หนัง เพลงที่ฟัง หนังสือที่อ่าน และการเมืองด้วยครับ
Group Blog
 
All Blogs
 

Grave of the Fireflies - สุสานหิ่งห้อย

Grave of the Fireflies - มีชื่อไทยที่พอรู้จักกันว่า "สุสานหิ่งห้อย" เป็นหนังการ์ตูนเรื่องแรกๆของสตูดิโอจิลลิ - Studio Ghibli ที่โด่งดังทั่วโลกในปัจจุบันและเป็นหนึ่งในการ์ตูนไม่กี่เรื่องหรอกครับที่ทำให้ผมน้ำตาซึมได้



หนังเปิดเรื่องชนิดที่ทำให้ผู้ชมใจหาย ภาพวิญญาณเด็กชายคนหนึ่งเขาพูดออกมา "ผมตายในคืนวันนั้น 21 กย. 1945" - ก่อนจะเล่าย้อนกลับไปถึงเรื่องราวของพี่น้องคู่หนึ่งในเมืองโกเบ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ไซโตะพี่ชาย และไซสุเกะน้องสาว พ่อไปออกรบ ไม่นานแม่ก็เสียชีวิตจากระเบิด ทั้งสองต้องไปอยู่กับป้า ต่อมาเมื่ออาหารและสมบัติที่ติดตัวมาหมด ป้าก็แสดงกริยาในหลายทางที่ไม่อยากให้อยู่ด้วย

"กิโมโนของแม่เธอ ทำไมไม่เอาไปขายเสียล่ะ" เป็นคำพูดของเธอที่มีต่อหลานที่ไร้ที่พึ่งพิงทั้งสอง

หนังเสนอความโหดร้ายของสงครามอย่างโจ่งแจ้ง ยิ่งนานวันยิ่งเห็นภาวะตัวใครตัวมัน แต่ก็นำเสนอคู่ไปกับความไม่เดียงสาของไซสุเกะ โดยเฉพาะการใช้ความหมายของแสงหิ่งห้อยกับความหวังเล็กๆน้อยๆของเด็กทั้ง 2 แต่ตัดกับแสงระยิบระยับของลูกระเบิดบนท้องฟ้า หรือ ที่ไซสุเกะคิดว่าการจากบ้านมาอยู่ในถ้ำเชิงเขาเป็นการมาพักชั่วคราว



ความสวยงามของหิ่งห้อยกับเด็กทั้ง 2

ภาพยนตร์ไม่ได้รับความนิยมนักในการออกฉายครั้งแรก แต่คำวิจารณ์ดีมาก แต่ต่อมากลับถูกประเมินค่าใหม่จนกลายเป็นหนังที่คนทั่วไปยกย่องมากที่สุดเรื่องหนึ่ง หนังกำกับและเขียนบทโดย ไอซาโอะ ทาคาฮาตะ - Isao Takahata ซึ่งก็ว่ากันว่าเขียนมาจากชีวิตของตัวเขาเองนั้นแหละ เพราะน้องสาวของเขาก็อดอาหารตายช่วงสงครามเหมือนกัน!!

ความคิดบริสุทธิ์ไร้เดียงสาของตัวละครยิ่งตอกย้ำความเหลวไหลของสงคราม ทั้งที่ใกล้จะอดตาย ไซโตะยังรับไม่ได้เมื่อรู้ว่าญี่ปุ่นและพ่อเขาต้องเป็นผู้แพ้สงคราม

เมื่อถึงที่สุดแล้วไซโตะต้องทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอดของตนเองและน้องสาว เขากระทั่งวิ่งขโมยอาหาร ท่ามกลางลูกระบิดที่พรมลงมาราวกับห่าฝน แต่ก็ไม่อาจรักษาชีวิตของน้องเขาและตัวเองเอาไว้ได้

สงครามโลกครั้งที่ 2 จบไปแล้ว แต่สาเหตุที่ผมยังเห็นว่าหนังเรื่องนี้ยังทันสมัยไม่เสื่อมคลายเพราะผมเชื่อว่าทุกมุมโลกยังมี ไซโตะและไซสุเกะอยู่เสมอ จากญี่ปุ่น ไปเวียดนาม เขมร รัสเซีย จีน ปัจจุบันที่อิรัก โซมาเลีย ยังมีเด็กๆอีกมากมายที่ต้องอดอยาก เจ็บป่วยล้มตาย จากสงครามที่พวกผู้ใหญ่สร้างขึ้น

โลกของเด็กๆสวยงามเสมอ จนกระทั้งเขาเจอโลกที่ผู้ใหญ่กระทำ........




 

Create Date : 27 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 27 กรกฎาคม 2550 11:02:09 น.
Counter : 3665 Pageviews.  

เพลงของซาตาน

"ในใจของมนุษย์เต็มไปด้วยความชั่ว" ปัญญาจารย์ 9.3

ว่ากันว่ายุคนี้เป็นยุคของซาตาน - ไม่ใช่แค่ในศาสนาคริสต์ที่เชื่อว่าหลังยุค 2000 สังคมจะอยู่ในยุคใกล้สิ้นสุด พุทธศาสนาก็ระบุไว้ว่าเมื่อเกินกึ่งพุทธกาล โลกจะปั่นป่วนผู้คนจะเสื่อมศรัทธาในพระศาสนา และต่อมาจึงจะมี The one หรือ พระศรีอาร์ย มาโปรดมวลมนุษย์ทั้งหลาย แต่ตอนนี้ซาตานและความชั่วกำลังขึ้นหม้อ - แต่ว่าซาตานคืออะไร คำถามนี้แม้จะถามเพื่อนนับถือศาสนาแห่งพระเจ้า คำตอบก็ย่อมจะแตกต่างกันไป

ในพระคัมภีร์ New Testament ช่วงตอน Revelation มีหลายวาระที่เอ่ยถึงหมายเลขของซาตาน 666 แม้ทุกวันนี้ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ามันหมายถึงอะไร



ปกชุด the number of the beast

แต่คณะดนตรี ไอร่อน เมเดน - Iron Maiden ได้นำมาบรรเลงไว้อย่างสุดมันส์ในบทเพลงชื่อ the number of the beast เรื่องราวของชายคนหนึ่ง ที่พบภาพฝันของสวรรค์และนรกซึ่งมีซาตานจับตามองอยู่ - Hell and fire was spawned to be released - In the night the fires burning bright - The ritual has begun satan’s work is done - 666 the number of the beast - Sacrifice is going on tonight

ผมนับถือศาสนาพุทธจึงเชื่อว่า มารที่ร้ายกาจสุดคือ กิเลศและการความคิดชั่วภายในใจไม่ใช่อย่างอื่นเลย ทางไบเบิ้ลก็มีกล่าวไว้ -

" ใจมนุษย์มีความคิดชั่วร้าย ความหยิ่ง การล่วงประเวณี การฆ่า ล้วนเกิดจากภายในใจและทำให้เรามีมลทิน" มะระโก 7.15 - 23



คณะดนตรี Metallica

เพลงของคณะ เมทัลลิก้า - Metallica สุดยอดเฮฟวี่ เพลง until it sleeps จึงเป็นเพลงเกี่ยวกับซาตาน ความชั่ว ที่ผมชอบมากที่สุด ดนตรีสุดยอด เนื้อหาเตือนใจได้ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะประโยคว่า - ไอ้สิ่งที่อยู่ในใจมันคอยกรีดร้อง ความเจ็บปวดเกลียดชังผม โอบกอดผมไว้ จนกระทั้ง(กิเลศนั้น)มันหลับไหล- These things inside they scream and shout - And the pain still hates me So hold me until it sleeps - มันดังเป็นคำสาป คุณยอมให้มันครั้งเดียว มันก็จะอยู่กับคุณเรื่อยไป - Just like a curse, just like a stray You feed it once and now it stays ......Now it stays ทุกอย่างในตัวเรา สิ่งยั่วเย้าใจทั้งหลายทำให้เราทำบาป

ผมตลกที่เห็นบางคนมาว่าเพลงรีอคเหล่านี้เป็นเพลงที่ไม่ดี ผมสงสัยว่าพวกเขาเคยฟังความหมายมันจริงๆจังๆหรือเปล่า.... แต่ก็ช่างเขาเถอะนะ เขาคงไม่เข้าใจ....




 

Create Date : 25 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 25 กรกฎาคม 2550 14:12:50 น.
Counter : 1287 Pageviews.  

เรื่องของน้ำพุ

น้ำพุ เป็นหนังเกี่ยวกับวัยรุ่นเรื่องแรกในความทรงจำของผม



การเสียชีวิตเพราะเสพเฮโรอีนเกินขนาดของ วงศ์เมือง นันทขว้าง เมื่อ 20 ปีก่อนถือว่าเป็นเรื่องฮือฮามากเพราะ"น้ำพุ"ไม่ใช่แค่วัยรุ่นธรรมดา แต่เขาเป็นลูกชายคนเดียวของ สุวรรณี สุคนธา นักเขียนชื่อดังสมัยนั้น เริ่มต้นด้วยหนังสือ "เรื่องของน้ำพุ" ที่โด่งดังเป็นพลุแตก ปัญหายาเสพติดเป็นเรื่องระดับชาติมาทันที คำว่า"เด็กมีปัญหา" ที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา ก็อยู่บนบทสนทนาทุกหน้าหนังสือพิมพ์ จนกระทั้งมีการทำเป็นภาพยนตร์

หนังเปิดเรื่องแบบไม่ต้องลุ้น เพราะเอาฉากจบที่น้ำพุเสียชีวิตมาเป็นฉากเริ่มเรื่อง แล้วค่อยย้อนกลับไปถึงปัญหาต่างๆ ที่เด็กอายุไม่ถึง 18 ต้องรับมือกับมัน พ่อ-แม่หย่าร้างแยกทาง ทั้งบ้านมีแต่ แม่ - พี่สาวน้องสาว การคบเพื่อน การคบหญิงสาว เรื่องราวทั้งหมดที่เขาแทบจะไม่มีใครให้คำแนะนำเลย นอกจากเพื่อนฝูงวัยเดียวกัน

ภาพยนตร์ประสบความสำเร็จอย่างสูง ผกก. ยุทธนา มุกดาสนิท ได้เครดิตไปเต็มที่ ทีมนักแสดงได้แก่ ภัทราวดี มีชูธน เรวัติ พุทธินันท์ สุเชาว์ พงษ์วิไล แสดงได้ยอดเยี่ยม หนังทำรายได้ถึง 15 ล้านบาท หนังยังได้เข้าชิงรางวัลต่างๆในเทศกาลภาพยนตร์เอเซีย-แปซิฟิกครั้งที่ 29 หนึ่งในนั้นคือ ดารานำชายยอดเยี่ยมที่ "พี่หนุ่ย" อำพล ลำพูน เล่นได้ดีราวกับเกิดมาเพื่อรอเล่นบทนี้

แต่หลังจากนั้นภาพพจน์"เด็กมีปัญหา"ก็ติดตัวอำพลมาจนทุกวันนี้ จนเล่นบทอื่นแทบไม่ได้

หนังแสดงออกอย่างชัดเจนเรื่อง"เวลาที่ไม่มี" แม่กำลังรีบเดินออกบ้าน ลูกชายยืนรอที่ประตูบอกว่ามีเรื่องจะพูดด้วย ไว้ก่อนนะลูก แม่กำลังยุ่ง - แม่พูดขณะกำลังใส่รองเท้า น้ำพุพูดโพล่งออกไป "แม่ฮะ พุติดยา"

น้ำพุก็ใช่ว่าจะเป็นเด็กไม่รู้ผิดชอบ อย่างน้อยเขาก็กล้าสารภาพกับแม่และไปอดยาที่วัดถ้ำกระบอกมาแล้ว - จดหมายทั้ง 10 ฉบับที่น้ำพุเขียนถึงแม่ เมื่อคราวไปอดยา ที่ลงในหนังสือ"เรื่องของน้ำพุ" ผมอ่านแล้วก็รู้เลยว่าเขาอ่อนไหวแค่ไหน ถ้าเขาไม่เสียชีวิตไปก่อนจะต้องเป็นนักเขียนที่ดีได้แน่นอน - แต่การไปเลิกยาไม่ใช่ปัญหา เพราะทันทีที่เขากลับบ้านเขาก็เจอประสบการณ์เดิมๆที่ทำให้ต้องไปนั่งเหงาๆคนเดียวในห้อง

ปัญหาคือการไม่เข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่าย แม่มุ่งทำงานจนเวลาจะไม่มีให้ ตัวเขาและแม่เหมือนกับมีอะไรมาคั้นกลาง ครั้นพอจะไปคุยกับพ่อซึ่งเป็นศิลปินจิตกรก็ใช้ภาษายากเสียจนเด็กอย่างเขาจะเข้าใจอะไรได้ - ทั้ง 2 ฝ่ายต่างคิดว่าตนเองทำดีที่สุดแล้ว แต่สำหรับเด็กบางคน มันไม่พอแค่ไปดูผลสอบด้วย หรือ กอดเขาเพียงบางเวลา

หนังออกฉายราวปี 2527 แต่เอามาดูในวันนี้ยังทันสมัย เพราะเสนอได้ตรงใจผมที่ระบุว่ายาเสพติดเป็นแค่ทางเลือก แม้มันจะผิดแต่อย่าลืมว่ามันต้องมีอะไรบางอย่าง ที่ทำให้เด็กวัยรุ่นหลายต่อหลายคนทุกยุคสมัยเลือกมันเป็นคำตอบที่จะหนีจากปัญหาที่เผชิญ

สำหรับผมที่ผ่านวัยรุ่นมาไม่นาน บอกได้เลยว่าเพื่อนผมทุกคนที่เอาตัวไปยุ่งกับยาเสพติดล้วนมีปัญหาครอบครัวทั้งนั้น การไปไล่อุ้มฆ่าพวกค้ายาเป็นแค่ปลายเหตุ เชื่อผมเถอะว่าต่อให้ยาเสพติดมันหมดโลกพวกเขาก็หาวิธีอื่นทำลายตัวเองได้อยู่ดี เพราะโลกนี้สำหรับพวกเขามันทั้งเงียบเหงาและว้าเหว่ - ผมไม่ได้บอกว่าให้ไปแก้ไขเรื่องครอบครัวพวกเขา แต่น่าจะมีที่ทางอื่นให้เด็กเหล่านี้มีทางออกมากกว่าไปสุมหัว หาทางแก้เองแบบไร้ทิศทาง สิบกว่าปีตั้งแต่ผมเป็นวัย Teen จนทุกวันนี้ผมรู้สึกว่าการแก้ปัญหาไม่เคยพัฒนาสักนิด

"น้ำพุ" เป็นหนังที่ช่วยทำให้ผมผ่านวัยรุ่นมาได้ แม้จะเกเรแต่ก็รู้ลิมิต และเป็นหนังที่สักวันหนึ่งถ้าผมเป็นพ่อคน ก็จะช่วยเตือนให้รู้ว่าเด็กไม่ได้เหมือนกันทุกคน

- "น้ำพุ" วงศ์เมือง นันทขว้าง เสียชีวิตเมื่ออายุ 18 ปี 2 เดือน 15 วัน




 

Create Date : 23 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 23 กรกฎาคม 2550 14:49:45 น.
Counter : 3880 Pageviews.  

Shallow grave - หลุมของคนโลภ

" money is root of all the evil - เงินคือรากเง่าแห่งความชั่วร้ายทั้งปวง"



ตอนหนึ่งจากพระคัมภีร์ไบเบิ้ลซึ่ง Danny Boyle อาจจะเอามาเป็นโครงร่างของภาพยนตร์เรื่องนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่มันใช้คู่กันได้จริงๆ

ก่อนจะโด่งดังไปทั่วโลกกับหนังอินดี้สุดฮิต
Trainspotting ชนิดที่คอหนังนอกกระแสบ้านเรายกให้เป็นหนังในดวงใจกันเป็นแถวๆ ก่อนหน้านั้น 2 ปี - 1994 แดนนี่ บอยย์แจ้งเกิดในแวดวงหนังอังกฤษในหนังอินดี้ สไตล์ฟิลม์นัวร์ ปนๆกับตลกและเสียดสีสังคมอย่างร้ายกาจ ในหนังที่ชื่อ Shallow grave

อเล็กซ์ นักข่าว - เดวิท นักบัญชี - จูเลียต หมอ 2 หนุ่มกับ 1 สาวเช่าแฟล๊ทเดียวกันอยู่และต้องการหาเพื่อนแบ่งค่าเช่าเพิ่มอีก 1 คน หลังจากรุมสัมภาษณ์บรรดาผู้ขอเช่าอย่างตลกร้ายๆจนหมดสิ้น - จนบางคนถึงกับร้องไห้ !!! พวกเขาเลือกเอาฮูโก ชายคนหนึ่งที่อ้างว่าเป็นนักเขียนและพร้อมจะจ่ายเงินสดทันทีมาร่วมห้อง

หลังจากนั้นอีกไม่กี่วันเพื่อนใหม่เขานอนตาย พร้อมกับกระเป๋าใส่เงินล้านปอนน์วางไว้ล่อใจทุกๆคน

หนังเรื่องนี้ถือเป็นหลักไมล์แรกของแดนนี่ บอยย์ เราสามารถเห็นตัวตนของเขาเกลื่อนกลาดเต็มไปหมด ตั้งแต่การเป็นคนนอกของสังคม มิตรภาพที่เปลี่ยนไปจากเงิน การแสดงภาพกึ่งฝันกึ่งจริง บทพูดที่เสียดสี ไม่มีใครดี 100 % และบทสรุปที่คนดูร้องไห้ก็ไม่ได้ หัวเราะก็ไม่ออก

บอยย์ใช้เวลา 15 นาทีแรกทำให้เห็นว่าเพื่อนทั้ง 3 สนิทกันแค่ไหนและทำให้เห็นนิสัยแต่ละคนอย่างชัดเจน ก่อนที่พวกเขาจะเปลี่ยนไปทีละน้อยหลังจากได้เงินมาอยู่ในมือ การคุกคามของตำรวจที่เข้ามาสอบสวน พวกนักเลงที่เข้าสืบเบาะแส 60 นาทีหลังจากนั้น ความโลภที่เข้าครอบงำ หนังแสดงถึงความไม่วางใจที่มีต่อกัน ( บางคนถึงหอบเงินไปขึ้นไปนอนบนห้องเพดาน ) ความรุนแรงที่แฝงในตัวทุกๆคน จากแค่ทำลายศพครั้งแรกจนถึงขั้นเอาสว่านเจาะหัวคนที่จะมาทวงเงินได้ง่ายๆ



เพลงประกอบใช้แนวอีเลคโทรนิค แบบสุดล้ำ และการใช้ภาพๆเดียว หรือ คำพูดวลีเดียวกันใน 2 สถานการณ์เป็นอีกจุดเด่นของ แดนนี่ บอยย์ใน Shallow grave เขาก็ใช้ภาพเพื่อนทั้ง 3 มาเป็นบทเปิดเรื่องและปิดเรื่อง แต่ใน 2 บริบทนี้รับรองได้ว่าผู้ชมจะมีความรู้สึกแตกต่างกันอย่างสุดขั้วทีเดียว ยิ่งเพลงประกอบ happy heart ในตอนจบยิ่งเร้าอารมณ์

บทสรุปของหนังเรื่องนี้ก็เป็นการจบแบบเสียดสีสังคมนั้นแหละ ไม่ถูกใจนักศีลธรรมทั้งหลายแน่ๆ คนที่คิดว่าจะได้ก็ไม่ได้ คนฉลาดที่สุดเท่านั้นที่จะเอาตัวรอดไปก่อน

หนังประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ไม่แค่ตัวผู้กำกับเท่านั้น ยวน แม๊ดเกรเกอร์ - Ewan McGregor ที่รับบทอเล็กซ์ ก็แสดงให้เห็นฝีมือชัดๆจนดังทั่วโลกในเวลาต่อมา ส่วนมือเขียนบทอย่าง จอนห์ ฮิวจ์ - John Hodge ก็ได้ทำงานคู่กับ แดนนี่ บอยย์มาตลอด นอกจาก Trainspotting แล้วก็ยังมี A Life Less Ordinary และ The beach

ใครชอบหนังอินดี้ หรือ หนังเสียดสีสังคมแบบอังกฤษ ดูแล้วรับรองไม่ผิดหวัง




 

Create Date : 21 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 21 กรกฎาคม 2550 11:33:12 น.
Counter : 1458 Pageviews.  

bobby - คืนสังหารเคนเนดี้ (ต่อ)

ภาพยนตร์เรื่อง บ๊อบบี้ - bobby เป็นผลงานของดารา-ผู้กำกับ เอมิเลโอ เอซเตเวส - Emilio Estevez เนื้อหาพูดถึงเหตุการณ์ในคืนและวันก่อนที่ บ๊อบบี้ เคนเนดี้จะถูกสังหารในโรงแรมแอมบาสเดอร์ Ambassador Hotel เรื่องราวของคนกลุ่มหนึ่งในโรงแรมนั้น

นอกจากทีมหาเสียงของบ๊อบบี้เอง ที่เตรียมแถลงผลชนะในการเลือกตั้งขั้นต้นก่อนเข้าชิงประธานธิบดี ยังมี นักข่าวสาวชาวเช็คโกสโลวาเกีย ที่อยากจะขอคุยกับบ๊อบบี้สัก 5 นาทีแต่ทีมงานออกจะอึดอัดเพราะเกรงภาพพจน์ของเขาเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ พนักงานเก่าคนขาวกับเพื่อนสนิทผิวดำที่ว่างๆก็มานั่งเล่นหมากรุกกันพร้อมกับคุยถึงมิตรภาพของคนต่างผิว คู่หนุ่มสาวที่มาแต่งงานเพราะต้องการเลี่ยงไปออกรบเวียดนาม หนุ่มนักศึกษาที่ไปเล่นยากับฮิปปี้ สาวออฟฟิตที่เพิ่งบอกเลิกการเป็นชู้กับผู้จัดการโรงแรม หญิงผิวดำที่น้องอดข้าวรออยู่บ้าน บ๋อยชาวละตินที่คนหนึ่งร่ำพูดแต่เรื่องความเสมอภาพในที่ทำงานส่วนอีกคนหวังแค่จะได้ออกไปดูเบสบอลนัดสำคัญ พ่อครัวผิวดำที่มองโลกในแง่ดี สาวบาร์ขายอาหารที่หวังจะเป็นดารา นักร้องขี้เมากับสามีที่อดทนอยู่ด้วยมาตลอด เศรษฐีค้าหุ้นกับภรรยาที่ชีวิตดูจะน่าเบื่อจนไม่รู้จะทำอะไร และช่างแต่งหน้าทำผมที่เงียบมาตลอดทั้งที่รู้ว่าสามีนอกใจ

เห็นจะเป็นบารมีของบ๊อบบี้ที่ใครๆก็รักและตัวผู้กำกับเองที่อยู่ในแวดวงฮอลี่วู๊ดมายาวนาน งานนี้เลยมีดารามาร่วมทีมกันเป็นขโยงชนิดที่บางคนออกมาแค่ซีนเดียวเท่านั้น



ทีมดารามี รุ่นใหญ่อย่าง แอนโทนี่ย์ ฮอปกิ้นส์ Anthony Hopkins - มาร์ติน ชีน Martin Sheen - เดมี่ มัวร์ Demi Moore - ชาร์ลอน สโตน Sharon Stone รุ่นใหม่อย่าง ลอล์เร้นต์ ฟิชเบริท Laurence Fishburne - เอลิจา วู๊ด Elijah Wood - ลินเซย์ โลฮาน Lindsay Lohan รวมทั้งดาราที่ไม่รู้หายไปไหนตั้งนานอย่าง คริสเตียน สเลเตอร์ Christian Slater - ดาราออสก้าร์ เฮเลน ฮัทน์ Helen Hunt - และ ฮีตเตอร์ แกรมน์ Heather Graham

ถึงจะชื่อว่า Bobby แต่หนังกลับไม่พูดตัวเขาเท่าไร มีสุนทรพจน์แทรกเข้ามาเป็นระยะๆ บทสรุปของเนื้อหาคงอยู่ที่ "ความหวัง" ของตัวละครทั้งหลายที่พูดกันทั้งเรื่อง ปัญหาต่างๆ ของพวกเขาละทิ้งเอาไว้ก่อน ในคืนวันที่ 5 มิถุนายน 1968 พวกเขามารวมกันยิ้มแย้มแจ่มใสฟัง บ๊อบบี้ เคนเนดี้ กล่าวปราศัยตอบรับชัยชนะในรัฐคาลิฟอร์เนีย เพราะหลังจาก 4 ปีของการเสียชีวิตของเคนเนดี้ผู้พี่ สังคมอเมริกาก็สับสนวุ่นวายมาตลอด พวกเขาหวังว่า บ๊อบบี้คนนี้จะนำพาสันติภาพและความสงบมาสู่โลกและประเทศอเมริกา

ในคืนนั้น บ๊อบบี้ถูกยิงเสียชีวิตในห้องครัวของโรงแรมตอนกำลังจะเดินกลับไปที่รถ และประวัติศาตร์ก็บันทึกไว้ว่า 10 กว่าปีหลังจากนั้นคือยุคที่ล้มเหลวและวุ่นวายที่สุดของโลกและประเทศอเมริกาจวบจนยุค 80 ที่ได้ โรนัลล์ แรแกน มาแก้นั่นแหละทุกอย่างจึงดีขึ้น

หนังเรื่องนี้ได้รับคำชมและรายได้ในระดับกลางๆ และไม่ได้เข้าฉายโรงเมืองไทยสาเหตุหนึ่งก็คงเพราะถึงจะแจกแจงบทได้ครบทั่ว รายละเอียดบทพูดที่สอดแทรกดีมาก เดินเรื่องได้น่าสนใจ มีการแทรกภาพข่าวความขัดแย้งยุคนั้นเป็นระยะพอสมจริง แต่หนังไม่มีจุดศูนย์กลางของเรื่อง ไม่รู้จะเอาใจช่วยใคร และมีความเป็นส่วนตัวมากเกินไปชนิดถ้าไม่รู้เรื่องประวัติศาตร์ของพี่น้องเคนเนเดี้และอเมริกาช่วงนั้นแทบจะไม่เข้าใจประเด็นของบทสนทนาเลยทีเดียว

ทุกวันนี้เมื่อพูดถึงสงครามเย็นคนส่วนใหญ่จะพากันประนามอดีตประธานธิบดี จอนห์สัน กับ นิกสัน กันเป็นแถวในขณะที่จอนห์ เคนเนดี้ผู้พี่และ บ๊อบบี้ผู้น้อง ก็ได้รับการสรรเสริญไม่มีเสื่อมคลายเช่นกัน

ทำดีไว้ไม่เสียหลาย ตายไปใครๆยกย่อง ทั้งบทความ ตำราเรียน แม้กระทั้งภาพยนตร์




 

Create Date : 19 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 19 กรกฎาคม 2550 10:17:10 น.
Counter : 420 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

mr.cozy
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Is everybody in? Is everybody in?
The ceremony is about to begin
Friends' blogs
[Add mr.cozy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.