All Blog
วันใสๆ ใบไม้เปลี่ยนสีที่ Kansai - Kyoto 2

   เช้าวันที่ 3 ในคันไซ เราเก็บของแล้วเช็คเอาท์ออกจากที่พัก ตอนแรกว่าจะฝากกระเป๋าไวที่โรงแรมแล้วค่อยกลับมาเอาตอนเย็นแต่ผม
ไม่แน่ใจว่าจะกลับมาถึงกี่โมงกี่ยาม เพราะดูจากการเที่ยวเมื่อวานแล้วคนมากมายมหาศาล ไม่รู้ว่าจะได้ครบตามโปรแกรมที่จัดไว้รึเปล่า
เลยเปลี่ยใจลากไปฝากไว้ใน Locker สถานีรถไฟดีกว่า เพราะคืนนี้เราจะกลับไปค้างที่ Osaka กัน

   ฝากกระเป๋าเสร็จก็กลับขึ้นมาด้านบนเพื่อขึ้นรถเมล์ สถานีรถไฟกับรถเมล์อยู่ที่เดียวกันครับ ขึ้นสาย 205 ถามเจ้าหน้าที่เอาครับว่าต้อง
ไปรอขึ้นตรงไหน เพราะมีหลายสายหลาย Platform มากครับจากนั้นก็ไปยืนเข้าแถวรอได้เลย พอรถเมล์มาก็ขึ้นตามคิวครับถ้าแน่นแล้ว
ก็รอคันถัดไป จาก Tokyo Station นั่งไปลงที่ป้าย Kinkakuji-michi ที่หน้ารถจะมีจอบอกครับว่าถึงป้ายไหนแล้ว ไม่ต้องกลัวเลยเพราะ
มาถึงบ้ายนี้คนลงแทบหมดคันครับ ลงแล้วก็เดินตามทางที่คนเดินไปกันเยอะๆครับจะถึงทางเข้าวัด Kinkakuji

   ผ่านประตูหน้าเข้าไปแล้วเดินตรงไปอีกประมาณ 100 เมตรผ่านสวนที่ใบไม้กำลังแดงสวยงามมากครับ กว่าจะเข้าไปถึงด้านในที่ขาย
บัตรเสียเวลาไม่ใช่น้อย เพราะหยุดถ่ายภาพไปตลอดทางครับ

   ถึงด้านในก็ซื้อบัตรเข้าชมกันก่อนครับ วัดส่วนใหญ่เสียค่าเข้าเกือบทุกวัดครับแต่ศาลเจ้าส่วนใหญ่จะฟรีครับ พอผ่านประตูเข้าไปก็เจอ
พลับพลาทองอร่าม เดินหามุมกันตามอัธยาศัยได้เลยครับ



The Temple of the Golden Pavilion วัดคินคะคุจิ (金閣寺, Kinkaku-ji) หรือวัดพลับพลาทองนี้ มีชื่อที่ใช้อย่างเป็นทางการว่า
“วัด โระคุงอนจิ” หรือ Rokuon-ji Temple มีความหมายว่า วัดสวนกวาง สร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1940 วัดนี้จัดเป็นวัดที่สวยงามแห่งหนึ่งในกรุง
เกียวโต และถูกยกให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี 1994
ตัวศาลานี้มีทั้งหมด 3 ชั้น แต่ละชั้นจะใช้ศิลปะการก่อสร้างและตกแต่ง
ที่แตกต่างกัน
   ชั้น บนสุด ชั้นที่ 3 เป็นที่ประทับของท่านโชกุนอาชิกางะ โยชิมิสึ (Ashikaga Yoshimitsu) โดยชั้นนี้จะมีการสร้างและตกแต่งตามแบบพระราชวัง
ชั้นที่ 2 เป็นที่พักของซามูไรผู้อารักขาโชกุน จึงมีการสร้างและตกแต่งตามแบบบ้านซามูไรและชั้นล่าง เป็นการสร้างตามแบบวัดพุทธ นิกายเซน
โดยมีบึงน้ำอยู่รอบตัวศาลา เรียกว่า สระเรียวโกะ มีความหมายว่า สระสะท้อน เป็นตัวที่ทำให้ศาลาดูสวยงามและโดดเด่นนอกจากสระสะท้อนที่เป็น
จุดเด่นของวัดแห่งนี้แล้ว จุดเด่นอีกจุดก็คือรูปหล่อ นกฟีนิกซ์บนยอดของปราสาทนั่นเอง
   ปัจจุบัน วัดพลับพลาแห่ง นี้ไม่ได้เป็นอาคารเดิมที่มีมาแต่เดิม เนื่องจากถูกไฟไหม้ในปี 1950 โดยเหตุเกิดจากพระภิกษุที่บวชในวัดรูปนึงมีความ
หลงใหลในความงามของวัดแห่งนี้มากและเชื่อว่า การเผาทำลายวัตถุนั้นจะเป็นการเข้าถึงแก่นแท้ของความงาม ศาลาสีทองที่เห็นเฉกทุกวันนี้
เป็นการถอดแบบจำลองโครงสร้างและสร้างขึ้นใหม่ ในปี 1955

   เดินวนครบรอบก็ถึงประตูทางออกอีกด้านนึง แต่เวลาเดินออกประตูหน้าประตูเดียวกันกับตอนที่เข้ามานะครับ ตรงทางออกมีขนมขาย
มากมายเดินชิมได้ ผมชอบถั่วลันเตาชุปวาซาบิทอด อร่อยดีครับ
   เรากลับไปขึ้นรถเมล์กันที่ป้ายเดิมครับ นั่งสาย 204 ไปลงที่ป้าย Ginkakuji-Michi ลงแล้วก็เดินย้อนกลับมานิดเดียวจะเจอซอยขวามือ
เลียบคลองมีคนเดินเข้าไปเยอะๆเดินตามไปเลยครับ 

   ระยะทางประมาณ 800 เมครมาถึงวัด Kinkakuji แล้วครับ ซื้อบัตรกันก่อนอย่างที่บอกครับวัดที่ญี่ปุ่นส่วนใหญ่เก็บตังค์ค่าเข้าครับ ผ่าน
เข้าไปด้านในก็เดินตามทางวันเวย์เลยครับ เข้าซ้ายออกขวาเหมือนกันทุกที่ คนเยอะอบอุ่นเชียว

   วัดกินคะคุจิ (Ginkaku-ji Temple 銀閣寺) หรือ วัดพลับพลาเงิน (Silver Pavilion) เป็นวัดในนิกายเซน ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น
มรดกโลก ในปี ค.ศ. 1994 หลายคนสงสัยว่าทำไมจึงเรียกพลับพลาเงิน ทั้งๆที่เป็นสีน้ำตาลแดงมากกว่า ตามประวัติเขาเล่าว่าในปี ค.ศ.
1482 โชกุนโยชิมาสะ อาชิคางะ (Ashikaga Yoshimasa) (1436-1490) ใช้บริเวณนี้เป็นที่พักอาศัยของท่านโชกุนเอง และต่อมาในปี
ค.ศ. 1489 ได้มีการสร้างพลับพลาเงินขึ้น (Silver Pavilion) โดยเลียนแบบพลับพลาทองของวันคินคาคุจิ แต่ท่านโชกุนได้เสียชีวิตไป
ก่อน ในปี ค.ศ. 1490 จึงทำให้พลับพลานี้ยังมิได้ถูกห่อหุ้มด้วยเงินจนถึงปัจจุบัน จากนั้นบริเวณที่พักทั้งหมดนี้รวมถึงพลับพลาเงิน ได้ถูก
เปลี่ยนมาเป็นวัดในนิกายเซน

   เดินกันไม่ทันเหนื่อยก็วนมาครบรอบครับ ผ่านร้านขายของที่ระลึกแล้วก็ถึงประตูทางออกเลย หากอยากวนอีกรอบผมไม่แน่ใจครับว่า
บัตรเดิมจะกลับเข้าไปใหม่ได้มั๊ย ออกมาจากวัดก็หาอะไรรองท้องกันก่อนค่อยไปต่อ ร้านอาหารหน้าวัดมีเยอะครับเลือกทานกันได้ตาม
ชอบครับ

   อิ่มแล้วก็เดินกันต่อครับเราไม่ได้กลับออกไปด้านหน้าถนนตอนที่ลงรถเมล์ แต่เดินไปทางด้านซ้ายมือเลียบคลองไปเรื่อยๆ ถนนเส้นนี้
เรียกว่า ทางเดินแห่งปรัชญา (Path of Philosophy) เป็นเส้นทางชมซากุระในฤดูใบไม้ผลิที่โด่งดังมาก แต่ในฤดูใบไม้ร่วงแบบนี้ก็สวย
งามเช่นกันครับ

   เดินคามทางเดินแห่งปรัชญาร่วมๆ 2 กม. ได้ครับ ตั้งใจว่าจะไปวัด Nanzen-Ji ได้ยินมาว่าใบไม้แดงในสวนที่นี่สวยงาม แต่ไปถึงก็ถึงกับ
อึ้งครับ เข้าไม่ได้ ผู้คนมืดฟ้ามัวดินมาก ได้แต่ยืนมองอยู่นอกรั้วสุดท้ายเลยตัดสินใจกลับไปเอากระเป๋าแล้วไป Osaka ดีกว่าจะได้ไม่ดึก

    พอกลับมาชึ้นรถเมล์เพื่อกลับไปสถานีเกียวโตเท่านั้นแหละครับ รู้ซึ้งเลยว่าที่เรียกว่ารถติดมันเป็นยังไง บ้านเรานี่เด็กๆไปเลยครับ เป็น
การนั่งรถแบบภาพช้าสโลว์โมชั่น กว่าจะเคลื่อนตัวกลับมาถึงจุดหมาย 3 ชั่วโมงกว่าๆ ลงรถก็รีบตรงดิ่งไปล็อคเกอร์เอากระเป๋าแล้วรีบขึ้น
รถไปโอซากา สถานีที่เราจะไปคือ Nippombashi ต่อรถอยู่หลายขบวนเหมือนกันครับกว่าจะถึง

   ถึงสถานีปลายทางแล้วยังต้องเดินกันต่อราวๆครึ่งกิโลได้ครับ ที่พักคืนนี้คือ Hotel Naniwa อยู่ใกล้ๆกับ Dotonbori คุณผู้หญิงชอบเลย
ครับที่พักนี้ ได้เดินช๊อปกันสนุกเลย

เก็บของเสร็จก็ออกมาหาอะไรกินแล้วก็เดินเล่นกันต่อย่าน Dotonbori ครับ

   เดิน เล่นกันจนร้านเริ่มปิดก็ได้เวลากลับไปพักผ่อนกันแล้วครับ พรุ่งนี้จะเป็นวันเที่ยววันสุดท้ายก่อนเตรียมกลับบ้านกัน พรุ่งนี้เราจะไป Minoh Park กันครับ




Create Date : 21 มกราคม 2558
Last Update : 21 มกราคม 2558 8:12:35 น.
Counter : 623 Pageviews.

1 comments
  
สวยมาก อยากเที่ยวจัง
โดย: mariabamboo วันที่: 21 มกราคม 2558 เวลา:12:23:15 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

นักบัญชีขี้บ่น
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]