All Blog
ไปขับรถเที่ยวกัน เยอรมัน ออสเตรีย เชค - Day 2 Innsbruck


      วันที่ 2 ของการเดินทาง โปรแกรมสำหรับวันนี้เช้าไปเที่ยวปราสาท Neuschwnstein แล้วกลับมาเก็บของเดินทางเข้า Austria ไป
Innsbruck

เช้านี้เราตื่นมาทำข้าวต้มเตรียมกินมื้อเช้ากันในอพาร์ทเมนท์ แต่ขณะกำลังง่วนกันอยู่ในครัว ผมดันเปิดประตูระเบียงออกไปชมบรรยากาศ 
ก็พบกับขุนเขาตระหง่านปกคลุมด้วยหิมะอยู่ตรงหน้า เลยเรียกสมาชิกออกมาชม

จากนั้นโปรแกรมก็เปลี่ยน ข้าวต้มและกับข้าวถูกลำเลียงขึ้นรถ ออกไปกินข้างนอกแทน จากที่พักเราไปปราสาท Neuschwanstein ไม่
ไกลนัก เปิดให้เข้ารอบแรก 9 โมงเช้า เราเลยออกมาขับรถเล่นกันก่อน

แต่จริงๆแล้วมันก็คือเส้นทางสู่ปราสาท แต่ไม่ใช่เส้นทางหลักเท่านั้น และแล้วข้าวต้มก็ถูกจัดการกันที่ท้ายรถ เป็นมื้อที่อร่อยและพิเศษ
อีกมื้อ เสร็จสรรพจากอาหารเช้า เราก็ไปขึ้นปราสาท Neuschwanstein มีลานจอดรถอยู่ด้านล่าง ก่อนขึ้นต้องไปซื้อตั๋วเข้าชมปราสาท
ด้านล่างก่อนถ้าจะขึ้นไปอย่างเดียวโดยไม่เข้าชมภายในก็ได้ครับไม่ต้องซื้อตั๋ว ค่าตั๋ว 12 ยูโร ต่ำกว่า 18 ฟรี ถ้าต้องการเข้าชมปราสาท 
Hohenschwangau Castle ด้วย 23 ยูโร แต่ผมไม่ได้เข้าปราสาทนี้ ตอนซื้อก็เลือกรอบ ว่าต้องการเข้าชมรอบไหน แต่ละรอบห่างกัน
ประมาณ 15 นาที

จากห้องซื้อตั๋วเดินเข้าไปด้านในมีพิพิธภัณ์แต่ตอนเรามาถึงยังไม่เปิด ตอนแรกไม่รู้หรอกครับว่ามีพิพิธภัณ์ เดินเข้าไปหาห้องน้ำห้องน้ำก็
ยังไม่เปิดเหมือนกัน แต่ก็ทำให้มาเจอทะเลสาบ Alpsee แทน

เราเดินย้อนกลับมาทางเดิมเพื่อมารอรถบัสเพื่อขึ้นปราสาท ที่จุดรอรถเราจะเห็นปราสาทโฮเฮ็นชวานเกา (Schloss Hohenschwangau) 
เป็นปราสาทที่พระเจ้าลุดวิกที่ 2 แห่งบาวาเรียประทับเมื่อยังทรงพระเยาว์ ตัวปราสาทสร้างบนซากปราสาทชวานสไตน์เดิมซึ่งกล่าวถึง
เป็นครั้งแรกในคริสต์ศตวรรษที่ 12 ปราสาทเดิมสร้างโดยครอบครัวของอัศวิน หลังจากการยุบเลิกระบบอัศวินในคริสต์ศตวรรษที่ 16 
ปราสาทก็เปลี่ยนมือหลายครั้ง และตัวปราสาทก็เสื่อมโทรมลงจนเหลือแต่ซากเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ในปี ค.ศ. 1829 มงกุฏราช
กุมารแม็กซิมิลเลียนแห่งบาวาเรีย ผู้ต่อมาเป็นพระเจ้าแม็กซิมิลเลียนที่ 2 แห่งบาวาเรียทรงพบว่าปราสาทนี้ตั้งอยู่ในทำเลที่มีสิ่งแวดล้อม
เป็นที่ต้องตา ทรงถูกพระทัยจึงได้ซึ้อปราสาทเมื่อปี ค.ศ. 1832 ปีหนึ่งต่อมาการก่อสร้างปราสาทใหม่ก็เริ่มขึ้นและสร้างต่อมาจนถึง 
ค.ศ. 1837 โดยมีสถาปนิกโดเมนนิโค ควากลิโอเป็นผู้รับผิดชอบในการสร้างปราสาทให้เป็นแบบฟื้นฟูกอธิค

ปราสาทโฮเฮ็นชวานเกาสร้างเป็นพระราชวังฤดูร้อนและล่าสัตว์ของพระเจ้าแม็กซิมิลเลียน, เจ้าหญิงมารีแห่งปรัสเซียพระชายา และพระ
โอรสสององค์ เจ้าชายลุดวิกและ เจ้าชายอ็อตโต พระเจ้าแม็กซิมิลเลียนและพระชายาประทับอยู่ในตัวปราสาทใหญ่ และพระโอรสในส่วน
ที่ต่อเติม



เมื่อพระเจ้าแม็กซิมิลเลียนที่ 2 สิ้นพระชนม์เมื่อปี ค.ศ. 1864 พระราชโอรสเจ้าชายลุดวิกก็ขึ้นครองต่อเป็นพระเจ้าลุดวิกที่ 2 แห่งบาวาเรีย 
ทรงย้ายจากส่วนที่ต่อเติมไปอยู่ในห้องบรรทมของพระบิดาและมารดา ในเมื่อลุดวิกไม่ทรงมีครอบครัว เจ้าหญิงมารีแห่งปรัสเซีย
พระมารดาจึงทรงประทับอยู่ที่ปราสาทได้ พระเจ้าลุดวิกโปรดการพำนักอยู่ที่โฮเฮ็นชวานเกาโดยเฉพาะเมื่อทรงเริ่มสร้างปราสาท 
นอยชวานชไตน์บนเนินเหนือโฮเฮ็นชวานเกา

การขึ้นไปยังปราสาท Neuschwanstein ไปได้ 3 ทางคือ เดินขึ้นแต่มันไกลและชันพอสมควร ทางที่ 2 ขึ้นรถบัสแล้วเดินต่อ ราคา 1.8 
ยูโรขาขึ้น ขาลง 1 ยูโร ทางที่ 3 ขึ้นรถม้า ซึ่งแพงสุด ขาขึ้น 6 ยูโร ขาลง 3 ยูโร เราเลือกทางที่ 2 นั่งรถบัสขึ้นแล้วเดินต่ออีกประมาณ
1 กิโลเมตร แต่มีจุดชมวิวที่สวยงามคุ้มกับที่เดิน

เดินไปอีกสักพักก็ถึงตัวปราสาท ต้องรอเข้าให้ตรงรอบกับที่เราจอง ตอนเข้าชมจะมีมัคคุเทศ บรรยายให้ฟัง ห้ามถ่ายรูปโดยอุปกรณ์ทุก
ชนิด ห้ามใช้โทรศัพท์และสมาร์ทโฟน เป้ต้องสะพายไว้ด้านหน้า เพราะเต้ากลัวว่าจะไปขูดพนังทำให้เกิดเสียหาย ด้านในมีห้องมากมาย
แต่แปลกที่แต่ละห้องดูแคบและอึดอัด อาจเป็นเพราะมันหนาวเลยต้องทำห้องให้มันแคบๆ ปราสาทนอยชวานชไตน์ เป็นปราสาทตั้งอยู่ใน
เทือกเขาแอลป์แถบแคว้นบาวาเรีย สร้างในสมัยพระเจ้าลุดวิกที่ 2 แห่งบาวาเรีย ในช่วง ค.ศ. 1845-86 เป็นปราสาทที่งดงามมากที่สุด
อีกแห่งหนึ่งของโลก และเป็นต้นแบบของการสร้างปราสาทเทพนิยายเจ้าหญิงนิทรา


พระเจ้าลุดวิกที่ 2 แห่งบาวาเรียมีพระประสงค์ให้จัดสร้างเพื่อเป็นที่ประทับอย่างสันโดษ ห่างจากผู้คน และเพื่ออุทิศให้แก่กวีชื่อริชาร์ด 
วากเนอร์ ผู้ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างให้เป็นไปตามบทประพันธ์เรื่องอัศวินหงษ์ (Swan Knight Lohengrin) ปราสาทแห่งนี้จึงได้
รับการตกแต่งตามเรื่องราวในบทประพันธ์ดังกล่าว  

ปราสาทนอยชวานชไตน์ ได้รับการออกแบบโดยคริสเตียน แยงค์ (Christian Jank) ซึ่งเป็นนักออกแบบทางการละครมากกว่าที่จะเป็น
สถาปนิก ถามว่าด้านในสวยมั๊ยก็สวยระดับหนึ่งครับ

ออกจากปราสาทกว่าจะลงมาเอารถก็ 11 โมงกว่า ที่พักเค้าให้เว็คเอาท์ 11 โมง ปรากฎว่ามาถึงป้าเจ้าของบ้านเอากระเป๋าเราออกมาตั้ง
นอกห้องแล้ว แกบอกว่าแกจะทำความสะอาด แต่ก็พูดจาดีนะครับแกก็ไม่ได้ว่าอะไร เราก็เลยขอโทษขอโพยแกที่มาช้า แล้วรีบเก็บของ
เพื่อไปอินนส์บรูคต่อวันต่อๆมาเราเลยเก็บของเอากระเป๋าไว้ท้ายรถก่อน แล้วเช็คเอาท์เลย แต่ขอฝากรถจอดไว้

เราเก็บของออกจาก Schwangau มุ่งสู่ Innsbruck ประเทศออสเตรียแผนแรกตั้งใจว่าจะไป Linderhof และ Mittenwald ในเยอรมันก่อน
ค่อยข้ามไปออสเตรีย ตรง Mittenwald ซึ่งอยู่ติดกับ Innsbruck แต่กะเวลาดูแล้วผมก็เลยเปลี่ยนใจไม่ไปเส้นนั้น ก็แอบเสียดายอยู่
เหมือนกันแต่กลัวจะไปถึงค่ำเกินเลยเปลี่ยนเส้นทางเข้า Austria จาก Schwangau เลย ออกมาก็แวะปั๊มซื้อสติ๊กเกอร์ผ่านทางก่อน 
เรียกว่า Vignette ราคา 8.8 ยูโร เป็นสติ๊กเกอร์ผ่านทางของรถ เพราะรถที่เราเช่าเป็นทะเบียนเยอรมัน เวลาผ่านข้ามประเทศอื่นต้องติด
Vignette ไว้หน้ารถครับ แต่ละประเทศก็จะมีสติ๊กเกอร์แบบของตัวเอง ถ้าจะขับเที่ยวหลายประเทศ เวลาเปลี่ยนประเทศอย่าลืมซื้อติด
ด้วย ยกเว้นตอนกลับเข้าประเทศต้นทางก็ไม่ต้องซื้อแล้วครับ


เส้นทางนี้เป็นเส้นทางขึ้นเขาตลอด เป็นเส้นทางที่สวยมาก ขับไปแล้วอยากจอดถ่ายรูปตลอดทาง แต่ถนนไม่มีไหล่ทางให้จอดครับ เค้า
ทำจุดพักรถเป็นระยะ แต่จุดที่พักรถแต่ละจุดมันคือจุดพักรถไม่ใช่จุดพักคนเลยมองไม่เห็นวิว มีกำแพงกั้น มีต้นไม้บังทุกจุดครับ เส้นทาง 
B179 พาเราลัดเลาะมาตามเทือกเขาสูง รอยต่อพรมแดนของเยอรมันและออสเตรีย เส้นทางคดเคี้ยวตลอดทางแต่สวยมากจริงๆครับ 
ผ่านหมู่บ้านในหุบเขาหลายหมู่บ้าน แบบอยู่ในหุบเขามีทุ่งหญ้าเขียวๆและภูเขาหิมะด้านหลังนึกถึงเรื่อง The Sound of Music ขึ้นมา
เลยครับ 

ครึ่งทางของเส้นทางสู่ Innsbruck หลังจากผ่านเทือกเขาสูง ลงสู่ที่ราบเบื้องล่างเราผ่านทะเลสาบ Fernsteinsee อยู่ด้านซ้ายของถนน 
ส่วนด้านขวามีปราสาท Schloss Fernsteinsee ตั้งอยู่บนเขาโดยมี Hotel Schloss Fernsteinsee ตั้งอยู่ด้านหน้า เลยไม่รู้ว่าปราสาทมัน
คือส่วนหนึ่งของโรงแรมรึเปล่า

แต่ริมทะเลสาบอีกด้านก็มีจุดพักรถและศูนย์อาหาร เราเลยแวะกินมื้อกลางวันกันที่นี่ การขับรถเที่ยว 3 ประเทศนี้ถ้าจะเข้าห้องน้ำต้อง
หยอดเหรียญนะครับ 1.5 - 2 ยูโร แต่สามารถเอามาเคลมคืนได้ถ้าซื้อของในร้านเค้า เป็นทุกที่ทั้งร้านอาหารและปั๊มน้ำมัน นอกจากร้าน
พวก Mc Donald เข้าได้เลย และจุดพักรถที่ไม่มีปั๊มหรือปั๊มที่ไม่มีร้านสะดวกซื้อ พวกนี้ส่วนใหญ่เข้าฟรี

เรามาถึง Innsbruck ประมาณบ่าย 3 คืนนี้เราพักกันที่ Hotel Golden Krone (Krown = Crown) Shop sign ของที่นี่เลยเป็นรูปมงกุฏ
ทองคำ แต่ละร้านจะมี Shop sign เป็นเหล็กดัดรูปต่างๆติดไว้หน้าร้านในรูปตือตึกสีเขียวซ้ายมือครับ ห้องพักเราได้ห้องวิวดีมาก ชั้น 3 
ห้องหัวมุมที่มีมุกยื่นออกมาจุดที่ผมยืนถ่ายรูปคือประตูชัยของเมือง Innsbruk ตรงกับห้องพักพอดี

โรงแรมนี้ไม่มีที่จอดรถครับ เราวนตาม GPS มารอบนึงเจอโรงแรมแล้วต้องกลับไปวนอีกรอบหาที่จอดรถ ตอนวนรอบ 2 นี่ขับรถแบบเสียว
มาก เพราะมีรถรางอยู่ข้างหลัง ทำอะไรไม่ถูกเลยเพราะรถยนต์กับรถรางวิ่งอยู่บนถนนเดียวกันแล้วไม่รู้ว่าเราต้องหลบให้รึเปล่า ถนนก็แคบ
ไม่มีที่หลบอีกต่างหากเล่นเอามือเปียกเหงื่อเลยลุ้นมาก

ที่จอดรถเอกชนอยู่ห่างจากโรงแรมประมาณ 100 เมตรเป็นที่จอดของมหาวิทยาลัย เข้าไปจอดได้ครับค่าจอด 12 EUR ต่อ 24 ชั่วโมง 
เข้าไปจอดแล้วไปหยอดตู้จะมี Ticket มาให้ เราก็เอาไปว้หน้าคอนโซลรถ ที่พักในเมืองโบราณของยุโรปนี่ลำบากเวลามีกระเป๋าหนักๆ
ครับ เพราะส่วนใหญ่จะเป็นตึกเก่าที่มารีโนเวทเป็นโรงแรม มันไม่มีลิฟท์หรือมีก็เล็กมาก ถ้าได้ห้องชั้นบนๆนี่ลำบากเหมือนกัน

เราเดินมาทางซ้ายมือของโรงแรมเรื่อยๆจะถึงจตุรัสของเมือง ตึกเก่าๆกับร้านใหม่ๆอย่าง Mc Donald แต่ดูกลมกลืนกันดี รวมถึงร้านชุด
กีฬาอีกหลายยี่ห้อ นอกจากนั้นก็มีร้านขายเนื้อ ชีส ไอสครีม ซุปเปอร์มาร์เก็ตและร้านขายของที่ระลึก แต่แปลกที่มันดูกลมกลืนกับตึก
เก่าๆทุกร้าน แต่ที่ต้องแวะชิมก็คือร้านไอศครีมเพราะคนเข้าแถวยาวมาก เป็นไอศครีมคล้ายๆสเวนเซ่น มีหลายรสชาติตักใส่โตนอร่อย
เว่อร์จริงๆ

เดินไปเรื่อยๆจนถึงหอนาฬิกาแล้วเลี้ยวซ้าย เดินต่อไปสักพักจะถึงริมแม่น้ำอินน์(Inn River) เมืองอินส์บรุคมีชื่อเสียงในด้านเป็นศูนย์กลางของกีฬาฤดูหนาว ซึ่งเมืองแห่งนี้เคยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาฤดูหนาวหลายครั้ง ได้แก่ โอลิมปิกฤดูหนาว 1964 และ 1976 
พาราลิมปิกฤดูหนาว 1984 และ 1988 รวมถึงโอลิมปิกเยาวชนฤดูหนาวที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 2012 ทำให้อินส์บรุคเป็นเมืองแรก
ของโลกที่ได้จัดกีฬาโอลิมปิกถึง 3 ครั้ง 

เดินเลียบแม่น้ำไปทางซ้ายเราก็มาถึงมุมมหาชน ตึกสีสวย แม่น้ำอินน์ และยอดเขาสูงได้แก่ นอร์ดเคทเทอ (Nordkette) ไม่น่าแปลกใจที่
มันเป็นมุมมหาชน เพราะมันสวยจริงๆ

เราเดินย้อนกลับมาทางเดิม หามื้อเย็นกินกันแถวจตุรัส แวะซุปเปอร์ซื้ขนมและผลไม้ด้วย บรรยากาศหลังหกโมงเย็นแม้แดดยังแรงอยู่แต่
ร้านค้าเริ่มทะยอยปิดกันแล้ว ยังมีแต่นักท่องเที่ยวที่ยังคงเดินเล่นกันอยู่

เรากลับออกมาจากโรงแรมอีกครั้งตอนเกือบสองทุ่มเพื่อไปเก็บแสงเย็น ฤดูนี้พระอาทิตย์กว่าจะตกก็หลังสองทุ่มครับ ช่วงเย็นเลยกลับไป
พักเอาแรงก่อนแล้วค่อยออกมาใหม่

อินส์บรุค มาจากคำว่า Inn ซึ่งเป็นชื่อแม่น้ำที่ไหลผ่านเมือง รวมกับ bruck ที่มาจากคำว่า Brücke ซึ่งเป็นคำในภาษาเยอรมันหมายถึง สะพาน ดังนั้นชื่อเมืองจึงมีความหมายว่า สะพานข้ามแม่น้ำอินน์ 

ถ่ายภาพริมแม่น้ำเสร็จเราก็เดินกลับโรงแรมกัน แค่สามทุ่มกว่าเมืองทั้งเมืองเงียบมากครับ ร้านปิดหมดมีรถมาจอดขายฮอทดอกอยู่
คันเดียวตรงใกล้ๆลานน้ำพุกลางจตุรัส ภาพประตูชัยของเมืองที่สร้างขึ้นในปี 
1765 อยู่ทิศใต้บนถนนหลักของเมืองซึ่งคือ Maria-
Theressien-Strasse เพื่อเป็นอนุสรณ์เนื่องในพิธีมงคลสมรสของเจ้าชาย Leopold แห่งออสเตรียกับเจ้าหญิง Maria Ludovica แห่ง
สเปน




Create Date : 16 พฤษภาคม 2559
Last Update : 16 พฤษภาคม 2559 9:37:49 น.
Counter : 580 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

นักบัญชีขี้บ่น
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]