หนัง เพลงที่ฟัง หนังสือที่อ่าน และการเมืองด้วยครับ
Group Blog
 
All Blogs
 

All you need is love สุขสันต์วันแห่งความรักครับ

ความรักเป็นเรื่องประหลาด ตีความกันได้หลายหลาย แต่มันก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับพวกเราแทบทุกคน

วันนี้ถือกันว่าเป็นวันแห่งความรัก valentine's Day จะว่าไปอารมณ์รักของใครสักคน จะสร้างอารมณ์อื่นๆต่อเนื่องได้มากมายไม่รู้จบทั้งตัวเองและคนอื่นๆรอบข้าง

เพลงรักเป็นเพลงที่ผมชอบฟังเหมือนกันนะครับ โดยเฉพาะร๊อครักๆ

จอห์น เลนนอน เคยเขียนเพลงเกี่ยวกับความรักไว้อย่างคมคายหลายเพลง โดยเฉพาะที่เขาแต่งให้กับโยโกะ เช่นเพลง Love จอห์นเขียนซะหวานว่า Love is you You and me - Love is knowing We can be - แต่ผมว่า ซินเธียร์ (ภรรยาคนแรกของจอห์นก่อนที่เขาจะทิ้งเธอไปหาโยโกะ) คงมีอารมณ์เศร้าน่าดู เมื่อได้ยินจอห์นร้องเพลง Oh my love โดยเฉพาะท่อนแรกที่ว่า Oh my love for the first time in my life...

ความรักทำให้เรายอมทำอะไรหลายๆอย่าง มีท โลฟท์ บอกว่าเพราะรัก จะให้เขาขายวิญณาณก็ยอม ไว้ในเพลง I'd lie for you (and that's the truth) ว่า I'd even sell my soul for you. Move mountains if you want me to. จอน บอง โจวี่ ก็ใช่ย่อย เขาอ้อนสาวที่จะขอให้เขาเป็น your valentine ว่า I'll be the water when you get thirsty และ When you get drink, Ill be the wine - Sebastian Bach แห่ง Skid row ก้อเคยกรีดเสียงร๊อคหวานๆให้ผมคราววัยรุ่นคลิ้มถึงสาวๆไปด้วยในเพลง I remember you ท่อน When love went blind and you would make me see แถมยังต่ออีกวรรคว่า I'd stare a lifetime into your eyes

ไม่มีใครสมหวังในความรักไปเสียทุกคนหรอก ใช่ไหมครับ ผมเคยปลอบใจเพื่อนหลายๆคนทั้งชายหนุ่ม หญิงสาว ตั้งแต่แค่ฟังมันบ่นทางโทรศัพท์ ไปนั่งฟังมันระบายเศร้าเคล้าสุราตามผับบาร์ต่างๆ กระทั่งต้องไปเยี่ยมบางคนที่โรงพยาบาลเพราะพิษรัก

ร๊อครุ่นใหญ่อย่าง Deep purple เคยตัดพ้อคนรักว่าทำราวกับเขาไม่มีความหมาย เหมือนทหารรับจ้างไปวันๆ ในเพลง soldier of fortune ว่า In days of old When nights were cold - I wandered without you วง Queen ก็ขอร้องไม่ให้คนรักเขาทิ้งเขาไปในเพลง Love of my life ว่า you hurt me - You broken my heart - now you leave me แย่นะครับแบบนี้

วันวาเลนไทน์นี้ ที่บางคนห่วงมากๆมีอีกเรื่องคือการมีเพศสัมพันธ์ ผมเคยแสดงความเห็นไว้แล้วว่าไม่ค่อยเห็นด้วยที่ไปตั้งป้อมว่ากันอย่างนั้น แต่วันนี้ว่ากันถึงเพลง จริงๆแล้ว ความรักกับความใคร่(Lust)นี่ บางครั้งแยกกันลำบากนะ

อย่างวง Scorpions ก็เขียนไว้ในเพลง Lust or love อย่างน่าฟังว่า Is it lust, is it love Whatever it is I cant get enough และความรักจะบอกได้เมื่อ When I look around tell me who can I trust - Is it love บรู๊ซ สปริงทีนต์เคยเขียนเพลงกึ่งรักกึ่งใคร่ไว้อย่างอีโรติกโครตๆในเพลง I'm on fire ว่า And a freight train running through the Middle of my head - Only you can cool my desire - I'm on fire อย่างไรก็ตาม ถึงจะเป็นสิทธิ์ของแต่ละคนในเรื่องนี้ ก็ขอให้ไตร่ตรองให้ดีก้อแล้วกัน

ทุกๆคนคงมีเพลงรักในใจกันไม่น้อยเพลง จริงๆก็ยังมีความรักมีมากมายหลายแบบ ความรักของพ่อแม่ ความรักของพี่น้อง เพื่อนฝูง ผมเองทั้งได้รับมาและให้ไป ก็ขอส่งความรักให้เพื่อนๆในบล๊อคนี้ทุกคนโดยทั่วหน้ากันครับ

>

เลือกเพลงนี้ละกัน เพลงที่เกี่ยวกับความรักที่ผมชอบที่สุดเพลงหนึ่ง เพลงของ The Beatles ครับ เพลง All you need is love โดยเฉพาะท่อนที่ว่า There's nothing you can do that can't be done และท่อนที่ว่า Nowhere you can be that isn't where you're meant to be. และทุกๆอย่างมันก็ง่ายดายนะครับ

เราต้องการก็แค่ให้ความรักแก่กันและกันเท่านั้น....

All you need is love

Love, love, love.
Love, love, love.
Love, love, love.

There's nothing you can do that can't be done.
Nothing you can sing that can't be sung.
Nothing you can say but you can learn how to play the game.
It's easy.

Nothing you can make that can't be made.
No one you can save that can't be saved.
Nothing you can do but you can learn how to be you in time.
It's easy.

All you need is love.
All you need is love.
All you need is love, love.
Love is all you need.

All you need is love.
All you need is love.
All you need is love, love.
Love is all you need.

Nothing you can know that isn't known.
Nothing you can see that isn't shown.
Nowhere you can be that isn't where you're meant to be.
It's easy.

All you need is love.
All you need is love.
All you need is love, love.
Love is all you need.

All you need is love (all together, now!)
All you need is love. (everybody!)
All you need is love, love.
Love is all you need (love is all you need).

Yee-hai!
Oh yeah!
She loves you, yeah yeah yeah.
She loves you, yeah yeah yeah.


Get this widget | Track details | eSnips Social DNA




 

Create Date : 15 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 15 กุมภาพันธ์ 2551 1:45:15 น.
Counter : 1643 Pageviews.  

Turn! Turn! Turn! - สัจธรรมในงานร๊อค

ทุกๆอย่างหมุนเวียนเปลี่ยนผัน เป็นสัจธรรมในทุกๆศาสนาก็ว่าได้

>

เพลง Turn! Turn! Turn! เป็นเพลงโปรดผม เพลงยุคแสวงหา มันถูกขับร้องในยุค 60 ยุคที่ความแตกแยกทางสังคมเป็นไปอย่างวุ่นวาย

ทุกๆอย่างไม่มีอะไรแน่นอน

มีเกิดก็ต้องมีดับ

มีหว่านก็ต้องมีเก็บเกี่ยว

มีหัวเราะก็ต้องมีร้องให้

มีตายก็ต้องมีเกิด

วัฎสงสารหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ศาสนาพุทธที่ผมนับถือสอนเอาไว้ ทุกอย่างไม่มีอะไรแน่นอน แม้เพียงตัวเราก็เถอะ

มีการสร้างก็ย่อมมีการล่มสลาย

ก้อนหินที่แหลกสลาย อาจหลอมกันได้เป็นหนึ่งเดียว

ว่ากันว่า Pete Seeger ผู้แต่งนำเอาเรื่องราวในคัมภีร์ไบเบิลมาแต่ง ในช่วงของ Ecclesiastes 3:1-8 เมื่อคิง โซโลมอน King Solomon เขียนถึงพระเจ้า เช่น "made everything beautiful in its time." และ A time to be born, and a time to die; a time to plant, and a time to pluck up that which was planted

เพลงนี้โด่งดังมากๆ จากวงดนตรีคณะ The Byrds ผมชอบมากๆตรงที่เขาร้องประสานเสียงกันอย่างไพเราะ แนวดนตรีเป็นโฟลก์ร๊อคต้นแบบอเมริกันร๊อคของแท้

เมื่อมีสงคราม ก็ย่อมมีความสงบสุข

มีรัก ก็ย่อมมีเกลียด

เร็วๆนี้ คงถึงเวลาที่จะสวมกอดกัน ปรับความเข้าใจกันเสียดี

เวลาแห่งสันติสุข คงไม่สายเกินไปใช่ไหม

Turn! Turn! Turn! (To Everything There Is a Season)

To everything
(Turn, turn, turn)
There is a season
(Turn, turn, turn)
And a time to every purpose
Under Heaven

A time to be born, a time to die
A time to plant, a time to reap
A time to kill, a time to heal
A time to laugh, a time to weep

To everything
(Turn, turn, turn)
There is a season
(Turn, turn, turn)
And a time to every purpose
Under Heaven

A time to build up, a time to break down
A time to dance, a time to mourn
A time to cast away stones, a time to gather stones together

To everything
(Turn, turn, turn)
There is a season
(Turn, turn, turn)
And a time to every purpose
Under Heaven

A time of war, a time of peace
A time to love, a time to hate
A time you may embrace, a time to refrain from embracing

To everything
(Turn, turn, turn)
There is a season
(Turn, turn, turn)
And a time to every purpose
Under Heaven

A time to gain, a time to lose
A time to rend, a time to sow
A time for love, a time for hate
A time for peace, I swear it's not too late.




 

Get this widget | Track details | eSnips Social DNA
Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2551 23:41:46 น.
Counter : 1158 Pageviews.  

Pet Sematary - สตีเฟน คิง - สุสานสัตว์เลี้ยง

พอดียังไม่รู้จะอัฟอะไร เพื่อนแบร์ ถามถึง สตีเฟน คิง เลยเอาหนังที่ทำจากนิยายของเขาที่ผมชอบที่สุดเรื่องหนึ่งมาเล่าให้ฟังแก้ขัดก่อน อิอิ

เชื่อไหม...ผมรู้สึกว่าหลายๆคนมักจะตีค่างานของสตีเฟน คิงต่ำกว่าความเป็นจริง



Pet Sematary - เป็นหนังที่มีรูปลักษณ์คล้ายๆหนังสยองขวัญเกรดบีแต่จริงๆมันแฝงอะไรไว้ให้คิดหลายๆอย่าง

หนังมีเนื้อหาโดยย่อคือ มีครอบครัวหนึ่งประกอบด้วยพ่อแม่ ลูกวัยสองขวบและแมวตัวหนึ่ง เดินทางไปใช้ชีวิตที่ชนบท พวกเขาอยู่บ้านริมทางหลวง คืนแรกชายชราที่อยู่บ้านตรงกันข้ามเดินมาและพูดคุยถึงตำนานเก่าแก่ของเมืองนี้



สุสานสัตว์เลี้ยง ทางเดินไปสู่สุสานในตำนาน

มันมีตำนานว่าเมื่องนี้มีสุสานสัตว์เลี้ยง (Pet Sematary) เพราะรถที่วิ่งผ่านทางหลวงอย่างรวดเร็วมักจะทับหมาแมวต่างๆตายเสมอ - แต่หลังสุสานสัตว์เลี้ยงนั้นขึ้นเขาไป มันมีสุสานอินเดียแดง ซึ่งเชื่อกันว่าถ้าใครเอาศพไปฝัง - มันจะฟื้นคืนชีวิตมาอีกครั้ง

วัยเด็ก สตีเฟน คิง มักจะต้องเดินทางไปกับครอบครัวย้ายถิ่นฐานบ่อยๆ เขามักจะฟังและอ่านตำนานพื้นบ้านในเมืองแต่ละเมืองที่เขาพักเสมอ สังเกตจากงานของเขาที่มักจะเชื่อมโยงเอาความเชื่อท้องถิ่นมาเป็นตัวเดินเรื่อง

เนื้อหาในหนังสือของ คิง นอกจากบรรยากาศความสยอง จะมีความผูกพันและตัดไม่ขาดของจิตใจมนุษย์และมักจะนำไปสู่ความรุนแรงที่คาดไม่ถึง - ความผูกพันของเพื่อนใน stand by me - ความริษยาใน แครี่ - เป็นต้น

ความสยองเริ่มขึ้นเมื่อแมวของพวกเขาตาย - ชายชราสงสารเด็กที่เอาแต่ร้องให้จึงพาคนพ่อไปที่สุสานในตำนาน - แมวพวกเขาฟื้นแต่กลายเป็นแมวที่ดุร้าย - ต่อมาลูกชายของพวกเขาถูกรถชนตาย - คนพ่อทนอยู่ 3 วันแต่แบกความเสียใจไม่ไหว พาเด็กไปฝังไว้ในสุสานแห่งนั้น แม้ชายชราจะขอร้องให้เลิกคิดแต่เขาก็ไม่ยอม



เด็กที่เสียชีวิต จุดเริ่มความสยอง

เด้กคนนั้นกลายเป็นเด็กปีศาจ ฟื้นมาเดินกลับบ้านและสังหารแม่ตัวเอง เขาและชายชราพยายามกันแล้วแต่ไม่ทัน และจำใจต้องเผาลูกตัวเองซ้ำ....

แต่นั่นไม่ใช่จุดจบ เขาตัดสินใจพาภรรยาของเขาไปฝังในสุสานอินเดียนอีกครั้ง

"คุณจะทำอะไร ยังไม่เห็นอีกหรือว่าทุกอย่างเลวร้ายแค่ไหน" ชายชราห้ามปราม

"ไม่" เขายืนยัน "ทุกครั้งผมรอนานเกินไป ผมจะพาเธอไปเดี๋ยวนี้"

สตีเฟน คิง พยายามจะบอกเป็นนัยๆในหนังสือของเขาส่วนใหญ่ว่า เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นไม่ใช่เกิดเพราะ ปีศาจ หรือ เพราะปัจจัยภายนอก แต่เป็นตัวมนุษย์เรานี่เองที่ไม่รู้จักปลง ไม่รู้จักยอมรับในสภาพที่เป็นอยู่ - จนดิ้นรนฝืนแม้ลิขิตจากกรรม - หรือจากพระเจ้าก็แล้วแต่

แต่ที่แน่ๆ ทุกอย่างจะจบด้วยความสยอดสยอง รวมทั้งชะตากรรมของตัวพ่อในหนังเรื่อง Pet Sematary นี้ด้วย



สตีเฟน คิง ลงทุนมาเล่นบทเล็กๆ ด้วยเป็นบาทหลวงในงานศพของเด็กที่ตาย

น่าเสียดายที่คนมักจะติดภาพสยองของคิง จนหนังหลายๆเรื่องของเขากลายเป็นหนังสยองตลาดๆ ดูเอาเรื่องเอาราวได้ไม่เท่าไร - ตัวคิงเองก็คงทนไม่ไหวเหมือนกัน เรื่องนี้เขาจึงกระโดดลงมาเขียนบทเองเสียเลย

หนังเขียนบทโดย สตีเฟน คิง กำกับโดย Mary Lambert ดาราต่างๆก็เรียกว่าออกจะไม่มีชื่อเสียงเท่าไร แต่มันเป็นหนังที่สร้างจากนิยายของคิงที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง หนังประสบความสำเร็จ และทำรายได้ดีมากจนต้องมีการสร้างภาคสองตามมากวาดเงินกันอีกรอบ (แต่เนื้อหาสู้ภาคแรกไม่ได้เลย)

ผมอ่านนิยายของคิงหลายเล่ม รู้สึกว่าเขาแฝงนัยยะของความอ่อนแอของมนุษย์ไว้ในรูปแบบต่างๆ และที่สำคัญอย่างหนังเรื่อง Pet Sematary นี้บอกคือ คนเรามักจะไม่ค่อยยอมรับความจริงที่โหดร้าย และทางแก้แทนที่จะแก้ปัญหา กลับทำให้ทุกอย่างเจ็บปวดกว่าเดิม




 

Create Date : 06 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 6 กุมภาพันธ์ 2551 13:03:52 น.
Counter : 3733 Pageviews.  

A CLEAN, WELL-LIGHTED PLACE บันทึกในคืนหนึ่ง

เมื่อคืนรอบดึกราวๆสี่ทุ่มผมไปนั่งผับที่ไปประจำกับเพื่อนๆ

ผับนี้มีพวกฝรั่งมานั่งแยะ เพราะดนตรีเล่นดี อาหารอร่อย นั่งจนเขาปิดร้านน่ะ ประจำ ผมเห็นฝรั่งแก่ๆคนหนึ่งนั่งอยุ่คนเดียวที่บาร์ แกนั่งนิ่งๆมือจับแก้วเหล้า ดวงตามองเหม่อๆ บางทีคุยกับบาร์เทนเนอร์เบาๆ.....

มีเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งงานของ เออร์เนส แฮมมิ่งเวย์ - ERNEST HEMINGWAY ที่ผมชอบอ่านมาก ผมอ่านได้เป็นสิบๆรอบแล้ว อ่านเรียกว่าจนจะขึ้นใจ เรื่องสั้นนั้นชื่อ A CLEAN, WELL-LIGHTED PLACE - " สถานที่สะอาดและมีแสงสว่างพอเพียง



เรื่องสั้นเรื่องนี้อยุ่ในหนังสือรวมเรื่องสั้นชุด Winner take nothing ของไทยก็มีชื่อผู้ชนะที่ปราชัย แปลโดย ณรงค์ จันทร์เรือง

แฮมมิ่งเวย์มักจะเขียนเรื่องโดยมีลักษณะเฉพาะประจำตัวเขาหลายๆอย่าง - การเผชิญหน้ากับอันตรายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง / การห้ำหั่นกันอย่างขาดสติของมวลมนุษย์ / ความรุนแรงของธรรมชาติ / และที่ชัดเจนที่สุดคือ บุคคลที่ต่อสู้กับอะไรบางอย่างโดยลำพัง

หลายๆครั้งที่เราต้องต่อสู้กับอะไรบางอย่างในใจ บางคนอาจจะมีบ้าง ที่บางทีต้องการแค่ไม่ได้อยู่ลำพัง รอใจสงบชั่วคราว

ในเรื่องมันเป็นร้านเหล้าแห่งหนึ่ง รับรู้เรื่องผ่านการสนทนาของบ๋อย 2 คนที่พูดถึงลูกค้าที่เป็นชายชราที่หูหนวกคนหนึ่ง แกแก่มากแล้วและมักจะนั่งอยุ่นานๆจนปิดร้าน วันนั้นก็เช่นกัน แต่บ๋อยคนหนึ่งต้องการจะกลับบ้านจึงปิดร้านก่อนครึ่งชั่วโมงและปฎิเสธที่จะรินเหล้าให้กับแก - ผมรู้ผ่านคนทั้งสองว่า แกหูหนวก / เคยคิดจะฆ่าตัวตาย / อยู่ลำพังมีหลานสาวดูแลบางคราว / ชอบมานั่งดื่มคนเดียวบ่อยๆ

เรื่องบอกให้รู้ว่าแกมีปัญหาบางอย่างในการที่จะอยู่ต่อไป (เพราะเคยคิดจะฆ่าตัวตายมาแล้ว) แฮมมิ่งเวย์ไม่บอกว่าภาวะจิตใจแกมีปัญหาอะไร แต่เสียดสีสังคมเอาไว้ในมุมมองตื้นๆของคนอื่นๆ เช่น บ๋อยที่ยืนยันว่าที่แกฆ่าตัวตายนั้นมันเหลวไหล ไม่มีอะไรเลย - ครั้นอีกคนถามเหตุผล" "Nothing - How do you know it was nothing?" - คำตอบที่ได้รับก็ง่ายๆตามประสาระบบทุนนิยม "ก็แกมีเงินแยะนี่หว่า""He has plenty of money"

แฮมมิ่งเวย์เขียนเรื่องนี้ราวๆปี 1930 ทุนนิยมกำลังเติบโตอย่างแข็งแรงในอเมริกา เนื้อหาแทบทุกเรื่องจะบอกเสมอว่าสังคมและโลกจะเย็นชา ตัวละครของเขาจะต้องเผชิญปัญหาอย่างเดียวดาย โดยคนอื่นๆจะมองอย่างไม่เข้าใจ หรือคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นชายชราที่ต้องต่อสู้กับปลาฉลามเพียงลำพัง / หรือคนชราสักคนที่อาจจะยังไม่อยากไปไหน หวังแค่ได้ที่ๆพอจะมีแสงสว่างให้นั่งสงบจิตใจ

- เวลาเลยไปถึงตี 1 เศษ ร้านจะปิด ดนตรีเลิก พวกผมสั่งเช็คกันแล้ว แต่ยังนั่งพูดคุยกันต่อ (รอเหล้าหมดขวด) พนักงานบางคนเริ่มเช็ดโต๊ะ เก็บเก้าอี้ บาร์เทนเนอร์เก็บแก้วเรียงเข้าตู้ พนักงานในครัวยกข้าวผัดหม้อใหญ่และต้มจืดออกมา พวกเขาตักแจกกันกินรองท้องก่อนกลับบ้าน หลังจากเหนื่อยที่คอยบริการเสริฟเหล้า เสริฟกับ แก่ลูกค้าทั้งหลายตลอดคืน - แกยังนั่งอยู่ที่เดิม แต่ตาจับมองไปยังแก้วเหล้า ไม่ได้เงยหน้าเท่าไร.....

ที่ผมนับถือคือแฮมมิ่งเวย์ไม่เคยให้ตัวละครเขาอ่อนแอ แม้โลกจะไม่สนใจใยดีกัน - ในเรื่องนั้นสุดท้ายบ๋อยก็ปฎิเสธไม่ยอมขายเหล้าให้แกตามที่แกร้องขอ ทั้งที่มีเวลาเหลือตั้งครึ่งชัวโมงก่อนจะร้านปิด - เรื่องแสดงความขัดแย้งระหว่างบ๋อยทั้งสองที่คนหนึ่งเห็นว่าเพื่อนเขาทำเกินไป แต่ก็เป็นเพียงคำโต้เถียง

"Why didn't you let him stay and drink? It is not half-past two." - ทำไมไม่ให้เขาอยู่ดื่มต่อละ ยังไม่ตีสองครึ่งเลย "I want to go home to bed / You talk like an old man yourself / He can buy a bottle and drink at home."ฉันอยากกลับบ้านนอนแล้ว - แกพูดอย่างกับเป็นตาแก่นั้นเสียเอง - อยากดื่มต่อก็ซื้อไปดื่มที่บ้านสิ" - แต่ก็แน่นอนว่า ไม่มีคำพูดใดใดจากชายชรานอกจากการเดินออกจากร้านไปเงียบๆ

แฮมมิ่งเวย์บรรยายไว้อย่างชัดเจนว่าแก - leaving half a peseta tip.The waiter watched him go down the street, a very old man walking unsteadily but with dignity - หลังจากทิปให้ครึ่งเปโซต้า แกเดินออกไปตามถนน บ๋อยเห็นว่าแกแก่แล้วจริงๆ เดินส่ายๆแต่ยังมีท่าทีน่าเกรงขาม มีศักดิ์ศรี

บทสรุปก็เหมือนกันกับหลายๆเรื่องของแฮมมิ่งเวย์ที่สุดท้ายคนเราต้องเผชิญหน้ากับอะไรบางอย่างตามลำพัง ผมเคยได้ยินผู้รู้ท่านหนึ่งตีความว่าเขาไม่ได้พูดถึงความกล้าหาญ แต่เป็นความไม่ใยดีต่อกัน
- เกือบตีสอง....ผมเดินออกจากร้านผ่านชายชราคนนั้นใกล้ๆ แขกทยอยออกไปจนจะหมดแล้ว หน้าบาร์เหลือแต่แกคนเดียว ยังนั่งอยู่ไม่ไปไหน ดูใกล้ๆ มีอายุพอสมควร ตัวโต แต่แต่งตัวเรียบร้อย ไว้หนวดและเครา / ผมแค่เห็นแกแล้วก็ดันไปนึกถึงเรื่องสั้นเรื่องนี้ อาจจะไม่มีอะไรก็ได้ ผมนึกปลอบใจตัวเอง แกอาจจะแค่หนีเมียมาเที่ยวเท่านั้นแหละ

แต่ผมก็โล่งใจนิดๆนะ ที่ก่อนกลับยังเห็นลุงบาร์เทนเนอร์ยิ้ม และรินเหล้าให้แกดื่มต่ออีกแก้วในคืนนั้น.....

นึกถึงเพลงๆหนึ่งด้วย STREET OF LONDON

Get this widget | Track details | eSnips Social DNA





 

Create Date : 30 มกราคม 2551    
Last Update : 30 มกราคม 2551 23:57:06 น.
Counter : 1006 Pageviews.  

วัดพุทธและโบส์ถคริสต์ที่เวียดนาม

ผมเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับฝ่ายซ้ายมาบ้าง และจากการปะทะกันทางความคิดกับฝ่ายขวา เงื่อนไขหนึ่งที่พวกเขาถูกโจมตีคือ คอมมิวนิสต์จะมาทำลายศาสนา เพราะบางสายยืนยันว่าศาสนาคือยาเสพติด

อย่างไรก็ตามผมคิดว่า วีถีชีวิตของผู้คนมีการควบคุมหลายระดับ วีถีชาวบ้านอย่างหนึ่งที่สังคมหน่วยย่อยใช้ควบคุมกันเองคือศาสนา

เวียดนามเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ที่ให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาอย่างน่าทึ่ง ลุงธงชัยบอกว่า มีคนนับถือศาสนาพุทธ 89 เปอร์เซ็น คริสต์ 10 เปอร์เซ็น ที่เหลือก็ศาสนาอื่นๆ เช่น ขงจื้อ เช่นกับเมืองไทย วัดในเวียดนามมีมากมาย มีทั้งเป็นวัดที่ใหญ่โตเต็มไปด้วยเรื่องราวประวัติศาตร์ต่างๆ และวัดที่เล็กๆอยู่ตามข้างทางก็ไม่น้อย

วัดแรกที่ผมไปเยือนคือวัดจอหงวน คือในหนังสือบอกว่าวัดนี้เป็นวัดที่พระเจ้าแผ่นดินสมัยก่อนเอาไว้สอบในพวกนักศึกษาที่ต้องการจะรับราชการ โดยคนที่ได้คะแนนสูงสุดจะได้เป็นจอหงวนก็จะได้เป็นข้าราชการระดับสูง ไม่รู้จะเอามาจากจีนหรือไม่ ถ้าเหมือนกันผมจำได้ว่าจะมีทั้งหมด 3 ขั้น ขั้นที่สองคืออะไรจำไม่ได้ แต่ขั้นที 3 เขาเรียก ถ้ำฮวย ที่จำได้เพราะผมเองเป็นแฟนพันธ์แท้ของนิยายเรื่อง ฤทธิ์มีดสั้น และตัวเอกของเรื่องคือ ลี้คิมฮวงน่ะ นอกจากมีวิชามีดบินที่เลิศพบจบแดนแล้ว เขามีสมญาอีกอย่างว่า ลี้ถ้ำฮวย เนื่องจากเรียนหนังสือเก่งขนาดสอบได้ที่ 3 ของทั่วประเทศ

คนจีนเมื่อไม่นานมานี้มีความเชื่ออย่างหนึ่ง ญาติผมที่ฮ่องกงเคยบอกว่าจบปริญญาก็เหมือนสอบจอหงวนได้ แต่สมัยนี้คงไม่ใช่ปริญญาตรีแล้ว ปริญญาเอกโน่นล่ะมั้งค่อยว่ากัน

บรรยากาศภายในดู ขรึมๆดี ติดแต่นักท่องเที่ยวเดินเพ่นพ่านกันแยะจนเกินไป รอบๆมีหินแกะสลักชื่อของบรรดาผู้ที่สอบได้วางอยู่ สถาปัตยกรรมดูไม่ต่างจากวัดจีนที่ผมเคยไปเยือนมาแล้วเท่าไร



พระแต่งตัวต่างกันนั่งอยู่คนละฟากของเก้าอี้ ที่เวียดนามไม่มีกฎตายตัวเรื่องการแต่งกายของพระสงฆ์ จึงเห็นพระสงฆ์แต่งตัวกันได้หลายแบบตามชอบใจ

วัดนี้อยู่ริมทะเลสาปกลางเมืองฮานอย บรรยากาศสวยงามมากเลยครับ ผมลืมชื่อไปแล้วล่ะ แต่ประวัติก็ไม่มีอะไรมากกว่าการสร้างเพื่อเสริมบารมีของฮ่องแต้พระองค์หนึ่งในราชวงศ์หลี่เท่านั้น



ลองใช้เลนส์เก็บภาพมุมสูงดู เจดีย์นี้สูง 10 ชั้น จะอิงทัศนคติอะไร หรือแค่ทำไว้สวยๆผมก็ไม่ทราบ

ที่เวียดนามนี้ เป็นพุทธนิกายมหายานเพราะได้รับอิทธิพลมาจากประเทศจีนเสียมาก แต่ยังมีข้อแตกต่างอยู่บางประการ คือพระที่เวียดนามนี้ ไม่เคร่งเรื่องการแต่งตัวดังที่กล่าว และสามารถแตะตัวสีกาได้ นั่งรถเบียดๆกันได้นะฮะไม่ผิดศีล พระบางรูปบิดมอร์เตอร์ไซด์ก็ยังมี (แต่ถ่ายรูปไม่ทัน) และพระเวียดนามท่านฉันท์ 3 มื้อเหมือนชาวบ้าน นอกจากนั้นยังเล่นการเมือง โดยสามารถเป็นตัวแทนไปนั่งในสภาคอมมิวต์นิสต์ได้ด้วย

พระพุทธศาสนาของเรามีอายุกว่า 2500 ปีแล้ว คำสอนของพระพุทธองค์จะว่าไปกว่าจะบันทึกลงเป็นอักษรก็หลังพุทธกาลกว่า 400 ปี และสังขยานากันอีกหลายต่อหลายครั้ง ย่อมเปิดโอกาสให้ตีความไปได้แตกต่างกัน แต่อย่างหนึ่งที่สังเกตได้คือยิ่งคณะสงฆ์ไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองมากเท่าไร โอกาสที่พระวินัยจะถูกบิดเบือนก็มากขึ้นเท่านั้น

ผมว่าประเทศที่มีพระพุทธศาสนานิกายมหายานเช่นจีนกับเวียดนามนั้น พระศาสนาจะยุ่งกับการเมืองได้ง่ายกว่า เพราะนิกายนี้มีการตีความคำว่านิพพานต่างจากหินยาน และยังมีสิ่งเคารพนับถือนอกเหนือจากพระสงฆ์อีกมากมาย เช่น เง๊กเซียนฮ่องเต้ / กวนอิมเนี้ย / นาจา / 8 เซียน ฯลฯ เต็มสรวงสวรรค์ไปหมด คำสอนออกไปทางนับถือเทวดาเหล่านั้น เรียกว่าขึ้นองค์ไหนก็ตามแต่ใจ ทัศนคติในการปกครองจึงถือว่าฮ่องเต้เป็นโอรสแห่งสวรรค์ จะทำการอย่างไรก็ได้ตามแต่ใจทั้งสิ้น จึงเกิดการเสื่อมโทรมได้ง่ายเพราะไม่เอาใจใส่ประชากร

จุดสิ้นสุดของราชวงศ์ทั้งจีนและเวียดนามเหมือนกันคือถูกชาวต่างชาติเอาไปเป็นหุ่นเชิด ของจีน พระเจ้าปูยีถูกญี่ปุ่นเอาไปเชิดที่ประเทศแมนจูเก๊วะ ส่วนเวียดนามจักรพรรดิ์เบ๋าได่ถูกฝรั่งเชิดเอาคราวเวียดนามเหนือ/ใต้

ตรงกันข้ามกับในทางปกครองของไทย แต่ก่อนเรานับถือศาสนาพุทธนิกายหินยานทำให้ทัศนคติทางการปกครองของรัฐไทยแต่โบราณ ถึงจะถือว่าพระมหากษัตริย์เป็นเจ้าชีวิต แต่ก็ยังมีคำสอนและศีลธรรมของศาสนาพุทธหินยานกำกับอยู่มาก โดยเฉพาะข้อที่เชื่อว่าบารมีแห่ง"พุทธราช"นั้น ต้องเป็นผู้มี"ทศพิศราชธรรม"ส่งผลให้การปกครองของรัฐไทย พระเจ้าแผ่นดินค่อนข้างจะปราณีแก่ไพร่ฟ้ากว่าพระเจ้าแผ่นดินของประเทศอื่นๆ

คำว่า"ทศพิศราชธรรม"และ"การปกครองแผ่นดินโดยธรรม" เป็นอย่างไรนั้น ตัวอย่างชัดๆก็เห็นจะได้แก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ของเรานี่เอง ไม่ต้องไปดูอื่นไกล

เนื่องจากประเทศเวียดนามเคยเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส จึงมีคนจำนวนหนึ่งที่นับถือศาสนาคริสต์ และสมัยนั้นก็มีการสร้างศาสนสถานไว้ไม่น้อย ทุกวันนี้ยังมีร่องรอยอยู่ แต่ที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือโบสต์คริสต์แห่งฮานอย ซึ่งมีอายุกว่า 200 ปี ใกล้เคียงกับวัดพระแก้วของบ้านเรา



ผมยืนมองความสูงลิบลิ่วของโบสต์แห่งนี้ รูปทรงตึก ขรึมและสวยงามมาก เอามาฝากเพื่อนคริสต์ แบร์ กับ บลัดดี้นะ

โบสต์แห่งนี้อยู่ในกลางเมืองพอดี เดินจากทะเลสาปไปประมาณ 1 กิโลเมตรเท่านั้น เดินไปก็เห็นแต่ไกล เพราะใหญ่โตโอ่อ่าอย่างมาก รอบๆนั้นก็มีโรงเรียนคริสต์อยู่ด้วย เด็กที่เรียนดูจะผิวพรรณหน้าตาดีกว่าเด็กทั่วๆไป น่าจะเป็นลูกหลานคนมีสตางค์ส่งมาเรียน

ขณะที่สร้างโบสต์นี้ เวียดนามกำลังเป็นเมืองขึ้น ฝรั่งเศสผู้ที่ปกครองจะสร้างศาสนสถานทั้งที ก็ต้องให้ยิ่งใหญ่จนข่มเอาสิ่งต่างๆโดยรอบให้สยบอยู่ใต้อำนาจจนหมดสิ้น เป็นเรื่องธรรมดาในยุคนั้น สงสารก็แต่บรรดาแรงงานที่ถูกเกณฑ์มาสร้าง เพราะการสร้างตึกสูงๆอย่างนี้เมื่อ 200 ปีก่อน ยังไม่มีเครื่องทุ่นแรง ต้องใช้กำลังแรงงานมากมาย จะบาดเจ็บล้มตายไปเท่าไรเสียก็ไม่รู้



เดินตัดไปอีกทาง เส้นทางนี้เห็นร้านหนังสือเรียงรายกันอยู่แถวหนึ่ง จัดหน้าร้านคล้ายๆกันคือมีแผงหนังสือเรียงกันเต็มหน้าร้าน ผมเดินไปดูเห็นหนังสือฝรั่งแปลเป็นภาษาเวียดนามบ้าง ฝรั่งเศสบ้าง เต็มไปหมด ผมพลิกๆดูก็อดขำไม่ได้เพราะเป็นอย่างหนึ่งที่บ้านเราหายไปนานแล้ว

จะว่าไปแล้วหนังสือพวกนี้เป็นหนังสือผี คือก๊อปจากหนังสือฝรั่งมา กระดาษเป็นกระดาษหยาบไม่ใช่กระดาษปอนด์ เอามาขายไม่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ ผมเห็นมีทั้ง ดาวินซี่ โค้ด / บิล คลินตัน my life / ฮิลล่ารี่ คลินตัน autobiograpy / นิยายของสตีเฟน คิง อีกเพียบ สนนราคามีตั้งแต่ 5 เหรียญดอลล่าร์ไปจนถึง 8 เหรียญ

หนังสือพวกนี้บ้านเราผมเคยเห็นตอนเด็กๆ มีทั้งการ์ตูนและเรื่องนิยายต่างๆ ตอนหลังลิขสิทธิ์มาแทนที่หมด เวียดนามก็คงเหมือนกัน แต่จะนานแค่ไหนก็อีกเรื่อง



ผมเดินเล่นไปจนค่ำๆอีกครั้ง ยามเย็นๆอย่างนี้ ริมทะเลสาปฮานอยคงได้อารมณ์ไม่เลว เห็นคู่นี้เลยเอามาฝากเพื่อนๆกันหน่อย ถ้าได้ไปก็อย่าลืมไปทำท่าโรแมนติกแบบนี้บ้างนะครับ

กรุงฮานอยยามค่ำ แสงแตรรถยังดังไม่ขาดสาย เดินภายใต้แสงนีออนข้างทาง ผมวางกระเป๋านั่งพักก่อน ไว้ค่อยพาเดินชมเมืองต่อคราวหน้า.......




 

Create Date : 23 มกราคม 2551    
Last Update : 23 มกราคม 2551 14:21:31 น.
Counter : 1870 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

mr.cozy
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Is everybody in? Is everybody in?
The ceremony is about to begin
Friends' blogs
[Add mr.cozy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.