สัพเพ ธัมมา ลานัง อภินิเว สายะ : ใดใดในโลก อันบุคคลไม่ควรยึดติดถือมั่น
 
 

เชื่อไหม ? ในชาตินี้...บางคนและผมโชคดีที่สุดอย่างน้อย 3 ครั้ง

โชคดีที่สุดอันดับแรก คือ ได้เกิดมาเป็นคนและครบ 32 ประการ
(มาสว่างแล้ว แต่จะไปสว่างหรือมืด ก็เป็นไปตามที่เลือกและกระทำบาป-บุญไว้ ในชาตินี้)

โชคดีที่สุดอันดับสอง คือ ได้เกิดมาพบพุทธศาสนา
(หลังจากมาสว่าง ก็ยังได้พบหนทางไปสู่ความสว่าง ในภพหน้าอีก)

โชคดีอันดับสาม คือ ได้เกิดบนพื้นแผ่นดินไทย และได้เป็นข้าพระบาทพระมหากษัตริย์
ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งชาติ
(หลังจากมาสว่างแล้ว ก็ยังได้พบสิ่งที่จะได้กตัญญู จงรักภักดี
เพื่อสั่งสมความดีให้ไปสู่ทางสว่างในภพหน้าอีก)

มีเรื่องเล่าอุปมาอุปไมยเกี่ยวกับการมาเกิดเป็นคน (อีกครั้งในชาติหน้า)ว่ายากลำบากแสนสาหัสมากแค่ไหน
ลองอ่านดูแล้วจะรู้ว่ายากจริงๆ

ในทะเลอันกว้างใหญ่ มีเต่าตาบอดอาศัยอยู่ และในทะเลจะมีห่วงขนาดโตกว่าหัวของเต่าเล็กน้อยลอยอยู่
ว่ากันว่า ทุกๆร้อยปี เต่าจึงจะโผล่ขึ้นมาหายใจเหนือทะเล หนึ่งครั้ง
ถ้าหัวของเต่ารอดห่วงได้พอดี ก็จะมีคนมาเกิด 1 คน

และมีสิ่งสำคัญมากที่สุดอีกอย่างหนึ่งที่ทุกคนควรรู้ คือ
มีแต่ "คน" เท่านั้น ที่สามารถเรียนรู้ ฝึกฝน และพากพียรให้หลุดพ้นได้
ไม่ต้องมาเกิดอีกตลอดไป
แม้แต่"เทวดา"ทุกองค์ ทุกชั้น ถ้าต้องการหลุดพ้น ก็ต้องจุติ (ตาย) มาเกิดเป็นคนก่อนเสมอ
"สัตว์ต่างๆ" ก็เช่นกัน ถ้าต้องการหลุดพ้น ก็ต้องมาเกิดเป็นคนก่อนเสมอ เช่นกัน

ดังนั้น การเกิดเป็นคนจึงเป็นความโชคดีที่สุดอย่างแรกในชาตินี้
ยืนยันจากสมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบัน ที่ทรงแนะนำด้วยพระเมตตาว่า
ก่อนที่จะหลับนอนทุกคืน ควรตั้งจิตให้มั่นว่า
"ถ้าการนอนครั้งนี้และจะถึงคราวตายไป ขอให้เกิดเป็นคนทันที..." (ยังมีประโยคต่อจากนี้จะบอกให้ในลำดับต่อไป)

นี่คือ...
การมาสว่าง
การเกิดมาเป็นคนในชาตินี้ ไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไร
ก็นับว่าเป็นความโชคดีที่สุด เป็นบุญอย่างหนึ่ง

ถ้ามี...
สัมมาทิฏฐิ มีสติปัญญา ฯลฯ ก็จะช่วยให้ "คิดดี พูดดี ทำดี "ทั้งต่อตนเอง
และผู้อื่น (ส่วนรวม)
เป็นการสั่งสมบุญให้มีมากขึ้นเรื่อยๆ ตามวันเวลาที่ผ่านพ้นไปตลอดเวลา

ใครที่ไม่ปล่อยเวลาให้สูญเปล่าในเรื่องราวที่ไม่เกิดประโยชน์อะไรต่อชีวิตทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ก็ย่อมมีเวลาที่จะศึกษา หาความรู้ในธรรมะ ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบสัจธรรม (ความจริง)
และทรงมีพระมหากรุณาธิคุณนำมาเผยแผ่ให้สัตว์โลกทั้งหลาย
ได้รับทราบและปฏิบัติตามกำลังศรัทธา

เป็นที่แน่นอน...
ถ้าใครสั่งสมความดีไว้มากพอตลอดเวลา ย่อมมั่นใจ ย่อมเชื่อในบุญที่มี
จึงย่อมทำให้ไม่เกรงกลัวความตาย (จากไปในชาตินี้) ที่จะมาถึง
ในวันข้างหน้า
และพร้อมที่จะตายเพราะรู้ว่าชาติหน้า ภพหน้า มีสิ่งดีงามมากมายรออยู่
ตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า "ถึงคราวจะสิ้นชีพ บุญก็ช่วยให้เป็นสุข"

แต่น่าแปลก...
ในปัจจุบันยังมีผู้คนที่เป็น"พุทธศาสนิกชน"อีกมากมายที่แม้แต่ศีลห้า
ก็ยังทำได้ไม่ครบ เช่น

บางคน...ยังชื่นชอบ หรือไม่รู้ว่าการลักทรัพย์ของผู้อื่น เป็นการทำบาป
บางคน...ยังใช้โปรแกรม/เกม/เพลง/วีดีโอ/ภาพยนต์/เสื้อผ้า ฯลฯ
ที่ไม่มีลิขสิทธิ์
ทั้งทำด้วยตนเองและซื้อให้ลูกหลานอยู่เสมอ
ฯลฯ

เมื่ออดีต...
ผมก็เหมือนคนอื่นๆ เคยใช้โปรแกรม/เกม/เพลง/ภาพยนต์ ฯลฯ
ไม่มีลิขสิทธิ์อยู่บ่อยๆ

ปัจจุบัน...
เมื่อเริ่มคิดได้ว่าไม่ควรทำ ก็พยายามหักห้ามใจ หักห้ามกิเลส
เตือนตนเองบ่อยๆ ฯลฯ
ช่วยทำให้เริ่มทำบาปน้อยลงเรื่อยๆ
และตั้งใจจะไม่ทำบาปในเรื่องนี้ ให้ได้ในอนาคต เช่น

ซื้อ MP3 แทนการซื้อแผ่นผีรวมเพลง

ใช้โปรแกรม Opensource Shareware ฯลฯ แทนโปรแกรมลิขสิทธิ์
ทั้งจากการบังคับของหน่วยงานและจากตนเอง

ซื้อดีวีดีภาพยนต์ที่ถูกกฎหมายหมายขึ้นเรื่อย ๆ ยกเว้นดีวีดีหนังแนว AV
ที่ยังต้องซื้อจากแผ่นก๊อป

ในอนาคต...ถ้าจะเล่นเกมคอมฯ หรือจากเครื่องเล่น (Console)
จะซื้อแผ่นเกมที่มีลิขสิทธิ์

เชื่อไหม !?!
หลังจากที่ได้หักห้ามใจ ฝืนใจ ฝืนกิเลสบางอย่างได้บ้างแล้ว
และ"ลด"การทำ"บาป" ลงเรื่อยๆ
รู้สึกมีความสุขมากขึ้น ภาคภูมิใจตนเองมากขึ้น ฯลฯ
เกิดความมั่นใจว่าสิ่งที่ทำอยู่นี้
เป็นหนทางที่ก้าวเดินไปสู่ความสว่างของชีวิตในวันข้างหน้า ในภพหน้า

ยังมีต่อ




 

Create Date : 30 กันยายน 2552   
Last Update : 30 กันยายน 2552 19:23:57 น.   
Counter : 146 Pageviews.  


ชีวิตนี้สำคัญนัก...จงเลือกให้ดีเถิด

เป็นข้อความที่สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก สมเด็จฯ องค์ปัจจุบันทรงนิพนธ์ไว้ในหนังสือชื่อ "ชีวิตนี้สำคัญนัก"

ที่ทรงนิพนธ์เพื่อให้ข้อคิดที่ พุทธศาสนิกชน ควรพิจารณาและนำไปปฏิบัติประพฤติคุณธรรมเพื่อเพิ่มพูนสั่งสมบุญญาบารมีให้ยิ่งขึ้นไป เพื่อชีวิตที่เป็นสุขทั้งแก่ตนเอง แก่เพื่อนมนุษย์ทั้งในชีวิตนี้และชีวิตข้างหน้าต่อไป

ทุกชีวิตไม่ว่าคนหรือสัตว์มิได้มีเพียงเฉพาะชีวิตนี้ คือ มิได้มีเพียงชีวิตนี้ชาติเดียว แต่ทุกชีวิตมีทั้งชีวิตในอดีตชาติ ชีวิตในชาติปัจจุบัน และชีวิตในชาติอนาคต

ชีวิตนี้น้อยนัก
นั้นหมายถึง ชีวิตในชาติปัจจุบันน้อยนัก....สั้นนัก

ชีวิต คือ อายุ ชีวิตในปัจจุบันชาติของแต่ละคนอย่างยืนนานที่สุดก็เกินร้อยปีไม่เท่าไหร่ ซึ่งก็ดูราวเป็นอายุที่ไม่ยืนมากนัก แม้ไม่นำไปเปรียบเทียบกับชีวิตที่ต้องผ่านมาแล้วในอดีตที่นับชาติไม่ถ้วนนับปีไม่ได้ และชีวิตที่ต้องเวียนวนเกิดตายต่อไปอีกในอนาคตที่จะนับภพชาติไม่ถ้วน นับปีไม่ได้อีกเช่นกัน

ที่ปราชญ์ท่านว่า “ชีวิตนี้น้อยนัก” นั้น ท่านมุ่งให้เปรียบเทียบชีวิตนี้กับชีวิตในอดีตที่นับชาติไม่ถ้วน และชีวิตในอนาคตที่จะนับชาติไม่ถ้วนอีกเช่นกัน

สำหรับผู้ไม่ยิ่งด้วยปัญญา ไม่สามารถพาตนให้พ้นทุกข์สิ้นเชิงได้

----------------------------------------------------------------------------

ชีวิตกับกรรมที่กระทำ และกรรมที่กระทำย่อมให้ผลตรงตามเหตุเสมอ

เมื่อมีเหตุย่อมมีผล
เมื่อทำเหตุย่อมได้รับผลและผลย่อมตรงตามเหตุผลเสมอ
ผู้ใดทำผู้นั้นจักเป็นผู้ได้รับผลเที่ยงแท้แน่นอน

แม้ปุถุชนจะไม่สามารถหยั่งรู้ให้เห็นแจ้งได้ว่า ทำเหตุดีหรือกรรมดีใดไว้ แต่พึงรู้ พึงมั่นใจว่า
เหตุแห่ง"ความสุข"ที่กำลังได้เสวยอยู่เป็นเหตุดีแน่ เห็น"กรรมดี"แน่
ผลดีเกิดแต่เหตุดีเท่านั้น
ผลดี...ไม่มีเกิดแต่เหตุไม่ดีได้เลย

เมื่อใดกำลังมี"ความทุกข์"ความเดือดร้อน
ไม่ว่าผู้กำลังมีความทุกข์ความเดือดร้อนนั้น จะเป็นเราหรือเป็นเขา
เมื่อนั้นพึงรู้ความจริงว่า "เหตุไม่ดี"ที่ได้ทำไว้แน่กำลังให้ผล
ผู้ทำเหตุไม่ดีกำลังเสวยผลแห่งเหตุนั้นอยู่

----------------------------------------------------------------------------

ผลของกรรมนั้นแน่นอนไม่มีข้อยกเว้น

เมื่อใดมีความคิดว่าเรา"ทำดีไม่ได้ดี" หรือเขาทำดีไม่ได้ดี หรือเรา"ทำไม่ดีกลับได้ดี" หรือเขาทำไม่ดีกลับได้ดี ก็พึงรู้ว่ากำลังหลงผิดจากความจริง กำลังเข้าใจผิดจากความจริง "ทำดีต้องได้ดีเสมอ ทำไม่ดีต้องได้ไม่ดีเสมอ" ไม่มียกเว้นด้วยเหตุผลใดทั้งสิ้น

การเขียนหนังสือด้วยปากกาหรือดินสอลงบนกระดาษแผ่นเดียวนั้น เขียนครั้งแรกก็ย่อมอ่านออกง่าย เข้าใจง่าย แต่ยิ่งเขียนทับเขียนซ้ำลงไปตัวหนังสือย่อมจะทับกันยิ่งขึ้นทุกที การอ่านจะยิ่งอ่านยากขึ้นทุกที จนถึงอ่านไม่ออกเลย ไม่เห็นเลยว่าเป็นตัวหนังสือ จะเห็นแต่รอยหมึกหรือรอยดินสอทับกันไปทับกันมาให้รู้ว่าได้มีการเขียนลงบนกระดาษแผ่นนั้น หาอ่านรู้เรื่องไม่ และหาอาจรู้ได้ไม่ว่า เขียนอะไรก่อนเขียนอะไรหลัง นี้ฉันใด

การทำกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ฉันนั้น ต่างได้ทำกันมานับภพชาติไม่ถ้วน ทับถมกันมายิ่งกว่าตัวหนังสือที่อ่านไม่ออก หารู้ไม่ว่าได้เขียนอะไรก่อน เขียนอะไรหลัง

ทำกรรมใดไว้ก็ไม่รู้ไม่เห็นแยกไม่ออกว่าทำกรรมใดก่อน ทำกรรมใดหลัง ทำดีอะไรไว้ ทำไม่ดีอะไรไว้บ้าง มากน้อยหนักเบากว่ากันอย่างไร มาถึงชาตินี้ไม่รู้ด้วยกันทั้งสิ้น เป็นความซับซ้อนของกรรมที่แยกไม่ออก เช่นเดียวกับความซับซ้อนของตัวหนังสือที่เขียนทับกันไปทับกันมา

ความซับซ้อนของกรรมแตกต่างกับความซับซ้อนของตัวหนังสือตรงที่
ตัวหนังสือนั้น...เมื่อเขียนทับกันมากๆก็ย่อมไม่มีทางรู้ว่าเขียนเรื่องดี หรือเรื่องไม่ดีอย่างไร

แต่กรรมนั้น...แม้ทำซับซ้อนมาเพียงไร ก็มีทางรู้ว่าทำกรรมดีไว้มากน้อยเพียงไร หรือกรรมไม่ดีไว้มากน้อยเพียงไร

โดยมีผลที่ปรากฎขึ้นของกรรมนั้นเองเป็นเครื่องช่วยแสดงให้เห็น

----------------------------------------------------------------------------

ความได้ภพชาติในชีวิตนี้ ชาตินี้
ความแตกต่างของชีวิตที่สำคัญที่สุดที่แสดงให้เห็น
อำนาจที่ใหญ่ยิ่งที่สุดของกรรม คือ
ความได้ภพชาติของพรหมเทพ
ความได้ภพชาติของมนุษย์
กับความได้ภพชาติของสัตว์

เทวดา..อาจมาเป็นมนุษย์ได้ เป็นสัตว์ได้
มนุษย์...อาจเป็นเทวดาได้ เป็นสัตว์ได้
และสัตว์...ก็อาจไปเป็นเทวดาได้ เป็นมนุษย์ได้
ด้วยอำนาจยิ่งใหญ่ของกรรมอันนำให้เกิด

นี่เป็นความจริงแท้ จะเชื่อหรือไม่เชื่อความจริงนี้ก็ย่อมเป็นความจริงเสมอไป
ไม่มีอะไรจะเปลี่ยนแปลงให้ผิดไปจากความจริงได้

จะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็ควรกลัวอย่างหนึ่ง คือ
กลัวการไม่ได้กลับมาเกิดเป็นคน ไม่ได้เกิดเป็นเทวดา

พึงหนีให้พ้นอำนาจอันน่ากลัวของกรรม
อำนาจอันยิ่งใหญ่ของกรรมเท่านั้นที่ตกแต่งชีวิตให้เป็นไปได้อย่างไม่น่าเชื่อถึงเพียงนี้

กรรมจึงน่ากลัวจริงๆ
น่าหนีให้พ้นอำนาจกรรมจริงๆทั้ง"กรรมในอดีต"และ"กรรมในปัจจุบัน"

----------------------------------------------------------------------------

พึงตั้งจิตปรารถนาให้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์
ด้วยผู้ใหญ่ผู้มี"สัมมาทิฐิ" มี"สัมมาปัญญา" แต่ไหนแต่ไรมาท่านเชื่อเรื่องอำนาจความยึดมั่นของจิต ท่านจึงสอนลูกหลานไว้ว่า ก่อนจะหลับให้ภาวนา "พุทโธ" "นึกถึงพระพุทธเจ้า" และให้ตั้งใจปรารถนาว่า เมื่อจากโลกนี้ไปเมื่อใดก็ตาม ขอให้"กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ทันที ให้ได้พบพระพุทธศาสนา"

ท่านสอนกันให้ตั้งใจเช่นนี้ก่อนจะนอนหลับไป และสอนว่าถ้าการหลับไปครั้งนั้นจะไม่ได้กลับตื่นขึ้นมาอีก ก็จะได้ไปดี เป็นไปดังแรงใจปรารถนา

การได้เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนานั้นเป็นมงคลสูงสุดของชีวิต
ผู้มี"สัมมาทิฐิ"จึงตั้งจิตปรารถนาอย่างจริงจัง

----------------------------------------------------------------------------

ชีวิตนี้สำคัญนัก พึงใช้ให้เป็นประโยชน์ให้สมกับความสำคัญ
ชีวิตนี้แม้น้อยนัก แต่ก็เป็นความสำคัญนัก
สำคัญยิ่งกว่าชีวิตในอดีตและชีวิตในอนาคต

ที่ว่า"ชีวิตนี้" ก็คือ "ชีวิตในชาติปัจจุบันนี้"
สำคัญก็เพราะในชีวิตนี้...เราสามารถหนีกรรมไม่ดีที่ทำไว้ในอดีตได้
และสามารถเตรียมสร้างชีวิตในอนาคตให้ดีเลิศเพียงใดก็ได้ หรือตกต่ำเพียงใดก็ได้

ชีวิตในอดีตล่วงเลยแล้วทำอะไรอีกไม่ได้ต่อไปแล้ว
ชีวิตในอนาคตก็ยังไม่ถึงยังทำอะไรไม่ได้
เช่นนี้จึงกล่าวได้ว่า "ชีวิตนี้สำคัญนัก"
พึงใช้ชีวิตนี้ให้เป็นประโยชน์ให้สมกับความสำคัญของชีวิตนี้
กรรมไม่ดีที่ทำไว้ในอดีตมากมาย
อาจจะตามไม่ทันตลอดไปก็ได้ถ้าทำชาตินี้ให้ดีที่สุด

-----------------------------------------------------------------------------

ชีวิตนี้เท่านั้นที่มีโอกาสวิ่งหนีกรรม
เมื่อชีวิตนี้น้อยนัก...ผู้มีปัญญา มีสัมมาทิฐิ ก็คิดไปทางหนึ่ง
ผู้เบาปัญญา...มีมิฉาทิฐิก็คิดไปทางหนึ่ง

พวกผู้"มีปัญญา มีสัมมาทิฐิ"คือความเห็นชอบ ก็จะคิดได้ว่า
ชีวิตนี้สั้นนัก....
อีกไม่เท่าไรก็จะต้องตาย ตายแล้วก็เอาอะไรไปด้วยไม่ได้ เอาไปได้ก็แต่บุญบาป
หรือเอาไปได้ก็แต่ความดี ความชั่วเท่านั้น
พวกผู้มีปัญญาคิดเช่นนี้จึงเร่งทำความดี

ส่วนพวกผู้"เบาปัญญา มีมิฉาทิฐิ" คือความเห็นผิดก็จะคิดว่า
ชีวิตนี้สั้น...
อีกไม่เท่าไรก็จะต้องตาย มีวิธีใดจะให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินเงินทองก็ต้องรีบหา ไม่มัวคำนึงว่าจะผิดหรือถูกผิดก็ช่าง
ให้ได้ก็พอใจ
พวกผู้เบาปัญญาคิดเช่นนี้ จึงทำบาปทำความไม่ดีได้เสมอ

ชีวิตนี้สำหรับบุคคลสองประเภทดังกล่าว
"มีคุณมีโทษ"แก่สองฝ่ายแตกต่างกัน "เป็นตามทิฐิ" คือความเห็นดังกล่าว

----------------------------------------------------------------------------

ยึดมั่นในความกตัญญูกตเวที

หลักที่น่าจะมั่นคง แข็งแรงและสามารถที่จะรับการยึดเหนี่ยวได้ทุกเวลานั้น น่าจะเป็นหลักแห่งความกตัญญูกตเวที พึงยึดกตัญญูกตเวทีไว้ให้เป็นหลักประจำใจมั่น ผลที่เกิดตามมานั้น...จะไม่มีเสียหายแม้แต่น้อย

พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่า
เป็นธรรมของคนดี คือ"คนดีมีธรรมนี้ หรือธรรมนี้ทำให้คนเป็นคนดี"
คือคนใดมีธรรมคือความกตัญญูกตเวทีคนนั้นก็คือคนดีนั่นเอง

ในด้านตรงกันข้าม คนใดไม่มีกตัญญูกตเวที คนนั้นไม่ใช่คนดี

กตัญญูกตเวทิตาธรรม เป็นเครื่องสร้างคนให้เป็นคนดีได้จริงๆเพราะ...
ความรู้คุณท่านผู้มีคุณและตั้งใจจะตอบแทนพระคุณ คือเครื่องป้องกันที่สำคัญที่สุดที่จะกันให้พ้นจากการทำผิดคิดร้ายได้ทั้งหมด โดยมีจุดมุ่งอยู่ที่"ความไม่ปรารถนาจะทำให้ผู้มีพระคุณเป็นทุกข์เดือดร้อนกายใจ"

-----------------------------------------------------------------------------

สภาพชีวิตที่เดินไปสู่สุคติและทุคติ
ชีวิตนี้ตกอยู่ใต้อำนาจของความโลภ ความโกรธและความหลง แสวงหาอำนาจและบารมี ทรัพย์สินเงินทองอย่างไม่คำนึงถึงความถูกต้อง อย่างไม่คำนึงถึงศีลธรรมใดๆ ชื่นชมสมใจแล้วมิใช่ว่าจะอยู่ได้ยั่งยืน จะชื่นชมสมปรารถนาไปได้อย่างมากก็ชั่วอายุร้อยปี แล้วก็หมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ทิ้งชื่อเสียงที่เน่าเหม็นไว้ให้คนโจษขาน พาไปแต่จิตดวงเดียวร่อนเร่ไป

ทำกรรมไม่ดีไว้ก็จะไปพร้อมกับจิตที่ห่อหุ้มด้วยความไม่ดี ไปสู่"ทุคติภพภูมิที่ไม่ดี ภพภูมิที่มีแต่ความทุกข์"

จิตดวงเดียวที่ปราศจากอำนาจวาสนาบารมี ทรัพย์สินเงินทอง ที่เมื่อมีชีวิตในชาตินี้กอบโกยไว้ด้วยอำนาจกิเลส จักท่องเที่ยวทุกข์ร้อนไปนานหนักหนา นับกาลเวลาหาได้ไม่ นับภพชาติหาถูกไม่ในทุคติ

----------------------------------------------------------------------------

สัมมาทิฐิ ความเห็นที่ถูกต้อง

แม้เชื่อเรื่องกรรมและการให้ผลของกรรมแล้วก็ต้องเชื่อในเรื่องทิฐิคือความเห็นด้วย
ไม่เช่นนั้นแม้เชื่อเรื่องกรรมเพียงไร ทิฐิที่ไม่ชอบก็อาจพาให้ทำกรรมไม่ดีได้
โดย"มิจฉาทิฐิ"นำให้เห็นกรรมดีเป็นกรรมไม่ดี กรรมไม่ดีเป็นกรรมดี

แต่การจะรู้ว่าคนมีทิฐิอย่างไร ?
สัมมาทิฐิหรือมิจฉาทิฐิก็เป็นการยาก
ต้องอาศัยปัญญาที่ประณีตในการพิจารณา ต้องรอบคอบด้วยเหตุผล ไม่มีการ"หลงตัว"ลืมตัวแอบแฝงอยู่ในจิตใจ ไม่มี"ตัณหา"อุปทานรุนแรงแม้ว่าจะยังมีอยู่ตามวิสัยของผู้ที่ยังไม่บรรลุมรรคผล นิพพาน ยังเป็นปุถุชน

แม้ทำความเข้าใจที่ถูกต้องให้เกิดขึ้นในจิตใจตนได้แล้ว
การปฏิบัติที่ถูกต้องก็ย่อมตามมาอย่างแน่นอน
เพราะใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน
ทุกสิ่งสำเร็จได้ด้วยใจ

การอบรมความเห็นให้ถูกต้อง ให้เป็น"สัมมาทิฐิ" ความเห็นชอบ
ไม่ให้เป็น"มิจฉาทิฐิ" ความเห็นผิด จึงเป็นความสำคัญที่สุด

************************************************

ชีวิตนี้สำคัญนัก...จงเลือกให้ดีเถิด
ชีวิตนี้น้อยนัก...
พึงใช้ชีวิตนี้อย่างผู้มีปัญญาให้เป็นทางไปสู่ชีวิตข้างหน้าที่ยืนนาน ให้เป็น"สุคติ"ที่ไม่มีกาลเวลาหาขอบเขตมิได้ โดยยึดหลักสำคัญคือ

"ความกตัญญูตเวทีต่อ
มารดาบิดา
ต่อสถาบันชาติ
ศาสนา
พระมหากษัตริย์"
ให้มั่นคงอยู่ทุกลมหายใจเข้าออกเถิด

ชีวิตนี้"น้อย"นัก
แต่...ชีวิตนี้"สำคัญ"นัก
เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ เป็นทางแยก
จะไปสูงไปต่ำ จะไปดีไปร้าย
"เลือกได้"ในชีวิตนี้เท่านั้น
พึงสำนึกข้อนี้ให้จงดี

แล้วจงเลือกเถิด...เลือกให้ดีเถิด




 

Create Date : 01 กันยายน 2552   
Last Update : 2 กันยายน 2552 21:09:14 น.   
Counter : 180 Pageviews.  


Strategic Decision

การตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต (Strategic Decision)
โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

คนเราที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตนั้น ผมคิดว่าอยู่ที่การตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญมากไม่กี่เรื่อง และการตัดสินใจที่ถูกต้องในเรื่องนั้นนำไปสู่สิ่งที่ดี ๆ ทั้งหลายที่ตามมา เช่น รวยได้มากอย่างไม่น่าเชื่อ มีชื่อเสียงมากกว่าเพื่อนฝูงในแวดวงเดียวกัน หรือ มีความสุขมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ถ้าจะเรียกให้เป็นศัพท์แสงที่เป็นวิชาการหรือเท่หน่อย ผมอยากจะเรียกว่าเป็น Strategic Decision หรือการตัดสินใจในระดับยุทธศาสตร์ของชีวิต

ว่าที่จริง Strategic Decision นั้น เป็นเรื่องที่สำคัญมากในเรื่องใหญ่อื่น ๆ เช่น ในเรื่องของธุรกิจนั้น การตัดสินใจออกผลิตภัณฑ์บางอย่างหรือการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์หรือกระบวนการในการทำงานบางอย่างที่สำคัญอาจจะเปลี่ยนแปลงภาพของบริษัทอย่างสิ้นเชิงและทำให้บริษัทประสบความสำเร็จอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในขณะที่การตัดสินใจมากมายอื่น ๆ นั้น ไม่มีผลอะไรอย่างสำคัญกับตัวธุรกิจเลย

ในเรื่องของหุ้นเอง วอเร็น บัฟเฟตต์ เคยพูดไว้ว่า เวลาจะลงทุนซื้อหุ้นแต่ละตัวนั้น ให้คิดว่าในชีวิตนี้เรามีสิทธิ์ที่จะซื้อได้เพียง 20 ตัว ดังนั้น เราก็จะต้องคิดหนักว่าเราจะซื้อตัวไหน เราจะต้องเลือกหุ้นที่มีความแข็งแกร่งสุดยอด มี “ป้อมค่ายและคูเมืองป้องกันข้าศึก” ที่ทนทานถาวร และกิจการจะต้องโตไปได้เรื่อย ๆ เป็นสิบ ๆ ปี ถ้าคิดได้ดังนี้ การซื้อหุ้นแต่ละตัวของเราก็จะไม่ค่อยพลาด และผลตอบแทนก็จะน่าประทับใจ อย่าตัดสินใจซื้อขายหุ้นมากมายไปเรื่อย ๆ เพราะสิ่งนี้มักจะไม่สร้างความแตกต่างให้กับชีวิตเรา เราควรตัดสินใจน้อยครั้งและเป็นครั้งสำคัญ ๆ เพราะนี่คือสิ่งที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จในการลงทุน แน่นอน ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องซื้อหุ้นเพียง 20 ตัวในชีวิต แต่ผมเชื่อว่า อาจจะมีหุ้นเพียง 20 ตัวในชีวิตเท่านั้นที่สร้างความสำเร็จทั้งหมดในการลงทุนของเรา ส่วนหุ้นอื่น ๆ อาจจะเป็นร้อย ๆ ตัวนั้น ไม่ได้สร้างความแตกต่างอะไรกับผลการลงทุนของเราเลย ดังนั้น เราไปซื้อทำไม?

ในความคิดของผม ในชีวิตของคนเรานั้น มีจุดหรือช่วงเวลาสำคัญที่เราจะต้องตัดสินใจแบบ Strategic Decision ไม่กี่เรื่องหรือไม่กี่ครั้ง ถ้าตัดสินใจถูก เราอาจจะ “สบายไปตลอด” หรือ “ประสบความสำเร็จงดงามไปเรื่อย ๆ” หรือ “มีความสุขมาก” ไปอีกนาน ปัญหาที่พบก็คือ คนจำนวนมากไม่รู้หรือไม่เข้าใจว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องที่เป็น “การตัดสินใจครั้งสำคัญของชีวิต” ดังนั้น เขาไม่ได้ให้เวลาหรือให้การพิจารณาหรือวิเคราะห์อย่างเพียงพอ บางทีเขาก็อาจจะใช้อารมณ์ในการตัดสินใจมากกว่าเหตุผล ผลที่ตามมาก็คือ มันเป็นการตัดสินใจที่แย่และเขาก็ต้องรับกับความเลวร้าย หรือความสำเร็จพื้น ๆ ไปตลอดไม่ว่าจะพยายามทำงานหรือต่อสู้มากแค่ไหน

การตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิตนั้น ถ้าจะไล่ลำดับตามช่วงอายุของคนก็น่าจะรวมถึง การศึกษา ซึ่งผมคิดว่าการเลือกสาขาที่เรียนนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก แน่นอน ถ้าเป็นเด็กที่มี “พรสวรรค์” ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เขาก็ควรเลือกเรียนในแนวนั้น แต่ถ้าไม่รู้ว่ามีพรสวรรค์ด้านไหน การเลือกเรียนในบางสาขาอาจจะทำให้ชีวิตในอนาคตดีขึ้นมาก ดังนั้น อย่าปล่อยให้ “คะแนนสอบ” เป็นตัวกำหนดสาขาที่เราจะเรียน

การแต่งงานเป็น Strategic Decision ที่สำคัญสุดยอดอีกเรื่องหนึ่ง เพราะความสุขและการประสบความสำเร็จในชีวิตขึ้นอยู่กับคู่ของเรามาก ดังนั้น อย่าปล่อยให้ “พรหมลิขิต” มากำหนดว่าเราจะแต่งงานกับใคร เราควรจะต้อง “แสวงหา” โดยการให้เวลากับการเรียนรู้กับคนที่เราคิดว่ามีโอกาสที่เราจะต้องใช้ชีวิตด้วยกันยาวนาน บางคนบอกว่าอยากปล่อยให้เป็นไป “ตามธรรมชาติ” เขามักใช้เวลาไปกับ “งาน” ที่ ไม่ใช่ Strategic Decision ดังนั้น เขาอาจจะมีผลงานที่ดีในสายตาจ้าวนาย แต่เขาอาจจะได้คู่ที่ไม่เหมาะสมหรืออาจจะไม่มีคู่เลย ผลก็คือ ชีวิตนี้อาจจะทำงานแทบตายแต่ไม่มีความสุขและมีเงินน้อยมาก ในขณะที่อีกคนหนึ่งได้เศรษฐีนิสัยดีเป็นคู่ ซึ่งทำให้ชีวิตมีความสุขและมีเงินเหลือล้นโดยที่ไม่ต้องดิ้นรนอะไรมากนัก

งานที่ทำ ว่าที่จริงต้องพูดว่าสายงานที่เลือกทำเป็น Strategic Decision เลือกงานผิด ทำงานในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่ไม่โตและมีแนวโน้มค่อย ๆ ตกต่ำลง อนาคตเราไม่ค่อยมีทางที่จะ “รุ่ง” ไม่ว่าเราจะพยายามแค่ไหน มันคงเหมือนการ “ว่ายทวนน้ำ” ที่จะไปได้ช้ามาก ดังนั้น ก่อนสมัครงาน คิดเสียก่อนว่าอนาคตของอุตสาหกรรมเป็นอย่างไร ถ้าอุตสาหกรรมอยู่ในช่วงที่กำลังตกต่ำลงอย่างถาวร อย่าเข้าไปจะดีกว่า อย่าลืมว่า เราไม่ได้เป็น “ฮีโร่” แม้ว่าเราจะสามารถช่วยคนที่กำลังตายให้มีอายุยืดไปได้อีกหน่อยหนึ่ง

สุดท้ายก็คือ การเลือกว่าเราจะมีความเชี่ยวชาญในเรื่องไหนเป็นพิเศษ อะไรคือตัวตนของเราจริง ๆ ในชีวิต พูดง่าย ๆ เราอยากให้คนจดจำว่าเราเป็นใครหรือเป็นคนอย่างไรเมื่อเราตายไปแล้ว นี่เป็นเรื่องที่อาจจะทำได้ยากพอสมควรทีเดียว เพราะประเด็นก็คือ มันเป็นเรื่องที่ใช้เวลามากในการทำหรือในการสร้างผลงาน มันต้องอาศัยการวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของเราก่อน เสร็จแล้วก็ต้องเลือกว่าเราจะเป็นอะไร หลังจากนั้นเราก็ต้องเริ่มทำและทำไปเรื่อย ๆ อาจจะเป็นสิบ ๆ ปีก่อนที่เราจะบรรลุถึงสิ่งที่เราตั้งธงไว้ ดังนั้น Strategic Decision เรื่องนี้จึงต้องพยายามทำตั้งแต่อายุน้อยที่สุดที่จะทำได้ ยิ่งเราค้นพบได้เร็วเท่าไรก็มีโอกาสมากขึ้นเท่านั้นที่เราจะประสบความสำเร็จ

ผมคงจบบทความนี้ไม่ได้ถ้าไม่ได้พูดว่า การลงทุนในหุ้นนั้น เป็น Strategic Decision ที่สำคัญสำหรับคนจำนวนมากที่ต้องการจะมีความมั่งคั่งทางการเงิน ดังนั้น การเรียนรู้เกี่ยวกับหุ้นและตลาดหุ้นนั้น มีความสำคัญมาก อย่าปล่อยให้ความกลัวในเรื่อง “ความเสี่ยง” กำหนดการลงทุนของเรา

*********************************************
ในชีวิตผม...
ผมตัดสินใจเลือกเรียนในสิ่งที่ตนเองไม่ชอบมากนัก ต้องเรียนเพราะไม่มีทางเลือก แต่ก็มีความภูมิใจอยู่นิดๆ ที่การเรียนทุกอย่างผมตัดสินใจด้วยตนเองเกือบทั้งหมด บางครั้งตัดสินใจเรียนผิดพลาดแต่ก็ยังโชคดีที่กล้าตัดสินใจอีกครั้งว่าทางเลือกข้างหน้านี้ไม่น่าใช่ ? ไม่น่าเป็นสาขาที่ทำให้ผมมีงานทำที่ดีและมั่นคงในวันข้างหน้า ก็ไม่รู้เหตุผลเหมือนกันว่าอะไร ? ทำให้ผมคิดมากในการเลือกสาขาที่เรียนในตอนนั้นโดยไม่มีใครแนะนำ แต่คิดได้ด้วยตนเอง และช่วยเปลี่ยนการเรียนให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิต(ในวันข้างหน้า)ที่ผมหันกลับ 180 องศา เป็นครั้งแรกในชีวิต ด้วยอะไรดลใจให้ทำอย่างนั้นก็ไม่รู้ แต่ก็ช่วยทำให้ผมเริ่มตั้งต้นชีวิตการศึกษาด้วยความถูกต้อง ? จนมีงานทำถึงทุกวันนี้

ข้อนี้ถ้าให้คะแนนน่าจะแค่สอบผ่านแบบฉิวเฉียด เส้นยาแดงผ่าแปด(กระมัง)
เอาไปสัก 5 คะแนนก็น่าจะพอแล้ว

-----------------------------------------------------------------------------
หลังจากจบปริญญาตรีแบบเกรดปานกลาง ไม่โดดเด่นอะไรมากนักในหมู่เพื่อนๆ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ เป็นวิชาที่ผมแทบไม่ถนัดเลยก็ว่าได้ (เพราะจริตแท้จริงถนัดการท่องจำมากกว่า) ผ่านมาโดยไม่ตกถือว่าผมยังพอมีโชคอยู่บ้างที่ยังมาขยันอ่านตอนใกล้สอบ


สิ่งที่ผมถือว่าโชคดีอย่างหนึ่งในชีวิต คือในสมัยก่อนงานหาไม่ยากมากนัก ทำให้เมื่อจบมาไม่นานเท่าไหร่ก็ได้งานทำ และมีงานทำ มีรายได้ทุกเดือนมาจนถึงทุกวันนี้ (การมีรายได้ประจำอย่างมั่นคง คือ เสาหลักแรกของการมีอิสรภาพทางการเงินในอนาคต) แม้ว่าชีวิตการทำงานจะไม่รุ่งเรืองเท่ากับเพื่อนที่เข้ารุ่นเดียวกันซึ่งก้าวหน้าไปหลายช่วงตัว แต่ก็มีความสุข(มาก)ในการทำงาน เพราะใช้หลัก "อิทธิบาทสี่" คือ ต้องมี "ฉันทะ" คือ "ความชอบ"ในสิ่งที่ทำให้ได้ก่อน แล้ว วิริยะ จิตตะ วิมังสา จะตามมาเอง ภูมิใจในแนวทางและหลักการการทำงานที่ตนเองกำหนดไว้ตั้งแต่วันแรกจนถึงทุกวันนี้ เช่น พยายามทำงานให้คุ้มกับเงินเดือนที่ได้รับ เสียสละให้องค์กรบ้างตามความพร้อมและโอกาส ไม่ประจบผู้บังคับบัญชา พอใจในการขึ้นเงินเดือนประจำปีและดีใจที่ได้แบ่งเปอร์เซ็นต์ที่ได้ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาบ้าง (มานานพอสมควร) แม้ว่าจะมีหัวหน้าบางคนมาบอกว่าอย่าทำอีก แต่ก็พิสูจน์ว่าเป็นสิ่งดี เพราะปัจจุบันเริ่มมีคนนำไปใช้บ้างแล้ว ฯลฯ

ข้อนี้ถ้าให้คะแนนก็น่าจะได้สัก 6.5-7 คะแนน

----------------------------------------------------------------------------
แม้ว่าผมจะมีงานทำ เริ่มมีเงินเดือนใช้จ่าย แม้จะไม่มีหนี้สิน แต่ก็ยังไม่มีเงินเก็บมากนักทำงานหลายปี มีเงินเก็บแค่หลักหมื่น(เอง)
อาจจะเพราะให้แม่ ใช้จ่ายตามประสาผู้ชาย ซื้อหนังสือ ดูหนัง ฯลฯ
ยิ่งช่วงนั้นเพิ่งรู้จักคอมพิวเตอร์ โปรแกรม เกมคอมฯ ใหม่ๆ ฯลฯ ทำให้มีความสนใจมาก เพราะตรงกับจริต จึงลงทุนซื้อเครื่องคอมฯ หาโปรแกรมคอมฯ และเกมคอมฯ มาใช้งาน มาเล่น เพื่อความรู้ ความบันเทิง ฯลฯ
แม้จะเป็นเงินหลักแสน แต่ก็ไม่เคยเสียดาย อาจเพราะเป็นสิ่งชอบและใช้ในการทำงานได้ด้วย
และสิ่งที่ลงทุนเมื่ออดีต ก็เกิดประโยชน์ในปัจจุบัน
เพราะช่วยให้ผมมีพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทำงานได้ และเพื่อนร่วมงานยอมรับว่าพอมีความรู้ที่ให้คำแนะนำการใช้งานได้ และสามารถนำความรู้ที่มีมาต่อยอดด้านสารสนเทศ ใช้ในการทำงาน ความบันเทิง ฯลฯ จนถึงทุกวันนี้

ข้อนี้ถ้าให้คะแนน น่าจะได้ใกล้เคียงข้อก่อนหน้านี้ คือ 6-6.5 คะแนน

----------------------------------------------------------------------------

สิ่งสำคัญอย่างมากที่สุดอย่างหนึ่ง
ที่หักเหชีวิตผม เปลี่ยนชีวิตผมแบบก้าวกระโดด โดยไม่รู้ตัว
อาจเริ่มมาจาก...
ความชอบในการอ่านและซื้อหนังสือมาอ่านอยู่เสมอ
ยิ่งมีงานทำ มีรายได้ยิ่งทำให้การอ่านหนังสือมากขึ้นกว่าแต่ก่อน
จนมาวันหนึ่ง...
ผมเจอหนังสือเล่มหนึ่งและเป็นเล่มแรกในชีวิตที่เปลี่ยนแปลงชีวิตผมอย่างมาก
ช่วยให้ผมเข้าใจชีวิตในอนาคตมากขึ้นว่า
ควรวางแผนเรื่องเงินทองในปัจจุบันเพื่ออนาคตอย่างไร ?
ควรเริ่มต้นการออม การลงทุนในปัจจุบันเพื่ออนาคตที่มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างไร ?
ฯลฯ

หนังสือเล่มนั้น คือ "ออมก่อนรวยกว่า" โดย นวพร เรืองสกุล

หนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผม
สนใจหาหนังสือแนวนี้มาอ่านเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
จากนักเขียนหลายๆคน ซึ่งหนึ่งในนั้นย่อมต้องมีหนังสือของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร บิดาของนักลงทุนแบบคุณค่า (Value Investor) ในประเทศไทย ที่ปัจจุบันเริ่มมีนักลงทุนสนใจลงทุนในแนวทางนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
รวมทั้งผมที่เพิ่งเริ่มต้นและยังประสบความสำเร็จแค่เล็กน้อย
แต่ก็มีแนวโน้มดีขึ้น พัฒนาในทางดีขึ้น (ได้กำไรมากกว่าขาดทุน) ตามลำดับ

ยิ่งได้อ่านบทความ "ชีวิตคือการลงทุน" ของ ดร.นิเวศน์ฯ
ทำให้มั่นใจมากขึ้นว่าสิ่งที่เดินทางในแนวทางนี้ คือ การเริ่มต้นนำเงินเย็นมาลงทุนในหุ้นมากกว่า 6 ปี เป็นความคิดที่ถูกต้อง ? เพราะการลงทุนในหุ้นเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดอย่างหนึ่งของโลก

และทำให้ผมตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่า
หลังจากเกษียณอายุแล้วในวันข้างหน้า วันที่ไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ประจำแล้ว ผมจะนำเงิน(บางส่วน)ที่สะสมไว้ตั้งแต่ทำงานจนถึงวันที่เกษียณมาลงทุนให้หุ้นตลอดชีวิต เงินส่วนอื่นๆที่เหลือ ก็จะจัดพอร์ตการลงทุนในแบบต่างๆโดยยึดหลักการอย่างมั่นคง แน่วแน่ คือ "วางไข่ไว้หลายตระกร้า" เพื่อกระจายความเสี่ยงและต้องให้ผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อ เพื่อทำให้เงินต้นไม่หายไปหรือหายไปช้าที่สุด เพื่อให้มีอิสรภาพทางการเงินบ้าง มีชีวิตที่มีคุณภาพพอสมควรจนถึงวันที่จากโลกนี้ไป และมีเงินเหลือที่จะยกให้ลูก-หลานไว้ใช้ลงทุนต่อไปในอนาคต (ผมวางแผนจะศึกษา เรียนรู้จริตของลูก-หลาน ถ้ามีจริตเหมาะสม จะสอนให้ลงทุนในหุ้น ให้หาเงินจากตลาดทุน นอกจากการหางานทำ ซึ่งในอนาคตน่าจะไม่มั่นคงเหมือนอดีตอีกแล้ว ?)

ข้อนี้ผมขอให้คะแนนมากกว่าทุกข้อสักประมาณ 7.5-8.5 คะแนน
เพราะเป็นสิ่งที่ผมเริ่มต้นด้วยตนเอง ศึกษาเรียนรู้ สั่งสมประสบการณ์ด้วยความอดทนพอสมควร จนมีทุกวันนี้...

แล้วผมจะเล่าให้ฟังในบทความต่อๆไปว่า ผมมีวิธีการลงทุนในหุ้นอย่างไร ?
อะไร ? ทำให้ผมมั่นใจจะลงทุนในหุ้นไปตลอดชีวิต




 

Create Date : 01 กันยายน 2552   
Last Update : 1 ตุลาคม 2552 22:16:12 น.   
Counter : 171 Pageviews.  


ชีวิตคือการลงทุน

ชีวิตคือการลงทุน โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ความสำเร็จในชีวิตของคนส่วนใหญ่นั้นผมคิดว่าหนีไม่พ้น
จะต้องเกิดจากการลงทุน ในตอนที่ยังเป็นเด็ก ถ้าไม่ได้ลงทุนเรียนหนังสือจนจบมหาวิทยาลัย โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตคงลดลงไปมหาศาล Key Success Factor หรือหัวใจที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในช่วงที่เป็นเด็กนั้นค่อนข้างชัดเจนก็คือ คุณต้องทุ่มเทให้กับการเรียนทคะแนนให้ดี เรียนในสถานศึกษาที่มีชื่อเสียง ศึกษาในสาขาวิชาที่เป็นที่ต้องการและโอกาสในการที่จะประกอบอาชีพในอนาคตเปิดกว้าง

ช่วงประมาณ 10 ปีแรกของการทำงาน เราต้องลงทุนในการทำงาน เรียนรู้งานให้ลึกซึ้ง อย่าเพิ่งหวังที่จะทำเงินมาก ๆ จากชั่วโมงทำงาน เรากำลังลงทุนเพื่อที่จะสร้างความสามารถในการเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือเป็นผู้บริหาร ซึ่งจะทำให้เราสามารถทำเงินได้เป็นทวีคูณในอนาคต หลาย ๆ คนทุ่มเทเวลาให้กับงานมากเสียจนลืมเรื่องอื่น ๆ ที่อาจจะยังมีความสำคัญน้อยกว่าแต่จะค่อย ๆ มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไปและเขามีอายุมากขึ้น

ชีวิตคนโดยทั่วไปมีเรื่องสำคัญที่เราต้องใช้เวลา ผมคิดว่าประกอบไปด้วยเรื่องหลัก ๆ 4 -5เรื่อง เรื่องหนึ่งนั้นแน่นอนก็คือการทำงาน เรื่องที่ 2 คือ การลงทุนทางการเงินเพื่อให้เกิดความมั่นคง และ/หรือ ความมั่งคั่งในชีวิต เรื่องที่ 3 ก็คือเรื่องของสุขภาพเพื่อรักษาคุณภาพของชีวิตให้ดำเนินไปได้อย่างมีความสุขสมตามอัตภาพ เรื่องที่ 4 ก็คือเรื่องของความบันเทิง เริงรมย์ที่จะช่วยให้ชีวิตมี – ความบันเทิง และสุดท้ายก็คือเรื่องของครอบครัวที่มักจะเป็นเรื่องที่น่าจะเรียกว่าเป็น Mother of All Success หรือเป็นพื้นฐานแรกของความสำเร็จทั้งมวล

ถ้าเราทำแต่งานและไม่ลงทุนในเรื่องอื่น ๆ ดังกล่าวเลยในช่วง 10 ปีแรก เราก็คงจะประสบความสำเร็จได้แต่นี่ก็เป็นเรื่องที่อันตรายและไม่ดี เพราะมันอาจจะทำให้ชีวิตของเราเสียหาย และอย่างน้อยที่สุด มันทำให้ชีวิตในช่วงต่อไปของเราดำเนินไปได้ยากขึ้น ความสำเร็จต่อไปอาจจะพบกับอุปสรรค เพราะ Key Success Factor ในอนาคตข้างหน้าไม่เหมือนเดิมเมื่ออายุเรามากขึ้น คำแนะนำของผมก็คือ เราควรจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการลงทุนบ้างแม้ว่าเราจะยังมีเงินเก็บสะสมน้อย เราควรจะต้องรักษาสุขภาพให้ร่างกายฟิตอยู่เสมอแม้ว่าเราจะไม่ได้ออกกำลังมากนัก ส่วนเรื่องบันเทิงนั้น ผมคงไม่ต้องแนะนำอะไร

ช่วงหลังจาก 10 ปีของการทำงานไปจนถึงวัยกลางคนซึ่งน่าจะอยู่ในช่วงอายุประมาณ 50 ปี นั้น ผมเห็นว่าเป็นช่วงของการเก็บเกี่ยวผลของการลงทุนใน “แรงงาน” นั่นคือเป็นช่วงที่การทำงานจะให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูงอันเป็นผลจากการลงทุนในช่วงก่อนหน้านี้ หลาย ๆ คนที่มีความสามารถ กลายเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กรขนาดใหญ่สามารถทำเงินได้มหาศาลจนร่ำรวยได้ ในเวลาเดียวกัน ช่วงนี้เป็นช่วงที่คนมักจะมีเงินเหลือ และดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีการลงทุน และนี่ก็มาถึงประเด็นที่ว่าเราจะต้องรู้จักใช้เวลา หรือลงทุนเวลาในการที่จะศึกษาศาสตร์ของการลงทุนเพื่อช่วยบริหารเงินของเราให้งอกเงยตามที่มันควรจะเป็น และก็เช่นเดียวกัน สุขภาพของเรานั้น แม้ว่าโดยทั่วไปร่างกายของเรายังแข็งแรงพอสมควร แต่การรักษาสุขภาพจะเริ่มมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ

ผมคงไม่ต้องพูดว่า ช่วงนี้ เราจะต้องให้เวลาโดยเฉพาะกับลูก ๆ ที่กำลังเติบโต การจ้างคนอื่นทำหน้าที่นี้เพราะเรามีเงินที่จะจ้างนั้น ผมไม่คิดว่าจะให้ผลเหมือนกับการทำเอง เช่นเดียวกับการที่เราอาจจะคิดว่า การลงทุนนั้น ไม่มีความจำเป็นต้องเรียนรู้ เพราะเราสามารถจ้างคนอื่นทำได้ก็อาจจะได้ผลออกมาเหมือนกัน หัวใจสำคัญก็คือ เราต้องรู้และเข้าใจพอสมควรการจ้างคนอื่นทำนั้น เพียงแต่มาช่วยแบ่งเบางานที่ไม่สำคัญหรือไม่จำเป็นที่เราต้องทำเองเท่านั้น ทั้งเรื่องของการเลี้ยงลูกและการลงทุน

ช่วงสุดท้าย คือตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปหรือมากกว่านั้น Key Success Factor สำหรับหลาย ๆ คน ผมคิดว่าไม่ใช่การทำงานหนักด้วยตนเอง การบริหารคนหรือใช้ให้คนอื่นทำงาน แต่อาจจะเป็นเรื่องของการใช้เงินทำงานแทนหรือก็คือ การลงทุนในเรื่องของการเงิน ทั้งนี้เพราะเรามีอายุมากขึ้นกำลังวังชาของเราถดถอยลง ซึ่งทำให้เราต้องพึ่งผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นค่าใช้จ่าย เราต้องพึ่งการออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพมากขึ้นเพื่อให้เรามีชีวิตที่มีคุณภาพดีต่อไปอีกนานเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้น การลงทุนและสุขภาพจึงเป็นสิ่งที่เราจะต้อง “ลงทุน” มากขึ้น และถ้าเราลงทุนกับเรื่องทั้งสองนี้มาก่อนหน้าแล้วอย่างสม่ำเสมอ โอกาสที่เราจะทำได้ดีในช่วงชีวิตช่วงนี้ก็จะมีมากกว่าคนที่ไม่ได้ทำมาก่อน

ข้อสรุปสุดท้ายของผมก็คือ เรียนให้หนักในตอนเด็ก ทำงานทุ่มเทในช่วงหนุ่ม รู้จักการใช้คนทำงานในช่วงกลางคน ลงทุนอย่างชาญฉลาดในยามชรา แต่ในทุกขั้นตอนของชีวิต อย่าลืมลงทุนในสิ่งที่สำคัญดังกล่าวในช่วงชีวิตต่อไป ความสำเร็จในชีวิตคนนั้น ก็คือการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินทองหรือเรื่องอื่น ๆ


*********************************************

บทความข้างต้น
เป็นบทความสำคัญมากอย่างหนึ่่งที่ชี้ทาง(สว่าง) สร้างแรงบันดาลใจให้ผมมีชีวิตที่ดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น (เพราะกังวลน้อยลง) ฯลฯ และเป็นต้นแบบอย่างหนึ่งที่เป็นปรัชญาในการดำเนินชีวิตที่ดี(จนถึง)ทุกวันนี้

วันที่ได้อ่านบทความคือวันที่ผมบอกตนเองว่า นี่คือคำตอบอย่างหนึ่งของชีวิต ที่ในตอนแรกยังไม่รู้ว่า
(มัน)คืออะไร ?
ไม่รู้ว่าชีวิตต้องการอะไร ?
ไม่รู้ว่ากำลังหาอะไร ?

ในตอนนั้น มีหลักการดำเนินชีวิตที่กำหนดไว้ไม่กี่อย่าง เช่น
- ซื้อหนังสือที่ชอบมาอ่านอยู่เป็นประจำ เพื่อหาความรู้ด้านศาสนาและปรัชญา สุขภาพ บ้านและต้นไม้ คอมพิวเตอร์ ใช้ในงานที่รับผิดชอบ ฯลฯ ที่ยังไม่รู้อีกมากมาย เป็นเรื่องแปลกที่ตอนแรกที่ทำงานใหม่ๆ แม้ว่าจะชอบอ่านหนังสือแต่สมัยนั้นไม่มีหนังสือแนวการออม การลงทุน การบริหารเงินส่วนบุคคล ฯลฯ วางขายเลยทำให้ช่วงแรกไม่สนใจเรื่องแบบนี้เลย

- ดูหนังที่ชอบในช่วงวันหยุด (ถ้าว่าง)

- เล่นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เล่นเกมคอมพิวเตอร์ เพราะชอบมาก เคยเล่นเกมจบหลายเกม มีเกมหนึ่งที่ชอบ คือ เกม Prince of Percia 2 เล่นตั้งแต่ประมาณ 5 โมงเย็นจนสว่างคาตา ปัจจุบันแทบไม่ได้เล่นเลย

- ต้องไม่สร้างหนี้สินในสิ่งที่ไม่จำเป็นกับการดำรงชีวิต กว่าจะซื้อรถยนต์ได้สักคันต้องทำงานเกือบ 10 ปี เพื่อให้มีเงินเดือนพอดาวน์และผ่อนได้โดยไม่ต้องขอยืมเงินทางบ้าน (เป็นอุปนิสัยของคนราศี "กรกฎ" ที่ภาคภูมิใจมาก)

- ต้องมัธยัทถ์ ไม่ฟุ่มฟือยในสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อชีวิต พอประมาณ ไม่ทำอะไรเกินตัว ไม่ประมาทในความเสี่ยงต่างๆที่เกิดในปัจจุบัน และที่คาดการณ์ว่าจะเกิดอนาคต (จากข้อมูลที่มีอยู่) ฯลฯ

- ต้องไม่เล่นการพนันที่เสียเงินมาก เช่น ไพ่ ไฮโลว์ ม้าแข่ง อย่างเด็ดขาดยกเว้น (ในสิ่งที่ชอบ) เล่นสนุ๊กเกอร์เดิมพันเล็ก ๆ น้อยๆไม่เกินหลักร้อย หลักพัน หรือเดิมพันตีปิงปอง เพื่อกินเองและเลี้ยงคนเชียร์ ฯลฯ ปัจจุบันเลิกเล่นสนุ๊กเกอร์และตีปิงปองเดิมพันมาหลายปีแล้ว

- ต้องไม่ติดยาเสพติดร้ายแรงทุกชนิดอย่างเด็ดขาด เช่น เฮโรอีน ฝิ่น (สมัยนั้นไม่มียาอี ยาบ้า ฯลฯ) ยกเว้น บุหรี่ ซึ่งมาเลิกได้ภายหลังโดยการ "หักดิบ" ภายใน "สี่วัน" ส่วนกัญชามีลองสูบนิดหน่อย แต่เพราะแค่ลองไม่กี่ครั้งจึงไม่ติด

- ต้องไม่ดื่มสุรา (เพราะไม่ชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ไม่เห็นจะอร่อยตรงไหน) ยกเว้นต้องเข้าสังคมแต่ต้องมีกลยุทธ์ที่จะ"ออกตัว" ให้ทุกคนรู้ความจริงว่า "ไม่ชอบ"จะได้ไม่มีใครนึกถึงเมื่อต้องการ "เพื่อนกินเหล้า" ในยามเย็น-ยามดึก ฯลฯ

- ต้องไม่ขับรถเร็ว ปกติขับประมาณ 90-110 กม./ชม เพราะอุปนิสัยไม่ชอบความเร็ว ไม่ชอบเสี่ยง เพราะความเร็วแค่ 100 กม/ชม ถ้าเกิดอุบัติเหตุก็น่าจะไม่รอดแล้ว
ฯลฯ
แค่นั้นเองจริงๆ ชีวิตในตอนนั้น

ในตอนนั้น...
ไม่มี...ความรู้เรื่องการออม การลงทุน การบริหารเงินส่วนบุคล ฯลฯ แม้แต่นิดเดียว (ช่างน่าเสียดายเวลาและโอกาสในตอนนั้นเสียจริงๆ)
ไม่มี...ความรู้ความเข้าใจการบริหารเงินส่วนบุคคล
ไม่เคย...คิดวางแผนเก็บเงิน(ออม)
ไม่รู้จัก...ดอกเบี้ย ที่ตอนนั้นสูงถึง 2 หลัก
ไม่รู้จัก...เงินเฟ้อ เงินฝืด
ไม่รู้จัก...การลงทุน(อะไรเลย)
ไม่รู้จัก...ความมหัศจรรย์ของดอกเบี้ยทบต้น
ไม่รู้จัก...คำว่าอิสรภาพทางการเงิน
ฯลฯ

แต่เมื่อเจอบทความนี้และอ่านจบแล้ว
บอกตนเองว่า "นี่แหละ ! ใช่เลย !!"
นี่คือสิ่งที่ผมควรรู้มานานแล้วตั้งแต่ปีมะโว้ นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ นี่คือสิ่งที่จะทำให้ผมมีความสุขอย่างหนึ่ง เพราะมีความมั่นคงทางการเงิน มีอิสรภาพทางการเงิน ฯลฯ ซึ่งกว่าจะพบเจอะเจอก็เกือบสายเกินไป (เสียแล้ว)

---------------------------------------------------------------------------

สิ่งหนึ่งที่ผมลงทุนมาตลอดชีวิตตั้งแต่อ่านออกเขียนได้จนถึงทุกวันนี้และตลอดไป ตราบจนถึงวันที่จากโลกนี้ไป
คือ "การลงทุนความรู้" (พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี) ใน

สิ่งที่ชอบ เช่น
สวนและต้นไม้ สัตว์เลี้ยง ศิลปะ(วาดรูป ของเก่า) การถ่ายภาพ (วางแผนจะมีความรู้ในอนาคตอันใกล้นี้ ยังไม่มีกล้องแต่ซื้อหนังสือมาอ่านตั้งหลายเล่มแล้ว) ฯลฯ

สิ่งที่จำเป็นในการทำงาน เช่น
ด้านวางแผนและซ่อมบำรุงรักษา ระบบงานด้านคุณภาพ การบริหารจัดการสมัยใหม่ การบริหารความเสี่ยง ฯลฯ

สิ่งที่จำเป็นด้านสุขภาพ เช่น
แมคโครไบโอติก ชีวจิต เภสัชโภชนา หมอชาวบ้าน ฯลฯ

สิ่งที่จำเป็นในปัจจุบันและอนาคต เช่น
การออม การลงทุน การบริหารเงินส่วนบุคคล สุขภาพ ศาสนาและปรัชญา ฯลฯ

ผมถือว่าโชคดีมาก(คนหนึ่ง)ที่เป็นคนชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เกิด
ชอบอ่านโดยไม่มีใครบังคับ เคี่ยวเข็ญ
เข้าใจว่าชาติก่อนๆคงทำบุญด้วยหนังสือมามากกว่าอย่างอื่นๆ
ทำให้ชาตินี้เมื่อได้เกิดเป็นคนอีกครั้ง จึงได้บุญติดตัวมาให้ชอบอ่านโดยอัตโนมัติ และมีเงินพอซื้อมาอ่านได้ตามที่ต้องการ ฯลฯ

การลงทุนในชาตินี้ ในทางโลก
ไม่ว่าในสิ่งที่ชอบ เพื่อการทำงาน เพื่อสุขภาพ เพื่ออิสรภาพทางการเงิน ฯลฯ
โดยความเป็นจริงก็ไม่มีอะไรซับซ้อนสักเท่าไหร่ ?
ถ้าอ่านมากพอ อ่านอยู่เสมอ(ตลอดชีวิต) มีความเข้าใจดีในสิ่งที่อ่าน และนำไปปฏิบัติได้ถูกต้อง
ด้วยความอดทน มีวิริยะอุสาหะ ก็น่าจะประสบผลสำเร็จได้ไม่ยากนัก
เพราะถ้าทฤษฎี ความรู้ที่อ่านถูกต้อง เมื่อนำไปใช้ก็จะเกิดประสบการณ์ทั้งดี/ไม่ดีเพิ่มขึ้นๆ
เมื่อเติมความรู้อยู่ตลอดเวลาก็จะช่วยให้รู้จักวางยุทธศาสตร์ได้ดียิ่งขึ้น
และสามารถนำไปปรับปรุงยุทธศาสตร์ได้เหมาะสมกับอุปสรรค ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต

สำหรับการลงทุนเพื่ออิสรภาพทางการเงิน
ถ้าลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เช่น พันธบัตร หุ้น ทอง กองทุนต่างๆ ฯลฯ
ด้วยเงินเย็น(เจี๊ยบ) มีสติ ไม่โลภมาก ควบคุมอารมณ์ (ดีใจ/เสียใจ)ได้ดี(พอสมควร) นำความรู้ที่มีอยู่และเพิ่มขึ้นมาใช้บริหารความเสี่ยงให้มีน้อยลงเรื่อยๆ ฯลฯ

ก็น่าประสบความสำเร็จในการลงทุนได้อย่างยั่งยืน ?
และมีอิสรภาพทางการเงิน โดยไม่ยากนัก มิใช่หรือ ?

---------------------------------------------------------------------------

แต่การลงทุนที่สำคัญมากที่สุดในชีวิตมนุษย์
ที่มนุษย์มักหลงลืม หรือไม่เข้าใจ หรือช้าไป ฯลฯ คือ
การลงทุนเพื่อไป"ภพหน้า"ที่ดี ไปสว่าง "ไปเกิดเป็นคน"อีกครั้ง ฯลฯ
ให้สมกับที่ได้เกิดมาเป็นคนในชาตินี้ เช่น
เคารพ เทิดทูน จงรักภักดี ในชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ บิดามารดาและผู้มีพระคุณที่เป็นคนดี ด้วยสติปัญญา สัมมาทิฐิ ฯลฯ
ปฏิบัติศีลห้าให้ได้ครบทุกวัน พยายามมีสติเพื่อรู้เท่าทันจิตที่ปรุงแต่งตลอดเวลา ทำบุญทำทานตามกำลังศรัทธาและกำลังทรัพย์ ฯลฯ
เสียภาษีถูกต้องตามกฎหมาย เคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย กฎจราจรอย่างเคร่งครัด ฯลฯ

การลงทุนแบบนี้...
ต้องอาศัยคำสอนของ"พระพุทธเจ้า" ผู้ทรงค้นพบ"ความจริง"ในโลก
และทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อมนุษย์ชาติทุกคนในโลก
ที่ทรงออกเดินทางเผยแผ่ความจริง (สัจธรรม) ให้มนุษย์ที่ยังมีกิเลส (โลภ โกรธ หลง) ยังเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารมานานนับเวลาไม่ได้
ได้ใช้สติปัญญา สัมมาทิฐิ ฯลฯ ที่มีพิจารณาให้รู้ว่าอะไรควรเชื่อ/ไม่เชื่อ อะไรควรทำ/ไม่ควรทำ ฯลฯ
ใช้ความเพียรพยายามอย่างมากเพื่อลดกิเลส ตัณหา ฯลฯ ให้น้อยลงทุกวันๆ
ฯลฯ


ใครทำสิ่งนี้ได้
ก็น่าจะโชคดีที่สุดอย่างแน่นอนเพราะ"การได้เกิดมาเป็นคน"อีกครั้ง ในชาตินี้
คือโอกาสครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์ ที่ไม่ควรปล่อยให้ผ่านเลยไปเปล่าๆในชาตินี้

จะมากจะน้อยก็ควรมี"บุญ"ติดตัวไว้ให้มากขึ้นเรื่อยๆ
มี"บาป"ติดตัวให้น้อยลงเรื่อยๆ จนถึงบั้นปลายของชีวิต

เพื่อจะได้มี"ความสุข สงบ" จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต แม้ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ตาม แต่ก็จะไม่กลัวความตาย ไม่กลัวภพหน้า ฯลฯ

เพราะรู้ดีว่าเมื่อได้ตายไป จากโลกนี้ไป
จากบุญกุศล ที่สั่งสมไว้มากพอในชาตินี้
จะช่วยให้พบแต่สิ่งดีงามที่ รอคอยอยู่แล้วในชาติหน้า ภพหน้า มิใช่หรือ ?




 

Create Date : 01 กันยายน 2552   
Last Update : 1 ตุลาคม 2552 22:15:32 น.   
Counter : 183 Pageviews.  



Learn and Live
 
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




"อย่าประมาท" เพราะความประมาทคือหนทางแห่งความตาย (ปัจฉิมโอวาทของพระพุทธเจ้า)

"สติ" คือ ธรรมะที่มีอุปการะมาก

วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ : คนล่วงทุกข์ได้เพราะ"ความเพียร"

นตฺถิ ปณฺญาสมา อาภา : แสงสว่างเสมอด้วย"ปัญญา"ไม่มี

มรสุมบนพื้นมหาสมุทร มิได้
ทำความกระทบกระเทือนส่วนลึกของมหาสมุทร ฉันใด
บุคคลที่"รู้แจ้ง"เห็นจริงในชีวิต
ย่อมไม่สะดุ้งสะเทือนต่อชะตาชีวิตของตน ฉันนั้น
(วิลเลียม เจมส์ บิดาจิตแพทย์ของอเมริกา)

ไม่สำคัญว่าเรามี"มาก"เท่าไหร่
แต่สำคัญว่าเรามี"ความสุข"มากแค่ไหน
(ชาร์ลส สเปอร์เจียน)

เมื่อ"ความคิด"เปลี่ยน "ชีวิต"จะเปลี่ยน (อย่างแน่นอน)
(นิรนาม)

"เธอจงระวัง"ความคิด"ของเธอ
เพราะความคิดของเธอจะกลายเป็นความประพฤติของเธอ
เธอจงระวัง"ความประพฤติ"ของเธอ
เพราะความประพฤติของเธอจะกลายเป็นความเคยชินของเธอ
เธอจงระวัง"ความเคยชิน"ของเธอ
เพราะความเคยชินของเธอจะกลายเป็นอุปนิสัยของเธอ
เธอจงระวัง"อุปนิสัย"ของเธอ
เพราะอุปนิสัยของเธอจะกำหนด"ชะตากรรม"ของเธอชั่วชีวิต"
(หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง)
[Add Learn and Live's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com