ออกเดินทาง !!! [ปูมวันที่ 9 ]

xx xxxx 2502

พวกเราตื่นกันตั้งแต่ฟ้าสาง แต่ก็ยังตื่นทีหลังพรานรพินทร์ ขบวนเกวียนของเรามาจอดรอพร้อมที่จะเดินทางอยู่แล้ว 5 คัน ใช้บรรทุกสัมภาระ (ส่วนใหญ่เป็นข้าวของๆ น้อย) อีกสองคันใช้เป็นเกวียนสำรอง ส่วนคันสุดท้ายเป็นเกวียนของพวกเรา รพินทร์จัดให้มีที่นั่งและประทุนผ้าใบสำหรับกันแดดกันฝน เกวียนแต่ละเล่มจะมีลูกหาบประจำอยู่สองคน หัวหน้าลูกหาบชื่อนายเมย เป็นคนที่อยู่ที่หนองน้ำแห้งนี่เอง

เราจะออกเดินทางเวลา 6.00 น. ซึ่งเป็นฤกษ์ที่รพินทร์กำหนด (รพินทร์อธิบายว่าเวลานั่นไม่ใช่ฤกษ์ยามอะไร เพียงแต่รอให้หมอกจางหน่อยเท่านั้นเอง) นายอำพลกับคุณประเสริฐตามมาส่งเราถึงชายป่า สังเกตเห็นว่านายประเสริฐมีน้ำตาไหลออกมา แต่จ้าตัวบอกว่าฝุ่นมันเข้าตา ส่วนนายอำพลก็ตาแดงๆ แต่ไม่ถึงกับน้ำตาไหล ส่วนป้าจงไม่ยอมลงมาจากบนเรือน เพราะเมื่อคืนวานมีเสือมาร้องอยู่ใกล้ๆ เรือนที่พัก ป้าแกก็กลัวจนหัวหด มุดไปนอนอยู่ใต้เตียง แล้วไม่ยอมลงมาจากเรือนใหญ่เลย นี่ยังสงสัยอยู่ว่าขากลับ แกจะกลับอีท่าไหน

พอฟ้าเริ่มสางก็ได้เวลาพอดี รพินทร์นำขบวนร่วม 41 ชีวิต (รวมเจ้าควายทั้ง16 ตัวด้วย) ออกเดินทางทันที จะว่าไป ก็ต้องนับว่าเป็นคณะเดินทางที่ใหญ่โตไม่ใช่เล่นเหมือนกันนะ เกวียนแปดเล่ม ควาย 16 ตัว คนอีก 25 ชีวิต อันที่จริงก็อาจจะเล็กลงกว่านี้ได้อีกครึ่ง หากตัดเอาอุปกรณ์บำรุงบำเรอความสุขของเจ้าหญิงดารินออกไปเสียบ้าง จะไม่สงสัยเลยหากวันนี้เจ้าหญิงทรงอาภรณ์อย่างควีนอลิซาเบธ ออกมาเดินนวยนาดไปกับคณะด้วย หนักใจกับยายนี่จริงๆ ไม่รู้วันข้างหน้าจะร้องแรกแหกกระเชอ ขอกลับพระนครเมื่อไหร่ ไม่รู้จะตามมาด้วยทำไมกัน

เดินทางออกจากหนองน้ำแห้ง ขบวนเกวียนของเราก็จะเคลื่อนผ่านป่าโปร่ง พรานรพินทร์จะเดินนำหน้าขบวนเกวียน โดยมีพรานของเขาสองคนเดินตาม ส่วนพรานอีกสองคนเดินปิดท้ายขบวน รพินทร์จัดให้แงซายเดินมากับเกวียนของเรา แงซายชี้ให้ดูรอยตีนช้างที่ย่ำกันให้เปรอะไปหมด ตอนแรกนึกว่าช้างบ้าน ที่ไหนได้ช้างป่าทั้งนั้น ประโยคที่แงซายพูดยังติดหูอยู่เลย "เพียงก้าวแรกที่นายหญิงลงมาจากเรือนพัก ก็คือป่าลึกแล้วครับ..." มันน่าเขกหัวตาพรานนำทางนัก พ่อเล่นอุบเงียบไม่ยอมบอกกันบ้างเลย แงซายคงเห็นพวกเรานั่งจับเจ่าไม่มีอะไรทำอยู่บนเกวียน เลยแนะว่า ถ้าอยากจะยิงสัตว์เป็นการซ้อมมือล่ะก็ ให้ออกไปเดินกับพรานรพินทร์ รับรองไม่ผิดหวัง

ได้ยินแงซายว่าอย่างนั้น เรื่องอะไรจะนั่งหง่าวอยู่บนเกวียนให้โง่คว้า Winchester .458 แล้วลงจากเกวียนไปเดินกับรพินทร์ น้อยกลัวจะน้อยหน้าเลยคว้า Winchester .270 ติดมือมาร่วมเดินด้วย เชษฐานึกสนุกเลยลงจากเกวียนมาเดินกับพวกเราด้วย

มานั่งนึกๆ ดูก็ขำตัวเอง เลือกปืนไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ กะจะไปยิงเก้ง ยิงกวางดันคว้าเอา Winchester .458 Magnum Model 70 (Safari Express) ที่เป็นปืนสำหรับล่าสัตว์ใหญ่มาซะได้

กระสุนขนาด 500 เกรน ความเร็วต้น 1,900 ฟุตต่อวินาที แรงปะทะปาเข้าไปตั้ง 5,000 ฟุตปอนด์ ก็สองตันกว่าๆ แหละนะ ช้างก็ช้างเหอะเจอเข้าไปสักนัดรับรองล้มทั้งยืนแน่ แต่ก็นั่นแหละนะเอาปืนยิงช้างไปยิงกวาง ไม่ได้เรื่องจริงๆ เรา
ผิดกับเชษฐาลิบ ขานั้นเข้าใจเลือกจริงๆ เขาเลือกที่จะใช้ปืนลูกซอง FN Semi automatic 5 นัด แทนปืน Rifle นัด ยี่ห้อ Browning

แต่จะรู้จักกันว่าปืนลูกซอง FN เพราะผลิตโดยโรงงาน FN (Fabrique Nationale) ของเบลเยี่ยม เจ้า Browing FN นี้ใช้กระสุนขนาด 12 (12 guage) ซึ่งมีลูกให้เลือกใช้หลายเบอร์ เช่น เบอร์ 1 ที่มีลูกตะกั่วเกือบ 600 เม็ด ใช้สำหรับยิงนกไปจนกระทั่ง โอโอบั๊ค คือมีลูก 1 เม็ด ใช้ยิงเก้ง กวาง ตลอดจนถึงเสือ

ปืนของดารินก็เป็นปืน Winchester เหมือนกันกับของเรา แต่เป็นขนาด .270

เป็นปืนระดับยิงเก้ง ยิงกวาง กระสุนขนาด 130 เกรน ความเร็วต้น 3,060 ฟุตต่อวินาที ก็เหมาะกับน้อยล่ะนะ เพราะแรงถีบไม่ค่อยแรงเท่าไรนัก ถ้าไม่ต้องการยิงอะไรที่ใหญ่กว่าเก้ง กวาง แล้ว .270 กระบอกนี้จะเหมาะมาก แต่ถ้าเจอไอ้จมูกยาวหรือกระทิงก็คงจะไม่อยู่ นอกจากจะเข้าที่สำคัญจริงๆ

ส่วนปืนของพรานใหญ่คือ CZ รุ่น ZKK 600 .30-06 ทำในประเทศเช็คโกสโลวาเกีย

.30 หมายถึงเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด .30 นิ้ว ส่วน 06 คือปี 1906 ที่กองทัพสหรัฐนำเข้าประจำการกระสุน .30-06 หนัก 150 เกรน ความเร็วต้น 2,910 ฟิตต่อวินาที แรงปะทะ 2,820 ฟุตปอนด์ หรือประมาณ 1 ตันกว่าๆ ถ้าว่ากันตามตำรา มันก็น้อยเกินไปสำหรับสัตว์หนังหนา แต่ถ้าอยู่ในมือของพรานอย่างรพินทร์ก็น่าจะหยุดมันได้ถ้าวางกระสุนให้ถูกจุดตายของมัน

แล้วมันก็จริงอย่างที่แงซายว่า ลงมาเดินได้ไม่เท่าไร เหยื่อรายแรกก็กระโจนพรวดออกมาตัดหน้า เชษฐาเป็นคนประเดิมฤกษ์ให้กับคณะเรา

กวางตัวแรกที่เราประเดิมได้นี้ (ไม่นับเหยี่ยวที่น้อยสอยมันลงมาจากยอดไม้เพราะความมันมือ) เป็นกวางป่าพันธุ์ Samba Deer (Cerrus Poroinas) เป็นกวางที่พบได้ทั่วไปในป่าแถบเอเชีย

เชษฐายิงมันด้วยปืนลูกซอง Browning FN กระบอกนั้นแหละขณะที่มันกำลังกระโดดพอดี ลูกปรายจาก Browning กระบอกนั้นจับกลุ่มพุ่งเข้าไปฝังอยู่ที่ต้นคอของมัน ยังผลให้มันตายแทบจะในทันที นับว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีทีเดียวสำหรับเชษฐา ความแตกต่างของทักษะในการเลือกใช้ปืนส่งผลชัดก็ตอนนี้แหละ ขณะที่เชษฐาส่งกระสุนเข้าเป้าเป๊ะ แต่ .458 ของเรานี่สิ ไม่รู้ลอยหายไหน ก็สมควรแหละนะ ระยะประชิดขนาดนั้น แค่จะมองหาศูนย์ยังไม่มีเวลาเลย ขืนเรายังถือเจ้าปืนกระบอกนี้ต่อไป คงจะไม่ได้ยิงอะไรเป็นแน่ เราก็เลยแลกเอา .30-06 ของรพินทร์มาถือ แล้วปล่อยให้นายพรานถือเจ้าปืนยิงช้างแทน

เดินต่อไปอีกพักใหญ่ก็มีหมูป่าฝูงหนึ่งวิ่งตัดหน้า เจ้าตัวหนึ่งมาเข้าทางปืนของเราพอดี เลยซัดซะมันตีลังกาหงายหลังหมูป่าที่เรายิงได้เป็นหมูที่เรียกว่า Wild Boar หรือศัพท์ทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า Sus Scrofa เป็นพันธุ์หน้าขาว ซึ่งตามปกติแล้วจะชอบอยู่กันเป็นฝูง ฝูงละ 5-6 ตัว จนถึง 50-60 ตัว รพินทร์เล่าว่าหมูป่าพวกนี้มีประสาทสำหรับรับกลิ่นที่ไวมาก แต่ประสาทตาไม่ค่อยดี รวมทั้งประสาทหูไม่ค่อยดีด้วย
ถึงจะพอแก้หน้าได้บ้างกับไอ้หมูป่าตัวนั้นก็เถอะ แต่ก็ยังห้าแต้มลืมสลัดปลอกเก่าทิ้งอีก แทนที่จะได้แก้หน้า กลายเป็นขายหน้าไปใหญ่ ยิ่งยายน้อยด้วยแล้วยิ่งแล้วใหญ่ ทั้งยิ้มทั้งเยาะถากถางไปตลอดทาง คอยดูไปเถอะเดี๋ยวจะขอเก็บเกี่ยวความรู้จากอาจารย์รพินทร์ให้เต็มหน้าตักก่อนเถอะ แล้วจะเกทับให้หน้าหงายเลยทีเดียว

เมื่อตอนบ่ายรพินทร์ว่าจะให้หยุดพักอยู่ที่เขาโล้นนี่สักสองคืน ดีเลย...จะได้ถือโอกาสฝึกปรือฝีมือไปในตัว ก่อนจะเข้าสู่ป่าลึกกว่านี้ จะว่าไปก็กลัวใจตัวเองจริงๆ ฝีมือขนาดนี้ยังกล้าจะเข้าไปเดินในป่าลึก ดีเท่าไหร่แล้วที่รพินทร์เสนอให้ยืดเวลาเดินทางออกไปจากสองอาทิตย์เป็นหนึ่งเดือน

เห็นทีจะได้ออกจากกะลา ขึ้นแท่นเป็นพรานมืออาชีพกับเค้าสักที ก็ต้องในหนึ่งเดือนนี้แหละ

เดินทางต่อไปอีกครู่เดียวก็เจอดี

จงอางขนาดเท่าน่องขวางทางเราอยู่ พอมันเห็นเรามันก็ยืดตัวขึ้นสูงแล้วแผ่แม่เบี้ย มันเป็นงูจงอางที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เราเคย เห็นมันมา

รพินทร์สั่งให้พวกเรานิ่งอยู่กับที่ แล้วขอปืนลูกซองจากเชษฐา พองูทำท่าเหมือนจะฉกรพินทร์ก็ซัดลูกซองเข้าที่ก้านคอ แต่ก็ไม่อยู่เพราะตัวมันโตเหลือประมาณ โชคดีที่แงซายเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด คว้าลูกซองแฝดจากราวปืนบนเกวียน และซัดมันทั้งสองลำกล้องถึงได้เอามันอยู่

งูจงอาง King Cobra (Ophiophagus Hannah) จัดว่าเป็นงูพิษที่มีขนาดยาวที่สุดในโลก (สถิติโลกมีความยาว 5.59 เมตร ยังนับว่าเป็นรุ่นน้องของไอ้ตัวที่เราเจอ) รพินทร์เล่าว่าลึกเข้าไปในป่าเราอาจจะพบงูจงอางที่ใหญ่กว่าตัวนี้ โดยเฉพาะบริเวณป่าหวายซึ่งเป็นดงของมันเลยทีเดียว งูจงอางเป็นงูที่อยู่กันเป็นคู่ ซึ่งเราอาจจะเจอคู่ของมันก็ได้

หลังจากนั้นเรากลับไปนั่งอยู่บนเกวียนไม่คิดจะเดินต่อไปอีก ยังเสียวเจ้างูจงอางไม่หาย

รพินทร์สั่งหยุดขบวนครั้งแรกในบริเวณที่เรียกว่า “เขาโล้น” เพื่อที่จะล่าเลียงผาที่มีอยู่ชุกชุม เป็นอีกครั้งที่ต้องทึ่งในฝีมือพรานของรพินทร์ ที่บรรจงจัดวาง แค้มป์ได้เหมาะเจาะเสียจริงๆ ด้านหลังติดหน้าผาชัน ต่ำไปด้านหน้า ห่างไปสักร้อยเมตรเป็นลำธาร มีกำแพงกั้นด้านหลัง ไม่ต้องห่วงว่าจะมีอะไรโผล่พรวดเข้ามาถึง แค้มป์ได้ ส่วนด้านหน้า ก็ผูกควายไว้รอบนอกอีกชั้น เสมือนสัญญาณเตือนภัยอย่างดี นี่ก็ความรู้ใหม่ เพิ่งจะรู้ที่เค้าเอาควายมาเทียมเกวียนก็ด้วยสัญชาติญาณของมันนี่เองที่ไม่เกรงกลัวกระทั่งเสือ ที่พักก็ไม่ห่างจากลำธารนัก ยังความสะดวกให้คณะเป็นอย่างมากทีเดียว รพินทร์นี่แน่สมกับเป็นพรานใหญ่จริงๆ แค่วันนี้วันเดียว ได้ความรู้จากเขาไปมากโข ที่ผ่านมาก็นึกเข้าข้างตัวเองอยู่ว่า ถ้าในเชิงพรานเราก็แน่พอตัวเหมือนกัน เพิ่งจะรู้ว่าไอ้ที่ว่าแน่ ก็แน่แค่ในกะลาแคบๆ เท่านั้น ฝีมือยังเทียบพรานของเขาไม่ได้เลยมั้ง แค่เริ่มต้นเดินทางก็ได้อายไม่รู้จะกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

สำหรับการไล่ราวครั้งนี้ เราเลือกปืนลูกซองแฝดเพราะเห็นผลจากที่เชษฐายิงกวาง กับที่รพินทร์กับแงซายยิงงูจงอาง แต่เชษฐากลับเลือกเอา 30-30 แบบคานเหวี่ยงแทน ปืนที่เชษฐาเลือกเป็นปืน Winchester Model 74 หัวกระสุนหนัก 150 เกรน ความเร็วต้น 2,370 ฟิตต่อวินาที แรงปะทะ 1,702 ฟุตปอนด์ ซึ่งกำลังพอเหมาะสำหรับสัตว์ประเภทเลียงผา


ส่วนดารินยังคงใช้เจ้า Winchester .270 ติดกล้องกระบอกเดิม ซึ่งโอกาสที่จะยิงถูกเลียงผาที่วิ่งเร็วๆ คงจะมีน้อยมาก หรือจะเรียกว่าไม่มีเลยก็คงไม่ผิดนัก

รพินทร์จัดให้พรานของเขาถือปืน .375 คอยประกบพวกเรา โดยให้จันประกบเชษฐา ให้เส่ยมาเป็นพี่เลี้ยงเรา ส่วนตัวพรานรพินทร์เองเป็นคนดูแลน้อย พวกเราแต่ละคู่จะแยกกันยิงเลียงผาตามจุดต่างๆ ที่รพินทร์กำหนด บุญคำจะพาพวกลูกหาบอ้อมเขาไปคอยไล่เลียงผามาให้พวกเรายิง

การยิงเลียงผาที่พวกลูกหาบไล่ราวมานั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด ขนาดเราใช้ลูกซองแฝดแล้วยังสอยได้เพียงแค่ 5 ตัว แต่เมื่อกลับมาถึงแค้มป์ถึงพบว่าเรามาบ๊วยที่โหล่ เชษฐายิงได้ 6 ตัว แต่ที่น่าแปลกใจที่สุดคือน้อย ทั้งๆ ที่ตอนแรกเรายังกะจะกลับมาเกทับอยู่พอดี ที่ไหนได้ แม่เล่นซะ 7 ตัว ยิงได้มากที่สุดในกลุ่มพวกเราเลย มือทำบาปขึ้นจริงๆเลยยายคนนี้

เลียงผา Serow (Capricornis Sumatraensis) เป็นสัตว์จำพวกแพะ อาศัยอยู่ตามภูเขาที่มีหน้าผา เช่น ที่เขาโล้นนี่ ว่องไงปราดเปรียวมาก ประสาทตาและหูรับกลิ่นได้ดีมาก ออกลูกครั้งละ 1 ตัว เขา กระดูก กีบ น้ำมัน สามารถใช้เป็นยาสมานกระดูกได้
 



UPDATE : ตอนนี้บล๊อกเราขยายคอนเทนท์เพิ่มขึ้นอีกช่องทางนะครับ เป็นช่อง youtube สำหรับเด็กๆ ใครเป็นเด็ก หรือสนใจคอนเทนท์แบบเด็กๆ หรือมีลูก มีหลาน ก็รบกวนกดติดตามกันสักนิด เป็นแรงให้เรามีกำลังใจผลิตคอนเทนท์ดีๆออกมาอีกครับ ขอบคุณครับ


Youtube  น้องนฎาพาป๊าไปไหว้พระ ให้อาหารปลาค่ะ


#หมูน้อยร้อยชั่ง  



Create Date : 08 กันยายน 2550
Last Update : 16 เมษายน 2562 10:23:02 น.
Counter : 466 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

ฟาฬ
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]



ฝากช่องยูทูป Misterfharl ด้วยนะครับ
All Blog