All Blog
Yokoso Japan - Day 6 Kyoto

      วันนี้เราเริ่มต้นการเที่ยวโอซาก้าแบบไม่เที่ยวโอซาก้า ฟังแล้วก็คงงงๆ เพราะเรายึดโอซาก้าเป็นฐานที่มั่นเพื่อจะไป
เที่ยวเกียวโต JR Pass เราใช้ได้อีก 2 วันพอดี เราจึงวางโปรแกรมว่าไปเที่ยวเกียวโต 2 วัน โดยนั่งชินกันเซ็นจากสถานี
ชิน-โอซาก้า ไปลงสถานีเกียวโต ออกมาจากสถานีก็เจอสัญลักษณ์ครับ Kyoto tower

      ก่อนอื่นเราต้องไปซื้อตั๋วรถเมล์กันก่อนครับ การเดินทางในเกียวโตใช้รถเมล์จะสะดวกกว่าใช้รถไฟฟ้าครับ ที่ขายตั๋ว
อยู่ด้านหน้า Kyoto Station

      เข้าไปด้านในเลยครับ ซื้อตั๋วแบบ Day trip ใช้ได้ 1 วันขึ้นลงกี่รอบกี่สายก็ได้  เราซื้อเผื่อสำหรับวันพรุ่งนี้ด้วยครับ
ใบละ 500 เยน เค้าจะให้ตั๋วพร้อมแผนที่รถเมล์มา แผนที่ก็ดูไม่ยากครับ เพราะเค้าจะมีสถานที่ท่องเที่ยวในแผนที่เราจะ
ไปที่ไหนก็ดูที่แผนที่จะมีบอกว่ารถเมล์สายไหนผ่านบ้าง แต่ละสายก็จะมีสัญลักษณ์คนละสี   และแสดงเส้นทางเดินรถ
แยกสีอราจะไปวัด Ginkakuji จาก Tokyo Station สามารถนั่งสาย 5 17 100

     เวลาขึ้นรถขึ้นประตูหน้าเอาบัตรแตะที่เครื่อง ตอนลงลงประตูหลังแตะบัตรอีกทีนึงครับ   นั่งไปแล้วไม่ต้องกลัวว่าจะ
เลยป้ายหรือลงผิดครับ เพราะบนรถจะมีจอมอนิเตอร์อยู่ด้านหน้าคอยบอกว่าป้ายต่อไปคือที่ไหน

      พอมาถึงป้าย Ginkakuji ก็จะรู้ได้ทันทีครับเพราะป้ายนี้คนลงเยอะมาก   ลงจากรถก็เดินข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามเลย
ครับสังเกตุง่ายๆจะเห็นทางที่คนเดินไปเยอะๆ เดินตามเค้าไปเลยเดินเลียบคลองไปเรื่อยๆ    ทางเดินแห่งนี้มีชื่อเสียงใน
การเดินชมซากุระ มีชื่อเรียกว่า Path of Philosopher ( 哲学の道, Tetsugaku no Michi)

วัดกินคะคุจิ (Ginkaku-ji Temple 銀閣寺)

      เดินประมาณ 10 นาทีเราก็มาถึงวัดกินคะคุจิ (Ginkakuji Temple) หรือวัดพลับพลาเงิน (Silver Pavilion) สร้างโดย
โชกุน อาชิคางะ โยชิมาสะ (Ashikaga Yoshimasa) เมื่อปี พ.ศ. 2025  ตั้งใจจะห่อพลับพลาด้วยเงินทั้งหลัง  ให้คู่กับวัด
พลับพลาทองคินคะคุจิ (Kinkakuji) ที่สร้างเสร็จแล้วทางตอนเหนือของเกียวโต แต่ท่าน ได้มาเสียชีวิตก่อนที่วัดจะได้ทำ
การหุ้มด้วยเงินในปี พ.ศ.2033 จนปัจจุบันก็ยังไม่ได้หุ้มเงินเลยแม้แต่แผ่นเดียว พลับพลาที่เห็นจึงเป็นสีน้ำตาลเข้มตามสี
ของไม้ที่นำมาก่อสร้าง บนหลังคามีรูปนกฟินิกซ์ทำจากสำริด

            วัดกินคะคุจิ (Ginkakuji Temple) เป็นวัดในนิกายเซน พื้นทรายกับกองกรวดสีขาวที่กองอยู่หน้าพลับพลานั้นเขา
จะเอาไว้ให้แสงจันทร์ได้ส่องสะท้อน ให้แสงสว่างกระจายไปทั่วบริเวณหน้าวัด  วัดกินคะคุจิได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดก
โลกในปี ค.ศ. 1994 

      ภายในวัดจัดสวนญี่ปุ่นสวยงามร่มรื่น และทำทางเดินให้เดินวนรอบวัด 

      ด้านหลังมีทางเดินขึ้นไปบนภูเขา เป็นจุดชมวิวพลับพลาเงินและมองเห็นเมืองเกียวโตด้านนอกวัดครับ

      เราใช้เวลาอยู่ในวัด Ginkakuji นานพอสมควรครับเพราะมีมุมสวยๆให้ได้ถ่ายรูปเยอะจริงๆ ก่อนที่จะไปจุดหมายต่อไป
ขอฝากภาพพลับพลาเงินอีกมุมหนึ่งไว้ก่อนจากครับ

      เราออกมาจากวัดพลับพลาเงิน แล้วเดินย้อนกลับออกมาเส้นทางหน้าวัดและลี้ยวซ้ายเดินเลียบคลองตามเส้นทางแห่ง
นักปราชญ์ Path of Philosopher เพื่อไปวัด นันเซนจิ (Nanzenji Temple)  เดินสักพักก็มาถึงทางขึ้นเขาเพื่อไปยังวัด เดิน
ขึ้นเนินไปไม่ไกลนักจะถึงซุ้มประตูทางเข้าวัดซึ่งแค่ซุมประตูก็ใหญ่โตมโหฬารมากครับ

      ซุ้มประตูมองจากด้านในซึ่งดูเหมือนประตูเมืองมากกว่าประตูวัดครับ   เป็นเพราะวัดนี้มีประวัติว่าเป็นวังเก่าขององค์
จักรพรรดิ์ญี่ปุ่นครับ ถ่ายรูปเป็นหลักฐานสักรูปครับว่ามาจริง :)

      ผ่านซุ้มประตูมาจะเป็นทางเดินยาวไปสุดหน้าวิหารหลังใหญ่ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำ แต่วันที่ผมไปเค้า
ไม่เปิดให้เข้าไปด้านใน ซึ่งไม่รู้ว่าปกติเค้าเปิดรึเปล่านะครับ

วัดนันเซนจิ Nanzen-ji (南禅寺)

      วัดนันเซนจิ เป็นวัดเงียบสงบตามแบบเซน ตั้งอยู่กลางป่าสนบริเวณตีนเขาไดมอนจิยามะ (Daimonjiyama) สร้างในสมัย
เฮอัน เป็นหนึ่งในห้าวัดเซนที่สวยที่สุดของเกียวโตและญี่ปุ่น ประกอบด้วยวิหารใหญ่หนึ่งหลัง และวิหารเล็ก 12 หลัง  แต่เปิด
ให้ชมเพียง 4 หลัง ใน อดีตวัดแห่งนี้เป็นวังที่ประทับของจักรพรรดิคาเมยามะ (Kameyama)   ในช่วงหลังจากที่ทรงสละราช
สมบัติในปี 1274 ขณะที่พระชนมายุได้เพียง 26 พรรษา ด้วยความเลื่อมใสและศรัทธาที่มีต่อพุทธศาสนา  พระองค์ทรงยกวัง
แห่งนี้ให้สร้างเป็นวัดนันเซนจิเมื่อปี 1291

      จากวัดนันเซนจิ เป้าหมายต่อไปของเราก็คือ Heian Jingu Shrine จากแผนที่เราจะต้องเดินเลียบคลอง Biwako ใน
เกียวโตมีวัดเยอะมากจริงๆครับ ผมว่าถ้าเก็บกันหมดทุกวัด ทุกวัน คงต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 วันครับ

      นี่เป็นท่าเรือครับ สำหรับท่านที่ต้องการจะใช้บริการเรือชมทัศนียภาพริมคลอง แต่คลองบ้านเค้าไม่ดำเหมือนคลอง
แสนแสบบ้านเรานะครับ น้ำเขียวเชียวแสดงว่าตะไคร่น้ำยังมีชีวิตอยู่  ไม่เหมือนคลองหลอดเนอะ แม้แต่ตะไคร่น้ำยังไม่
รอด

      เดินไปเรื่อยๆไม่ต้องรีบครับ ริมทางมีซากุระให้ชมตลอดทาง ดอกใหญ่เชียว

      เดินมาจนเจอเสาโทเรอิยักษ์ตั้งอยู่กลางถนน เรามาถึงทางเข้าศาลเจ้าเฮอันแล้วครับ (เมื่อเช้าเรานั่งรถเมล์รอดเสานี้
มาครั้งนึงแล้วครับ) เดินข้ามาะพานแดงอันนี้แล้วตรงไปเลยครับจะเห็นศาลเจ้าสีแดงตั้งเด่นอยู่สุดปลายถนน

ศาลเจ้าเฮอัน (HEIAN JINGU SHRINE) 平安神宮

      ศาลเจ้าเฮอันสร้างในปี 1895 เนื่องในโอกาสที่นครเกียวโตมีอายุครบ 1,100 ปี โดยอุทิศถวายแด่จักรพรรดิองค์แรก
และองค์สุดท้ายของเกียวโต ตัวศาลเจ้าถอดแบบมาจากพระราชวังหลวงที่สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 794 และวอดลงเพราะอัคคี
ภัยในปี 1227 เป็นสถาปัตยกรรมแบบเฮอันซึ่งได้รับอิทธิพลจากจีน ศาลเจ้าในลัทธิชินโตก็เปลี่ยนมาสร้างตามแบบวัดใน
พุทธศาสนา จากที่เคยทิ้งเนื้อไม้ไว้ให้มีสีตามธรรมชาติก็หันมาทาสีเป็นครั้งแรก

      ศาลเจ้าเฮอันยังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวญี่ปุ่นมักจะพาเด็กๆมากราบไหว้ขอพรเกี่ยวกับเรื่องของการศึกษา นอก
จากเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยังเป็นที่ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากมายที่มาเที่ยวชมศาลเจ้าแห่งนี้

      เลยเวลาอาหารเที่ยงแล้ว คงต้องเติมพลังกันก่อนครับเราเดินกลับออกมาทางเสาโทริอิยักษ์ ข้ามถนนมาอีกฝากมีร้าน
อาหารให้เลือกอยู่หลายร้านครับ เติมพลังกันแล้วก็เดินทางต่อกันเลยครับ กลับมาที่เสาโทริอิยักษ์อีกครั้ง  ตรงนั้นมีป้ายรถ
เมล์ที่ชื่อว่า kyoto kaikan bijutsukan-mae รถรถสาย 100 ที่ป้ายนั้นเลยครับ เรานั่งไปลงที่ป้าย Gojozaka   ไม่ไกลมาก
ครับประมาณ 4 ป้าย ลงจากรถก็จะเห็นซอยที่คนเดินเข้าเดินออกเยอะๆ เดินเข้าไปในซอยนั้นเลยครับ

      อยู่ญี่ปุ่นมา 6 วัน ผมว่าที่นี่คนเยอะที่สุดเลยครับ ทั้งเด็กนักเรียน นักท่องเที่ยว และคนญี่ปุ่นเองมาเที่ยวที่นี่กันมาก
มายมหาศาลจริงๆ เดินเข้าไปจนสุดซอยจะเจอซุ้มประตูวัดครับ ที่นี่คือวัดคิโยมิสึ (Kiyomizu Temple)   หรือที่คนไทย
เรียกกันว่าวัดน้ำใส

วัดคิโยมิสึ Kiyomizu temple 清水寺

      วัดคิโยมิสึ หรือวัดน้ำใสตั้งอยู่บนเนินเขาฮิงายามา สาเหตุที่เรียกว่า "วัดน้ำใส" ก็เนื่องมาจากมีน้ำศักดิ์สิทธิ์จากแม่น้ำ
3 สาย ซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติไหลมาจากเทือกเขา สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 788 (สมัยนาระ ประมาณปี พ.ศ.1321)   เพื่อ
ถวายแด่พระโพธิสัตว์กวนอิม 11 พักต์ หรือสร้างขึ้นมาก่อนที่เกียวโตจะเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่น
      วัดคิโยมิสึถือเป็นเป็นมรดกโลกอันเก่าแก่กว่า 1500 ปี ทางเดินขึ้นสู่วัด เรียกกันว่า “ถนนสายกาน้ำชา”   เนื่องจากใน
อดีตเคยมีร้านขายถ้วยชาเครื่องปั้นดินเผาเรียงรายตลอดสองข้าง ทาง ปัจจุบันมีร้านขายของที่ระลึกต่างๆมากมายให้เลือก
ซื้อ แต่ก็ยังคงหลงเหลือร้านเหล่านี้อยู่บ้างให้ได้สัมผัสกับบรรยากาศเก่าแก่ ที่หาชมได้ยาก
      ทางขึ้นวัดคิโยมิสึตลอดสองข้างทางมีร้านขายของฝากของ ที่ระลึกสไตล์ญี่ปุ่นเช่น   ชุดกิโมโน   ตุ๊กตาในชุดกิโมโน
พัดสารพัดแบบ ร่ม เข็มกลัด ที่ติดตู้เย็น เป็นต้น    ขนมที่มีตัวอย่างให้ชิมก่อนตัดสินใจซื้อ เช่น ขนมไส้ต่างๆ ที่มีส่วนผสม
ของชาเขียว ของที่เกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ จำพวกเครื่องราง และอื่นๆ ละลานตาไปหมด

      ทางเข้าวัดจะเห็นเจดีย์ 3 ชั้นหลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ ชื่อว่าเจดีย์ซันจุโนโตะ    เข้าไปภายในมีศาลาประดิษฐานพระ
โพธิสัตว์ แต่ที่ขึ้นชื่อของวัดนี้คือระเบียง     ของศาลาหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่บนไหล่เขาด้วยเสาไม้ต้นมหึมา หลายต้น มองเห็น
ตัวเมืองได้ชัดเจน วัดยังมีสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งคือวิหารที่มีระเบียงไม้ยื่นออกมานอกตัว อาคาร ซึ่งมีเสาค้ำยันถึง 139
ต้น อีกทั้งยังเป็นการก่อสร้างอาคารโดยการใช้สลักยึดอาคาร  แทนการใช้ตะปูยึดอีกด้วย จุดเด่นอยู่ที่การสร้างวิหารริมเชิง
เขา ซึ่งใช้ไม้ซุงขนาดใหญ่ประมาณ 130 ต้น ซ้อนกันขึ้นไปเป็นฐาน

      วัดคิโยมิสึ ได้รับการดูแลทำนุบำรุงอย่างดีจากรัฐและชาวเกียวโต ทำให้สภาพวัดและโบราณสถานทางพุทธศาสนา
ยังคงความเก่าแก่และสมบูรณ์มาก ทำให้องค์การยูเนสโกยกย่องให้เป็นมรดกโลกอีกแห่งหนึ่ง    และถือเป็นสัญลักษณ์
ของเมืองเกียวโตด้วยอาคารหลักของวัดคิโยมิซึ เป็นที่รู้จักจากระเบียงขนาดใหญ่สูง 13 เมตรมีเสาไม้กว่าร้อยต้นรองรับ
สร้างยื่นออกจากด้านข้างของเนินเขา จากระเบียงนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามของเมืองเกียวโตได้

      จากวิหารมีเส้นทางเดินเลาะริมเขาวนเข้าไปด้านใน ซึ่งเป็นป่าไม้ร่มรื่น และยังมีสวนแบบญี่ปุ่นให้ได้ชม ด้านตรงข้าม
มองกลับมาจะเห็นวิหารวัดคิโยมิสึตั้งตระหง่านโดยมีวิวนครเกียวโตเป็นฉากหลัง

      เราออกมาจากวัดน้ำใสก็เดินเล่นต่อแถวๆหน้าวัดครับ บรรยากาศของเมืองหลวงเก่านี่ดีจริงๆครับ เห็นแล้วนึกถึงบ้าน
คิเคียวยะซังในเรื่องอิ๊คคิวซังเลยครับ

      เดินเข้าซอยนู้นออกซอยนี้จนหลงทางครับ ไปถึงเจดีย์ 5 ชั้น ที่ชื่อว่า Yasaka pagoda ซึ่งอยู่ในศาลเจ้า Yasaka
สร้างขึ้นในสมัยเฮอัน

      เราเดินลัดเลาะไปตามซอกซอยจนออกมาที่ถนนใหญ่ ตอนนี้เริ่มงงแล้วครับว่าเราอยู่จุดไหนก็เลยไปถามคนญี่ปุ่นว่า
เราจะขึ้นรถเมล์กลับไป Kyoto Station  ต้องขึ้นสายอะไรเค้าพูดภาษาญี่ปุ่นกลับมาพร้อมกับทำมือทำไม้เหมือนให้เรารอ
ที่นี่ก่อนจนรถเมล์สาย 100 มาเค้าก็ชี้ให้เราขึ้นคันนี้

      เรากลับมาถึงโอซาก้าค่ำแล้ว  แต่แรงยังเหลือก็เลยเดินเล่นถนนสายชอปปิ้ง Shinsaibashi กันก่อน พรุ่งนี้เราจะไป
เกียวโตกันอีกรอบ แต่สำหรับคืนนี้ราตรีสวัสดิ์ฝันดีทุกท่านครับ และขอบคุณเป็นอย่างสูงที่ติดตามชมมาโดยตลอดครับ




Create Date : 29 ตุลาคม 2555
Last Update : 19 กันยายน 2556 8:20:17 น.
Counter : 2577 Pageviews.

2 comments
  
โหวตท่องเที่ยวให้เช่นเคยนะคะ

แล้วก็ขอเอาไปแชร์หน้าแฟนเพจอีกเช่นเคย แหะๆ
โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 29 ตุลาคม 2555 เวลา:9:18:09 น.
  
สวัสดีครับ ทักทายวันจันทร์




โดย: ต้นกล้า อาราดิน วันที่: 29 ตุลาคม 2555 เวลา:10:09:49 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

นักบัญชีขี้บ่น
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]