ตุลาคม 2554

 
 
 
 
 
 
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
มาทำดีกันเถอะนะ
สวัสดี ค่ะ ท่านผู้อ่าน

วันนี้ฉันขอเล่าเรื่องกิจกรรมดี ๆ ที่ บุคคลกลุ่มหนึ่งได้ร่วมมือร่วมใจกันทำงานเพื่อสังคม "ด้วยจิตอาสา" วัยของพวกเขายังอยู่ในวัยของคนหนุ่ม คนสาว ซึ่งส่วนใหญ่วัยนี้ มักจะเที่ยวสนุก เฮฮา ช้อปปิ้ง เป็นส่วนมาก แต่หนุ่มสาวกลุ่มนี้ กลับมีความคิดสร้างสรรค์ ทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสังคม โดยเฉพาะมีความคิดที่แสดงถึงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยึดหลักทำดี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา ฉันจึงรู้สึกว่า น่าจะนำเรื่องของพวกเขามาเล่าสู่กันฟัง ค่ะ

เมื่อประมาณ 4-5 เดือนที่ผ่านมา ฉันมีโอกาสได้พบกับ ลูกศิษย์ที่ไม่ได้พบกันมาเป็นเวลาสิบกว่าปีเห็นจะได้ เพราะหลังจากพวกเขาจบการศึกษาไปแล้ว ต่างก็แยกย้ายไปเรียนต่อ ทำงาน และมี ครอบครัวกันไปตามวิถีชีวิตของแต่ละคน แต่ด้วยโลกแห่งเทคโนโลยี่ที่เจริญก้าวหน้า ทำให้ฉันได้พบกับลูกศิษย์คนนี้ในเฟสบุ๊ค จึงได้ทราบว่า เขาแต่งงานแล้วและสามีของเขาเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดตั้งคลับขึ้นมา ชื่อว่า OFC club มีเว็บไซด์ คือ http://www.overflowclub.com ท่านผู้อ่านสามารถเข้าไปชมกิจกรรมต่าง ๆ ประวัติความเป็นมาของหนุ่มสาวกลุ่มนี้ได้ค่ะ จุดมุ่งหมายหลักของคลับนี้ ก็คือ ช่วยเหลือสังคมโดยเฉพาะโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร ในปีหนึ่ง ๆ อย่างน้อยจะมีสองกิจกรรม คือ ในเดือนสิงหาคม และ เดือนธันวาคม อันเป็นเดือนทรงพระราชสมภพของสมเด็จพระบรมราชินีนาถ (สิงหาคม) และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พ่อหลวงของพวกเราปวงชนชาวไทย (ธันวาคม)
เป็นการทำดี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ฉันชื่นชมกับความคิด สร้างสรรค์ของหนุ่มสาว กลุ่ม ofc กลุ่มนี้มาก ฉันมีโอกาสได้ไปร่วมกิจกรรมปลูกป่าชายเลนกับพวกเขาเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดย เกด ลูกศิษย์ของฉันที่พบกันในเฟสบุ๊คเป็นผู้มาเชิญชวนให้ไปร่วมกิจกรรมปลูกป่าชายเลนที่ อำเภอ สัตหีบ ฉันจึงได้เห็นภาพต่าง ๆ ที่ประทับใจของหนุ่มสาวกลุ่มนี้ค่ะ ดังที่ฉันจะได้เล่าถึงกิจกรรมปลูกป่าให้ท่านผู้อ่านได้อ่าน นะคะ

เช้าวันที่ 13 สิงหาคม 2554 เกด ให้พ่อของเขาซึ่งมีอาชีพขับรถรับจ้างมารับฉันที่บ้าน ประมาณ ตี 5 เพราะพ่อของเกดต้องให้พ่อนำอาหาร คือหลนปลาร้า ไปทานกันที่ค่ายด้วย ฉันตื่นแต่เช้าประมาณ ตีสี่ได้ จัดการทำธุระส่วนตัว อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ เกือบ ตี 5 พ่อของเกดโทรเข้ามือถือฉันเพื่อถามทางเข้าบ้านฉัน สักพักใหญ่ ๆ พ่อของเกดก็มาถึงหน้าบ้านฉัน ฉันนำกระเป๋าเสื้อผ้าใส่รถพ่อของเกดแล้วเราก็ออกเดินทาง พ่อของเกดเป็นคนเงียบ ๆ ไม่ช่างคุย ฉันก็เลยไม่กล้าคุยอะไรกับเขา เพราะไม่รู้ว่าเขาจะอยากคุยด้วยไหม ต่างคนต่างเงียบ ๆ กัน รถออกไปท่ามกลางความมืดของราตรีกาล เนื่องจากยังเป็นเวลาตีห้าอยู่ สองฟากฝั่งถนนที่รถแล่นผ่านไป ค่อนข้างเงียบสงัด ผู้คนบนท้องถนนมีน้อยมาก รถราก็ไม่ค่อยมี ฉันรู้สึกอึดอัดบ้างเล็กน้อยกับบรรยากาศเช่นนี้ พ่อของเกดทำหน้าที่ขับรถไปด้วยความเร็วมากพอประมาณ เขาเป็นชายวัยกลางคน รูปร่างไม่สูงนัก ผิวคล้ำ ดวงหน้านิ่งเฉย ทำให้ฉันยิ่งไม่กล้าชวนคุยด้วย ประมาณน่าจะเกือบชั่วโมงมั้ง เขาก็แวะเข้าปั๊มเพื่อเติมแก๊ส ฉันจึงมีโอกาสได้ลงจากรถยืดเส้นยืดสายคลายความเมื่อยขบบ้าง เราคุยกันเล็กน้อย โดยพ่อของเกดบอกว่า จากที่นี่ไปอีกไม่ไกล ก็จะถึงที่พักของเกดแล้ว หลังจากที่เติมแก๊สเรียบร้อยแล้ว รถก็ออกแล่นต่อไป น่าจะหกโมงกว่าเล็กน้อย ก็ถึง คอนโดที่เกดกับแองอยู่ (แอง เป็น สามีของเกด) ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง ofc คลับขึ้น เป็นกลุ่มจิตอาสา ช่วยเหลือสังคม

กลุ่มของ เกด แอง กลุ่มเพื่อนของเกดและแอง อีก 3 คน มีเจ้าคาราเมล ลูกสาว ของเกดกับแอง ซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มที่อายุน้อยที่สุด พ่อแม่เขาพาออกค่ายตั้งแต่อายุ 4 ขวบ เพื่อให้ซึมซับสิ่งดี ๆ เหล่านี้ให้อยู่ในสายเลือดของลูกสาวด้วย รถรับจ้างของพ่อเกด ต้องรับศึกหนัก รับผู้โดยสารถึง 7 คน รวมคนขับก็เป็น 8 คน นั่งอัดกันไปเต็มคันรถ เด็ก ๆ น่ารัก ยกมือไหว้ฉันอย่างนอบน้อม รถเราก็เริ่มเคลื่อนออกไป แล่นไปอีกประมาณสักพักใหญ่ ๆ ก็ถึงที่ห้างเซ็นทรัลบางนาตามที่นัดหมายกับรถบัสใหญ่ที่จะมารับพวกเรา พวกเราขนสัมภาระลงจากรถของพ่อเกด มากองไว้ตรงที่พักหน้าห้างเซ็นทรัล สมาชิกที่มาด้วยฉันจำชื่อได้เพียงคนเดียว คือ พรทิพย์ (อุ้ย) ซึ่งทำงานที่เดียวกับเกด ขณะที่รอสมาชิกมาเพิ่ม ก็มีสมาชิกมาเพิ่มอีก ฉันจำชื่อได้เป็นชื่อเล่นว่า อมก๋อย เป็นคนหนุ่มรูปร่างค่อนข้างกล้องแกล้งหน่อย ใส่
แว่นตาค่อนข้างหนา อีกคนชื่อเล่นว่า เอก อันโต อีกคนเอารถมาด้วยชื่อ บอล พวกนี้ฉันไม่รู้จักชื่อจริง ๆ หรอก ถึงเขาจะบอก ฉันก็จำไม่ได้ เพราะเยอะเหลือเกิน อีกกลุ่มหนึ่ง เป็นหญิงสอง ชายหนึ่ง น่าจะเป็นสมาชิกใหม่ เขาก็เอารถรถมาด้วย

การไปปลูกป่าครั้งนี้ มีราชมงคลจักรพงษ์ภูวนาถเป็นผู้สนับสนุน โดยกลุ่ม ofc เป็นผู้ประสานงานกับทางกองพลนาวิกโยธิน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธินกองทัพเรือ ซึ่งมีชื่อว่า "ค่ายอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเล อ่าวทุ่งโปรง กองพันลาดตะเวน ชื่อโครงการที่มาครั้งนี้ คือ "โครงการกิจกรรมนักศึกษาด้านการศึกษาสิ่งแวดล้อม เนื่องในวันพระราชสมภพ 13-14 สิงหาคม 54"



เวลาประมาณ 7.00 น. ตามนัดหมายที่รถของทางราชมงคล ฯจะมารับพวกเรา แต่ปรากฏว่า ยังมาไม่ถึง แองจึงตัดสินใจให้พวกผู้หญิงไปรถของ บอล ก่อน ส่วนพวกผู้ชาย มีอมก๋อยและเอก อันโต และแอง ไปกับรถทางราชมงคล ฯ เพราะยังมีสมาชิกของกลุ่ม ofc อยู่ในรถบัสนี้อีกหลายคน ส่วนสมาชิกอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งขับรถเก๋งมาเอง ก็ขับตามกันไป เป็นสองคัน โดยมีคันของ บอล ขับนำทางไป คันของฉันนั่งไปรวมฉันด้วย เป็น 6 คน โดยมีบอลเป็นคนขับ รถแล่นไปตามกันไปเรื่อย ๆ ระหว่างทางมีการหยุดพักกันบ้าง เพื่อเข้าห้องน้ำ จนถึงทางเข้าค่าย ก็พักอีกครั้งก่อนที่จะเข้าค่าย ซึ่งเป็นเป้าหมายที่จะไปปลูกป่า
ขณะที่รถของเราไปถึงนั้น มีกลุ่มอื่นมาก่อนเราได้สักพัก และกำลังฟังบรรยายอยู่ มีการจัดเตรียมอาหารซึ่งทางค่ายเป็นผู้จัดไว้ พวกเราพูดคุยกับทหารเพื่อถามให้เกิดความแน่ใจว่า ไม่ได้มาผิดค่าย ก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี พวกเราต้องรอรถบัสของทางราชมงคลฯซึ่งเป็นผู้สนับสนุนโครงการนี้ พักใหญ่ ๆ รถบัสก็พานักศึกษามาถึงที่ค่าย มากัน 3 คันรถบัส สมาชิกของกลุ่ม ofc ก็ลงมาสมทบกับพวกเราซึ่งมาก่อน ตอนนี้ เขาจัดโต๊ะอาหารสำหรับกลุ่มสมาชิก ไว้เป็น โต๊ะ ๆ ส่วนพวกนักศึกษามีถาดหลุมให้เข้าแถวไปรับข้าว กับข้าว โดยเขาจะตักให้เป็นคน ๆ ไป (พวกฉันซึ่งไปถึงก่อน ได้กินจากถาดหลุมไปเรียบร้อยแล้ว) สมาชิกกลุ่ม ofc และอาจารย์จากราชมงคล มากันมากพอสมควร เขาจัดโต๊ะให้ไว้ประมาณ 4-5 โต๊ะ ทุกคนนั่งโต๊ะแล้ว ก็นั่งทานกัน เกดเอาปลาร้าหลนของเขามาแจกสมาชิกด้วย สักพัก สมาชิกอีกกลุ่มหนึ่ง น่าจะอยู่แถว เมืองชล และระยอง (ฉันเดาเอาเอง) ก็ขับรถมาร่วมงานด้วย กลุ่มนี้มีผู้หญิงเท่าที่ฉันจำชื่อได้ มีคนชื่อเหมียวเป็นคนขับรถ อีกคนชื่อ กระแต คนนี้ทำขนมกูช่ายมาให้ทุกคนลองชิมฝีมือด้วย แต่ดูเหมือนว่า แป้งที่ทำจะเละไปหน่อย เลยดูแปลก ๆ พิลึก แต่ทุกคนก็ยินดีชิม ฉันก็ได้รับการเชื้อเชิญให้ชิมด้วย ฉันก็ลองชิมดู รสชาติก็แปลก ๆ ดี อย่างที่บอกแล้วว่า มันเละไป อาจจะเป็นเพราะใส่น้ำมากไปหรือยังไง ฉันก็ไม่รู้หรอก เพราะตัวเองก็ทำไม่เป็น เกดได้แนะนำฉันให้สมาชิกของ ofc รู้จักฉันในฐานะครูของเขา ทุกคนให้ความเป็นกันเองกับฉันดีพอสมควร ยิ้มแย้มแจ่มใสกันทุกคน

ก่อนจะมีการปลูกป่า มีพิธีเปิดงาน อันเป็นธรรมดาของการจัดกิจกรรม มีการถ่ายรูปกันวูบวาบ เพื่อเป็นหลักฐานของการจัดทำโครงการ ก็เป็นเรื่องธรรมดาของการทำงานในสมัยนี้อีกเช่นกัน การเปิดงาน ก็ให้ผู้ใหญ่ทางราชมงคล ฯ เป็นคนเปิด หลังจากเปิดงานแล้ว ก็มีการบรรยายพิเศษให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของป่าชายเลน ฉันก็เพิ่งมีความรู้ในเรื่องนี้เพิ่มขึ้น โดยฉันสรุปความรู้ที่ได้จากการฟังวิทยากร ซึ่งเป็นทหาร ชื่อเล่นว่า จอห์นนี่ ได้ดังนี้

ป่าชายเลน คือ ป่าที่ขึ้นสูงสุดและแนวน้ำขึ้นต่ำสุด ป่าชายเลน มี 4 ชนิด คือ
ป่าที่ขึ้นตามเกาะ ตามแม่น้ำ ชายคลอง ขนาดใหญ่
ป่าที่ขึ้นตามเกาะ ตามแม่น้ำ ชายคลอง ขนาดเล็ก
ป่าที่ขึ้นตามชายทะเล ขนาดใหญ่
ป่าที่ขึ้นตามชานทะเล ขนาดเล็ก
ประโยชน์ของป่าชายเลน
1. ป้องกันการกัดเซาะของน้ำ
2. เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์ทะเล
3. เปรียบเสมือนแหล่งทรัพยากรขนาดใหญ่ให้มนุษย์ได้ทำมาหากินได้
ต้นไม้ที่เกิดที่ป่าชายเลน เช่น ต้นโกงกาง เสมดำ เสมขาว พืชต่าง ๆ
ป่าแบ่งออกเป็น
ป่าบก
ป่าระหว่างบกกับน้ำ คือ ที่เรียกว่า ป่าชายเลน
ป่าทะเลใต้น้ำ พวกปะการัง
ต้นเสม รากอากาศ แบ่งเป็น
เสมขาว ใบเล็กเรียว
เสมดำ
เสมทะเล ใบหยิก ใบม้วน เพราะมันลดการสังเคราะห์แสง เพราะถ้ามีน้ำเยอะ มันจะคายน้ำหลังใบ หลังใบจะขาวกว่าด้าน
หน้าใบ
ต้นโกงกาง มีทั้งชนิดใบใหญ่และใบเล็ก ต้นโกงกางจะมีสารชนิดหนึ่ง นำไปย้อมแห ได้ มีรากค้ำจุนงอกออกมาทุกทิศทุกทาง
ต้นโปรง แบ่งเป็น โปรงแดงและโปรงขาว พืชตระกูลนี้ มีรากพิเศษจะกระดึบ ๆ ไปได้เรื่อย ๆ
ต้นพังกา
ต้นถั่ว มีทั้งถั่วขาวและถั่วดำ
ต้นฝาดดอกแดง มีคุณสมบัติรักษาโรคได้
ต้นโพธิ์ทะเล นำใบไปขยี้ พอกรักษาโรคหิดได้
ต้นปอทะเล ใบใหญ่กว่าโพธิ์ทะเล นำใบไปขยี้ แก้ เส้นพอง เส้นตึง
ต้นตาตุ่มทะเล เป็นพืชพิษของพืชทะเล ยางสีขาวของมันถ้าเข้าตา จะทำให้ตาบอดได้ โดนผิวหนังจะคัน สารนี้ถ้าเข้าท้องทำให้ท้องเสียอย่างแรงถ้าลืมเอาส่วนที่ติดอยู่หลังกระดองเป็นถุงดำ ๆ ส่วนที่เป็น กระปิ้ง จะทำให้ท้องเสีย

รากไม้ มีหลายชนิด เช่น รากอากาศ รากค้ำจุน รากงอคล้ายเข่าลักษณะของใบ มี 4 แบบ คือ ใบรูปหัวใจ ใบรูปหอก ใบรูปดาบ ใบรูปไข่

พืชคลุมดิน เช่น ผักเบี้ยทะเล กินได้ แต่ทำให้เสียงแห้งไป จะป้องกันการการพังทลายของดินทะเลชายหาด
พืชชื่อ ต้นสวาด เมื่อแก่จัด จะมีเม็ด มีความเชื่อว่า หญิงใดพกเม็ดสวาด ชายเห็นก็รักก็หลง เม็ดสวาดกำลังจะสูญพันธุ์ เพราะคนเก็บไปเพื่อไปใช้ตามความเชื่อดังกล่าว

ทั้งหมดดังกล่าว คือ ความรู้ที่วิทยากร จอห์นนี่ให้ความรู้มา น่าจะประมาณหนึ่งชั่วโมง เขาเป็นวิทยากรที่อารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส มีลูกเล่นดีพอสมควร ชอบชมตัวเองว่า หล่อ (ที่จริง ตัวแกค่อนข้างเตี้ย ล่ำ หน้าไปทางอิสาน แต่ชื่อจอห์นนี่ ทำให้เกิดเสียงฮาจากคนฟังอย่างสนุกสนาน
หลังจากที่ฟังแกบรรยายเสร็จแล้ว ก็11 โมงกว่าแล้ว เราเริ่มทำการปลูกป่า โดยให้ทุกคนไปนำต้นกล้า คือต้น โกงกาง เพื่อที่จะไปทำการปลูก คนหนึ่งจะปลูกกี่ต้นก็ได้ เขามีเตรียมไว้น่าจะประมาณ 500-600 ต้น แต่เรามาเพียง สองร้อยกว่าคนเท่านั้น มีการแจกเสียมเพื่อไปขุดหลุมให้ลึกประมาณครึ่งศอก หยอดต้นกล้าลงไปเพื่อทำการปลูก ขณะนั้น แดดกำลังร้อนเปรี้ยงทีเดียว ขาที่ย่ำทรายเพื่อเดินลงทะเล ก่อนถึงทะเล เป็นทรายซึ่งต้องแสงแดดมานาน ร้อนอย่าบอกใครเลยเชียว ขณะนั้นน้ำลงไปมาก เป็นเลนหนึด ๆ บางแห่งเป็นเลนลึก คนตัวเตี้ยจึงจมโคลนเลนมากกว่าคนตัวสูง ฉันก็กล้า ๆ กลัว ๆ ในการเหยียบเลนเหมือนกัน เพราะฉันเป็นคนตัวเตี้ย สูงแค่ 150 เซ็นติเมตร เลยกล้วขาจมเลนนั่นเอง แต่ฉันก็ผ่านพ้นขั้นวิกฤตนั้นมาได้ สามารถเดินไปถึงที่ที่เขาให้ปลูกต้นกล้า บริเวณนั้น มีคนมาปลูกไว้แล้วส่วนหนึ่ง พวกเรามาปลูกเพิ่มอีก นักศึกษาแต่ละคนก็หยิบต้นกล้ากันไปคนละสองต้นบ้าง สามต้นบ้าง ฉันหยิบไปสองต้น เพื่อไปปลูก เด็ก ๆ ให้ความเอาใจใส่ฉันดี กลัวคนแก่อย่างฉันจะทำไม่ได้มั้ง ฉันก็พยายามไม่ให้เป็นภาระของเด็ก ๆ ไม่อยากให้พวกเขาเป็นห่วง ฉันลงมือขุดดินที่เป็นเลน ซึ่งก็ไม่ยากนัก ไม่แข็งอะไรมากนัก เกด ลูกศิษย์ฉัน ก็ขุดกันอยู่ใกล้ ๆ กัน ขุดลงไปให้ลึกประมาณศอกหนึ่ง หยอดต้นกล้าลงไป ต้องให้รากของต้นกล้าลงไปในดิน ก่อนหย่อนต้นกล้าลงไป ต้องเอาพลาสติกที่หุ้มห่อต้นกล้านั้นออกก่อน หลังจาก เอาต้นกล้าลงไปในหลุมที่ขุดแล้ว เราก็ต้องกลบดินเลนอัดให้แน่น เพื่อไม่ให้ต้นกล้าล้มยามที่น้ำทะเลขึ้นมาท่วมต้นกล้าที่เราช่วยกันปลูกไว้





หลังจากที่ทุกคนช่วยกันปลูกป่าเสร็จแล้ว ก็ช่วยกันเก็บเศษถุงพลาสติก เศษขยะ ที่อยู่บริเวณโคลนเลน มีโฟมที่น่าจะมีผู้คนที่ไม่ช่วยกันรักษาความสะอาดมาทิ้งเอาไว้ ถือว่า เป็นกิจกรรมที่น่ารักของคนหนุ่มสาวกลุ่มนี้อีกกิจกรรมหนึ่ง หลังจากนั้น พวกเราก็เดินท่องน้ำกันไป ซึ่งคล้าย ๆ กับทะเลแหวก บางช่วงเป็นทรายผืนกว้าง เดินไปอีกช่วงหนึ่ง ก็มีน้ำทะเล ตื้นบ้าง ลึกบ้าง เป็นช่วง ๆ พวกเราต้องพับขากางเกงให้สูงมากยิ่งขึ้น เดินลุยกันไปจนใกล้กับท้องทะเลที่มีน้ำมากพอที่จะให้เด็กๆ นักศึกษา ที่มาปลูกป่า ซึ่งอยู่ในวัยรุ่นทั้งนั้นได้แหวกว่ายน้ำทะเล โต้คลื่น โต้ลมกันอย่างสนุกสนานตามวัยของเขา ส่วนฉันกับกระแต เหมียว น้องคาราเมล ลูกสาวของเกดและแอง เดินลุยน้ำ ลุยโคลนไปจนถึงใกล้ท้องทะเลที่เด็ก ๆ นักศึกษาเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน โดยมีกระแตคอยยึดมือของฉันไว้ให้เดินลุยไปยังน้ำทะเลที่เป็นแอ่งน้ำใส มีปลาเล็ก ๆ แหวกว่ายอยู่อย่างมากมาย สงสัยตอนที่น้ำทะเลลง พวกมันคงเพลิน เลยลงทะเลไม่ทันกระมัง จึงถูกขังอยู่ในแอ่งน้ำตื้น ๆ เหล่านี้ (ที่จริงบางแอ่งก็ไม่ตื้นนะ ลึกถึงเข่าของฉันทีเดียว เวลาคลื่นน้อย ๆ ซัดเข้ามา กางเกงฉันก็เปียกเหมือนกัน) ตอนนี้ สายแดดแผดจ้ามากทีเดียว ท้องฟ้าเป็นสีคราม ปนเมฆขาวเป็นหย่อม ๆ ดูฟ้าสวยงามตระการตาเหลือที่จะพรรณนา ความร้อนแห่งสายแดดดูอ่อนแรงลงไปเพราะคนมัวแต่ชื่นชมฟ้างามแห่งท้องทะเลในยามนี้นั่นเอง
พวกเราจึงถ่ายรูปหมูไว้เป็นที่ระลึกด้วยกัน ค่ะ




กิจกรรมปลูกป่าผ่านไปอย่างเรียบร้อย ก็เป็นเวลาอาหารกลางวัน หลังจากอาหารกลางวันแล้ว มีกิจกรรมเข้าฐานตามกิจกรรมที่ทางค่ายทหารจัดไว้ ก่อนเข้าฐานก็มีการให้มีกิจกรรมเกมให้เล่นตามที่พวกทหารจัดมา ส่วนอีกพวกหนึ่งที่สมัครใจไปกระโดดหอ ซึ่งต้องเสียเงินค่ากระโดดหอด้วย ฉันจำไม่ได้ว่าราคาเท่าไร ดูเหมือนจะเป็นร้อยขึ้นไป กระโดดแล้วมีใบประกาศให้ แต่ถ้าต้องการปีกที่เป็นเครื่องหมายแสดงว่าได้ผ่านการกระโดดหอมาแล้ว พวกที่ไม่ได้กระโดดหอ ก็ไปเล่นเกมตามที่ จอห์นนี่เป็นคนวางเกมต่าง ๆ โดยมีทหารผู้เป็นลูกน้องเป็นผู้ช่วยสาธิตการเล่นเกม ก็เป็นเกมสนุกสนาน บางเกมก็ดูออกจะทะลึ่งไปบ้างตามลักษณะของเกมเวลาเข้าค่ายนั่นเอง ดังภาพ ต่อไปนี้




ฉันเข้าร่วมเล่นเกมกับพวกเขาสักประมาณ 2-3 เกมได้ พอถึงเกมที่ต้องนั่งยอง ๆ ฉันกับกระแตก็ออกจากเกม เพราะฉันไม่สามารถนั่งยอง ๆ ได้ เนื่องจากผ่าหัวเข่าข้างขวาเมื่อปี 38 ไม่สามารถนั่งยอง ๆ ได้ จึงไปนั่งคุยกันอยู่ในบริเวณใกล้ ๆ ที่เขาเล่นเกมกัน กระแตเข้ามาเป็นสมาชิกของคลับนี้ นานเป็นปีแล้ว ได้เข้าร่วมกิจกรรมปลูกป่ากับคลับนี้มาแล้ว เขาก็เป็นสาวโสดเช่นเดียวกับฉัน ไม่มีภาระอะไรมากนักที่ต้องรับผิดชอบ ชีวิตมีความอิสระเช่นเดียวกัน จึงเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของคลับได้บ่อยครั้งพอควร เคยประสบอุบัติเหตุแขนหักไปครั้งหนึ่งตอนไปเข้าค่ายอย่างนี้ เราก็คุยกันได้สนิทสนมพอควร สักพักใหญ่ ๆ พวกที่เล่นเกม ก็จัดเป็นกลุ่มเพื่อไปเข้าฐานต่าง ๆ ตามที่พวกทหารได้กำหนดไว้ ฉันกับกระแตก็นั่งคุยกันไปท่ามกลางบรรยากาศใต้ต้นไม้ใหญ่ ๆ เป็นบรรยากาศที่น่ารื่นรมย์ ธรรมชาติ ท้องทะเล และสายแดดยามบ่าย ๆ ที่ยังร้อนระอุไม่น้อย ถึงจะมีลมทะเลโชยมาเป็นระยะ ๆ แต่ก็ไม่เย็นสบายเท่าไรนัก

ประมาณ เกือบ 5 โมงเย็นได้ ก็ทยอยกันกลับจากฐานต่าง ๆ พวกที่ไปกระโดดหอมา ก็มีเรื่องขำ ๆ มาเล่าสู่กันฟัง เล่าถึงอาการหวาดกลัว กล้า ๆ กลัว ๆ ก่อนที่จะกระโดดลงจากหอที่ให้กระโดด บางคนก็ถูกเย้าว่า ถูกลวดสลิงรัดจนเจ็บไปหมดสลิงจะต้องรัดอยู่หว่างขาตรงเป้าของแต่ละคนนั่นเอง เกด ชวนฉันไปกระโดดเหมือนกัน แต่ฉันเคยกระโดดมาก่อนตอนพานักเรียนไปค่ายลูกเสือมาแล้ว ตอนนั้นฉันน่าจะอายุเพียง 40 เศษ ๆ เห็นจะได้ การกระโดดครั้งนั้นไม่มีลวดสริงแบบนี้ แต่ให้นั่งในห่วงยาง มีเชือดรัดตัว ไม่ใช่ใช้ลวด สริงรัด ซึ่งฉันมองภาพออกว่า มันคงต้องเจ็บแต่ว่าปลอดภัยกว่าห่วงยางแน่นอนอยู่แล้ว เรื่องขำ ๆ ของอาการแต่ละคนก่อนจะกระโดดลงจากหอ ฉันก็พอจินตนาการออกหรอก เพราะก็เคยเกิดอาการเหมือนกันตอนที่จะกระโดดลงมา แต่ตอนนั้น ฉันก็ไม่มีอาการมากมายนัก อาจจะเป็นเพราะว่า ใจฉันค่อนข้างแข็งและชอบการผจญภัยกับเรื่อง แปลก ๆ เหล่านี้อยู่มากพอสมควร เหมือนตอนที่ไปเที่ยวในดิสนีย์แลนด์ในอเมริกา เขามีเครื่องเล่นหลายอย่างที่คนเล่นต้องกล้าหาญพอควรถึงจะกล้าไปเล่น ฉันก็เล่นอย่างสนุกสนาน เพื่อน ๆ ที่ไปด้วยส่วนใหญ่เขาไม่ยอมเล่นด้วย แต่ฉันเสียดายน่ะ อุตส่าห์มาถึงแล้ว จะไม่เล่นเลยก็ไม่ได้ประสบการณ์ตรงน่ะซี่ คิดอย่างนี้ เลยไม่ค่อยได้กลัวอะไรมากนัก ความคิดของฉัน ฉันมักคิดว่า ชีวิตเราถ้าอะไรมันจะเกิด มันก็ต้องเกิดน่ะ หลีกเลี่ยงไม่พ้นหรอก ตัวคนเดียวไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วงนี่นา ด้วยความคิดของฉันเช่นนี้ ฉันจึงไม่ค่อยหวาดกลัวกับเรื่องเล่นเสี่ยงอันตรายอย่างนี้เท่าไรนัก

อาหารมื้อเย็นก็ทานกันเหมือนมื้อเช้า มื้อกลางวัน เป็นอาหารพื้น ๆ แกงจืด ผัดผัก มีขนมหวาน ผลไม้ ลำไย เงาะ ตามผลไม้ในฤดูกาลนั่นเอง ทานข้าวมื้อเย็นแล้ว นักศึกษาบางคน รวมถึงเจ้าคาราเมล ก็ลงเล่นน้ำทะเล ซึ่งขณะนี้ น้ำทะเลขึ้นสูงท่วมต้นกล้าที่พวกเราปลูกไว้ จนเห็นแต่ยอดของต้นกล้าเท่านั้น ส่วนเจ้า บอล คนที่ขับรถพาพวกราเมาจากรุงเทพฯ ก็นั่งดีดกีตาร์ ร้องเพลงกัน มีอมก๋อย เอก อันโต อยู่แวดล้อมมือกีตาร์ ฉันฟังพวกเขาเล่นดนตรีด้วยความ เพลิดเพลิน ชีวิตของพวกเขาเรียบง่าย มีอุดมการณ์ เพื่อจิตอาสา เป็นชีวิตที่ดีงาม ทำงานไปตามวิถีชีวิตของคนทุกคนที่ต้องทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพของตัวเองและครอบครัว ชีวิตอีกส่วนหนึ่งก็ทำงานเพื่อสังคมบ้าง หาความสุขกับงานที่ทำเพื่อสังคม ฉันคิดว่า ชีวิตอย่างนี้เกิดมาแล้วจึงไม่เสียชาติเกิดนะ

ช่วงเย็น ทหารที่เป็นเจ้าของเรื่องที่ แองมาติดต่อได้พาไปที่พักที่จัดเตรียมให้ เป็นห้องรวมสำหรับกลุ่ม ofc เป็นห้องโถงใหญ่ ทหารนำที่นอนมาปูที่พื้นให้ พร้อมหมอนและผ้าห่ม ซึ่งบางผืนมีกลิ่นสาบ ๆ บางผืนก็มีสีดำคล้ำ ตามลักษณะของค่ายทหารทั่วไปกระมัง ฉันเดาเองนะ ความสะอาดสะอ้านอย่างบ้านของเราเองคงเป็นไปไม่ได้ เพราะมันต้องเป็นไปตามสภาวการณ์ การอาบน้ำ ไม่มีห้องน้ำโดยเฉพาะ ต้องอาบในห้องส้วม รองน้ำจากถังน้ำราดส้วม นั่นแหละ มันเป็นชีวิตชาวค่ายจริง ๆ ถ้าไม่ชินกับสภาพชีวิตอย่างนี้ก็ทำใจลำบากเหมือนกันนะ ขันน้ำที่จะใช้อาบน้ำ ล้างหน้าแปรงฟัน ก็ต้องใช้ขันน้ำที่ใช้ตักราดส้วมนั่นแหละ สถานที่ที่จะไปอาบน้ำ ก็ต้องแบ่งกันไป ตามที่ต่าง ๆ เพราะว่า คนเป็นจำนวนมากนั่นเอง เดินไกลเหลือเกิน เด็ก ๆ ก็น่ารักมาก ช่วยกันนำทางเดินไป เดินนำ ไม่ให้ฉันสะดุดหกล้ม เพราะทางที่จะไปนั้นมันมืดมากด้วย ไฟฉาย ก็ไม่มีใครเตรียมมา ฉันเองไม่เคยมาค่ายอย่างนี้ ก็เลยไม่ได้เตรียมอะไรมาเหมือนกัน ไม่ได้เฉลียวใจว่าจะอัตคัดกันมากขนาดนี้ ไม่งั้นฉันก็จะเตรียมพร้อมทั้งขันน้ำ ไฟฉาย ซึ่งฉันก็มีพร้อมทุกอย่าง เพราะเคยไปอยู่ค่ายแบบนี้เหมือนกัน แต่ยายเกด ไม่ได้บอกไว้ คิดว่าเขาเองก็คงไม่รู้ว่ามันจะอัตคัดแบบนี้ แต่ก็สนุก เป็นชีวิตที่แปลกไปอีกรูปแบบหนึ่ง ได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ ทำให้ชีวิตตื่นเต้นดี อยู่สบายมามาก มาใช้ชีวิตแบบนี้บ้าง มันก็มันไปอีกรูปแบบหนึ่ง อาบน้ำเสร็จแล้ว ก็ต้องเดินไกลมาที่ห้องพัก ซึ่งส่วนใหญ่ก็อาบน้ำกันเสร็จแล้ว ปะแป้งกัน ทาครีมกันตามประสาของสาว ๆ นั่นเอง ฉันไม่ได้ทำอะไรกับตัวและใบหน้าของฉันเลย เพราะดูเหมือนไม่มีความจำเป็นอะไรในขณะนี้ แต่งตัวกันให้เรียบร้อย ก็พากันออกจากห้องพัก งวดนี้ นั่งรถของเหมียวออกไปลานกว้าง เพราะคืนนี้จะมีการละเล่นรอบกองไฟ ตามธรรมเนียมของการออกค่ายนั่นเอง ดูเหมือนจะแบ่งออกเป็น 4 หรือ 5 กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีหัวข้อให้ เพื่อให้ไปพล็อตเรื่องมาแสดงรอบกองไฟนั่นเอง การแสดงของนักศึกษาและกลุ่มสมาชิก ofc ส่วนใหญ่เป็นเรื่องล้อเลียนสังคมบ้าง การเมืองบ้าง แล้วสรุปเป็นข้อคิดเตือนใจ ก็นับว่าดีพอควร ฉันและสมาชิกอีกหลายคนที่ไม่ได้ลงแสดงรอบกองไฟด้วยรวมทั้ง เกดด้วย ก็นั่งดูเขาเล่น แต่ถ่ายรูปการแสดงไม่ได้เรื่องนัก เพราะถ่ายแล้วมืด ดังภาพที่ท่านเห็นดังนี้





การแสดงรอบกองไฟ น่าจะแสดงครบทุกกลุ่มประมาณ เกือบห้าทุ่ม พวกเราก็กลับเข้าที่พัก ฉันสวดมนต์เสร็จก็ล้มตัวลงนอนตามปรกติของฉัน กลิ่นอับ ๆ ของผ้าห่ม ทำให้ฉันไม่กล้านอนคลุมโปง คลุมมาถึงแค่อก เท่านั้น แต่ฉันเป็นคนนอนหลับง่าย พักใหญ่ ๆ ฉันก็นอนหลับได้ มาสะดุ้งตื่นเอาตอน หกโมงน่าจะได้ หลายคนไม่ยอมอาบน้ำตอนเช้า รวมทั้งยายเกดด้วย แต่ฉันไม่ชินกับการไม่อาบน้ำและต้องทำธุระเอากากอาหารที่กินเข้าไปเมื่อวานนี้ออกจากท้อง ฉันจึงต้องไปต่อคิวเข้าห้องน้ำจัดการกับตัวเองตามปรกติของฉัน แล้วจึงแต่งตัวทาแป้ง ลงครีมกันแดดสักหน่อย 10 นาที ฉันก็แต่งตัวเรียบร้อยแล้ว เตรียมตัวเดินทาง อาหารมื้อเช้าที่ค่ายเขาจัดให้พวกเราเหมือนเดิม ทานเสร็จก็มีพิธีปิดค่าย กล่าวคำอำลา ถ่ายรูปร่วมกับพวกทหารตามธรรมเนียมอันดีงามที่เคยปฏิบัติกันมานั่นเอง เชิญชมภาพของพวกเราได้ค่ะ



หลังจากอำลากันเรียบร้อยแล้ว บอล ต้องขับรถกลับกรุงเทพฯแล้ว เพราะเขาติดงานที่กรุงเทพฯ พวกเราอาศัยรถของเหมียวนั่งไปชมพิพิธภัณฑ์ ศูนย์อนุรักษ์เต่าทะเลกองทัพเรือ ทางราชมงคลเขามีเสื้อวอมแจกให้ กลุ่ม ofc คนละตัวด้วย ฉันก็ได้รับแจก 1 ตัวด้วยเป็นเสื้อขาว ที่กระเป๋าปักเครื่องหมายของราชมงคล ด้านหลังของเสื้อมีการปักเครื่องหมายของ กลุ่ม ofc ด้วย เป็นเสื้อผ้าร่มสีขาว ซับในอย่างดีทีเดียว ช่วงเช้านี้ฝนตกต้อนรับด้วย

ไปถึงที่ศูนย์อนุรักษ์เต่าทะเล กองทัพเรือ เขาก็ให้พวกเราเข้าห้องประชุมเพื่อจะฟังการบรรยายให้ความรู้ ซึ่งฉันก็พอสรุปได้ใจความสำคัญ ดังนี้
สาเหตุที่ต้องมีการอนุรักษ์เต่าทะเล เพราะเหตุผลดังนี้
1. เต่าถูกจับไปเพื่อเอาสรีระไปทำเครื่องประดับ
2. นำไข่เต่าไปทำอาหาร ทำให้จำนวนเต่าน้อยลง

เกาะที่มีการอนุรักษ์เต่า คือ เกาะคาม เกาะอีร้า เกาะจาน อายุของเต่าประมาณ 10-15 ปี จึงจะสามารถวางไข่ได้ เต่านั้นเกิดขึ้นมาบนโลกประมาณ 130 ล้านปี มาแล้ว
เต่าทะเล มีทั้งหมด 5 ชนิด คือ
1.เต่าตนุ 2. เต่ากระ
3.เต่าหญ้า 4.เต่าหัวฆ้อน
5.เต่ามะเฟือง









เสียดายที่มีรูปของเต่า 5 ชนิดมาให้ชมไม่ครบ ที่ถ่ายได้นั้นเขาสต๊าฟเอาไว้มีเท่านี้ค่ะ วิทยากรให้ความรู้ว่า เต่าทะเลทั่วไปนั้นจะมีขา แขน เหมือน พาย ไม่สามารถหดหัวได้เหมือนเต่าบก เกาะที่เต่ามาวางไข่เต่ามาก คือ เกาะอีร้าและเกาะจาน ที่อยู่ของอาหารของลูกเต่าจะอยู่ที่ใต้ท้อง จึงไม่ต้องกินอาหารมาก ที่ศูนย์จะเลี้ยงลูกเต่าถึงอายุ ประมาณ 6 เดือน ก็จะปล่อยลงทะเลไปได้ อายุ 10 ปีขึ้นไป จึงจะวางไข่ได้ ตัวเมียจะสามารถวางไข่ได้ปีละ 3-5 ครั้ง ครั้งละประมาณ 70 ฟอง สามารถผสมเพศผู้ได้หลายตัว แม่เต่าเมื่อวางไข่แล้ว จะเว้นไป 2 ปีจึงจะวางไข่ใหม่ได้
เต่าหัวฆ้อน ไม่มีการพบการวางไข่ของมัน เต่ามะเฟืองปัจจุบันก็มีพบน้อยมาก
เต่ากระ กระดองจะออกสีน้ำตาล เกล็ดกระดองลายจะเหลี่ยมทับกัน ปากคล้ายปากเหยี่ยว วางไข่ที่อ่าวอันดามัน น้ำหนักประมาณ 100-120 กิโลกรัม
เต่าตนุ เกล็ดของมันจะเรียงชิดกัน ไม่ซ้อนกัน ชาวบ้านเรียกเต่าชนิดนี้ว่า เต่าแสงอาทิตย์ น้ำหนักประมาณ 120 กิโลกรัม
เต่าหญ้า เกล็ดเรียงชิดเช่นกัน น้ำหนัก 60-80 กิโลกรัม ทั้ง 3 ชนิด เป็นเต่ากระดองแข็ง
เต่ามะเฟือง กระดองคล้ายมะเฟืองผ่าครึ่งแล้วคว่ำลง ไม่มีของแข็งหุ้มตัว น้ำหนักประมาณ เกือบ 1000 กิโลกรัม จะมีเฉพาะฝั่งอันดามัน เช่น จังหวัด ภูเก็ต
ไข่เต่า จะมีรูปร่างทรงกลมคล้ายลูกปิงปอง ไช่นิ่ม นำไปยำกิน อายุของเต่าเฉลี่ยแล้วจะมีอายุประมาณ 100 ปี

ทั้งหมดดังกล่าวมา ฉันสรุปจากการฟังวิทยากรของศูนย์นี้บรรยายให้ฟัง หลังจากที่ฟังเสร็จแล้ว ก็มีการมอบเสื้อให้กับผู้อำนวยการศูนย์และวิทยากรผู้บรรยาย จากนั้น จึงเดินไปชมบ่อที่เขาเลี้ยงลูกเต่าเอาไว้ โดยแต่ละบ่อจะบอกอายุของเต่าที่เลี้ยง เช่น อายุ 1-2เดือน 3-4 เดือน พวกเราก็ถ่ายรูปลูกเต่าเหล่านี้เอาไว้เป็นที่ระลึก ลูกเต่าตัวเล็ก ๆ แหวกว่ายอยู่ในบ่ออย่างร่าเริง ฉันมองดูการแหวกว่ายของมันอย่างเพลิดเพลิน ชีวิตน้อย ๆ ของมันดูสดใส ไม่ทุกข์ร้อน บางตัวก็โผล่หัวขึ้นมามองเหล่าผู้คนที่มาชมมัน ถ้ามันพูดได้ มันก็ก็คงจะทักทายพวกเราเหมือนกันนะ



หลังจากชื่นชมพวกมันแล้ว ก็มีการไปปล่อยเต่าทะเลกัน ทางศูนย์เขาเตรียมการไว้แล้ว ดูเหมือนต้องซื้อจากเขาตัวละหนึ่งร้อยบาท เพื่อปล่อยมันลงทะเล ฉันไม่ได้มาปล่อยกับเขาดอก เพราะไม่อยากมีอายุยืน (ตามความเชื่อการปล่อยเต่าจะทำให้อายุยืน ฮิฮิ)
แต่มาดูเขาปล่อยเต่ากัน บางคนก็จับกระดองมันไว้ แล้วตั้งท่าปล่อยเต่าให้เพื่อนถ่ายรูปให้ พวกเราดูเหมือนจะถ่ายรูปหมู่ที่นี่ด้วย แต่ไม่ได้อยู่ในกล้องของฉัน รู้สึกจะเป็นกล้อง ของ ดำ รักในหลวง (ชื่อจริงคืออะไรฉันก็จำไม่ได้) ถ่ายเอาไว้นั่นเอง

การปล่อยเต่าเป็นอันเสร็จสิ้นเป็นกิจกรรมสุดท้ายของโครงการนี้แล้ว พวกเราก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ ฉัน เกด อุ้ย และน้องอุ้ย ต้องขนสัมภาระไปขึ้นรถบัส เพราะรถของเหมียวไม่ได้เข้ากรุงเทพฯ
อาหารมื้อเที่ยง ไปกินกันที่ร้านอาหารอะไรฉันก็ไม่รู้ มื้อนี้ดูเหมือน ดำ ซึ่งเป็นคนที่จังหวัดนี้ เป็นคนจัดการ น่าจะเป็นการเลี้ยงของใครฉันก็ไม่ทราบแน่ชัด ดูเหมือนมีผู้ใหญ่ของที่นี่มาร่วมด้วย แต่มีปัญหาเรื่องอาหารเหมือนกัน เพราะเขาไม่ได้จัดโต๊ะเฉพาะให้กลุ่ม ofc เราต้องไปเข้าคิวเหมือนนักศึกษา ซึ่งคิวยาวมาก ดูชุลมุนวุ่นวายดีแท้ เด็ก ๆ จะอำนวยความสะดวกให้ฉันไปนั่งโต๊ะของอาจารย์ที่ราชมงคล ในฐานะที่ฉันก็เป็นครูเหมือนพวกเขา แต่ฉันไม่อยากไป ในเมื่อเรามากับสมาชิกกลุ่ม ofc ฉันก็ต้องอยู่กับพวกเขาจึงจะถูก จะไปกินสบายได้อย่างไร ดังนั้น พวกเราก็รอจนพวกนักศึกษาเขาเข้าคิวซา ๆ กันแล้ว จึงได้ไปตักกินกัน แต่พวกเราส่วนใหญ่ไม่ค่อยหิวเท่าไร เพราะทานพวกผลไม้ลงท้องไปก่อนข้าวเสียเยอะนั่นเอง เช่น เงาะ ลำไย เป็นต้น

อาหารมื้อเที่ยงผ่านไปแล้ว พวกเราก็แยกย้ายกันไปตามรถของตนเอง ก่อนกลับเข้ากรุงเทพฯ ได้แวะไหว้ศาลพระเจ้าตากสินที่อยู่แถวสัตหีบด้วย ฉันก็ได้เข้าไปกราบไหว้และขอพรท่านให้คุ้มครองฉันให้มีสุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บไม่ไข้ เวลาจะอำลาจากโลกนี้ไปก็ขอให้ไปอย่างสบาย ๆ อย่าได้ทรมานนัก (ฉันมักจะอธิษฐานเช่นนี้เสมอ เพราะฉันตัวคนเดียว ถ้าป่วยนาน ๆ จะทำอย่างไร ฮิฮิ เพราะฉะนั้น พรข้อนี้ เป็นพรยอดปรารถนาของฉันทีเดียวแหละ จริง ๆ นะ)



จากนั้นรถของเราก็มุ่งเข้าสู่กรุงเทพฯ ระหว่างทางได้แวะตลาดสี่ภาค พัทยา ซึ่งฉันเคยมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อสมัยที่ อุ้ย แก้ว เอ๋ ชวนมาตอนไปคาราวานกับ เอไอเอส แต่ตอนนี้ สถานที่เปลี่ยนแปลงไปมากทีเดียว มีร้านค้า มีสิ่งปลูกสร้างใหม่ ๆ เกิดขึ้นอีกมาก ตอนที่ฉันมาเขาเพิ่งเปิดกิจการใหม่ ๆ คนมาเที่ยววันนี้ก็มากมาย ฉัน เกด อุ้ย น้องอุ้ยแล้วก็ก็น้องอีกคน ที่น่าจะชื่อบังอร เดินไปชมตลาด ดูของขายเดินเที่ยว ซื้อน้ำปั่นทาน เห็นเขาขายขนมเปี๊ยะท่าจะอร่อย ขาย 5อัน หนึ่งร้อยบาท เลยซื้อมา 1 ชุด เกด ซื้อไป 3 ชุด คนอื่นซื้อเพียงชุดเดียวเท่านั้น จากนั้นพวกเราก็มุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพฯไม่แวะที่ไหนอีกเลย
ระหว่างทางพวกเกด แอง อันโต เล่นไพ่กันสนุกสนาน พวกเราอยู่ชั้นหนึ่งของรถ จึงดูเป็นส่วนตัวดี ผลปรากฏว่า คนที่เสียไพ่มากที่สุด คือ เอก อันโต นั่นเอง

รถมาส่งพวกเราที่หน้าเซ็นทรัลเหมือนตอนขาไป เกด ให้แอง สามีเขาช่วยหิ้วกระเป๋าและไปส่งฉันขึ้นรถไฟฟ้า โดย เอก จ้างแท็กซี่ไปบ้านเขา ซึ่งต้องผ่านบางนา ฉันกับแอง ก็อาศัยแท็กซี่เขาไปลงที่บางนา แองพาเดินชะไกลไปขึ้นสถานีอุดมสุข สงสัยจะพาผิดสถานี นี่ดีนะ ฉันเดินตัวเปล่า ไม่งั้นคงได้เหนื่อยเป็นหมาหอบแดดอย่างแน่นอน แองพาไปส่งถึงที่สถานี รอจนฉันซื้อตั๋วเรียบร้อยแล้ว บอกทางที่จะขึ้นว่าอยู่ฝั่งไหน แล้วจึงอำลากันตรงสถานี

การไปร่วมทำกิจกรรมปลูกป่าและปล่อยเต่าทะเลครั้งนี้ก็เสร็จสิ้นลงไปอย่างสมบูรณ์ ฉันรู้สึกดีใจและสุขใจที่ได้ไปร่วมทำกิจกรรมดี ๆ ของหนุ่มสาว กลุ่ม ofc กลุ่มนี้ ฉันก็หวังว่า อุดมการณ์ ในการช่วยเหลือสังคมของพวกเขา ด้วย "จิตอาสา" จะยังคงอยู่ยืนยงตลอดไป และด้วยจิตใจอันดีงามของพวกเขา ฉันก็หวังว่า บุญกุศลที่พวกเขาทำไปนั้น จะช่วยให้ชีวิตของพวกเขาประสบแต่สิ่งที่ดีงาม มีความเจริญก้าวหน้าในชีวิตทุก ๆ วิถีทาง ฉันขออนุโมทนา สาธุด้วยค่ะ

ฉันยังหวังอีกว่า ชั่วชีวิตของฉันที่ยังเหลืออยู่ ฉันคงได้เห็นกลุ่มหนุ่ม ๆ สาว ๆ อีก มากมาย ได้มีความคิด สร้างสรรค์สิ่งดี ๆ งาม ๆ เช่นนี้ ออกสู่สังคมไทยของเราอีกหลาย ๆ กลุ่ม เช่นเดียวกับกลุ่ม ofc ที่ฉันได้ไปเห็นมานะคะ

สวัสดีค่ะ แล้วพบกันใหม่นะคะ



Create Date : 01 ตุลาคม 2554
Last Update : 21 ตุลาคม 2554 18:04:59 น.
Counter : 1063 Pageviews.

1 comments
  
เป็นกิจกรรมที่น่าสนใจดีนะค่ะคุณครู
หนูก็อยากไปบำเพ็ญประโยชน์แบบนั้นเหมือนกันค่ะ
เคยไปครั้งหนึ่งตอนเรียนมหาวิทยาลัย
ตอนนั้นไปช่วยเขาสร้างประตูวัดกับฐานพระประธานค่ะ
ไปกับเพื่อนๆ สนุกมาเลยค่ะ ตอนนั้น
ได้ทำงานสมกับที่เรียนช่าง ทั้งผสมปูน
ปูกระเบื้อง ยาแนว เก็บกวาดวัด อิอิ
ทั้งสนุก ทั้งได้บุญเลยค่ะตอนนั้น
โดย: Nepster วันที่: 2 ตุลาคม 2554 เวลา:21:23:35 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

อาจารย์สุวิมล
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 31 คน [?]



เป็นครูสอนภาษาไทยที่เกษียณอายุราชการแล้ว สนใจเรื่องการเขียนหนังสือให้ความรู้ ชอบการท่องเที่ยว หากท่านที่เข้ามาชมและอ่านแล้ว มีความสนใจและต้องการสอบถามเรื่องความรู้ด้านภาษาไทย ถ้ามีความสามารถจะให้ความรู้ได้ ก็ยินดีค่ะ
http://i697.photobucket.com/albums/vv337/dd6728/color_line17.gif
New Comments