแตกมาแล้ว ขอนอนพัก เดี๋ยวทริปนี้จะเที่ยวไม่สนุก  

พิกัดร้าน อยู่ชั้น 6  ตรงสะพานรักสารสิน 555 สะพานที่เค้านัดพบกันนั่นแหละ  มองไปที่ตึก H&M ตรงข้ามเป็น Uniqlo จะมีลิฟท์ทางขึ้นอยู่ข้าง ๆ กดขึ้นไปเลย ชั้น 6 ร้าน DX ตามด้วยภาษาญี่ปุ่น  เป็นบุฟเฟ่ต์ชาบู แนะนำมาจากนักเรียนไทยในญี่ปุ่น  น้ำซุปอร่อยมาก ค่าหัวคิดตามราคาเนื้อ เนื้อวัวญี่ปุ่นราคาแพงกว่าเนื้อวัวออสเตรเลีย  ไฮโซอย่างพวกเรากินเนื้อวัวออสเตรเลียค่า 555  ทีนี่คิดราคาไม่เท่ากันนะ ผู้ชายค่าหัวแพงกว่าผู้หญิง จำไม่ได้ว่ากี่ร้อยเยน  เบ็ดเสร็จตกหัวละ 2700 เยนประมาณนั้นนะ พอดีมื้อนี้ไม่ได้กินด้วย  (ได้กินมื้ออื่น อีก 3 วันต่อมา)   สรุปว่านั่งแท็กซี่กลับมา อิลุงคนขับวัยประมาณ 75 อัพ พากุหลง ทั้ง ๆ ที่มี map อยู่หน้าจอแล้วนะ  ชื่อที่อยู่ของ รร. ภาษาญี่ปุ่นก็มีให้ ตาลุงก็กว่าจะกดได้แต่ละตัว กุยืนน้ำตาไหล  พอขึ้นรถ ไกลมว๊ากกว่าจะมาถึง รร.  นั่งน้ำตาไหล กุจะถึงที่พักมั้ย?  สรุป ราคาค่าแท็กซี่กับราคาค่าบุฟเฟต์ชาบูแม่มพอกันเลย  เวร



วันที่ 2 :  6 ธันวาคม 2556  /  Hiroshima,  Atomic Dome

วันนี้เราจะเริ่มใช้ตั๋ว JR Sanyo  กันแล้วนะ  เราจะออกเดินทางไปเมืองฮิโรชิม่ากัน ไปดู Dome ที่ยังคงเหลือจากการบอมบ์สมัยสงครามโลกกัน   เราจะนั่ง Shinkansen Mizuho ไปลง Hiroshima ใช้เวลาประมาณ 80 นาที ก็ถึงสถานีกันแล้ว  เราจะนอนที่เมืองนี้ 2 คืน พักที่ รร. Sunroute  



ด้วยความฟิตเปรี้ยะ อากาศเย็น ๆ ไม่น่งไม่นั่งมันหรอก รถราง ลากกระเป่าไปชิว ๆ เลยจากสถานีไป รร. ฟิตเปรี้ยะ อย่างกับติดเทอร์โบ (ใครนึกเพลงนี้ออก..เราวัยเดียวกัน 55)  แล้วพวกเราก็ไม่ผิดหวังเลย ที่เดินลากๆๆ กระเป๋ากันไป เพราะได้มุมถ่ายใบไม้แดง ใบไม้เหลือง สวย ๆ มาเพียบ






















หมดเวลาไปกับต้นนี้เยอะมว๊าก อยู่หน้า รร. นี่เอง คนเดินผ่านไปมา งงกันใหญ่ อิพวกนี้คงไม่เคยเห็น  ... ก็ใช่อะเด๊  ไม่เคยเจอนี่หว่า ต้องถ่ายให้คุ้มสิคะ

พอฟ้าเริ่มหมดแดด ต้องรีบเอากระเป๋าไปเช็คอินที่ รร. ละ  เดี๋ยวจะต้องออกมาถ่ายรูป Atomic Dome  เพราะพรุ่งนี้เราต้องไปขึ้นเขาทั้งวัน

จาก รร. สามารถเดินไปได้เรื่อย ๆ ประเด็นของเราคือ รีบ ๆ ถ่ายให้เสร็จ เพราะเวิ้งแถวนี้ก็มีซอยละลายทรัพย์ 555

The Peace Memorial Park
เริ่มจาก อนุสาวรีย์ซาดาโกะ  

ข้อมูลที่มาจากเวปวิกีพิเดีย

ซาดาโกะ ซาซากิ (「佐々木 禎子」, Sasaki Sadako) เกิดวันที่ 7 ม.ค. พ.ศ. 2486 – 25 ต.ค. พ.ศ. 2498) เป็นเด็กหญิงชาวญี่ปุ่น ที่อาศัยอยู่ใกล้กับสะพานมิซาซะในเมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 6 ส.ค. พ.ศ. 2488 ระเบิดนิวเคลียร์ถูกทิ้งลงที่ฮิโรชิมา ซาดาโกะ ณ ขนาดนั้น มีอายุเพียง 2 ปี เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ชาวญี่ปุ่นล้มตายเป็นจำนวนมาก บ้านของเธอเองก็อยู่ใกล้กับสะพานมิซาซ่าในตัวเมืองฮิโรชิม่าห่างจากจุดที่ระเบิดเพียงกิโลเมตรกว่าๆ แต่ซาดาโกะและครอบครัวเกือบทั้งหมดไม่ได้รับบาดเจ็บ มีเพียงยายที่เสียชีวิตในเหตุการณ์นั้น

เวลาผ่านไป ซาดาโกะเป็นเด็กที่แข็งแรง เป็นนักกีฬาวิ่งแข่งของโรงเรียน แต่เพียง 11 ปีภายหลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ซาดาโกะได้เกิดอาการปวดหัวอย่างรุนแรงและสลบในห้องเรียน และครอบครัวก็ได้รับข่าวร้าย ซาดาโกะ เป็นโรคลูคีเมีย ซึ่งก็คือ มะเร็งเม็ดเลือดขาว....สงครามครั้งนั้นเธอไม่ได้รับบาดเจ็บทางกายก็จริง แต่กัมมันตภาพรังสีที่ซ่อนในร่างกายเธออย่างเงียบๆ ส่งผลต่อชีิวิตเธอในอีกหลายปีถัดมา!!

นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาเด็กน้อยผู้ร่าเริงคนที่ตั้งความหวังว่าจะเป็นนักวิ่งที่เก่งกาจกลับต้องมาใช้ชีวิตอยู่บนเตียงโรงพยาบาล แต่ซาดาโกะต่อสู้ก็กับโรคร้ายด้วยความเข้มแข็ง ในจิตใจของเธอเปี่ยมด้วยความหวังว่า ตัวเองจะต้องหายจากอาการป่วย ชิซูโกะเพื่อนสนิทได้มาเยี่ยมซาดาโกะที่โรงพยาบาลพร้อมได้นำ โอะริงะมิ มาพร้อมเล่าตำนานนกกระเรียน "ซูรุ" ให้ฟัง โดย ซูรุเป็นนกศักดิ์สิทธิ์และสัญลักษณ์ของการมีอายุยืนยาว ความหวัง ความโชคดีและความสุข นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันความเจ็บป่วยได้ด้วย ถ้าใครสามารถพับนกกระเรียนได้ถึง 1,000 ตัว แล้วผู้นั้นจะมีอาการดีขึ้น

ซาดาโกะใช้เวลา 14 เดือนในโรงพยาบาล จากคำบอกเล่าของแม่และเพื่อนของเธอว่าขณะที่ซาดาโกะพับนกกระเรียนนั้นเธอตั้งใจบรรจงพับอย่างสุดใจ และแววตาที่เปี่ยมความหวังของเธอเป็นประกายที่จะสู้กับโรคร้าย แม่ของซาดาโกะบอกให้เธอพักผ่อนบ้างเธอก็ได้แต่บอกว่า ไม่เป็นไรหรอก นี่คือความหวัง หนูยังมีแรงอยู่

ระหว่างที่ซาดาโกะเดินออกไปหากระดาษมาเพิ่มเธอได้พบว่ามีเด็กหลายคนที่ป่วยเหมือนกับเธอแบบไม่แตกต่าง เธอได้ให้กำลังใจกับเด็กเหล่านั้นให้พับนกกระเรียนอธิฐานเหมือนเธอ แต่เด็กชายคนหนึ่งที่อาการหนักมากแล้วได้ตอบเธอว่า ไม่มีปฎิหารย์หรอก พระเจ้าองค์ไหนก็ช่วยเขาไม่ได้ เขาพร้อมแล้วที่จะตาย แล้วเด็กคนนั้นก็ตายในคืนนั้นเอง

ซาดาโกะได้เขียนจดหมายถึงเพื่อนในชั้นเรียนได้เล่าเรื่องราวต่างๆและความคิดเรื่องนกกระเรียนพันตัว เรื่องของวันรำลึกถึงสันติภาพที่เธอได้เห็นมาตั้งแต่เด็กและเรื่องของความหวังที่จะหายจากโรคลูคีเมีย เธอได้ต่อสู้กับความเจ็บปวดของโรคลูคีเมียพับนกได้จนถึงกลางเดือนสิงหาคมนั่นเองขาของเธอก็เจ็บบวมและเขียวคล้ำจนเธอลุกออกจากเตียงไปหากระดาษมาเพิ่มอีกไม่ได้ ในวันนั้นแม่ของเธอได้นำเอาข้าวมาให้เธอกินและได้ปลอบใจให้เธอได้กินอาหารบ้างจะได้มีแรงสู้กับความเจ็บปวด เธอได้ขอให้เอาข้าวใส่ในน้ำชาให้เธอกินและบอกว่า นั่นอร่อยดีแล้ว และคำนี้คือคำพูดสุดท้ายของซาดาโกะ

ในวันที่ 25สิงหาคมเธอก็จากไปจากโรคลูคีเมียที่กัดกินชีวิตของเธอไปเหมือนกับเหยื่อรายอื่นๆของเด็กเมืองฮิโรชิม่าที่โดนพิษของกัมมันตภาพรังสีจากระเบิดปรมาณูลูกนั้น เธอพับนกได้เพียง 654ตัว เพื่อนของเธอที่โรงเรียนจึงได้ช่วยกันพับนกให้ครบพันตัวและใส่ลงในโลงศพของเธอเพื่อฝังไปพร้อมกับความหวังสุดท้ายของซาดาโกะ

เมื่อเรื่องซาดาโกะแพร่หลายออกไป จึงได้มีการบริจาคเงินสร้างอนุสาวรีย์เพื่อรำลึกถึงซาดาโกะและเด็กๆ อีกหลายคนที่เสียชีวิตจากระเบิดปรมาณู และตั้งที่ใจกลางสวนสาธารณะสันติภาพฮิโรชิม่า โดยอนุสาวรีย์นี้เป็นรูปของซาดาโกะกำลังยืนและยื่นมือทั้งสองข้างขึ้นไปบนฟ้า ที่มือของเธอถือนกกระเรียนสีทองไว้

นอกจากนี้เรื่องราวของซาดาโกะถูกนำเสนอผ่าน ตัวหนังสือและสื่ออื่นๆ แต่ที่โด่งดังและเป็นที่รู้จัก มากที่สุดคือ หนังสือเรื่อง ซาดาโกะกับนกกระเรียนพันตัว หรือ Sadako and the Thousand Paper Cranes ของ อีลีนอร์ โคเออร์ สตรีชาวแคนาดา ผู้ลุ่มหลงวัฒนธรรมของญี่ปุ่นอย่างยิ่ง โคเออร์เขียน เรื่องราวของซาดาโกะขึ้นจากหนังสือชื่อ โคเคชิ ซึ่งเพื่อนนักเรียนของซาดาโกะนำจดหมายและ บันทึกของเธอมารวมเป็นเล่ม วรรณกรรมเรื่อง ซาดาโกะกับนกกระเรียนพันตัว ตีพิมพ์ครั้งแรกที่ สหรัฐอเมริกาในปี 2520 ปัจจุบันถูกตีพิมพ์เป็นภาษา ต่างๆ มากมาย

วรรณกรรมเรื่องซาดาโกะกับนกกระเรียนพันตัว กลายมาเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนได้ตระหนักถึงพิษภัยของสงคราม และทำให้การพับนกกระเรียนกระดาษ ซึ่งเป็นความเชื่อของชาวญี่ปุ่นเป็นการอธิษฐานเพื่อให้ ผู้คนหายจากอาการเจ็บป่วย รวมทั้งเป็นสัญลักษณ์ แห่งการเรียกร้องหาสันติภาพอีกนัยหนึ่งด้วย

สำหรับผู้ที่มีโอกาสได้ไปเยือนอนุสาวรีย์ของซาดาโกะที่สวนสันติภาพของเมืองฮิโรชิมาก็จะได้พบว่า มีถ้อยคำที่กินใจจารึกไว้ที่ฐานของรูปปั้นว่า

"นี่คือ คำร้องขอ ของเรา นี่คือ คำภาวนาของเรา สันติภาพจงบังเกิดขึ้นบนโลก..."




จากนั้นไปต่อกันเลย  อยู่ในเวิ้งเดียวกันนี่แหละ เดินถึงกันหมดเลย

ข้อมูลจากเวปวิกีพีเดีย

ฮิโรชิม่า ( Hiroshima 広島) ตั้งอยู่บนเกาะฮอนชู (Honshu 本州) ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่เกาะที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่นซึ่งที่เหลือได้แก่เกาะฮอคไกโด (Hokkaido 北海道) ชิโคคุ (Shikoku 四国) และ คิวชู (Kyushu 九州) เป็นจังหวัดที่มีประชากรอาศัยอยู่ราวๆ 1 ล้านคนและเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตรถยนต์มาสด้า กลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของประเทศญี่ปุ่นสามารถผลิตรถยนต์ได้วันละ 4,000 คันส่งขายไปยังทั่วโลก
Atomic Bomb Dome หรือเรียกว่า เอบอมบ์โดม วากอาคานี้ยังถูกรักษาในสภาพเดิมตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2เพื่อเป็นสิ่งเตือนใจให้กับชาวโลกและได้รับเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) เหตุการณ์ที่น่าสลดของเมืองฮิโรชิม่านั้นเกิดขึ้น ณ เวลา 8.15 น.ของวันที่ 6 สิงหาคม ปี ค.ศ.1945 ผู้คนบริสุทธิ์นับแสนชีวิตและเด็กไร้เดียงสาต่างต้องเสียชีวิตลงด้วยระเบิดปรมาณูที่ชื่อว่า “Little Boy” และอีกสามวันต่อมาระเบิดลูกที่สองที่เรียกว่า “Fat Man” คร่าชีวิตคนญี่ปุ่นในเมืองนางาซากิไปอีกราว 70,000 คน





ถ่ายรูปกันหนำใจ ฟ้ามืดมาแล้ว ไปหาอาหารเย็นกิน วันนี้อยากกินปิ้งย่าง  เฮียเช็คข้อมูลมาจากโบรชัวร์ของเมือง บอกว่าร้านนี้อร่อย เป็นที่แนะนำ ไปเดินหากันเลย   ในที่สุดเราก็เจอ  เข้าไปในร้าน พนักงานบอกว่า ขอให้กินให้เสร็จก่อน 19.15 น. นะ เพราะว่ามีคนจองโต๊ะทั้งร้านแล้วไอ้เราก็เหลือเวลากิน 1.15 น. ก็โอเคนะ (ปกติเวลากิน 1.45 ชม.)  มาถึงแล้วต้องกิน เพราะพรุ่งนี้คงไม่มีเวลากินแล้วหละ

ปิ้งย่างอร่อยดี  เด็กพนักงานบางคนพูดอังกฤษไม่ได้ เดินมาก็ถามคำศัพท์ภาษาอังกฤษคำ  cabbage   onion  pumpkin  vegetable   แม่มเดินมาทุกรอบ ถามกุทุกรอบ สำเนียงกุก็ไม่เหมือนกันสักกะรอบ 555

รวม ๆ แล้วให้คะแนน 9/10 ค่ะสำหรับร้านนี้  มีทั้งหมูทั้งเนื้อ  ผักหวานมากกกก  ฟักทองเอย  กะหล่ำเอย หัวหอมเอย เห็ดเข็มทองเอย  กินดิบ ๆ ยังอร่อยเลย (แต่เราชอบเอาไปย่าง)  ไม่เห็นมีเห็นออรินจิเลยนะ

ชื่อร้าน Kuu GE
ราคาหัวละ 2,700 เยน  ค่าน้ำรีฟิลต่างหาก







กินอิ่มแล้วก็เดินไปช้อปต่อเลย  Hondori (covered arcade) Shopping Mall เอาหละ ต่างคนต่างช้อปละกันนะ  แยกกันกิน แยกกันเดินเลย ไปกันเป็นคู่ ๆ เราไปช้อปร้าน คสอ. กับน้องอ้อ เจออะไรที่คิดว่าถูกก็สอยมาเลย โชคดีได้ยาสระผมยี่ห้อประจำลดพอดี ซึ่งวันหลังมาดูที่โอซาก้า ร้านที่นี่ลดเยอะกว่าวุ้ย อิอิ ควรค่าแก่การแบก  แล้วคุยกันว่าเดี๋ยวเราไปกินโทสอร่อย ๆ กินดีกว่า เรานีดของหวาน ดูดิ๊ จะสู้อาฟเตอร์ยูบ้านเราได้มั้ย  พอดีตะกี้เดินผ่านร้านนึงพอดี รูปมันน่ากินมาก  ช้อปเสร็จก็เลยเลี้ยวเข้าไปกินขนมร้านนี้เลย ราคาไม่แพงมาก 790 เยน กับ 650 เยน ประมาณนี้ จำตัวเลขไม่ได้  สรุปรูปที่เห็นมันคือแพนเค้กนะคะ  อิป้าสองตัวนี่มองเป็นโทสได้งัยวะ 55 แต่ก็อร่อยพอประมาณเชียวหละ ไม่ถึงกับมากนะ พอใช้ได้   ได้ชาร้อนมาแก้ว เจ้มจ้นมาก  ชาแก่มากก กินหมดแก้ว เกษียณอายุพอดี 55

หน้าเหียกไปนิดนะคะ  มืดแล้ว ไม่ได้โบ๊ะหน้า 555

ซ้ายแพนเค้กราดซอสสตอร์เบอรร์ บลูเบอร์รี่  //  ขวาเค้กทีรามิสุ กับ ชาร้อนวัยเกษียณ




กินเสร็จละ  เดินกลับ รร. กันเถอะน้อง  พี่ไม่ไหวแล้ว พี่อยู่เมืองไทยเป็นเด็กอนามัย 3 ทุ่มก็ป๊อกแล้ว  นี่มันก็ได้เวลานอนของพี่ละ  อากาศเย็น ค่อย ๆ เดินไป ขาจะแข็ง   พอเดินออกจากรูซอยละลายทรัพย์  อ้าว 4 สมาชิกที่เหลือมานั่งจิบไวน์กันนี่เอง (ร้าน Cafe Ponte カフェポンテ  ตรง Motoyasu-gawa River)  แหม...เห็นแซว ๆ กันว่ามาเจอกันที่ร้านนี้ ดันมาเจอกันจริง ๆ ด้วย  เลยนั่งสวย ๆ เอาบรรยากาศสไตล์ยุโรปมา  4 สมาชิกเค้าจิบไวน์  กินน้ำส้มคั้นสด ๆ ไอติมชาเขียว   เรามาไม่ทัน อดชิมเลย




จิบบรรยากาศจนเต็มอิ่มแล้ว  ได้เวลาไปนอนกันแล้วเด็ก ๆ 4 ทุ่มครึ่งแล้ว กลับ รร. ไปพักผ่อนกันดีกว่า  แต่ๆๆ คิดเหรอว่าจะนอนกันหนะ แต่ละคน ถูจอ อัพเฟส  เช็ครูปกันไป  กว่าจะได้หลับก็ปาไปเที่ยงคืน ตีหนึ่ง หุหุ


*** เค้าบอกเนื้อหายาว ให้ไปอัพอีกบล็อกนึงค่ะ  ***  ติดตามต่อ Part. 2 นะคะ







 

Create Date : 17 ธันวาคม 2556    
Last Update : 18 ธันวาคม 2556 9:17:39 น.
Counter : 2513 Pageviews.  

เที่ยวทุ่งลาเวนเดอร์ ที่ ฟูราโน่ ฮอกไกโด

  แปะไว้ก่อน ไปมาครึ่งปีละ ยังไม่ได้อัพเลย




 

Create Date : 17 ธันวาคม 2556    
Last Update : 17 ธันวาคม 2556 10:13:28 น.
Counter : 570 Pageviews.  

ซากุระงาม ๆ ที่ปูซาน

ได้ฤกษ์อัพบล็อคซะที ไปมาเกือบสองเดือนที่แล้ว แหะๆๆ เพิ่งว่างจ้า (จริง ๆ ก็ว่างบ่อยอยู่อะนะ แต่ศิลปิน ต้องใช้อารมณ์เขียน เข้าใจหนูด้วยนะค๊า อิอิอิ


ทริปนี้ไปกันผู้ใหญ่ 6 คน และเด็กน้อยอีก 1 คน (ลูกใครฟ่ะ??)  ช่วงที่ไปคือต้นเดือนเมษายน ยังพอมีซากุระให้เห็นอยู่บ้าง แต่คือต้องไปที่เมืองที่เค้าโปรโมทเลยนั่นคือเมืองจินเฮ (Jinhae)  ประจวบกับช่วงนั้นมีข่าวเรื่องจะเกิดสงครามระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้  จึงทำให้......ไฟล้ท์ว่างค่ะ!!!!

บัดดล ตามประสาตั๋ว ID  คุยปุ๊บ อีกไม่กี่วัน มานไปปั๊บ  555



วันที่ 1   TG650  BKK - PUS  00.10 - 06.30 น.

ไปถึงที่สนามบิน Gimhae ประมาณ 06.30 น.  สนามบินเล็ก ๆ ไม่ใหญ่เลย เดินนิดเดียวก็ ตม. แล้ว  ทริปนี้เราพักกันแถว ๆ หาด Haeundae  ชื่อ Haeundae  Inca Motel ได้ที่พักแบบจองกันล่วงหน้า 1 วัน เพราะที่พัก Big Apple นั้นเล่นตัวละเกิ๊น เพลียค่ะ  นอนที่อื่นก็ได้ ตูไม่ง้อหร๊อก....เชอะ

เด็กพร้อมเดินทางแล้วคร้าบ



สามสาวสามวัย
สาวมาก - ยังสาวอยู่ - หมดความสาว!!



จากสนามบิน เดินทางเข้าเมืองโดยใช้ Bus ไปย่าน Haeundae  ที่จดไว้คือ
รถ No. 307 ประตู 3   แต่ในความเป็นจริง คือตอนที่เราจะไปมีรถบัสกำลังจะออกพอดี  Bus ประตู 3 เหมือนกัน แต่เป็นแบบ Limousine ค่ะ  ตกคนละ 7,000 วอน   ไปลงที่ Grand Hotel  แล้วเดินลากกระเป๋าเข้าไปในถนนประมาณ 500 เมตร  และแน่นอน.......ต้องหลงนิดหน่อย  ก็นะ คนไม่เคยมานี่วุ้ย  เดินสำรวจพื้นที่ไปพลาง ๆ อิอิอิ  ดีนะอากาศเย็น ๆ ไม่ร้อน เดินได้เท่าไหร่เท่ากัน

ไปถึงเค้าให้ห้องก่อน 1 ห้อง เพราะเห็นว่าไม่มีที่ฝากกระเป๋าให้สำหรับคน 6 คน  ห้องโอเคนะ  ตามประสา Motel ทั่วไป  กว้างขวาง ทีวีจอใหญ่ 100 นิ้วได้  มีไวไฟให้  ห้องน้ำก็กว้าง  เช้าก็มีแซนวิชกับน้ำส้มให้ด้วย  ถูกมากในราคาเฉลี่ยห้องละ 1400 บาท (ตกคนละ 700 บาทต่อคืน)








เก็บกระเป๋าเสร็จออกไปดูซากุระกันเลยที่ Jinhae เพราะพรุ่งนี้พยากรณ์อากาศว่าฝนตก  จากที่พักเดินออกไปถนนใหญ่ไม่ไกลเช่นกัน 400-500 เมตร ก็ลงรถไฟใต้ดินแล้ว

*** ซื้อตั๋ว One trip  คนละ 1400 วอน  เราอยู่สถานีเบอร์ 2 สายสีเขียว  ไปลง  Sasang  (สถานีเบอร์ 227)    แล้วออก Exit 3   ***  

หลังจากออกจากใต้ดินมาแล้ว เดินตรงไปข้างหน้า เพื่อไปขึ้นรถที่สถานีรถบัส 

*** ซื้อตั๋วรถบัส One trip  ไป Jinhae คนละ 5100 วอน ***

ระหว่างทางเมื่อใกล้ ๆ ที่ Jinhae จะเริ่มเห็นต้นซากุระข้างทาง สวยดีอะ  พอเห็นคนลงกันทั้งคันรถ ก็ลงตามเค้าไป  งม ๆ ทางไปเดี๋ยวก็เจอสถานที่จุดถ่ายรูป  แล้วจุดใหญ่ ๆ ของเค้าแต่ละจุดจะมีแผนที่อันใหญ่เบิ้มให้ดูว่าไฮไล้ท์อยู่ตรงไหน  ก็รัศมีวงกว้างพอควร  เดิน ๆ หยุด ๆ พัก ๆ ไป

กว่าจะลงรถบัสก็บ่ายละ หิวกันแล้ว แต่ละคน  พอดีช่วงที่ไปเป็นงานเทศกาลซากุระ เค้าก็จัดงานข้างทาง คือมีร้านขายของกินขายด้วย  คิดอยู่นานกินไรดี  อยากกินแนวโปรตีน มีเนื้อสัตว์ เดินจนสุดซอย สรุปกลับมากินร้านแรก  สั่ง ๆๆๆ ด้วยความหิว  พิซซ่างี้  ซี่โครงหมูทอดงี้  ข้าวต้มกิมจิงี้  ปลาหมึกทอดงี้  สรุปคิดเงินมาเป็นเงินทั้งหมดทั้งมวล  149,000 วอน!!!  พระเจ้าช่วย กล้วยทอด ปล้นกรูเลยเห๊อะ เกือบ 4500 บาท  แม่มมมม  แพงนรก

ซี่โครงหมูจานละ 30000 วอน มีอยู่แค่นี้ กระดูกชิ้นเบ้อเริ่ม เนื้อหน่อยเดียว  


พิซซ่าอะไรนี่แหละ  อร่อยมากกกก  เหลือกลับบาน 555




ซากุระงาม ๆ แหล่มๆ




























พอเดิน ๆ ถ่ายรูป หนำใจแล้ว ก็ได้เวลากลับ  ก็หาทางเพื่อไปที่สถานีรถบัสของ Jinhae  แต่ตอนนั้นเราเดิน ๆๆๆ กันมานะ  พอถึงสถานี โอ้โห..แถวยาวมาก เพราะเย็นย่ำจะค่ำแล้ว คนแห่กลับกันเยอะ


***  ซื้อตั๋วรถบัสไปลง Sasang  คนละ 5100 วอน ***

***  ถึง Sasang  ซื้อตั๋ว subway ไปลงที่ Haeundae (สถานีเบอร์ 2)  สายสีเขียว ***


วันที่ 2  เที่ยวในตัวเมือง ช้อปกระจาย

วันนี้พยากรณ์ว่าฝนตก  ตอนเช้ากินมื้อเช้าที่ Motel เตรียมไว้ให้ ก็วันนี้แพลนคือไปกินบุฟเฟ่ต์ขาปูกัน ชื่อร้าน D'Maris  เรากินมื้อกลางวันกัน ตกคนละ 36,300 วอน






*** นั่ง Subway สาย 2 สีเขียว ลง Jangsan (สถานีเบอร์ 201) exit 10  เข้าไปในตึก Lotte  อยู่ชั้น 2 ***

กินเสร็จแล้วไปช้อปย่าน Nampo-Dong  คล้าย ๆ ย่านเมียงดงที่โซลนั่นแหละ  Nampo-Dong อยู่สาย 1 สีส้ม สถานีเบอร์ 111  (ส่วนตลาดปลา Jagalchi อยู่สถานีติดกันคือ 110)

***  - นั่ง Subway สายสีเขียวมาลง Suyeong (สถานีเบอร์ 208)  
- แล้วเปลี่ยนมาสาย 3 สีน้ำตาล ไปลงที่ Yeon-san (สถานีเบอร์ 305)
- แล้วเปลี่ยนมาสาย 1 สีส้ม ไปลงที่ Nampo-Dong (สถานีเบอร์ 111)

โอยยยย  กว่าจะถึง  เล่นเอามึน 555  หลายทอดเกิ๊น  555

ขากลับดูแผนที่เอานะจ๊ะ  หาทางกลับไปที่ สาย 2 สีเขียว Haeundae

พอกลับมาก็แวะกินหมูกระทะ (ไม่ใช่บุฟเฟ่ต์ แต่อร่อยมาก) มื้อนี้กินไปทั้งหมด 87000 วอน รูดการ์ดได้ด้วย


วันที่ 3  Haeundae Beach

วันนี้อยู่ที่ชายหาด แล้วถ่ายรูปไล่เลาะๆๆ วนขึ้นเขาไปจนถึงที่เค้าประชุมโอเปคกัน  เสร็จแล้วกลับที่ Nampo-Dong เหมือนเมื่อวาน 555  ปล่อยช้อปกันกระจาย มีทั้ง Uniqlo  Lotte  สารพัดห้าง ร้านขายของ มากมายค่ะ มากมาย








กลับที่ย่านที่พัก กลับไปกินหมูกระทะร้านเดิม  ของเค้าอร่อยนิ (แต่จริง ๆ วันนี้จะลองหาร้านใหม่ดูบ้าง  สุดท้ายตายรังค่ะ)  มื้อนี้หมดไป 97500 วอน









กว่าจะกลับ 5 ทุ่มเที่ยงคืน (ร้านนี้เค้าโต้รุ่ง)  แพ็คของใส่กระเป๋า เม้าท์มอย ได้นอนจริง ๆ แค่ 1 ชั่วโมง ตีห้าต้องตื่นละ เพื่อเตรียมขึ้นบัสกลับไปสนามบิน


วันที่ 4    TG651  08.00 - 11.50 น.  Pusan - Bangkok

เดินลากกระเป๋ามาขึ้นรถบัสที่หน้า รร. แกรนด์  เค้ามีตารางเวลาบอกที่ป้ายรถบัสเลย  ขึ้นไปก็หลับ  เดี๋ยวก็ถึงเอง  ดีนะออกกันแต่เช้า รถไม่ติดมาก  ไปถึงก็เช็คอินกัน อย่างที่บอกสนามบินเค้าไม่ใหญ่มาก  เดินไม่ไกล



สรุป   ทริปนี้ชิว ๆ สบาย ๆ ราคาไม่แพง เหมือนมา survey ดูก่อน (เพราะยังไม่มีใครในกลุ่มเคยมา)  คาดว่าปีหน้าเค้าจะไปถ่ายซ่อมซากุระกันใหม่  (ไม่สามารถซากุระที่ญี่ปุ่นได้ เพราะ....ไฟล้ท์เต็ม 555)

-  มีร้านแนวไดโซะด้วย แต่ราคาตั้งแต่ 1 พันวอนขึ้นไป ของน่ารัก ๆ ทั้งนั้นเลย
-  ขนมที่ห้าง Lotte แถวนัมโพดง อยู่ชั้นซุปเปอร์อร่อยค่อดๆๆๆๆๆๆๆ จำชื่อร้านไม่ได้  ไม่ได้ถ่ายรูปร้านมาด้วย แต่ๆๆๆ  ถ้าไปอีก ก็จะแวะซื้อกินอีก  เป็นขนมปังเกลียว ๆ เหมือนตัวหนอน แต่มีไส้ครีม ๆ หลายรสชาดให้เลือก เช่นไส้ครีมกาแฟ ครีมสตอร์เบอร์รี่ ครีมวนิลา ครีมบลูเบอร์รี่ ฯลฯ เนื้อขนมปังนิ่มเว่อร์ ไส้หอมค่อดพ่อค่อดแม่ คิดดูซื้อไป 2 ชิ้น (ชิ้นละ 2500 วอน)  เสร็จแล้วก่อนกลับซื้อเพิ่มมาอีก 3-4 ชิ้น

ค่าใช้จ่ายทริปนี้
-  ค่าที่พักตกหัวละประมาณ 700 บาทต่อคืน (3 คืน 2100 บาท)
-  เงินกองกลางลงกันคนละประมาณ 62300 วอน (ใช้หมดเกลี้ยง) เพื่อเป็นค่าอาหารค่ารถกรณีจ่ายเงินสด  

สรุปคร่าว ๆ  ค่าดำรงชีพสำหรับทริปนี้ ตกคนละ 5800 บาท จ้าาาาา (นี่ถ้าไม่พลาดมื้อแรกที่จินแฮ อิร้านซี่โครงหมูแสนห้า...ห่าเหว นี่  คงเซฟเงินได้มากกว่านี้ 55555)


PS.  ขอบคุณช่างภาพสุดเท่ห์ของเรา...ลุงต้อม...สุดที่รักของโต้...555  แหม๊...มาคลิกกันวันคืนสุดท้าย  ไม่งั้นจะฝากลูกไปนอนค้างที่ห้องด้วย  คนเค้าจะจู๋จี๋ดู๋ดี๋กันอะ แหะๆๆ

PS. ที่สอง   น้องอ้อต้องขอบพระคุณพี่ต้อมงามๆๆๆ นะคะ ที่เอาเสื้อกันหนาวให้หนูใส่   ทริปนี้ลุงต้อมชนะเลิศค่า  
//  ทุกคนยืนปรบมือด้วยความซาบซึ้ง อิอิ

PS. ที่สาม  ลุงบอยตลอด  กะ พี่ปั๊มฮัลโลวีน  555 (ลูกชั้นมันเรียกแบบนี้) 555  ปีหน้าฟ้าใหม่ ไปถ่ายซ่อมกันนะ  ทริปนี้มีติ่งตามไปยกครัว  ทริปหน้าติ่งจะไปตัวคนเดียวไร้ลูกผัว  555



ปีหน้าเจอกันใหม่นะค้า หมู่เฮา





 

Create Date : 28 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 5 มิถุนายน 2556 11:15:56 น.
Counter : 920 Pageviews.  

หนีร้อนไปพึ่งหนาวที่ฮอกไกโด

นับว่าเป็นนิมิตรหมายอันดี ที่การบินไทยเปิดไฟล้ท์บินไปลงที่ซัปโปโร เกาะฮอกไกโด ซึ่งจากเดิมจะเปิดแค่ช่วงฤดูหนาว เทศกาลหิมะ คือประมาณตุลาคม 2555 – มีนาคม 2556 แต่ ณ เวลานี้ได้เลื่อนไปจนถึงช่วงเดือนตุลาคม 2556 แล้ว (ยังมีช่วงลาเวนเดอร์บานสะพรั่งที่น่าไปเยือนอีกหนะสิ) ก็นับตั้งแต่เปิดเที่ยวบินมา ส่วนใหญ่ไฟล้ท์เต็มตลอด คงเป็นเพราะช่วงโปรโมชั่นอะนะ อะไรที่ดูสั้น ๆ โปรโมชั่น คนก็จะแห่แหนกัน ไอ้เราก็มองตาปริบ ๆ ต้องหาช่วงจังหวะที่ไฟล้ท์ว่าง ๆ จนล่วงเลยมาถึงเดือนกุมภาพันธ์ ไฟล้ท์ก็ยังเต็มตลอด จนกระทั่ง.... วันที่ 6 กพ. พี่บอยมาบอกตอนบ่าย ๆ ว่าไฟล้ท์วันที่ 14 ว่าง แล้วขากลับวันที่ 18 ก็ว่าง (ว่างในที่นี้คือไม่ได้ว่างทั้งลำนะจ๊ะ คือเหลือที่ว่างประมาณ 50 ที่) ถ้าจะไปให้ยื่นวีซ่าพรุ่งนี้เลย (วีซ่าญี่ปุ่น ใช้เวลาประมาณ 1 อาทิตย์ก่อนบิน....เป๊ะไปมั้ยคะเฮีย ยื่นเช้าพะหัดนี้ บินคืนพะหัดหน้า) เอ่อ...เฮียคะ บอกบ่ายสอง ยื่นเช้าพรุ่งนี้ 9 โมง ค่ะ ไปก็ไป งานนี้ทิ้งสามีและลูกละกันวุ้ย ไอ้ลำพังตัวเราคนเดียวเอกสารทันแหละ แต่ของคุณสามีนี่ดิไม่น่าทันนะ (จริง ๆ คงทันแหละ แต่กลัวไม่มีใครเลี้ยงลูก เลยอ้างไปงั้น...ฮา) สรุป ผัวงอนค่ะ อยากไปด้วย แต่อิเมียไม่ให้ไป ฮีไม่พูด ไม่หือ ไม่อือกะเมีย 1 อาทิตย์เลยค่ะ เพราะฮีอยากไปฮอกไกโดมว๊าก ถึง มว๊ากที่สุด เพราะของกินอร่อยๆ เยอะ และที่สำคัญ ไปเจออากาศหนาว ๆ ฮีชอบ พอไม่ให้ฮีไป ฮีเลยงอนซะเลย สมน้ำหน้า!!!

เอ่อ เวิ่นเว้อเรื่องของตัวเองมากไปละ มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า รอบนี้ ขอวีซ่า Multiple ซะเลย ไหน ๆ ก็หลงใหลในประเทศนี้ ไปมันทุกปีอยู่แล้วนิ ค่าวีซ่าประมาณ 2800 บาทค่ะ มีอายุ 3 ปี ทั้งนี้ต้องเคยไปญี่ปุ่นมาแล้วนะจ๊ะ แล้วเราก็ทำจดหมายแนบเพิ่มไปประมาณว่าสาเหตุที่ของ Multiple เพราะอะไร บลา ๆ ก็ลอก ๆ เฮียมานั่นแหละ คิดเองไม่ได้หรอก ฮ่าๆๆ สรุปวีซ่าเสร็จทันได้พุธบ่าย พฤหัสเที่ยงก็ไปแลกเงิน ออกตั๋ว เตรียมตัวออกเดินทางได้เลย
ทริปนี้ ตกลงกันก่อนว่าเที่ยวแต่ในเมืองนะ เอาให้พอรู้แนวก่อน ไอ้ที่จะไปนั่งเรือตัดน้ำแข็งขั้วโลก หรือไปสวนสัตว์นั้น ตัดออกไปได้เลย เพราะแค่ในเมือง ตารางก็เต็มเอี้ยดแล้ว สรุปว่าไปกัน 3 คน คือเฮียบอย หนูปั้ม และเดี้ยนเอง (ชั้นไปเป็นก้างขวางคอเค้านะเนี่ย อิอิ) ทริปนี้ เฮียบอยจอง รร. ไว้ ได้ที่ Chisun Inn Hotel อยู่ไม่ไกลจากสถานี Sapporo มานัก เดินประมาณ 10-15 นาทีได้ ก็ตกหัวละ 1100 บาทต่อคืน ก็คือ 3 คืนคิดในราคาทั้งหมด 10,350 เยน (จองไว้ 2 ห้อง คือห้องคู่ 1 ห้อง และห้องเดี่ยว 1 ห้อง มีห้องน้ำในตัว) เสียดายที่จองอีกที่ ไม่ทัน เป็น รร. 5 ดาว ซึ่งกลุ่มพี่เอ๋ที่อยู่บัญชีจองทัน โดยได้ในราคาประมาณ 1500 บาทต่อหัวต่อคืน คุ้มอ่า
เริ่มออกเดินทางกันเลย วันที่ 14 ก.พ. 56 TG671 23.45 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมง ไปถึงประมาณ 8.30 น.ของวันถัดไป

วันที่ 1 15 ก.พ. 56

หลังจากผ่าน ตม. รับกระเป๋าแล้ว ก็นั่ง JR มาลงที่ Domestic ซึ่งที่ Dom. นี่ ก็มีที่เที่ยวที่แวะมากมายในตึกนั้น ที่เราแวะร้านแรกคือ Hello Kitty Japan ค่ะ หมดดากตั้งแต่เริ่มเลยค่ะ ฮ่าๆๆ น่ารักไปซะทุกอย่าง Made in Japan ล้วน ๆ เป็นร้านที่อันตรายสำหรับสาว ๆ อย่างเรามาก หุหุหุ




จากนั้นเดินไปดูที่ Royce Chocolate World กันต่อ ไปดูวิธีการทำช็อคโกแลต (ดูผ่านห้องกระจกนะจ๊ะ)




แล้วก็มาที่พิพิธภัณฑ์ Doraemon กันต่อ นี่แค่แวะดูแป๊บ ๆ นะ ก็ปาเข้าไปใกล้เที่ยงแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า







อะ ไป ๆๆ เข้าเมืองกันเหอะ รร. ที่เราพักนั้น ต้องลงที่สถานี Sapporo ไปซื้อตั๋วรถไฟเข้าเมือง จะซื้อกับเจ้าหน้าที่ หรือไปหยอดเหรียญเอา (รอบนี้หยอดเหรียญซื้อเอง) ดูจอก่อนว่า Sapporo อยู่ที่รางไหน ค่ารถไฟราคาคนละ 1,040 เยน ได้ตั๋วแล้วก็มาขึ้นให้ตรงรางนะจ๊ะ อย่าหลง อิอิ (รางนี้ต้องยกกระเป๋าลงบันได) นั่งไปประมาณ 30 นาทีก็ถึงสถานี Sapporo เสร็จแล้วเดินไปทางใต้ดินนี่แหละ เพื่อจะเอากระเป๋าไปฝากไว้ที่ รร. ก่อน (เช็คอินได้บ่าย 3 นู้น) วันมาลากกระเป๋ามา ออก exit 1 เลยนะจ๊ะ เพราะจะมีลิฟท์ขึ้นไป แล้วก็เดินข้ามถนนมา แล้วก็เดินไปอีกนิดก็ถึง รร. แล้ว รร. นี้อยู่ชั้น 6 ไปเช็คอินและฝากกระเป๋าไว้ก่อน
วันนี้มีโปรแกรมจะไปกินบุฟเฟ่ต์ขาปูยักษ์อันเลื่องชื่อในพันทิป แต่ต้องรอตอนเย็นก่อน อือ ไปไหนดีละหมู่เฮา เออ งั้นไป Sapporo Factory ดีกว่า เป็นพวกขายสินค้าในราคาโรงงานเยอะแยะมากมาย มีหลายตึก ทั้งรองเท้า เสื้อผ้า นู่นนี่นั้น (อยากได้รองเท้า ไอ้ที่ลดราคาและแบบที่ชอบ ไซส์หมด บุญมีแต่กรรมบัง ส่วนหนูปั๊ม ไปแบบไม่อยากได้ กลับได้ ไม่มีกรรมและมีบุญ 555)
เดิน ๆ ชม ๆ ช้อป ๆ จนใกล้จะ 6 โมงเย็นละ ไม่ไหวละนะเธอ ชั้นเดินกลับ รร. ไม่ไหว นั่งแท็กซี่ไปละกัน ไม่น่าแพงหรอก หาร 3 ด้วยนิ เอาเห๊อะ แก่แล้ว 555 ก็เลยนั่งแท็กซี่กลับ 650 เยนเอง เออ ตกคนละ 2 ร้อยกว่าเยน ก็โอเคนะ ให้กุเดินกลับ ไม่ไหวจริง ๆ นะ จุดนี้ (ทุกคนบ่นเป็นเสียงเดียวกัน) อะ เอาของเข้าห้องเรียบร้อยแล้ว เตรียมตัวไปกินบุฟเฟ่ต์ขาปูยักษ์กันดีก่า และเช่นเคย นั่งแท็กซี่ไปนะ ค่ำแล้ว หนาวยะเยือก บอกแท็กซี่ว่าไปย่านซูซุกิโนะ ที่ตึก Cyber City ไปถึงแล้วให้ลงลิฟท์ไปชั้น B2 ลงมาก็เจอร้าน ชื่อร้าน Nanda เปิดเวลา 17.00 – 22.30 น. ให้เวลา 90 นาที รับถึงแค่ 3 ทุ่ม ราคาต่อหัวคือ 3,480 เยน ซีฟู้ดมากมาย จะอ้วก 55 ดีนะ เฮียบอยเป็นคนแกะปูให้กิน (เพราะสองสาวแกะไม่เป็นนั่นเอง) อารมณ์ก็เหมือนไปกินบุฟเฟ่ต์ตาม รร. นั่นแหละ มีให้เลือกมากมาย กินไม่ครบทุกเมนูหรอก เชื่อเหอะ










กินเสร็จแล้ว ยังไม่ภารกิจลับแฝงอีกหนึ่งอย่าง นั่นคือ หาร้าน sex shop อุ๊บส์ ไม่ได้ใช่เองนะก๊ะ มีคนฝากซื้อค่ะ เฮียบอกมีๆๆๆ ที่ซูซุกิโนะนี่แหละ เฮียมั่นใจ แต่เฮียไม่เคยมา อ้าววว ก็เดินๆๆ หาร้านที่ว่ากันนี่แหละ หนาวก็หนาว แต่ข้างในเหงื่อแตกนะคะ เพราะใส่ลองจอห์นด้านใน ตามด้วยชุดธรรมดา เสร็จแล้วใส่โค้ทขนเป็ดที่ยืมเจ๊โอ้มา อุ่นเว่อร์ เหงื่อแตกเลย (อากาศ -9 ประมาณนั้น แต่ตรูเหงื่อแตกซะงั้น 555) เดิน เดิน เดิน อ้า.... เจอ Tourist Information ประมาณนี้นะ เฮียบอกเมิงเข้าไปถามเลย // ห๊า...จะดีเหรอ ให้หนูเข้าไปคนเดียวเนี่ยนะ // อ้าว ก็แกจะซื้อแกก็ถามเค้าสิ ร้านอยู่ตรงไหน // เฮ้ย ช่วยกันก่อนสิ เค้าจะคิดว่าชั้นเป็นคนยังไง // เออๆ แกเข้าไป เดี๋ยวชั้นตามเข้าไป
อะ.. รวบรวมความกล้า เดินเข้าไปถาม มีผู้ชายอยู่ในนั้น 2 คน
เรา... Execute me, I’m looking for sex shop
เค้า...อ๊ะโหน่ว....แล้วทำหน้างง ๆ ใส่ตรู (คิดในใจ กรูพูดสำเนียงอังกฤษไม่เอ็กเซ้นท์ หรือมานฟังตรูไม่รู้เรื่องวะ)
เรา... I mean sex shop, you know? แล้วเอานิ้วชี้ไขว์กัน เป็นตัว X
เค้า...อ๊ะโหน่ว....แล้วทำหน้างง ๆ ใส่ตรู (เอ่อ...สรุปเมิงฟังกรูไม่รู้เรื่องใช่มะ)
หันไปหาอิเฮีย จะให้ช่วย โน่น..ยืนสวีทกันอยู่ข้างนอก ให้ตรูแบกหน้าบาง ๆ ต่อไป
เรา... เอ่อ you know? You are a man I am a women เอ่อ.. doing something โอ้ยยย ไปต่อไปถูกแล้วเว้ย กวักมือเรียก อิเฮียแกมานี่เลย มาช่วยก่อนเลย อิเฮียเดินเข้ามา
เฮีย...sex shop?
เค้า...สติวหน้างง
เฮีย…sex toy?
เค้า...toy? เหมือนจะเข้าใจ แต่ไม่รู้ความหมาย!!!
เฮีย...DVD?
เค้า...อ๊ะโหน่ว DVD OK OK OK
ห่านนนน ข้ามา 3 คำ เก็ทเลย ให้ตรูเหนื่อยทำไม้ทำมืออยู่ตั้งนาน ฮ่าๆๆๆ
คืองี้ เฮียบอกว่า ร้าน DVD ที่นี้คือร้านขายหนังโป๊ และบางร้านจะขายพวก sex toy ด้วย เอ่อ น่าจะเข้ามากะหนูตั้งนานแล้วนะ ใครจะรู้ฟะว่า DVD มันก็ขายอุปกรณ์อย่างนั้นด้วย แหม๊.....
เดินเจอร้านละ เอ่อ แต่หน้าร้านขายหุ่นยนต์กันดั๊มอะค่ะ ต้องเดินเข้ามาด้านในก็จะเจอดีวีดี และ sex toy นิดหน่อย เออ นาทีนี้ เจอร้านแล้ว แบบไหนก็เอามาเหอะ คงไม่เดินหาร้านอื่นอีกแล้วหละ ชอบไม่ชอบ ไม่รู้หละ หามาให้ได้แบบนี้อะค่ะ อะ ได้ของละ นั่งแท็กซี่กลับกันที่พักกันเหอะ เหนื่อยละ ค่าแท็กซี่ขากลับ 810 เยน


วันที่ 2 16 ก.พ. 56

วันนี้อยู่แถว ๆ นี้แหละ ไม่ต้องไปไหนไกล แต่ตอนเย็นวางโปรแกรมจะไปกินเนื้อเจงกิสข่านที่พิพิธภัณฑ์เบียร์ แล้วก็จะไป Toy R Us ที่ตึกใกล้ ๆ (Ario) เพื่อซื้อของเล่นให้ลูก และภารกิจตามล่าหาเฟอร์บี้ (มีคนฝากซื้อ) วันนี้เดิน ๆ ทั้งวันนะจ๊ะ


เช็คสภาพอากาศกันหน่อย หนาวบรึ๋ยยส์




หน้าโรงแรม chisun inn ค่ะ




เริ่มจากไป Odori Park ก่อน เสียดายที่ก่อนหน้าที่จะมา 1 สัปดาห์จะมีเทศกาลหิมะ น้ำแข็ง แต่ก็อย่างว่าอะนะ ไฟล้ท์เต็ม มาไม่ได้อยู่ดี




จากนั้นก็เดินไปเรื่อย ๆ ถึงหอคอย Sapporo TV Tower อยู่แถว ๆ Odori Park เสียค่าเข้าคนละ 700 เยน เค้าจะมีคูปองมาให้คนละ 50 เยน เพื่อเอาไว้เป็นส่วนลดไว้ซื้อของที่ระลึกข้างบน 1 ชิ้น สามารถชมวิวได้รอบ 360 องศาเลย





วิวจากหอคอยค่ะ หิมะคลุมทั้งเมือง




ต่อด้วย Clock Tower




และ Hokkaido Government






จากนั้นก็ไปที่ Sapporo Station กันต่อ ว่าจะไปหาอะไร ดันไปเจอร้าน Uniqlo เลยเสียเวลาอยู่ตรงนี้พักนึง เสร็จแล้วต้องนั่งแท็กซี่ไปที่พิพิธภัณฑ์เบียร์ ก็เลยเอาของสัมภาระทั้งหลายแหละ ฝากไว้ที่ล็อกเกอร์ แล้วค่อยกลับมาเอา (ค่าฝากประมาณ 300 เยน)
ตอนนี้แหละที่หลงทาง เพราะบอกลุงแท็กซี่ว่าไป Beer Museum ลุงก็ทำหน้าเหมือนจะเก็ทนะ แต่ๆๆ หลงค่ะ หลงทางอ้อมไปเรื่อยเปื่อย map ที่มีก็เป็นภาษาอังกฤษ ลุงแกก็มึน พวกเราก็มึน ฮ่าๆๆ สุดท้าย ต้องบอกว่า Beer Garden ลุงแกถึงจะเก็ท หุหุหุ จำฝังใจเอาไว้นะจ๊ะ บอกอย่างนี้รับรองไม่มีหลง กว่าพวกเราจะไปถึงก็เย็นมากแล้ว ซึ่ง Museum หนะ ปิดเวลา 17.30 น. เอ่อ พอดีก่อนไปก็ไม่ได้ศึกษาไว้ว่าเปิดปิดกี่โมง ก็เลยเอาเป็นว่าไปกินเนื้อเจงกิสข่านเลยละกัน ซึ่งจะกินร้านไหน ต้องบอกเจ้าหน้าที่ที่อินฟอร์เมชั่นเลย แล้วเดี๋ยวเค้าจะให้บัตรคิวใบเล็ก ๆ มา เพราะเค้าจะล็อกโต๊ะไว้ให้ แล้วเดินไปกินอีกตึกนึง (ในตึก มี 2 ชั้น มีร้านอาหารอยู่ 2-3 ร้าน ซึ่งต้องไปตามคิว) เนื้อเจงกิสข่าน ไอ้เราก็เข้าใจมาตลอดว่าเป็นเนื้อวัวชนิดหนึ่ง อ้าวปรากฏว่าไม่ใช่ จริง ๆ มันคือเนื้อแกะ ร้านนี้ไม่บุฟเฟ่ต์นะ ก็กินตามสั่ง สั่งกันไป มื้อนี้หมดไป 10,680 เยน (ในตึกนี้มีอีกร้านเป็นแนวซีฟู้ด ซึ่งเป็นบุฟเฟ่ต์ด้วย) กินเสร็จเดินไปห้าง Ario ห้างนี้ปลาบปลี้มมาก มีทั้ง Toy R Us, Akachan Honpo, Uniqlo ก็มี เอ่อ แต่เดี้ยนไปแค่ 2 ร้านแรกก็หมดเวลาไปอย่างอื่นแล้ว ทริปนี้ได้แต่ของลูกล้วน ๆ หุหุหุ







วันที่ 3 17 ก.พ. 56

สภาพอากาศวันนี้



วันนี้มีสองโปรแกรม แน่นเอี๊ยด คือเช้าไปโรงงานช็อกโกแลต บ่ายไปโอตารุ เอ้อ ดูสิ แค่ในเมืองนี่ก็เที่ยวกันแทบจะไม่พอละ มีทริคอยู่นิดนึง คือเริ่มจากก่อนไปให้ไปซื้อตั๋ว JR แบบ One Day Pass ที่ JR Station ก่อน ก็บอกเค้าว่า One Day Pass to Otaru เค้าจะแถม Subway ให้ฟรีด้วย นี่แหละประเด็น อิอิอิ ราคา JR ตกหัวละ 1,500 เยน
เอาละ มี Subway ละ เริ่มลุยไปที่โรงงานช็อกโกแลตก่อนเลย ณ ตอนนี้เรายังอยู่ที่ Sapporo Station นะ
Sapporo Station สายสีเขียว  subway 1 stop to Otari สายสีส้ม  Miyanosawa (สุดทางของสายสีส้ม)  Exit 5
ออกมาแล้วให้เลี้ยวซ้าย เดินไปตามทาง เจอแยกแรกของบล็อกเลี้ยวซ้ายอีกที ตรงไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็จะเอง ป้ายใหญ่มาก ใช้เวลาเดินประมาณ 10 นาที ถึงแล้ว Ishiya Chocolate Factory เสียค่าเข้าคนละ 600 เยน เค้าจะมีคาเฟ่ให้นั่งกินพวกของหวาน เครื่องดื่ม ขนมเค้ก พวกเราเลยสั่งไอติมมากิน เล่นซะไซส์ใหญ่เลย ส่วนเครื่องดื่มก็ไว้ท์ช็อคร้อน ด้วยความที่มันใหญ่ อิชั้นกินไม่หมดค่ะ คือจริง ๆ ไอ้ขาว ๆ ที่เห็นในรูปนึกว่าเป็นวิปครีม แต่จริง ๆ มันเป็นมูสเหมือนในซิสเล่อร์อะ เลยเลี่ยน ๆ กินไม่หมด มื้อนี้หมดไป 4,620 เยน








จากนั้นเดินกลับมาที่ Subway เพื่อนั่งไปลง Otari แล้วต่อไปอีกป้ายลง Sapporo
เช็คตารางรถไฟด้วยนะ (สามารถขอเค้าตอนที่ไปซื้อ JR) ว่า JR to Otaru กี่โมง วิธีดูคือให้เลือกแบบ Rapid JR เพราะจะไวที่สุด สัญลักษณ์ในตารางโบรชัวร์จะเป็นแบบสี่เหลี่ยมทึบ อะ ดูแล้วได้ตารางที่ 4 นั่งไปประมาณครึ่งชั่วโมงสุดสายเลย อะ..ก่อนขึ้นรถไฟ ไปห้างเอสต้าหน่อย แหมๆ ใช้เวลาได้คุ้มค่าเกิน ตามหาเฟอร์บี้ที่ Big Camera ปรากฏว่าหมด ที่ไหน ๆ ก็หมด คนไทยกว้านไปกันหมด ฮิตกันละเกิ๊น (ดีนะ ที่ตรูไม่เล่น) สรุป กลายเป็นว่าเราได้ของเล่นลูกหวะค่ะ ฮ่าๆๆ คีย์บอร์ดอันปังแมน น่านหละ ตรูหิ้วไปโอตารุด้วย งานนี้เพื่อลูกล้วน ๆ เสร็จแล้วไปขึ้น JR ไปโอตารุกันเล้ย
ไปถึงก็หยิบโปรชัวร์ติดไม้ติดมือหน่อย แล้วเดินตรงๆ เรื่อย ๆ เดี๋ยวก็เจอคลองเอง เจอคลองแล้วจะเดินทะลุคลองไปเลย หรือจะเดินอ้อมคลองไป แล้วแต่อัธยาศัย พวกเราเดินอ้อมคลองไป เพื่อวนมาเจอคลองอีกมุมฝั่ง ก่อนถึงคลองตรงสี่แยกนั้น ด้านซ้ายมือจะมีร้านอาหารที่เราจะแวะกินเป็นมื้อเย็น (เปิดเป็นเวลาคือมื้อกลางวัน และมื้อเย็น) เราก็ข้ามถนนไปถ่ายรูปคลองก่อน พอใกล้เวลาแล้วเราก็ไปกินกัน (เรื่องกินเรื่องใหญ่ ฮ่าๆๆ)


คลองฝั่งแรกที่เจอ




เดินอ้อมมาอีกเส้นถนน มุมนี้คนถ่ายเยอะมาก




ร้านที่เรากินชื่อร้านอะไรไม่รู้ อ่านไม่ออก ดูรูปเอาละกัน อิอิ ร้านนี้จะมีบุฟเฟ่ต์ให้เลือก 2 แบบ คือรวมซีฟู้ด (หัวละ 3,675 เยน) หรือไม่รวมซีฟู้ด (หัวละ 1,890 เยน) เราเลือกแบบไม่รวมซีฟู้ด ส่วนค่าน้ำหัวละ 310 เยนต่างหาก หรือจะกินเบียร์แบบรีฟิลคิด 1,000 เยนต่อหัว กำหนดเวลากินประมาณ 90 นาที อยากบอกว่าห้องน้ำที่นี้ไม่สะอาดเลย มาญี่ปุ่นหลายรอบแล้วไม่เคยเจอห้องน้ำไม่สะอาดเลย มารอบนี้หละที่เจอ ก็เอาเห๊อะ พอได้อยู่ ขำ ๆ ไป

กินเสร็จเริ่มค่ำ เดี๋ยวจะกลับ JR เที่ยวสุดท้ายไม่ทัน (อย่าลืมเช็คเวลาด้วยนะ เดี๋ยวตก JR นอกจากจะกลับไม่ได้ ต้องเสียเงินซื้อ JR ใหม่อีก) ช่วงค่ำ ที่คลองโอตารุ เค้าจะมีจุดเทียนที่คลอง ดูสวยงามไปอีกแบบ




เสร็จแล้วนั่งแท็กซี่ไปลงที่ JR (ประมาณ 500 เยน) ได้รางที่ 5 แล้วกลับไปที่ Sapporo อ๊ะ มีเวลาช้อปอีกครึ่งชั่วโมง วิ่งไปห้างเอสต้าหน่อย แวะร้านร้อยเยนนิด พอเป็นกระสัย เพราะแต่ละวันเวลาช้อปน้อยมาก (มากไปมั้ย?) คือตะลอน ๆ ทั้งวัน กว่าจะได้ซื้อของกันก็มืดค่ำแล้ว ก่อนกลับแวะซื้อสตอร์เบอร์รี่ลดราคา กับเค้กที่ไม่ลดราคา แต่รสชาดอร่อยมากกกก (เค้กนะ) พอดียุ่งกับการจัดกระเป๋า เลยต้องหอบเค้กกับมากกินที่บ้าน โปเต้กินใหญ่เลย อ้ำหาย อ้ำหาย
ส่วนสตอร์เบอร์รี่ก็หวานดี แต่ไม่หวานจัดอะไรมากมาย กินไปคนละกล่อง จุกเลย






วันที่ 4 18 ก.พ. 56

วันนี้กลับละ ต้องมาเช็คอินประมาณ 8 โมงเช้า TG671 10.45 น. ต้องออกจาก รร. ตอน 6 โมง เพื่อเดินไปที่ Sapporo Station แล้วไปซื้อ JR นั่งไปที่ New Chitose Airport สุดสายนั่นแหละ โชคดีเฮียบอกเช็คในเวปเมื่อคืนว่ามีเวลาอะไรบ้าง ที่จดไว้ก็จะเป็นประมาณนี้ (ไม่รู้ถ้าไปอีกรอบจะเปลี่ยนเวลาหรือรางหรือเปล่านะ) ค่า JR คนละ 1,040 เยน
6.33 ราง 6 // 6.48 ราง 5 // 7.35 ราง 6
ไปถึงที่ Dom. ก่อน หาไรกินมื้อเช้าหน่อย เดินขึ้นไปอีกชั้น อุ้ย มีร้านเปิดด้วย เลยสั่งอาหารมากินกัน เสร็จแล้วซื้อขนมของฝากที่ Dom. นี่แหละ ร้านเยอะ ของเยอะดี แต่ราคานี้เป็นราคาบวก Tax 5% ด้วยนะ เอ้า ช้อปๆๆ ซื้อ ๆๆ หนักอิ๊บอ๋าย

หมายเหตุ : ตามล่าหาคิทแคท ไม่มีเลยสักรส เออวุ้ย แปลก ทำไมไม่มีเลย ทั้งในและนอกสนามบิน (แต่เราไม่ได้เดินซุปเปอร์มาร์เก็ตนะ เลยไม่รู้ว่าเค้ามีในนั้นขายหรือเปล่า) ถามเจ้าหน้าที่เค้าก็บอกไม่รู้ ให้ไปถาม information เอา ห่านนน ขายขนมแบบนี้ จะไม่รู้เลยรึ ว่า Kit Kat อันเลื่องชื่อหลากหลายรส ทำไมถึงไม่มีขายเลย

ช้อปเสร็จนั่งรถไฟไป Inter. เช็คอินกัน แล้วก็เข้าไปช้อปใน duty free อีกสักนิด เอ่อ ในนั้นก็มีร้านขนมขาย แต่มีอยู่หย่อมนึง ของน้อยจริง ๆ แต่ราคาปลอดภาษีงัย แล้วก็มีขนมครบทุกสิ่งที่เราจะซื้อ สรุปว่า กรูซื้อแพงขึ้น 5% ว่างั้น

สรุปค่าใช้จ่ายคร่าว ๆ
1. ค่าดำรงชีพ (กิน ที่พัก เดินทาง) ตกคนละประมาณ 11,000 บาท
2. ค่าวีซ่าแบบ Multiple (3 ปี) 2,800 บาท
3. ค่าตั๋ว แล้วแต่สายการบิน
4. ค่า shopping .....*&%$#%^&* เออ ช่างมันเหอะ ฮือๆๆๆ

จะบอกว่างัยดีอะ
- โอเวอร์โค้ทขนเป็ดเจ๊โอ้ เวิร์คจริง ๆ อุ่นสุด ๆ จนข้างในเหงื่อออกเลย
- คิทแคทสารพัดรส ขายอยู่ไหน หาไม่เจอ
- เฟอร์บี้ที่เกาะนี้ ขายดีเพราะคนไทย
- ไม่ได้กินไอติมเมล่อนเลย
- ของพวกเครื่องสำอางค์ ครีมบำรุงไรพวกนี้ราคาสูงกว่าเมืองอื่น ๆ หน่อยนึงนะ ตามความคิดเรา (โตเกียวถูกสุดแล้ว)
- หาร้าน sex shop ไม่เจอ ถามหาร้าน DVD ได้เลย 555
- ไปห้าง Esta ที่เดียวก็พอ มีร้านครบทุกสิ่งอย่างที่ (ตัวเรา) อยากไปดูของ แค่ Big camera 5 ชั้นก็คุ้มค่อดละ ของเล่นมากมาย ถูกว่าที่ Toy R us ด้วย
- ขอบคุณรูปจากเฮียบอยและน้องปั๊มนะ เดี้ยนไม่มีเวลาแต่งรูปเริปอะไรเลยค่ะ อาศัยจิ๊กๆๆๆ เอาเลยค่ะ (ขออนุญาตแล้ว)


จบละนะ กุเหนื่อย!!!
5555




 

Create Date : 14 มีนาคม 2556    
Last Update : 14 มีนาคม 2556 16:14:21 น.
Counter : 6841 Pageviews.  

1  2  3  

oaty_bear
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




ขอบคุณที่แวะมาชมนะคะ

บล็อกของคุณแม่ลูกขายสองคน
ผู้พิศมัยหมีหลากชนิด เป็นคุณแม่จอมโก๊ะ
เอ๋อ ๆ เล็กน้อยถึงปานกลาง
แต่รักลูกหมดหัวใจคร่า





CafeMom TickersCafeMom Tickers

CafeMom TickersCafeMom Tickers













: Users Online

Online:

Visite Totali:

Poochie's Graphic Counter

Friends' blogs
[Add oaty_bear's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.