All Blog
ไปขับรถเที่ยวกัน เยอรมัน ออสเตรีย เชค - Day 6 Rothenburg Od T


จากวันแรงที่เราเดินทางมาถึง Munich แล้วเริ่มต้นขับรถเที่ยวไล่จากทางตอนใต้ของแคว้น Bavaria คือเมือง Fussen และ Schwangau
จากนั้นเราก็เข้าสู่ออสเตรียที่เมือง Innsbruck แล้วขึ้นเหนือมาที่ Hallstatt ออกจากออสเตรียเข้าสู่สาธารณะเชคทางตอนใต้พักที่เมือง
Ceskey Krumlov ไล่ขึ้นทางเหนือมาที่ Prague วันนี้เราจะกลับเข้าเยอรมันไปที่ Rothenburg Ob der Tauber

ออกมาเดินเล่นที่สะพานชาลส์ (Charles Bridge) ยามเช้ากันอีกรอบครับ ตอนเช้าๆตนไม่ค่อยมีผิดกับยามค่ำครับ

 และเป็นเรื่องบังเอิญมากครับผมมาถึงปรากเมื่อวานเจอเพื่อนที่มาจากเมืองไทยตอนกำลังจะเข้าโรงแรม เช้านี้เดินถ่ายรูปอยู่มีเพื่อนคน

ไทยอีกคนเดินเข้ามาทัก อยู่เมืองไทยก็ไม่ค่อยได้เจอกัน

เมื่อวานเราไม่ได้ขึ้น Old City Hall เช้านี้หลังจากกินอาหารเช้าที่โรงแรมแล้ว เราก็เลยไปขึ้นก่อนออกจากปรากครับ ซื้อบัตรด้านล่างแล้ว
จะมีลิฟท์ขึ้นไปชั้น 3 จากนั้นต้องไปต่อลิฟท์อีกตัวขึ้นไปด้านบนหอคอย หรือจะเดินก็ได้ครับ แต่ขึ้นลิฟท์แล้วเดินลงดีกว่าเพราะรอคิวนาน
ครับ

Old town square และ โบสถ์ Tyn มองจาก Old town Hall

โบสถ์ st. Nicholas โบสถ์ชื่อเดียวกันนี้มี 2 แห่งนะครับอีกแห่งจะอยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ ฝั่งเดียวกับปราสาทปรากครับ

โดมสีเขียวกลางภาพครับคือโบสถ์ st. Nicholas อีกแห่งที่เว่อร์วังอลังการกว่าโบสถ์ฝั่งนี้ ถ้าจะไปเที่ยวก็เดินข้ามสะพานชาลส์ไปฝั่งตะวัน

ตกครับ โบสถ์อยู่ปลายสะพานอีกฝั่ง

มุมนี้ด้านนาฬิกาดาราศาสตร์ครับเป็นด้านทางเข้าห้องขายตั๋วที่จะขึ้นมาบนหอคอยนี้ ตึกสีฟ้าข้างล่างคือร้านสตาร์บัคสาขา Old Town 
Square คนเต็มร้านตลอดครับ

กลับมาเอากระเป๋าที่โรงแรม เราก็รีบเดินทางกันต่อครับวันนี้ไปกันยาวๆเลยสามร้อยกว่ากิโลเมครจาก Prague ไป Rothenburg มีการ
ซ่อมถนนเป็นช่วงๆช่องจราจรจะโดนบีบเวลาขับก็ยังรู้สึกเสียวๆอยู่บ้างเพราะกะระยะไม่ถูกยังไม่ชินกับรถครับ เพราะช่วงที่ขับจริงๆก็คือ
ช่วงเปลี่ยนเมือง ไปถึงก็จอดไว้ที่โรงแรมแล้วเดินเที่ยว

โรเทนบวร์ก ออบ เดอร์ เทาเบอร์ (Rothenburg ob der Tauber) เมืองเก่าแก่ของจักรวรรดิฟรังค์ ในแคว้นบาวาเรีย(Bavaria) ประเทศ
เยอรมนี เป็นเมืองโบราณตั้งอยู่ภายในวงล้อมของกำแพงเมือง ถือว่าเป็นเมืองที่ค่อนข้างมีประวัติศาสตร์อันแสนโรแมนติกของเยอรมนี
เช่นกัน อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางเมืองทางประวัติศาสตร์ และแนวกำแพงป้องกันเมืองดั้งเดิมบ่งบอกถึงความรุ่งเรืองของเมืองที่ทำการค้า 
ไวน์, โค, กระบือ และขนสัตว์ที่มีมาตั้งแต่ค.ศ.1274 คำว่า Ob der Tauber ภาษาเยอรมันหมายถึงริมแม่น้ำ Tauber ซึ่งเมืองนี้ตั้งอยู่


ผ่านประตูเมืองฝั่งตะวันออกหรือประตู Rödertor เข้ามาก็ถึงโรงแรมที่เราจะพักกันคืนนี้เลยครับ ขับรถเข้ามาได้เลยทางโรงแรมมีบริการที่
จอดรถส่วนตัวฝั่งตรงข้ามโรงแรมครับ โรงแรมที่เรามาพักมีชื่อว่า Hotel gasthof zum breiterle อยู่ติดกับ หอคอย Röder Tower เป็น
หอคอยที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองสร้างในศตวรรษที่ 13 ด้านข้างหอคอยมีบันไดขึ้นไปบนกำแพงเมือง สามารถเดินบนกำแพงไปได้ทั้งฝั่ง
เหมือและฝั่งใต้ แต่กำแพงไม่รอบเมืองนะครับเพราะฝั่งตะวันตกเป็นเหวเลยไม่ต้องสร้างหอคอย

ห้องพักเราเป็นห้องใต้หลังคาด้านหลังที่เห็นหน้าต่างชั้นบนมี 2 ห้องนอนราคา 150 ยูโรต่อคืนรวมอาหารเช้า พนักงานที่นี่ Friendly มาก
อาหารเช้าก็อร่อยใช้ได้ครับ บรรยากาศโรงแรมอาจดูเก่าๆโบราณตอนเดินขึ้นบันไดเสียงไม้ดังลั่นเหมือนฝรั่งหนังสยองขวัญ แต่ห้องพัก
สะอาดมาก



หลังเช็คอินเก็บสัมภาระเข้าห้องเสร็จก็ออกไปสำรวจเมืองกันครับ ออกจากโรงแรมเลี้ยวซ้ายแล้วเดินไปตามถนน Rödergasse เรื่อยๆทาง
ขวามือเราจะเห็นถนนแยกไปสู่หอคอยของซุ้มประตู Weißer Turm หรือ White Tower

เดินต่อไปตามถนนที่ปูด้วยหิน สองข้างทางเป็นอาคารบ้านเรือนแบบโกธิคและเรอเนสซองซ์ บ้านโครงไม้ซุงหลังคาหน้าจั่วตั้งเรียงราย
ติดๆกันไปตามถนน Rodergasse

จนถึงซุ้มประตู Roderbogen ซึ่งมีป้อมหอคอย Markusturm อยู่ด้านบน สองฝั่งเป็นร้านค้าขายของที่ระลึก ร้านอาหาร โรงแรม ซุปเปอร์
มาเก็ต และร้าน Discount Store เหมิอน Diso บ้านเรา

เดินตรงต่อเข้าไปอีกนิดก็จะถึง จัตุรัสกลาง(Marktplatz) อันเป็นที่ตั้งของ ศาลาว่าการเมือง (Rathaus) แสนสวยที่มีหน้ามุขเป็นศิลปะ
แบบเรอเนสซองซ์โดยตัวอาคารนั้นถูกสร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ.1250 ริมจัตุรัสทางด้านเหนือคือ อาคาร Ratsherrntrinkstube อดีตโรง
อาหารของสภาเทศบาลเมืองเก่า บนหน้าจั่วแบบบารอคมีนาฬิกาต่างยุคอยู่ 3 เรือน โดยทุกต้นชม.ในช่วงกลางวันจะมีตุ๊กตา นายก
เทศมนตรีนุช กับนายพลทิลลี่ออกมาจากบานหน้าต่าง

รอบจตุรัสรายล้อมด้วยอาคารบ้านเรือนหลังคาทรงจั่วสีสวยและบ้านโครงไม้ซุงอีกหลายหลัง ถ้าอยากชมภาพมุมสูงของเมือง ก็ให้เข้าไป
ข้างในอาคารสีขาวที่อยู่ติดกับอาคารศาลาว่าการแล้วปีนบันไดขึ้นไปยังหอคอยสูง 55 เมตร (ค่าบริการ 2 ยูโร) แต่เราไม่ได้ขึ้นเพราะมา
ถึงเย็นเกินไป

เดินต่อไปทางด้านหลังอาดาร Ratsherrntrinkstube ถึงสี่แยกด้านซ้านจะพบโบสถ์เซนต์จาคอปส์ Saint Jakobs Kirche โบสถ์โกธิค
หลังใหญ่แห่งโรเธนบวร์ก สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1311 และเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ.1485

ส่วนด้านขวามือจะเจอถนน Georgengasse และซุ้มประตู Weißer Turm หรือ White Tower

เราเดินย้อนกลับมาทาง Marktplatz แล้วข้ามไปอีกฝั่งทางด้านทิศใต้ตามถนน Schmiedgasse จนมาถึง Plonlein ซุ้มประตูเด้านทิศใต้ 
ซึ่งมีซุ้มและหอสังเกตการณ์ Siebersturm ตั้งขวางถนนอยู่ ส่วนด้านขวาคือประตู Kobolzeller รายรอบด้วยอาตารโครงไม้ซุงหลังคา
หน้าจั่วหลายหลัง บนถนนสองสายต่างระดับที่มาบรรจบกัน กลายเป็นแลนด์มาร์คยอดฮิตที่นักท่องเที่ยวชอบมาถ่ายรูปด้วยมากที่สุด

ไปทางฝั่งตะวันตกของเมืองกันบ้างครับ ฝั่งนี้กำแพงเมืองไม่มีป้อมด้านบนให้ขึ้นไปเดินได้ครับเพราะเป็นหน้าผาลงไป มีหมู่บ้านอยู่ด้าน
ล่าง ขับรถลงไปได้ครับถนนเส้นที่เห็นจะวนรอบเขตเมืองเก่าไปออกอีกด้านนึงในเขตเมืองใหม่

เดินย้อนกลับมาทาง Marktplatz แล้วเลียวซ้ายไปทางประตูเมืองด้านทิศตะวันตกจะผ่านพิพิธภัณฑ์คริสมาสต์มีรถของขวัญสีแดงสดอยู่
ด้านหน้าแต่ไม่ได้เข้าครับเพราะเค้าปิดแล้ว เราพลาดการเข้าชมหลายๆที่ที่นี่เพราะระยะทางจากปรากมาถึงโรเธนบวร์กค่อนข้างไกลครับ
มาถึงก็เย็นแล้วถ้าใครมาเที่ยวฤดูใบไม้ร่วงคงต้องวางแผนดีๆครับเพราะมันมืดเร็ว 

เดินเลยต่อมาอีกไม่ไกลถึงโบสถ์ Franziskanerkirche หรือ Franciscan Church  


เลยไปอีกนิดสุดถนนก็คือ ประตู Burgtor (Castle Gate) สร้างขึ้นประมาณปี ค.ศ. 1356 

เดินลอดซุ้มประตูออกมาตือสวน Burggarten (Castle garden) ช่วงที่ผมมาเป็นต้นฤดูใบไม่ผลิ เค้าเพิ่งเริ่มลงดอกไม้เลยยังไม่ค่อยสวย

เท่าไหร่ครับ มีทิวลิปบานบ้างแต่ส่วนใหญ่ยังเป็นดอกตูมอยู่ ซุ้มประตูเมืองด้านนี้ผมว่าสวยกว่าซุ้มประตูอื่นๆ

จากสวน Burggarten มองลงไปเห็นโรงแรม Pension Herrnmühle ตรงแนวป่าที่เป็นร่องลึกนั่นคือแนวของแม่น้ำ Tauber


แนวกำแพงเมืองโรเธนบวร์กด้านตะวันตกมองจากสวน Burggarten

เราเดินเลาะแนวกำแพงกลับมาที่ Plonlein เพราะตั้งใจมาเก็บภาพยามค่ำอีกครั้งที่มุมนี้ครับ 

กลับมาที่ Marktplatz เพื่อมาเก็บภาพต่อ บ้านหน้าจั่วผสมไม้หลังทางขวาสร้างในปี ค.ศ. 1488 ให้กับนาย Jagstheimer นายกเทศมนตรี
ขณะนั้น มีขุนนางชั้นสูงมากมายเคยพำนักที่นี่ รวมถึงจักรพรรดิ์แม็กซิมิเลี่ยม ที่ 1 ได้เสด็จมาพักที่นี่ในปี 1513 สิ่งที่โดดเด่นคือมุขหน้าต่างที่ยื่นออกมา
ปัจจุบันกลายเป็นร้านขายยา ส่วนบ้านอีกหลังสร้างทับบนรากฐานของอาคารศาลากลางหลังเก่าที่โดนไฟไหม้ไปใน
ปี 1240 ที่ชั้นใต้ดินของบ้านหลังนี้เคยเป็นตลาดขายเนื้อ ในขณะที่ชั้นบนใช้เป็นที่จัดงานเต้นรำในเทศกาลต่างๆ มาจนถึงศตวรรษที่ 18 
ปัจจุบันชั้นใต้ดินใช้เป็นสถานที่จัดแสดงงานศิลปะ บ่อน้ำพุที่เห็นด้านหน้าคือน้ำพุเซนต์จอร์จ(St. George’s FountainX เนื่องจากเมืองนี้ 
สร้างอยู่บนที่ราบสูงน้ำจึงกลายเป็นปัญหาใหญ่ ทำห้ต้องสร้างบ่อเก็บกักน้ำถึง 40 บ่อ โดยบ่อน้ำพุเซนต์จอร์จเป็นบ่อที่ใหญ่ที่สุด มีความ
ลึก 8 เมตรและจุน้ำได้ถึง 100,00 ลิตร ยอดเสาน้ำพุเป็นรูปปั้นเซนต์จอร์จกำลังฆ่ามังกร เป็นศิลปะยุตเรอเนซองส์ตอนปลาย ประมาณปี 
1608

ในบรรดาเมืองต่างๆที่เราผ่านมา 6 วัน Rothenburg Od T ดูจะเป็นเมืองที่เงียบที่สุด เมืองอื่นๆจะมีนักท่องเที่ยวออกมาเดินเล่นยามค่ำ
หรือออกมานังดื่มบ้าง แต่ที่นี่เงียบมากจริงๆ ขณะที่เดินถ่ายรูปเล่นกันอยู่ก็มีนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นอยู่ไม่กี่คน

ดีที่ทริปนี้เราเตรียมอาหารมาทำกินกันเองด้วย ไม่งั้นมื้อเย็นวันนี้อาจไม่ได้กินอะไรเพราะไม่มีร้านค้าเปิดหลัง 6 โมงเย็นเลยครับ กลับไปหุงข้าว
ต้ทไข่คลุกน้ำพริกนรกกินกันอีกมื้อ พรุ่งนี้เราจะวนครบรอบกลับสู่มิวนิคกันแล้วครับ แต่ยังไม่กลับเมืองไทยเพราะจะเที่ยวในมิวนิคกันต่อ




Create Date : 23 สิงหาคม 2559
Last Update : 23 สิงหาคม 2559 15:00:33 น.
Counter : 399 Pageviews.

2 comments
  
ชอบภาพฟ้าภาพที่สองจังค่ะ
โดย: นาฬิกาสีชมพู วันที่: 23 สิงหาคม 2559 เวลา:16:28:21 น.
  
ภาพสวยจังเลย รอ day 7 ต่อค่าา
โดย: Ta mo IP: 1.46.111.214 วันที่: 23 สิงหาคม 2559 เวลา:22:13:49 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

นักบัญชีขี้บ่น
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]