สวัสดีเมืองตรัง

      20 กว่าปีแล้วที่ผมไม่ได้มาเยือนจังหวัดตรัง ทั้งๆที่มาเที่ยวอันดามันทุกปี แต่ก็ได้ไปเยือนแค่ กระบี่ พังงา
และภูเก็ต หรือไม่ก็เลยไปถึงสตูล ทริปนี้ได้กลับมาเยือนตรังอีกครั้ง ยังคงได้ความประทับใจกลับมาเต็มเปี่ยม
เหมือนเดิม

      การเดินทางมาตรังครั้งนี้ผมมากับเที่ยวบินของไทยแอร์เอเซีย ออกจากดอนเมือง 8 โมงเช้า ถึงตรัง 9 โมง
20 นาที มาถึงตรังก็แวะกินอาหารเช้าในเมืองกันก่อน เมนูเช้ายอดนิยมของเมืองตรังก็คือหมูย่าง ติ่มซำ ซึ่งจะ
ขายตั้งแต่ตี 4 ถึงประมาณ 10 โมงเช้า แต่ผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่เพรามันออกหวานเกิน
      หลังจากอิ่มกับมื้อเช้าแล้ว ก็ไปไหว้เจ้าขอพรกันก่อนครับ ที่ศาลเจ้าท่ามกงเยี้ย ศาลเจ้าแห่งศรัทธาของพี่
น้องชาวตรังผู้คนมากมายมาไหว้เจ้าขอพรกันที่นี่ ควันธูปลอยอบอวลและเสียงประทัดดังอยู่ตลอดเวลา


      ไหว้เจ้าขอพรเป็นสิริมงคลกันแล้วเราก็มุ่งหน้าต่อไปยังอำเภอห้วยยอดซึ่งเป็นที่ตั้งของเขากอบ ภูเขาหินปูน
ขนาดไม่ใหญ่นัก มีลำธารซึ่งไหลมาจากเทือกเขาบรรทัดมาถึงเขากอบแยกออกเป็นสามสาย สองสายไหลอ้อมเขา
ไปส่วนอีกสายไหลลอดเขากอบจึงทำให้เกิดโถงถ้ำซึ่งชาวบ้านเรียว่าถ้ำเลเขากอบ

      ความพิเศษของถ้ำเลเขากอบคือต้องนั้งเรือมุดปากถ้ำเข้าไปซึ่งมีความแคบและเตี้ยมากจนต้องนอนราบลง
ไปในเรือเรือแต่ละลำจะมีคนพายสองคนหน้าหลัง รับผู้โดยสารได้ประมาณ 5 คนต่อลำ   ภายในถ้ำมีห้องต่างๆ
มากมาย มีหินย้อยประเภทที่เรียกว่า หลอดหินย้อย(Soda straw) อยู่เป็นจำนวนมาก แสดงถึงช่วงของการเกิด
เป็นหินย้อยในระยะต้นและจุดไฮไลท์ที่สุดของถ้ำเลเขากอบ คือการลอดท้องมังกร หรือการมุดถ้าเพื่อออกอีกด้าน
หนึ่งของถ้ำ โดยนอนราบไปกับเรือ ซึ่งหินย้อยเฉียดปลายจมูกกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะคนพุงใหญ่อย่างผมแล้ว
ต้องแขม่วพุงกันตลอดเวลาเลย

      เมื่อสามารถเอาพุงใหญ่ๆลอดท้องมังกรออกมาได้ ก็มุ่งหน้าต่อไปยังอำเภอกันตังเพื่อเข้าสู่ที่พักมดตะนอย
รีสอร์ท มาถึงรีสอร์ทก็ราวๆ สี่โมงเย็นได้ครับ น้ำยังลงอยู่ทำให้เนินทรายชายหาดหน้ารีสอร์ทกว้างไปเป็นกิโล
แต่ลงไปเดินเล่นแป๊บเดียวเท่านั้นน้ำขึ้นเร็วมากครับ จนต้องรีบวิ่งกลับขึ้นมาบนชายหาด



      แม้จะเกือบห้าโมงเย็นแล้ว แดดยังคงแรงอยู่จนต้องหลบแดดกลับขึ้นไปนอนเล่นบนบ้านพัก บ้านหลังนี้มี 3
ห้องนอน จริงๆแล้วผมต้องได้นอนบ้านอีกหลังนึง แต่แขกที่พักก่อนหน้าขอพักต่ออีกคืน เจ้าของรีสอร์ทเลยให้ผม
มานอนหลังนี้แทน1 คืน และอีกคืนจะย้ายกลับ บ้านหลังนี้ออกจะเดินไกลไปสักนิดแต่ก็ไม่ซีเรียสครับเพราะเงียบ
สงบดี

      หกโมงกว่าแล้วเดินออกมาที่ชายหาดอีกรอบ เพื่อมาชมพระอาทิตย์ตกก่อนไปกินมื้อเย็นที่ทางรีสอร์ทจัดให้
เป็นอาหารทะเลแบบจัดหนักจริงๆครับ และมาแบบไม่อั้นด้วย ไม่ใช่บุฟเฟ่ต์นะครับ แต่มีพนักงานเดินเสริฟแบบ
ไม่อั้น พนักงานที่นี่บริการดีมากๆครับ ถ้ามี 10 คะแนน ผมให้ 10 คะแนนเต็มครับ



      รุ่งเช้าออกมาชมบรรยากาศสงบยามเช้าหน้าหาด จากรีสอร์ทมองไปเห็นเกาะลิบง เกาะที่มีหญ้าทะเลขึ้นเป็น
จำนวนมาก แม้แต่ชายหาดหน้ารีสอร์ทยังมีเศษหญ้าทะเลโดนคลื่นซัดมาเต็มหาด เกาะลิบงจึงเป็นที่อยู่ของพยูน
ฝูงสุดท้ายของไทย และเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดตรัง  มีสายเคเบิลใต้น้ำลากจากหมู่บ้านมดตะนอยไปยังเกาะ
ลิบงทำให้มีไฟฟ้าใช้บนเกาะ

      อาหารเช้าที่ทางรีสอร์ทจัดให้มีโจ๊กไก่ ปลาท่องโก๋ กาแฟและติ่มซำ 9 โมงเช้าเป็นเวลานัดหมายที่จะขึ้นเรือ
ไปดำน้ำดูปะการังซึ่งรวมอยู่ใน Package ที่พักของทางรีสอร์ทแล้ว ด้านหลังรีสอร์ทมีท่าเรือ เราต้องนั่งเรือเล็กไป
ประมาณ 10 นาทีเพื่อไปต่เรือใหญ่ กรุ๊ปของเราวันนี้มีทั้งหมด 20 คน มีไกด์ดูแล 4 คน เรือที่นั่งไปบรรจุผู้โดยสาร
ได้ประมาณ 50 - 60 คน ทำให้การเดินทางวันนี้ นั่งกันแบบสบายๆ ใช้เวลาไม่นานนักก็เดินทางมาถึงเกาะมุก ซึ่ง
เป็นที่ตั้งของถ้ำมรกต

 

      การเข้าถ้ำมรกตต้องว่ายน้ำมุดถ้ำเข้าไป โดยทุกคนต้องใส่ชูชีพเพื่อลอตตัว มีไกด์ลากห่วงยางนำขบวน แล้ว
ให้ลูกทัวร์ที่แข็งแรงอยู่หน้าสุดเกาะห่วงยางและคนอื่นๆเกาะชูชีพด้านหลังของคนหน้าต่อแถวเรียงหนึ่ง แล้วช่วย
กันปั่นจักรยานในน้ำเพื่อเข้าสู่ถ้ำด้านในถ้ำแคบพอสมควร จีงต้องเรียงแถวเข้าทีละแถวเพราะจะมีแถวที่สวนออก
มาด้วย สาเหตุที่ได้ชื่อว่าถ้ำมรกตเพราะน้ำทะเลจังหวัดตรังจะมีสีเขียวเมื่อสะท้อนกับแสงแดดทำให้พนังถ้ำมีสี
เขียวดั่งมรกต

      ระยะทางในถ้ำไม่น่าจะเกิน 50 เมตรพอพ้นทางออกอีกด้านก็จะพบกับหาดทรายและทะเลใน ซึ่งเกิดจากการ
ยุบลงของเปลือกโลก ทำให้เกิดเป็นช่องว่างตรงกลาง และมีหน้าผาสูงชันล้อมรอบทุกด้าน   วันนี้ผู้คนมากมาย
มหาศาล ขาเข้ามายังไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่ขาออกจากแถวเข้า 1 ออก 1 กลายเป็นเข้า 2 ออก 2 ทำให้ไปติดคากัน
อยู่กลางถ้ำ กว่าจะหลุดออกมาได้ใช้เวลาพอสมควรครับ

      ออกจากถ้ำมาได้ก็ขึ้นเรือไปอีกด้านหนึ่งของเกาะมุกเพื่อดำน้ำดูประการังอ่อนครับ  เมื่อ 20 ปีที่แล้วผมเคย
ไปดำแถวเกาะเชือกเป็นจุดที่มีกระแสน้ำแรงและมีปะการังอ่อนเยอะมาก แต่ปัจจุบันไกด์บอกว่าเกิดปัญหาปะการัง
ฟอกขาวและประการังอ่อนตายหมด

      จุดดำน้ำจึงเปลี่ยนมาเป็นบริเวณรอบเกาะมุกแทน จุดนี้ก็มีทั้งประการังอ่อน กัลปังหาและฟองน้ำทะเลให้ชม
นอกจากนั้นยังมีฝูงปลาหลากหลายชนิดอีกครับ แต่จุดที่มีประการังอ่อนมักเป็นจุดที่มีกระแสน้ำแรงเล่นเอาเหนื่อย
เลยครับเพราะต้องว่ายสู้กับกระแสน้ำ

      ขึ้นจากดำน้ำดูปะการังที่เกาะมุกก็ได้เวลามื้อกลางวัน ทางรีสอร์ทจัดอาหารกลางวันให้บนเรือครับ เป็นข้าว
สวย ขนมจีน แกงเขียวหวาน ไข่เจียว และผัดผักกาดดอง ระหว่างทานอาหารกลางวันเรือก็พาเรามุ่งหน้าสู่เกาะ
กระดาน เกาะที่มีหาดทรายขาวน้ำทะเลสวย ส่วนตัวผมยกให้เป็นที่สุดของจังหวัดตรังครับ

      มาถึงเกาะกระดาน ไกด์ให้ขึ้นไปพักผ่อนบนเกาะประมาณหนึ่งชั่วโมง แต่เนื่องจากเรือใหญ่ไม่สามารถเข้าไป
จอดริมหาดได้ ก็ต้องว่ายน้ำขึ้นเกาะกันครับ เกาะกระดานรวมถึงเกาะต่างๆบริเวณนี้เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่ง
ชาติหาดเจ้าไหม ชายหาดด้านนี้อยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะ หาดทรายยาวประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของ
หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ มีแนวประการังน้ำตื้นอยู่ตลอดแนวชายหาด มีรีสอร์ทของเอกชนบนหาดนี้ด้วยครับ

 

      จากนั้นเราก็เดินทางต่อไปอีกด้านหนึ่งของเกาะกระดานนั่นคืออ่าวเนียง อยู่ทางด้าใต้ของเกาะบริเวณนี้เป็นจุด
ดำน้ำดูปะการังที่ได้รับความนิยมมากอีกจุดหนึ่ง มีปะการังแข็ง ดอกไม้ทะเล และปลาสวยงามอาศัยอยู่เป็นจำนวน
มาก แต่ก็มีเม่นทะเลอยู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน การดำน้ำปริเวณนี้ต้องระมัดระวังอย่าเผลอไปเหยียบหิน เพราะอาจ
โดนหนามของเม่นทะเลครับ

      ปลาที่นี่มีเยอะมากมายจริงๆครับ นอกจากปลาการ์ตูนลายส้มหรือปลานีโมแล้ว ที่ได้พบเห็นก็มีปลาสิงโต ปลาโนรี
ปลาสลิดหินตัวเล็กๆสีส้มอยู่รวมกันเป็นฝูง ปลานกแก้ว ปลาขึ้ตังเบ็ดฟ้า และปลาอีกหลากหลายชนิดที่ผมไม่รู้จักครับ
นอกจากปลาต่างๆก็ยังมีดาวทะเลสีส้มด้วย

      เพลิดเพลินจากการดำน้ำดูประการังและฝูงปลาจนจุใจแล้วก็กลับขึ้นเรือมาดื่มกาแฟคู่กับเค้กเมืองตรังบนเรือ ขณะ
ที่เรือกำลังนำเรากลับสู่รีสอร์ท วันนี้ผมได้ย้ายห้องใหม่มาอยู่ใกล้ส่วนกลางของรีสอร์ท ง่ายแก่การเดินไปทานอาหารเย็น
กลับมาอาบน้ำอาบท่าเสร็จก็เดินไปชมพระอาทิตย์ตกก่อนกลับมาทานอาหารเย็นซึ่งเป็นเมนูอาหารทะเลแต่ไม่ซ้ำกับวัน
แรกครับ

      เช้าวันสุดท้ายออกมาเดินชมบรรยากาศสงบเงียบของหมู่บ้านมดตะนอยก่อนกลับไปกินอาหารเช้าและเก็บของเตรียม
กลับบ้าน ผมกลับไฟล์ทบ่าย 3 โมง ทางรีสอร์ทจัดรถตู้ไปส่งที่สนามบิน เวลานัดคือ 10 โมงเช้า ส่วนใครที่กลับไฟล์ททุ่ม
จะมีรถไปส่งตอนเที่ยงครับ Package ของที่นี่รวม รับ - ส่ง จากตัวเมืองตรังหรือสถานีขนส่งสาธารณะของตรังทุกที่ครับ
ที่พัก 2 คืน รวมอาหาร 5 มื้อ และเที่ยวดำน้ำดูปะการังครับ  ผู้ที่สนใจลองเข้าไปหาเวปไซต์ของรีสอร์ทได้ที่ google ครับ
ขอบอกว่าราคาหน้าเวปต่อรองได้อีกแล้วแต่ความสามารถในการต่อรองของแต่ละคนนะครับ 

      ออกจากรีสอร์ทคนขับรถจะแวะพาไปชมสถานีรถไฟกันตรัง สถานีสุดท้ายปลายทางของจังหวัดตรัง หากใครอยาก
ลองนั่งรถไฟจากกรุงเทพมาเที่ยวที่นี่ รถออกจากหัวลำโพง 18.00 น. มาถึงกันตรัง 11.30 น. ครับ นัดให้ทางรีสอร์ทมา
รับที่นี่ได้

      จากนั้นคนขับรถจะพาเราออกจากกันตรังไปอำเภอเมืองตรัง แวะบ้านท่านชวน บ้านท่านไม่มีประตูรั้วครับเข้าไป
เยี่ยมชมได้ตลอดเวลา ผมโชคดีที่ได้พบท่านพอดี 

      จากบ้านอดีตนายก ก็ไปแวะซื้อของฝากเค้กเมืองตรังและกินอาหารกลางวันก่อนไปสนามบิน ถึงสนามบินประมาณ
บ่ายโมงเคาท์เตอร์เช็คอินเปิดพอดีครับ ขอจบทริปตรังแต่เพียงเท่านี้

ขอบคุณทุกท่านที่แวะเข้ามาอ่านมาชมครับ.....สวัสดี

ลุงฅิต




Create Date : 29 ตุลาคม 2556
Last Update : 29 ตุลาคม 2556 8:18:08 น.
Counter : 788 Pageviews.

4 comment
เกาะกุฎี..ทะเลนี้ไม่ได้มีแค่เสม็ด

      หากพูดถึงเกาะในทะเลระยอง หลายคนคงนึกถึงน้ำใสๆ ทรายขาวๆบนเกาะเสม็ด หรือหมู่เกาะมัน แต่มีเกาะเล็กๆ
อีกเกาะ ที่อยู่ไม่ไกลจากเกาะเสม็ดนัก เกาะเล็กๆที่สงบเงียบ น้ำใส หาดทรายขาว และแนวประการังรอบเกาะ นั่นก็คือ
เกาะกุฎี

      เกาะกุฎีอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเกาะเสม็ด ห่างจากฝั่ง
ประมาณ 6 กม. มีเนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ และมีเกาะบริวารอีกสองเกาะคือ เกาะท้ายค้างคาวและเกาะฤาษี

      จุดเด่นของเกาะกุฎีคือบรรยากาศเงียบสงบ บริเวณโดยรอบแม้จะไม่มีหาดทรายมากนัก แต่ก็มีแนวปะการังซึ่งมีความ
สวยงามปานกลาง เหมาะแก่การดำน้ำตื้นนักท่องเที่ยวสามารถเช่าเหมาเรือไปตกปลา ดำน้ำรอบเกาะ หรือพักผ่อนเล่นน้ำ
ที่ชายหาดได้

      ที่เกาะกุฎีเป็นที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ ญส.3 มีบ้านพักของอุทยาน 5 หลังสามารถจองที่พักผ่าน
เวปไซต์ของอุทยานได้ที่ http://www.dnp.go.th/parkreserve/reservation.asp?lg=1 แต่การเดินทางต้องเหมาเรือ
เร็วจากบ้านเพไปส่งและนัดให้ไปรับนะครับ ส่วนอาหารมีร้านค้าสวัสดิการของอุทยาน สามารถเหมาให้เค้าทำอาหารให้
ทั้งมื้อเย็นและมื้อเช้าครับ

      ด้านหน้าหาดมีแนวประการังน้ำตื้น ที่ต้องบอกว่าตื้นมากจริงๆครับต้องใช้ความระวังในการลอยตัวดูปะการังมากๆครับ
เพราะอาจโดนปะการังบาดหรือโดนเม่นทะเลตำเอาได้ครับ

      เสร็จจากเล่นน้ำก็ไปเดินสำรวจรอบเกาะกันครับ มีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติรอบเกาะใช้เวลาเดินประมาณ 40 นาที
เริ่มต้นจากหาดหน้าเกาะ เดินเลียบหาดไปทางท้ายเกาะจะเป็นแนวหินกับแนวประการัง ซึ่งด้านนี้ไม่มีหาดครับ

      จากนั้นก็ออกแรงเดินขึ้นเขากันเล็กน้อยครับ ขึ้นไปถึงยอดเขาเราจะได้เห็นวิวของเกาะฤาษี จากมุมนี้เห็นถ้ำฤษีด้วย
ครับถ้าตามเรื่องพระอภัยมณีฤษีน่าจะอยู่ที่เกาะเสม็ดนะครับ (นอกเรื่องนิดนึง) เกาะฤษีเป็นจุดดำน้ำดูประการังที่สวยงาม
อีกจุดนึง เราสามารถเดินลัดเลาะจากหาดหน้าเกาะมาดำน้ำจุดนี้ก็ได้นะครับ แต่เดินลำบากสักหน่อยเพราะมีโขดหินเยอะ
ครับ

      เดินถัดมาอีกนิดก็จะเห็นเกาะบริวารอีกเกาะคือเกาะท้ายค้างคาวครับ ตอนเย็นเราจะเดินไปดูพระอาทิตย์ตกที่นั่น แต่
ขอกระซิบบอกไว้ก่อนครับว่า ชื่อเกาะท้ายค้างคาวผมไม่รู้ว่าชื่อนี้ได้มายังไงแต่ในโพรงถ้ำเล็กๆนั้นเต็มไปด้วยค้างคาวครับ

      ดอกอะไรสักอย่างที่เจอเต็มไปหมดบนเกาะครับ

      เดินครบรอบเล่นเอาเหนื่อยไม่ใช่เล่นครับ กลับมานั่งพักกันก่อน รอแดดร่มลมตกอีกสักนิดครับค่อยเดินไปเกาะท้าย
ค้างคาวเพื่อดูพระอาทิตย์ตกครับ

      ยามเย็นเดินลัดเลาะไปตามริมหาดหินด้านตะวันตก เพื่อไปชมพระอาทิตย์ตกที่เกาะท้ายค้างคาวกันครับ แต่ก่อน
ไปทานข้าวเย็นให้เรียบร้อยก่อนนะครับ เพราะครัวเค้าปิดเร็วเดี๋ยวจะกลับมาไม่ทัน ทานอาหารเย็นเสร็จค่อยไปเดินย่อย
อาหารวันที่ผมไปน้ำลงช่วงเย็นเลยเดินไปที่เกาะได้ครับไม่ต้องลุยน้ำ มาถึงก็เจอเจ้าถิ่นครับ

      ด้านซ้ายคือเกาะเสม็ด ด้านขวาคือเขาแหลมหญ้า พื้นราบตรงกลางคือหาดแม่รำพึงครับ

      ถ้ำนี้แหละครับถ้ำค้างคาว ถ้ำเล็กๆแต่ค้างคาวเต็มถ้ำเลย

      รุ่งเข้าเดินไปด้านท้ายเดาะเพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้น แต่น่าเสียดายครับที่เมฆมากเลยไม่ได้เห็นครับ เพราะกว่าตะวันจะ
พ้นขอบเมฆมา แสงก็แรงมากแล้วครับ

      หันกลับไปดูฝั่งระยอง สายหมอกยามเช้าลอยนิ่งกับขุนเขา บรรยากาศยามเช้าช่างสงบดีจริงๆครับ

      เดินกลับมาที่พักเพื่อเตรียมไปทานอาหารเช้าครับ อาหารสั่งที่ร้านสวัสดิการทำให้ตั้งแต่เมื่อวานครับเป็นข้าวต้มหมู
1 หม้อ เรือน้อยลอยนิ่งอยู่หน้าบ้านพักครับ

      หลังอาหารเช้าก็เก็บของแล้วมานั่งเล่นรอเรือที่นัดไว้มารับกลับบ้านเพครับ 

      ข้าวต้มที่ทานเหลือ แม่ค้าเค้าใส่ถุงเตรียมไว้ให้แล้วบอกให้เอาไปให้ปลา ตอนรับมาก็งงๆครับ จนเรือมารับกลับฝั่ง
แม่ค้าก็เอาถุงข้าวส่งให้คนขับเรือ พอออกจากเกาะเค้าก็พาเราเลี้ยวไปทางเกาะฤษีเอาข้าวไปเทให้ปลา แถวนี้มีปลา
สลิดหินอยู่มากมายขึ้นมากินข้าว บางคนอาจคิดว่าเป็นการทำลายระบบนิเวศน์ ผมไม่ขอออกความคิดเห็นครับ

       ทริปนี้สั้นๆแค่ 1 คืน บนเกาะที่เพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรกขอจบเพียงเท่านี้ครับ...สวัสดี   

      ลุงฅิต




Create Date : 27 ตุลาคม 2556
Last Update : 27 ตุลาคม 2556 20:03:58 น.
Counter : 632 Pageviews.

6 comment
เชียงราย ในม่านฝน
 

      จากที่คิดว่าจะได้ไปสัมผัสไอหนาวแรกของปีบนยอดดอย แต่กลับไปสัมผัสกับไอฝนสุดท้ายของปีเพราะยัยนารี
ทำ พิษหอบเอาฝนมาฝากเปียกปอนกันไปทั่ว ทริปนี้ผมก็เลยไปแบบอึมครึมไม่เห็นเดือนเห็นตะวันครับ

      ผมเริ่มทริปนี้จากเชียงใหม่ ส่วนเชียงใหม่ไปไหนมาบ้างข้ามไปก่อนนะครับมุ่งสู่เชียงรายกันเลยดีกว่าครับ จาก
เชียงใหม่สู่เชียงรายใช้เส้นทางแม่ริม แม่แตง เชียงดาว ไชยปราการ ฝาง แม่อาย ไปอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย
ตลอดทางฝนตกพรำๆไปตลอดครับ และจุดแรกก่อนเข้าสู่เชียงรายเราแวะเที่ยวสวนส้มธนาธรกันก่อนครับ

      สวนส้มธนาธรสวนนี้เป็นสวนที่ 8 อยู่ระหว่างรอยต่ออำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่กับอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัด
เชียงรายมีพื้นที่ประมาณ 700 ไร่ หากขับจากเชียงใหม่มาเชียงรายอยู่ซ้ายมือ มองเห็นลูกส้มลูกโตอยู่หน้าสวน มีป้าย
ใหญ่มองเห็นได้เด่นชัดครับ เราสามารถเข้าชมสวนได้เสียค่าชม 40 บาทมีรถพาเที่ยวรอบสวนครับ

      ออกจากสวนส้มธนาธรเราก็ไปกันต่อครับ จากแม่อายสู่แม่ฟ้าหลวงจะเจอนาขั้นบันไดที่ยังเขียวสดอยู่ตลอดเส้นทาง
ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนคงจะเป็นสีทองอร่ามครับ

      เป็นการเดินทางที่ใช้เวลานานมากครับ เพราะตรงโน้นก็สวย ตรงนี้ก็สวย ทำใจให้ขับผ่านเลยไปไม่ได้ วกรถกลับมา
เป็นระยะๆ เพื่อกลับมาเก็บบรรยากาศข้างทางครับ

      กว่าจะมาถึงจุดหมายของวันนี้ก็เกือบมืดค่ำแล้วครับ ดอยแม่สลองคือที่หมายของเราในวันนี้ หมอกก็หนา อากาศก็
หนาวครับ

      เช้าวันรุ่งขึ้น อากาศยังคงขมุกขมัวอยู่เหมือนเดิม หมอกที่หนามากทำให้ไม่สามารถเห็นวิวทิวทัศน์จากระเบียงที่พัก
ได้เลย ไร่ชาที่เห็นลางๆตอนกลางดึกที่หมอกจางลงไปบ้าง เช้านี้แทบไม่เห็นอะไรเลย

      นอกจากหมอกที่หนาแล้ว ฝนยังโปรยปรายต่อเนื่องไม่หยุดเดี๋ยวแรงเดี๋ยวค่อย เราจึงได้เปลี่ยนแผนการเดินทาง
จากเดิมที่จะขึ้นไปพระธาตุบนยอดดอยตอนเช้า เปลี่ยนเป็นเดินทางไปยังอำเภอเทอดไท เพื่อไปยังไร่ชาฉุยฟงแทน
ระหว่างทางแวะถ่ายภาพไร่ชา 101 ที่อยู่ริมทางท่ามกลางละอองฝน

      ไร่ชาฉุยฟงมี 2 ไร่ครับ มีไร่ที่อยู่อำภอแม่จันจากดอยแม่สลองขับกลับไปทางตัวจังหวัดอยู่ไม่ไกลจากถนนพหลโยธิน
มากนัก แต่ผมดันค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ทไปเจอเส้นทางไร่ที่ 2 อยู่ไกลจากดอยแม่สลองไปทางอำเภอเทอดไท
เลย ขึ้นไปถึงทางแยกไปดอยหัวแม่คำ ตรงต่อไปถึงวนอุทยานสันผาพญาไพรเลยขึ้นไปอีกผมว่าคงเกือบถึงชายแดน
ไทย-พม่า แล้วหละครับ เส้นทางก็สุด Adventure ดีที่ขับรถขับเคลื่อนสี่ล้อขึ้นไป ไม่งั้นคงไปไม่ถึงแน่ครับ แต่วิวก็สวย
คุ้มค่ากับที่ดั้น ด้นขึ้นมาครับ

      มาถึงที่นี่ผมก็รู้แล้วว่าผมมาผิดไร่ พนักงานที่นี่พูดภาษาไทยกันไม่ได้เลย จนเริ่มสงสัยว่าตอนอ่านรีวิวในอินเตอร์เน็ท
เค้าบอกว่าไร่ชาฉุยฟงมีที่พักแต่มาถึงทำไมไม่เหมือนในรีวิว จนได้เจอกับพนักงานคนนึงที่พูดไทยได้ถึงได้รู้ว่าไร่ชาฉุยฟง
ที่มีที่พักคือไร่ที่อยู่อำเภอแม่จัน จุดประสงค์ของผมไม่ได้มาพักอยู่แล้วเพียงแต่คิดว่าจะมานั่งจิบชาชมไร่สวยๆ แต่ไม่เป็น
ไรครับ มาผิดแล้วก็ผิดไปถือเป็นหน้าประสพการณ์อีกหน้าหนึ่งว่าเราเคยมาที่นี่

 

      ถึงเวลาลุยฝนกลับลงด้านล่างแล้วครับ ฝนหนักตลอดทางจากยอดดอยจนลงมาถึงพหลโยธิน จากที่นี่เราจะข้ามฝาก
ไปอีกด้านนึง คืนนี้จะไปพักกันที่ดอยผาหม่นครับ แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดหมายขอแวะดอยผาตั้งก่อนครับ ก็ยังคงอึมครึมเช่น
กันครับ

      ผ่านมาหลายดอย ฝนก็ยังคงไม่หยุดโปรยปราย ได้เวลาไปกันต่อสู่ที่พักคืนนี้ที่ดอยผาหม่นครับ ระหว่างทางก็จอด
ถ่ายภาพไปเรื่อยๆ เพราะแทบไม่เจอรถตามหรือสวนมาเลย ขับมาก็นึกหวั่นๆไปตลอดทางครับกลัวว่าไปเจอทางขาดจะ
ทำยังไงเพราะทางแคบและชัน จะถอยรถกลับก็คงลำบาก

      จากดอยผาตั้ง ๒๕ กิโลเมตรก็มาถึงทางขึ้นภูชี้ฟ้า แต่เรายังไม่ขึ้นวันนี้ครับขับเลยไปอีก ๕ กิโลเมตรก็มาถึงที่พัก
ที่ดอยผาหม่นครับ ผาก็ยังหม่นๆด้วยเมฆหมอกอยู่ดีครับ เข้าที่พักเก็บของพักผ่อนก่อนครับ ขับรถมาไกลเหลือเกิน

      สำหรับที่พักที่ดอยผาหม่นราคาจะรวมอาหารเย็นและเช้าด้วยครับ แต่ถ้าเค้าไม่รวมอาหารเย็นก็ไม่รู้จะไปหาอาหาร
เย็นที่ไหนทานครับ เพราะเงียบเชียบมากๆ บรรยากาศยามเย็นเห็นแสงนิดหน่อยก่อนลงไปห้องอาหาร

      เช้าวันต่อมาเราเดินขึ้นภูชี้ฟ้าแต่ก็คิดอยู่ว่าจะต้องเจอฟ้าปิดแน่ แล้วก็เป็นไปตามคาดครับ หมอกลงจัดมากจนแทบ
จะมองไม่เห็นอะไรเลย

      กลับลงมาด้านล่างเพื่อกลับไปทานอาหารเช้าและเก็บของเตรียมกลับบ้าน ก็มาเจอทะเลหมอกครั่งแรกของทริป
ตรงปากทางขึ้นภูชี้ฟ้าครับ

      หลังจากอาหารเช้าเราก็เก็บข้าวของเตรียมเดินทางกลับเชียงใหม่ครับ เพราะเราต้องเอารถไปคืนที่เชียงใหม่และ
ขึ้นเครื่องจากสนามบินเชียงใหม่กลับมาที่สุวรรณภูมิ ก่อนกลับขอวิวจากระเบียงที่พักอีกสักภาพครับ

      เราขับรถจากดอยผาหม่นลงทางอำเภอเทิง จะผ่านหมู่บ้านและมีแยกขวามือเป็นเส้นทางลัดไปอำเภอเทิง เป็นเส้น
ทางที่ย่นระยะเวลาได้มากเลยครับแต่ขอบอกว่าถ้าไม่ใช่รถขับเคลื่อนสี่ล้อห้ามเข้าไปเป็นอันขาดครับ พอถึงเทิงก็มุ่งหน้า
เข้าสู่เชียงราย ขากลับเราจะใช้เส้นแม่สรวย กลับไปทางอำเภอดอยสะเก็ดเข้าเชียงใหม่ เส้นนี้ผ่านวัดร่องขุ่นแวะกันสัก
หน่อยครับ

      ออกจากวัดร่องขุ่นก็เจอกับฝนไปตลอดทางครับ ส่วนใหญ่จะหนักจนมาถึงเชียงใหม่ฝนจึงซาเม็ดลง เส้นนี้ไม่มีนา
ขั้นบันไดให้ชมครับจะผ่านป่าเขาลำเนาไพร มีน้ำพุร้อนอะไรสักที่อยู่ริมทางหน้าปั๊มน้ำมัน แปลกดีครับ แต่ผมไม่ได้แวะ
เพราะกลัวว่าจะตกเครื่อง จบทริปเชียงรายในม่านฝนด้วยแสงสีของบางกอกครับ สวัสดี




Create Date : 24 ตุลาคม 2556
Last Update : 24 ตุลาคม 2556 8:05:51 น.
Counter : 693 Pageviews.

4 comment

BlogGang Popular Award#13



นักบัญชีขี้บ่น
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]