W H I T E A M U L E T
Group Blog
 
All blogs
 
Hokkaido Winter 2010 @1st day: จาก Haneda สู่ Shin-chitose เหนื่อยๆมาแวะกินราเม็งแล้วพักกันเดี๋ยวนึง



เครดิตภาพ Kitsune จาก //image.blog.livedoor.jp/japminwa/imgs/c/a/cadd9f26.JPG

--------------------------------------------------------------------------------

ในที่สุดก็ได้ฤกษ์อัพบล็อคเสียที รูปตั้งแต่ทริปหน้าหนาวยังค้างเติ่งแต่ก็มีรูปหน้าใบไม้ผลิมาจ่อคิวรอซะแล้ว การถ่ายรูปแล้วเอามาเขียนบล็อคนี่เป็นอะไรที่ฆ่าเวลาได้ดี๊ดีจริงๆ เวลาว่างมีเท่าไหร่ๆก็หมด (ไม่มีใครบังคับให้ทำซะหน่อย ตัวเองทำตัวเองแท้ๆ) จริงๆก็อยากอัพบล็อคใบไม้ผลิก่อนนะเพราะกำลัง real time เลย แต่ถ้าทำอันใหม่ก่อนอันเก่านี่ท่าจะถูกดองยาวแน่ๆ เลยเอาน่ะกำจัดดินพอกหางหมูให้หมดๆไปเลยดีกว่า

ทริปนี้เป็นทริปที่ จขบ ต้องลงแรงไปไม่เบากว่าจะได้มา (รายละเอียดที่ บล็อคเก่า) ปกติจะเที่ยวไหนเน้นง่ายๆช่วงไหน low season ก็หาตั๋วพร้อมที่พักถูกๆไป แต่หนนี้ดั๊นอยากไปช่วงเทศกาลหิมะที่ซัปโปโร ถ้าไม่ไปช่วง High season ก็คืออด เลยจำใจต้องเหนื่อยกันหน่อยแถมยังแพงมิใช่น้อยๆเลย ค่าชาร์จโรงแรมต่อคนต่อคืนเป็นหมื่นเยน ถ้าไม่มีคุณพี่ชายผู้สันทัดการเที่ยวญี่ปุ่นช่วยเรื่องข้อมูลต่างๆล่ะก็ พวกขี้เกียจหาข้อมูลอย่าง จขบ ทริปนี้จ่ายเหยียบแสนเยนต่อคน(ตั้งแต่ยังไม่ทันออกเดินทาง)แน่นอน

ทริปนี้ไปกันสามคน จขบ พี่ชาย และ คุณแม่ สองคนนั้นบินตรงมาจากสุวรรณภูมิลงที่นาริตะแล้วต่อ shuttle bus ตรงมาเจอกับ จขบ ที่สนามบินฮาเนดะเลย เป็นเที่ยวบินในประเทศเลยไม่ต้องรีบมาก มาก่อนเครื่องออกแค่ครึ่งชั่วโมงก็ยังไหว ไม่ต้องโชว์ ID/passport/Alient card ใดๆเลย แค่มีบาร์โค้ดตรง E-ticket ก็พอแล้ว หลังจาก จขบ ทำหน้าที่เจ้าถิ่นที่ดีด้วยการแจกจ่ายอุปกรณ์กันหนาวต่างๆเสร็จสรรพ ทุกคนก็พร้อมออกเดินทาง งานนี้ไปกันวันที่ 4 กุมภาก่อนเทศกาลหิมะที่ซัปโปโรจะเริ่มหนึ่งวันพอดี


เครื่องบินลำที่นั่งไป(และคงจะรวมถึงทุกๆลำที่ไปฮอกไกโดช่วงนี้)แน่นทุกที่นั่ง ทั้งญี่ปุ่นทั้งต่างชาติต่างหลั่งไหลกันไปเทศกาลนี้กันหมด แหม บรรยากาศคึกคักดีแท้ เที่ยวบินนี้ใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วโมงก็ร่อนลงแตะสนามบิน Shin-chitose แล้ว เกาะฮอกไกโดจะมีหลายสนามบินกระจายตามจุดสำคัญต่างๆ แต่สำหรับทริปนี้พวกเราเน้นให้ศูนย์กลางอยู่ที่ซัปโปโร ดังนั้นก็ลงสนามบินนี้แหล่ะสะดวกสุด

ก่อนจะลงเครื่องเหลือบไปเห็น ANA ลำนี้กำลังวิ่งบนรันเวย์พอดี ลวดลายสีสันสดใสน่านั่งดีแท้ ต้องนั่งจากไหนมานะเนี่ยถึงจะได้ลำแบบนี้บ้าง >.<


เป็นเที่ยวบินในประเทศเลยไม่ต้องผ่าน immigration อะไร หยิบกระเป๋าได้แล้วก็ไม่รอช้า รีบไป みどり窓口 Midori-mado-guchi เพื่อรับ JR Hokkaido Pass (5 days) กับพวกคูปองลดราคาของแถม ที่มาพร้อมกับแพ็คเก็จตั๋วเครื่องบินของ JTB ซะก่อน


สำหรับคนต่างชาติจะมาทางช่องพิเศษที่พนักงานพูดอังกฤษได้ตรงนี้ก็ได้ แต่ต่างชาติอย่างเรานั้นสะดวกยิ่งกว่า กำลังยืนๆเล็งกล้องหันซ้ายหันขวาอยู่ เจ้าหน้าที่ก็เดินมาถามเองเลยแล้วก็รับเอกสารไปจัดการเอาตั๋วอะไรมาให้เรียบร้อยเสร็จสรรพ (แต่คือตอนนั้นไม่ได้มีใครต่อคิวอะไรอยู่ด้วยล่ะ) แล้วก็ถือโอกาสจองรถไฟขบวนพิเศษไป Azahiyama zoo ซะเลย โชคดีว่ายังมีที่ว่างแต่ก็ต้องนั่งแยกกันหมด (แต่จากที่ได้นั่งมาก็ว่าคุ้มอยู่นะ)


JR Hokkaido pass แบบที่ซื้อมาก็หน้าตาแบบนี้ มีลิมิตไปได้ไม่เกินสถานีที่กำหนดไว้แต่สำหรับเราแค่นี้ก็เหลือเฟือจะแย่แล้วล่ะเนี่ย ได้มาแล้วต้องเก็บดีๆตั๋วนี้ใช้ขึ้นรถไฟไปอีกห้าวันเลย (อันนี้พี่ชายบอกไว้ว่า ถ้าทริปนี้ไม่ได้ไป Azahiyama Zoo ล่ะก็ pass นี้ก็ใช้ไม่ค่อยคุ้มหรอก แต่ถ้าไปสวนสัตว์นั่นล่ะก็คุ้มแน่ๆทั้งรถไฟทั้งรถบัสหลายตังค์ใช่ย่อย)


จากสนามบินก็นั่ง JR ตรงมาลงที่สถานี Sapporo กันเลย ระหว่างที่อยู่บนรถไฟก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความหนาวอันเลื่องชื่อของฮอกไกโดแล้ว ในสามคนที่ไปกันก็มี จขบ นี่ล่ะที่ไม่ยั่น หนึ่งคือ ก็ชินกับอากาศโตเกียวมาระดับนึงแล้ว และสองคืองานนี้เตรียมตัวกันหนาวมาดีสุดๆ ใส่เสื้อหลายชั้นมากแถมแต่ละชั้นนี่แบบหวังผลกันหนาวได้จริง ไม่ได้ใส่แค่เป็นเลเยอร์สวยๆแต่กันหนาวไม่ได้เหมือนตอนอยู่โตเกียว (ก็กลัวหนาวแล้วเที่ยวไม่สนุกอ่ะนะ ยอมตัวบวมสี่ห้าวันก็ได้)

บรรยากาศรอบๆสถานีซัปโปโรนั้นต่างจากที่คิดไว้อยู่เหมือนกัน จากที่จินตนาการว่าหิมะคงจะขาวโพลนแต่เอาเข้าจริงๆนอกจากไม่ขาวโพลนแล้วยังดูเป็นหิมะดำๆเลอะๆเทอะๆด้วยอ่ะ เหมือนอุณหภูมิไม่เย็นพอ(ไม่ถึงศูนย์)หิมะเลยละลายๆไปเยอะ ลำบากที่สุดก็ตรงพื้นนี่ล่ะที่หิมะละลายไปแล้วรอบนึงแล้วก็จับตัวแข็งอีกรอบกลายเป็นพื้นน้ำแข็งลื่นๆ แต่ละคนลากกระเป๋าเดินทางไปนี่จะล้มจะล้มกันซะให้ได้เลย(ขนาดว่าเลือกรองเท้าแบบพื้นยางเกาะถนนดีๆแล้วนะเนี่ย) งานนี้ต้องเดินแบบใจอยู่กะเนื้อกะตัวสุดๆไม่งั้นเผลอเมื่อไหร่ทั้งคนและกล้องลงไปกองกะพื้นแน่นอน (จริงๆก็เตรียมที่ใส่รองเท้ากันลื่นมานะ แต่ยังไม่ได้ติด)


สำหรับคืนแรกนี้พักที่โรงแรมที่ติดมากับแพลนตั๋วเครื่องบิน อยู่นี่หนึ่งคืนพรุ่งนี้ค่อยย้ายไป Toyoko inn วิธีนี้ไม่โดนโรงแรมชาร์จค่าเทศกาล(เพราะวันนี้เทศกาลยังไม่เริ่ม) แล้วก็ได้ซื้อตั๋วเครื่องบินก่อนแต่เนิ่นๆด้วย ถ้ารอเอาแต่ตั๋วเครื่องบินเปล่าๆกว่าเค้าจะเปิดขายอาจไม่เหลือที่นั่งแล้ว (เค้าเน้นขายพร้อมโรงแรมมากกว่า)

วางของเสร็จอะไรเสร็จก็ออกมาหาของกินกันก่อน แต่ละคนท้องร้องจ๊อกๆหิวจะแย่แล้ว ทริปนี้มีคุณพี่ชายเป็นหัวหน้าทัวร์วางแผนการเที่ยวทุกอย่าง จขบ มีหน้าที่ช่วยเป็นล่ามให้ในเวลาจำเป็นเท่านั้นที่เหลือเดินตามหัวหน้าลูกเดียว(เพราะไม่ได้หาข้อมูลอะไรมาเลย) มื้อแรกนี้คุณพี่ชายวางแผนให้มากินราเม็งกันที่ตึก Esta อยู่ใกล้ๆสถานีซัปโปโรนี่เอง ที่ชั้นสิบจะมีเป็นคล้ายๆพวก Ramen Museum มีรวมร้านราเม็งดังๆไว้ให้มาเดินเลือกกินได้


ทางเข้าก็ดูเป็นแบบนี้ แดงได้อีกหยั่งกะเทศกาลตรุษจีน ที่พูดนี่ไม่ใช่ไม่ชอบนะ ลวดลายพวกนี้ถ่ายรูปออกมาดูสวยแปลกตาดี


ที่ด้านในก็จะแยกย่อยเป็นร้านโน้นร้านนี้อีกเยอะแยะเดินเลือกกินกันตามสบาย การประดับตกแต่งข้างในนี้ก็สวยดี มีของน่าถ่ายเยอะแยะเลย แต่เพื่อไม่ให้บล็อคโหลดมากไปนักเลยขอข้ามๆพวกการตกแต่งกระจุกกระจิกไปละกัน


ส่วนตัวแล้วต้องบอกเลยว่าเป็นคนไม่ชอบทานราเม็ง กินทีนึงเบื่อไปอย่างต่ำสามเดือน(ถึงหนึ่งปี) ก็ทำไงได้นะทั้งชีวิตก่อนมาญี่ปุ่นกินแต่ก๋วยเตี๋ยวแห้งมาตลอด(แถมตอนเด็กๆต้องสั่งทริปเปิ้ลน้ำมันเจียวด้วยนะ ไม่งั้นไม่มัน เด็กอ้วนอย่าง จขบ ไม่ชอบ) แต่งานนี้มาถึงนี่แล้วก็ต้องกินล่ะ ดูรูปแล้วก็มีเมนูน่ากินๆอยู่หลายร้านดูๆไปก็นึกว่าอันไหนน้อคือ Sapporo Butter Ramen ที่ซูเนโอะเคยพูดไว้ว่าอร่อยสุดยอดดดดด

แต่ว่าเราก็โตๆกันแล้ว จะมาเลือกอะไรตามใจเหมือนเด็กๆไม่ได้ งานนี้ต้องเสียสละตามใจคุณแม่ที่โตที่สุดเป็นหลัก แหะๆ แบบว่าคุณแม่ไม่ชอบทานอาหารญี่ปุ่นเลยต้องเลือกๆกันพอควรกว่าจะได้ร้านที่ลงตัว สามคนสั่งเมนูเดียวกันหมดคือเมนูแนะนำของร้าน ก็อย่างที่รู้ๆราเม็งญี่ปุ่น มาทีชามเบ้อเริ่มเทิ่ม ร้านนี้มีไข่ต้มอยู่ในตะกร้าแปะป้ายให้กินฟรีด้วย ทีแรกนึกว่าหวานคอแร้งแล้วเชียว ปกติกินที่ Ichiran-ramen ไข่ต้มยางมะตูมของโปรดลูกละตั้ง 100 เยนแน่ะ แต่แล้วก็ฝันสลายไข่ต้มที่นี่มันเป็นไข่ต้มธรรมดาแบบสุกหมดทั้งใบเลยกินแค่ใบเดียวเลิกเลย


รสชาตินั้นก็โอเคนะ รสชาติดีประสาราเม็งญี่ปุ่น(ที่ขายที่ญี่ปุ่น) แต่อย่างว่า จขบ ไม่ชอบราเม็งเป็นทุนอยู่แล้ว คำแรกๆร้อนๆก็ยังโอเคอร่อยดีอยู่หรอก แต่กินไปกินไปนี่ชักไม่ไหวแฮะ แต่ไหนแต่ไหนมากินราเม็งไม่เคยหมดชามเป็นต้องอิ่มจนจุกก่อนทุกที ครั้งนี้ก็ไม่เว้น นอกจากคุณพี่ชายแล้วอีกสองคนกินไม่หมด แบบว่ามันไม่ไหวแล้วจริงๆเส้นราเม็งจะล้นออกมาทางคอหอยอยู่แล้วเนี่ย จากก่อนกินหิวๆมากลายเป็นอิ่มอิ๊มอิ่ม ทุกคนพร้อมใจกันงดอาหารเย็นวันนี้ ขนาดว่าอากาศหนาวๆปกติต้องหิวเร็วนะเนี่ย แต่นี่ราเม็งคนละชามอยู่เลยไม่อยากกินอะไรเพิ่มแล้ว

วันนี้เดินทางมาก็เหนื่อยๆเพลียๆกันพอประมาณ(จขบ น่ะเดินทางใกล้กว่าเพื่อน แต่เพลียเพราะปกติเป็นพวกนอนเช้าตื่นเที่ยง) แต่นักเที่ยวตัวยงอย่างคุณพี่ชายไม่เคยปล่อยโปรแกรมเที่ยวให้ว่าง ก็พากันหอบพุงกลมๆกันนั่งรถไฟไป Otaru กะว่าจะไปพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรีซะหน่อย งานนี้ต้องใส่เสื้อหนาๆนั่งรถไฟติดฮีตเตอร์ร้อนๆวิ่งท่ามกลางอากาศหนาวเรี่ยๆศูนย์องศามาเกือบชั่วโมงกว่าจะถึง (แถมไม่มีที่นั่งต้องยืนตลอดอีกตะหาก)


สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง งานนี้คุณพี่ชายพลาดไปนิด มาถึงแล้วไปขอแผนที่และถามทางจากพนักงานที่สถานีเค้าบอกว่าพวกพิพิธภัณฑ์ที่ว่าเนี่ยมันปิดหกโมงนะคะ แล้วตอนไปถึงเนี่ยมันเกือบหกโมงแล้วอ้ะ สรุปคือวันนี้มาเสียเที่ยวโดยปริยาย แต่ไหนๆก็มาแล้วขอสักรูปละกัน(จะดูรู้ไหมเนี่ยว่าถ่ายที่ Otaru) ถ้าไม่นับปีแรกที่มาญี่ปุ่นตอนยังไม่ชินอากาศหนาว ปีที่เหลือไม่ว่าโตเกียวจะหนาวแค่ไหน จขบ ก็ไม่เค๊ยไม่เคยเลยที่จะแต่งตัวแบบในรูปด้านล่างนี้เดินในโตเกียว ถือคติหนาวทนได้ขอสวยไว้ก่อน ก็นะ..จะได้แต่งสวยๆแฟชั่นหน้าหนาวอย่างนี้ก็แค่ช่วงไม่กี่ปีที่อยู่ญี่ปุ่นนี่เองล่ะ ต้องขอเต็มที่กันนิดนึง


ไหนๆก็นั่งรถไฟมาแล้วเลยเดินเล่นรอบสถานีกันพอเป็นพิธี ที่โอตารุหิมะขาวโพลนจริงๆผิดกับทางซัปโปโรเลย ตามข้างทางหิมะถูกกวาดมารวมกันสูงมากๆ ขาวจั๊วะหนานุ่มทำให้พวกไม่(ค่อยจะ)เคยเห็นหิมะอย่างเราๆอดมือบอนไปเขียนอะไรเล่นบนหิมะกันคนละนิดละหน่อยไม่ได้ ^^


อยู่ตรงซัปโปโรไม่มีหิมะตก ก็มาได้หิมะต้อนรับกันที่นี่เอง ร่มไม่ได้เอาไปก็เอาฮู้ดเสื้อหนาวคลุมหัวเอาก็อยู่ สำหรับ จขบ ปัญหาไม่ใช่ความหนาว(เพราะใส่กันหนาวมาอย่างดี รู้สึกว่าอุ่นกว่าตอนอยู่โตเกียวซะอีกแน่ะ) แต่ที่น่ารำคาญคือหิมะมันพัดเข้าตาเนี่ยสิจะถ่ายรูปก็ลำบากหิมะมาติดเลนส์อีก แต่ก็นะอุตส่าห์มาถึงนี่ก็เพราะอยากเห็นหิมะเยอะๆ ดังนั้นรำคาญนิดๆหน่อยๆถือว่ายอมได้ ไม่โกรธๆ ^^


เดินเล่นแป๊บๆก็นั่งรถไฟกลับกันแล้ว (ลืมหมวกไว้บนรถไฟอีกต่างหาก ขี้เกียจไปตามเลยช่างมัน) วันนี้ยังเพลียๆกันอยู่โปรแกรมเลยจบลงแค่นี้ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ แต่หลังจากวันนี้นี่แหล่ะของจริง คุณพี่ชายจัดโปรแกรมมาอย่างแน่นเอี๊ยดออกแต่เช้ากลับดึกๆทุกวันๆ ได้ผู้ชำนาญการมาพาเที่ยวแบบนี้ทริปนี้มั่นใจว่าเที่ยวคุ้มแน่นอน

แต่ก็นะ..ทริปนี้เหนื่อยไม่เบาเลย ขนาดว่า จขบ เป็นคนเดินเก่งแล้ว ยังขาลาก เหนื่อยกลับมานอนตายที่โรงแรมทุกวัน ปกติถ้า จขบ เที่ยวเองจะแนวสบายๆ เหนื่อยก็ตื่นสาย ไปเที่ยวตามโบชัวร์ที่หยิบจากสถานีเป็นหลักก็พอแล้ว อย่างมากก็มี The must อยู่ที่สองที่ที่เหลือขี้เกียจก็ไม่ไป จบ ;P

แล้วพบกันใหม่บล็อคต่อไปค่า จะเริ่มเที่ยวจริงๆจังๆกันแล้ว

--------------------------------------------------------------------------------

ภาพส่วนใหญ่ถ่ายจาก Canon Kiss X3 และเลนส์ EF-S 15-85mm F/3.5-5.6 IS USM มีบางภาพจาก Nikon Coolpix P5100 เป็นคอมแพ็คของพี่ชาย ภาพ(เกือบ)ทั้งหมดถูก คร็อป/ปรับแสงและสี/ย่อUSM/ใส่โลโก้ ด้วย PS

บางรูปที่ ISO3200 ทั้งที่ไม่จำเป็น บอกได้คำเดียวว่าลืมปรับค่ากลับค่า


เครดิตภาพ Kitsune จาก //image.blog.livedoor.jp/japminwa/imgs/c/a/cadd9f26.JPG

--------------------------------------------------------------------------------

รวมลิงค์บล็อคทั้งหมดของทริป

1. Hokkaido Winter 2010 @1st day: จาก Haneda สู่ Shin-chitose เหนื่อยๆมาแวะกินราเม็งแล้วพักกันเดี๋ยวนึง
2. Hokkaido Winter 2010 @2nd day: Ishiya Chocolate Factory มาดูวิธีทำ Shiroi Koibito Chocolate กัน
3. Hokkaido Winter 2010 @2nd day: หนาวๆกับ Yuki-daruma ที่ Otaru แวะกินข้าวปลาดิบสุดโปรด
4. Hokkaido Winter 2010 @2nd day: Otaru Orgel House แหล่งรวมหีบเพลงสารพัดชนิด
5. Hokkaido Winter 2010 @2nd day: Famous candle light in Otaru
6. Hokkaido Winter 2010 @2nd day: แวะไป Sapporo TV Tower กับ Odori Snow Festival แล้วเข้านอน
7. Hokkaido Winter 2010 @3rd day: รถไฟขบวนพิเศษสวนสัตว์ Asahiyama และพาเหรดเพนกวินที่รอคอย >.<
8. Hokkaido Winter 2010 @3rd day: สัตว์โลก(ฤดูหนาว)น่ารัก นำเสนอโดยสวนสัตว์ Asahiyama ^^
9. Hokkaido Winter 2010 @3rd day: Nanda Biking บุฟเฟ่ต์สุดอลังการ และ Ice festival @Susukino
10. Hokkaido Winter 2010 @4th day: เก็บตก Sapporo Clock Tower และ Odori Snow Festival แบบ full version
11. Hokkaido Winter 2010 @4th day: หิมะขาวโพลนที่ Kaitaku-no-mura และ Mt. Moiwa ที่อดขึ้นไปดูวิวกลางคืน
12. Hokkaido Winter 2010 @5th day: สุดท้ายกับ Government Office Building และ Thailand, the champion ^_^
13. Hokkaido Winter 2010: รวบรวมผลงานแกะสลักหิมะจากการแข่งขันที่ Odori Snow Festival

>> ดูรายการบล็อคอัพใหม่ทั้งหมด



Create Date : 19 มีนาคม 2553
Last Update : 2 เมษายน 2553 22:00:13 น. 2 comments
Counter : 3632 Pageviews.

 
เขียนบล็อกได้ดีมากๆ ครับ อ่านแล้วมันส์ดี มีภาพประกอบสวยๆ ให้ดูตลอด พอดีผมชอบเลนส์ Canon EF-S 15-85mm f/3.5-5.6 IS USM อยู่ครับ กำลังเก็บตังค์ซื้อ เลยได้ดูภาพจากเลนต์ตัวนี้แบบเต็มๆ ต้องบอกว่าถ่ายรูปได้เก่งมากๆ ครับ ผมนี่เพิ่งเริ่มเล่นเองกับเจ้า Kiss X3 นี่ก็เพิ่งไปถ่ายงาน Motor Show มาหมาดๆ ยัง Auto อยู่เลย เฮ่อๆๆ


โดย: Eak IP: 125.27.116.210 วันที่: 30 มีนาคม 2553 เวลา:12:31:08 น.  

 
รูปสวยมากมายค่ะ..

ใช้Canon EF-S 15-85mm f/3.5-5.6 IS USM อยู่เหมือนกันค่ะ เพิ่งไปถอยมา เสียอย่างเดียวเมืองไทยไม่มี Hood ขายค่ะ


โดย: พิม IP: 172.18.47.2, 202.57.155.169 วันที่: 5 เมษายน 2553 เวลา:13:11:27 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
White Amulet
Location :
Bangkok Thailand / Tokyo Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 35 คน [?]




บล็อคนี้ถึงไม่ค่อยมีอะไรแต่ถ้าจะก๊อปปี้ข้อความหรือรูปอะไรไปโพสที่อื่น ก็รบกวนช่วยใส่เครดิตลิงค์บล็อคนี้ไว้ด้วยนะคะ

เราไม่สงวนลิขสิทธิ์การนำภาพและข้อความในบล็อคไปเผยแพร่(ในแบบที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์)แต่สงวนลิขสิทธิ์ความเป็นเจ้าของภาพถ่ายและเนื้อหาค่ะ

ค้นหาทุกสิ่งอย่างในบล็อคนี้

New Comments
Friends' blogs
[Add White Amulet's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.