หนัง เพลงที่ฟัง หนังสือที่อ่าน และการเมืองด้วยครับ
Group Blog
 
All Blogs
 
Tokyo story - โตเกียวที่เริ่มเปลี่ยน

ว่ากันว่าสังคมยิ่งเจริญมากขึ้นเท่าไร ปัญหาคนชราถูกทอดทิ้งไม่มีคนดูแลก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว



ปกแผ่นดีวีดีของผมเป็นแบบนี้ หนังมีทั้งบทพายท์อังกฤษและญี่ปุ่น มีคำบรรยายอังกฤษ

Tokyo story เป็นงานกำกับของ ยาสุจิโร โอสุ - Yasujiro Ozu ผมมีหนังของท่านแค่ 2 เรื่องซึ่งก็ชอบมากทั้งคู่โดยเฉพาะเรื่องนี้ ที่ไม่ค่อยอยากดูซ้ำเท่าไร เพราะทำได้ดีจนผมหดหู่ หนังออกฉายในปี 1953 แต่ถึงทุกวันนี้ก็ยังเอามาดูได้อย่างร่วมสมัย

เนื้อหากล่าวอย่างรวบรัดคือ - มี 2 ตายายจากเมืองโอซาก้า โทมิ และ ซูคิชิ ต้องการจะไปเยี่ยมลูกที่กรุงโตเกียวพวกเขาอาศัยอยู่กับเคียวโกะลูกสาวคนเล็กที่เป็นครู การเป็นเยือนครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงสังคมเมืองใหม่ที่ลูกๆเริ่มเห็นพ่อ แม่ที่เข้ามาเยี่ยมเป็นภาระ ทั้งหมดแฝงไว้ในประโยคคำพูดเล็กๆน้อยๆ กริยาและการกระทำบางอย่างทั้งต่อหน้าและลับหลัง ภายใต้รังสีน้ำใจที่เย็นยะเยียบ

ภาพหมู่ พ่อกับแม่ผู้ชรา โคอิชิลูกชายที่เป็นหมอกับชิเกะลูกสาวที่เป็นช่างเสริมสวย

"ซาซึมิ ไม่ต้องหรอก แค่สุกี้ยากี้ก็พอแล้ว" เป็นคำตอบของลูกชายที่บอกภรรยาว่าควรทำอะไรให้พ่อ-แม่ กินมื้อแรก - ส่วนลูกสาวก็กินขนมเค้กที่สามีเอามาให้ซะหมด ด้วยเหตุผลที่ว่า "พวกพ่อแม่น่ะ ไม่รู้จักของดีๆแบบนี้หรอก กินขนมปังกรอบน่ะ ดีแล้ว"

ไม่นับว่าผู้สูงวัยทั้งคู่ที่ไม่ได้ไปไหนเลย เพราะทั้งลูกชายและลูกสาวไม่ว่างพาไป

เอาเข้าจริงๆลูกสะใภ้ม่ายของพวกเขาอย่าง นาริโกะ ที่สามีซึ่งเป็นลูกของทั้งคู่เสียชีวิตไปในยามสงคราม กลับดูเต็มใจที่สุดที่จะพาทั้งสองไปดูชมเมือง และช่วยเหลือในหลายๆด้าน ส่วนลูกจริงๆตัดสินใจที่จะส่งทั้งคู่ไปบ้านพักอาบน้ำร้อน เพราะคิดกันแล้วว่าประหยัดที่สุดในการใช้จ่าย

แต่เนื่องจากสถานที่เล็ก และเสียงดัง ผู้เฒ่าทั้งสองทนอยู่ไม่ได้จึงตัดสินใจกลับบ้าน เมื่อมาถึงคำตอบของลูกสาวคือบ้านไม่ว่าง ทั้งคู่ต้องแยกกันในคืนนั้น ซึ่งก็ได้นาริโกะที่รับแม่สามีไปพัก (ที่ห้องพักเล็กๆ ) ด้วยอย่างเต็มใจ

ฉากที่อบอุ่นที่สุดในหนังสำหรับผมก็ภาพนี่แหละครับ นาริโกะนวดให้แม่สามีในห้องแคบๆของเธอซึ่งหนังมาเปิดเผยตอนท้ายเรื่องจากคำพูดของปู่ชูคิชิว่า นั้นเป็นช่วงเวลาที่ภรรยาเขามีความสุขที่สุดในคราวมาเยือนโตเกียว

หนังยาวสองชั่วโมงเศษ ใช้เวลา 90 นาทีแรกในการมาเยือนของผู้เฒ่าทั้งสองและกลับบ้าน 40 กว่านาทีที่เหลือพูดถึง งานศพของผู้เป็นแม่ ที่กว่าทุกคนจะมาก็ไม่ได้ทันดูใจ และผมก็รับรู้ถึงความกระตือรือร้นอย่างน้อยมากของลูกๆทั้งสามจากการพูดและการกระทำ

โอสุ เขียนบท - กำกับ หนังเรื่องนี้ปี 1953 ตอนนั้นรากทุนนิยมเริ่มฝังลงในสังคมญี่ปุ่น เขาคงต้องการจะวิจารญ์แนวโน้มของสังคมในอนาคต เพราะไม่เพียงแค่สื่อชัดๆของสังคมครอบครัวที่เริ่มเปลี่ยนไป บางฉากเหมือนจงใจถ่ายภาพของปล่องควันดำต่างๆ ที่เต็มเมืองโตเกียวในขณะนั้นไปหมด โดยมีชายชรานั่งมองอย่างปลงๆ



ลูกสะใภ้ - เป็นคนเดียวที่เอาใส่พวกเขาทั้งสอง

หนังเดินเรื่องช้าๆ ถ่ายใช้วิธีแช่กล้องในระดับคนนั่ง ( เคยรู้ว่าเขาเรียกแบบ Setting Mat Level)ปล่อยให้ตัวละครเดินเข้าเดินออกมานั่งพูดจากัน ฉากหนึ่งๆยาว 4 - 5 นาที แต่ไม่น่าเบื่อเลยครับ เพราะบรรยากาศมันกดดันดีจริงๆ พยายามเอาใจช่วยปู่แก แต่ไม่รู้ทำไง

"พ่อ แม่ น่ะ มีโอกาสก็ดูแลท่านตอนยังอยู่เถอะ" เป็นอีกประโยคหนึ่งที่เพื่อนคนหนึ่งเตือนชิเกะ แต่ก็ไม่ได้มีผลอะไรต่อเธอเลย

หนังจบหลังงานศพคุณย่าแก ที่ลูกทั้งหลายพากันรีบกลับโตเกียวในคืนนั้นรถไฟเที่ยวดึก โดยลูกสาวเหมากิโมโนของแม่ไปเรียบ คงเหลือแต่นาริโกะลูกสะใภ้ ที่ตัดสินใจอยู่เป็นเพื่อนพ่อสามีอีกซักวัน เคียวโกะถึงกับบอกว่าพี่น้องเธอช่างแล้งน้ำใจเหลือเกิน- โอสุ ให้ตัวละครชราพูดสรุปไว้กับ นาริโกะ อย่างคนเห็นอะไรมามากว่า " เธอไม่ควรยึดกับอดีต มีโอกาสก็แต่งงานใหม่เสียเถิด " - ค่านิยมเก่าๆเป็นอันเริ่มจะจบสิ้น เมื่อการละเลยพ่อแม่ที่ชราซึ่งกลายเป็นคนที่ไม่สำคัญทำอย่างง่ายๆ ปู่แกก็ไม่เห็นควรอันใดที่นาริโกะจะยึดกับอดีตจนไม่อาจก้าวไปข้างหน้า

ครับ ว่ากันว่าสังคมยิ่งเจริญมากขึ้นเท่าไร ปัญหาคนชราถูกทอดทิ้งไม่มีคนดูแลก็มากขึ้น

หนังเรื่องนี้อายุจะว่าไปก็ 57 ปีแล้ว เรียกว่าเป็นคนชราได้แต่หนังยังดูหนุ่มแน่นทันสมัย เพราะสิ่งที่หนังเตือนคนดู มันเกิดขึ้นแล้วและก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าแค่โตเกียว จะนิวยอร์คก็ดี หรือแม้แต่เมืองไทยเรานี้ ดูเอากันตามท้องถนนทุกวันนี้เถอะ มีคนชรามากมายที่ไร้ที่พึ่งพา และไม่ว่าอย่างไร ปัญหานี้ไม่มีทางแก้ ตราบที่คนส่วนหนึ่งยึดวัตถุเหนือจิตใจ

ประโยคสุดท้ายของหนังที่สรุปได้ชัดเจนที่สุดคือ ปู่ซูคิชิพูดกับคนข้างบ้านว่า - ตอนนี้อยู่คนเดียว แต่ละชั่วโมงก็ผ่านอย่างช้านานเหลือเกิน -

หนังที่ดีคือเนื้อหาอยู่เหนือกาลเวลา หนังเรื่องนี้ก็เช่นกัน หนังติดอันดับหนังดีตลอดกาลหลายๆสถาบัน ล่าสุดติด 1 ใน 100 หนังยอดเยี่ยมของนิตยสาร Time เมื่อปีที่แล้ว

- แต่ไม่รู้ว่า ยาสุจิโร โอสุ ปู่แกจะดีใจหรือเสียใจนะครับที่หนังทันสมัยได้ตลอดกาลอย่างนี้



Create Date : 13 พฤศจิกายน 2550
Last Update : 13 พฤศจิกายน 2550 10:37:20 น. 7 comments
Counter : 404 Pageviews.

 
ขอบพระคุณที่แนะนำให้ดูก๊าบบบ

วิถีเอเซีย ดูแลคนชรายังอยู่อ่า

ชอบ ชอบหนังแบบนี้อ่า


โดย: Bernadette วันที่: 13 พฤศจิกายน 2550 เวลา:14:06:04 น.  

 
มาบอกว่า อัพบล๊อคThe Reaping แว๊วววววววว


โดย: Bernadette วันที่: 15 พฤศจิกายน 2550 เวลา:13:34:17 น.  

 
เจ้าของบ้านถ้าจะไมอยู่แฮะ
หรือว่าเราหลง Blog..???

Glitter Graphics - GlitterLive.com



โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 20 พฤศจิกายน 2550 เวลา:17:36:44 น.  

 
ต้องหามาดูซะแล้ววว


โดย: coming soon (The Yearling ) วันที่: 20 พฤศจิกายน 2550 เวลา:18:35:04 น.  

 
ง่า เพิ่งจาว่างอัพบล๊อคอ่า แง๊บบบบบบบ

เรื่องใหม่ที่จาเขียน กะใช้เวลาหลายวัน อ้างอิงเยอะเจงเจง
อัพแว๊ววววววววววว จามาบอกจ้า ให้Mr.cozy มาเสริมให้อ่า


โดย: Bernadette วันที่: 20 พฤศจิกายน 2550 เวลา:19:15:43 น.  

 
ไม่ได้เข้ามาเยี่ยมซะนาน มาตรฐานการเขียนยังดีเสมอ เรื่องนี้ยังไม่มีอกาสดูค่ะ เดี๋ยวถ้าดูแล้วจะมาเสริมให้นะคะ


โดย: คุณครูมิจิรุ (Michiru ) วันที่: 21 พฤศจิกายน 2550 เวลา:13:05:16 น.  

 
หวัดดีเพื่อนๆทุกคน ยกยอดไปตอบเรื่องหน้าน้า อาทิตย์ที่แล้วยุ่งๆฮะ


โดย: mr.cozy วันที่: 22 พฤศจิกายน 2550 เวลา:12:31:54 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

mr.cozy
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Is everybody in? Is everybody in?
The ceremony is about to begin
Friends' blogs
[Add mr.cozy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.