การตรวจภูมิคุ้มกันหลังฉีดวัคซีนจำเป็นไหม?
https://www.criver.com/eureka/what-bsl-3-lab

ความจริงผมเขียนเรื่องอะไรที่น่าสนใจมากว่าเดือน แต่เลือกที่จะวางไว้
เพื่อที่จะมาเขียนระบายความในใจอะไรบางอย่าง
ในช่วงที่คนกลุ่มใหญ่เริ่มได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19
แต่เรื่องมันไม่จบตรงนี้ เพราะกลายเป็นว่าฉีดเสร็จแล้วมีการตรวจระดับภูมิคุ้มกัน
แล้วก็จะบอกคนถูกฉีดว่าคุณมีภูมิคุ้มกันระดับเท่านั้น เท่านี้โดยไม่บอกว่าสรุปว่ายังไง
 
ค่าเท่านี้แปลว่าอะไร มันต่ำมันสูงมันป้องกันได้ไหม
คือถ้าเค้ามีโครงการให้เข้าเพื่อตรวจฟรีแล้วคุณมีจิตเมตตาเป็นการกุศล
เพื่อช่วยให้นักวิจัยได้เก็บข้อมูลก็ทำไปเถอะ แต่อย่าเอาผลในกระดาษกลับมาหาคำตอบอะไร
นั่นเป็นเรื่องที่นักวิจัยต้องไปตีความ
 แต่ถ้าเป็นบริการเสริมจากสถานพยาบาล ที่แนะนำพร้อมกับการเสียตังค์หลังฉีดวัคซีน
ที่ร้ายไปกว่า คือคนดังในสังคมเอาผลออกมาตีโพยตีพายว่าทำไมภูมิคุ้มกันไม่ขึ้น
นี่รัฐต้องจัดหาวัคซีนไม่ดีมาให้แน่เลย หยุดเถอะถ้าคุณไม่รู้ว่า สิ่งนี้เค้าทำกันอย่างไร

--

การทดสอบหาระดับภูมิคุ้มกันโควิด-19 เป็นสิ่งที่ทำมานานนับแต่เริ่มวิจัยวัคซีน
เพราะมันเป็นตัวบอกประสิทธิภาพของวัคซีนที่คิดค้นขึ้นนับตั้งแต่นำไปฉีดให้สัตว์ทดลอง
ไปจนกระทั่งสู่ขั้นตอนในมนุษย์ เป็นวิธีที่ใช้กับไวรัสที่สามารถฆ่าเซลล์เพาะเลี้ยงได้ในห้องห้องทดลอง
ในช่วงเวลานั้น นักวิจัยจะนำไวรัสธรรมชาติที่ได้จากผู้ป่วยมาเพาะเลี้ยงให้เพิ่มจำนวนแล้วเก็บไว้
เมื่อต้องการจะทดสอบระดับภูมิคุ้มกันก็จะนำซีรัมที่ต้องการทดสอบมาทำการเจือจาง
เป็นค่าทวีคูณ เช่น 10 100 1000 10000 เป็นต้น จากนั้นก็เติมลงไปผสมกับไวรัสที่เก็บมา
นำไปใส่หลุมที่มีเซลล์เพาะเลี้ยง ถ้ามีไวรัสหลงเหลือยู่มันก็จะฆ่าเซลล์เพาะเลี้ยงให้ตาย
นักวิจัยก็จะย้อมสีแล้วนับว่าจากเดิมเซลล์ 100% ที่มี ค่าการเจือจางตรงไหนของซีรั่มตัวอย่าง
มันสามารถทำลายไวรัส จนปริมาณที่เหลืออยู่สามารถฆ่าเซลล์เพาะเลี้ยงในหลุมไปได้ 50%
ดังนั้น หากยิ่งเจือจางตัวอย่างซีรั่มหลอดนั้นได้มากเท่าใด ก็แปลว่า ประสิทธิภาพดี

--

จะเห็นได้ว่า
1 คนที่ทำได้ต้องมีประสบการณ์ในห้องปฏิบัติการที่ทำงานด้านนี้โดยเฉพาะ
คุณไม่สามารถเอานักวิจัยที่ไม่มีประสบการณ์ไปทำงานที่ต้องสะอาดปราศจากเชื้อได้
และจากคนกลุ่มนั้นทั้งหมด ก็ต้องเป็นคนที่มีประสบการณ์ทำงานกับไวรัสอันตรายได้
2. เครื่องมือและห้องปฏิบัติการที่ยินยอมให้คุณทำงานกับเชื้อไวรัสระดับ 3 ได้
 ไม่ได้ขนาดใส่ชุดมนุษย์อวกาศ แต่ไม่ใช่ห้องปฏิบัติการทั่วไปที่มีคนทั่วไปเคยเห็นแน่นอน
ห้องแบบนี้ไม่ได้แค่มีราคาแพง แต่แค่สร้างมันคุณก็ต้องจ้างฝรั่งมาตรวจสอบแล้ว

3. วิธีมาตรฐานที่คุณต้องควานหาเอง ว่าใส่อะไรเท่าไหร่คือจุดที่เหมาะสม
เพราะตอนเริ่มต้นไม่ว่าประเทศไหนก็ไม่มีใครรู้สูตรที่ถูกต้องในการทำงานนี้
4. เวลาที่ใช้ ลองคิดถึงกระบวกการขั้นตอนทั้งหมดที่เล่ามา กว่าจะอ่านผลได้
นอกจากจะเป็นวิธีมาตรฐานแล้ว ยังเป็นวิธีเดียวที่สามารถบอกได้ว่า 
การฉีดวัคซีนยี่ห้อไหน สามารถป้องกันไวรัสสายพันธ์ไหนได้บ้าง
เพราะเราสามารถใช้ซีรั่มหลอดเดียวกัน เปรียบเทียบผลความแตกต่าง
ระหว่างไวรัสทุกสายพันธ์ทั้งที่มีตอนนี้ และในอนาคตได้

--

ทั้งหมดนี้ที่ขึ้นโฆษณาใน google หน้าแรกทำได้หรือเปล่า น่าจะมีคำตอบในใจ
คำถามแล้วเราจะยุ่งยากทำไม ก็เค้ามีชุดทดสอบทางการค้าก็แค่หยอดๆ ไป
ก็ได้ค่าออกมา จะไปยุ่งยากเสี่ยงตายเพื่ออะไร คำตอบคือ มันคือมาตรฐานที่จำเป็น
เราไม่สามารถคุยกับคนอื่นได้ ถ้าเราคุยกันคนละภาษา ในทางวิทยาศาสตร์ก็เช่นกัน
มันต้องสิ่งที่เห็นพ้องกันและพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้ถึงความน่าเชื่อถือของผลนั้น
แล้วถ้าการไปตรวจภูมิคุ้มกันตามสถานพยาบาลนั้นไม่น่าเชื่อถือ
ทำไมปล่อยให้มีการบริการได้ อันนี้หน่วยงานรัฐคงมีงานมากเกินไปมั้ง
 
-

สรุป ถ้าใครมาโพสต์ว่าไปตรวจภูมิมาแล้วได้ค่าเท่านั้นเท่านี้ ก็ปล่อยผ่านไป
แล้วถ้ามีใครมาออกข่าวว่า ทดสอบคนฉีดวัคซีนยี่ห้อนี้แล้วได้เท่านั้นก็ต้องลงไปถึงวิธีการที่ใช้
แน่นอนว่าผมคงไม่ได้บอกว่า วัคซีนยี่ห้อไหนดีกว่ายี่ห้อไหน ต่างกันไปกี่เท่า 
เพราะปัจจุบันยอมรับกันดีว่า

แม้วัคซีนแบบ inactivated แบบ 2 เข็ม จะให้ระดับภูมิคุ้มกันที่สูงพอจะป้องกันการติดเชื้อได้
ซึ่งระดับที่เราใช้คือมากกว่า 1/40 แต่มันก็ไม่สูงพอสำหรับการรับมือกับการกลายพันธ์
เหตุผลก็คือ การที่เราฉีดไวรัสเข้าไปทั้งตัว ร่างกายก็จะตอบสนองต่อ antigen site หลายตำแหน่ง
ทำให้กลายเป็นการผลิต Polyclonal antibodies  ต่างจากวัคซีนกลุ่ม mRNA 
ที่หลอกให้ร่างกาย
สร้างเฉพาะภูมิคุ้มกันที่จำเพาะต่อ spike protein ทำให้มีระดับภูมิคุ้มกันจำเพาะที่สูงกว่ามาก

ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ผลิตวัคซีนไม่ได้คิดไว้แต่ต้น ตอน SARS หรือ MERS โรคก็หายไปก่อนที่เราจะใช้วัคซีน
ดังนั้นจึงมีแต่ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีเทคโนโลยีและกำลังทางเศรษฐกิจสูงพอที่จะลงทุน
โดยการให้เงินลงทุนแก่บริษัทเอกชน จนได้วัคซีนที่เคยอยู่แต่ในกระดาษออกมาได้
ในขณะที่ประเทศในทั่วไปที่แม้จะมีความก้าวหน้า อย่างญี่ปุ่นหรีอเกาหลีใต้ยังตกรถ

ยกเว้นแต่ประเทศอังกฤษที่ยังพออาศัย AstraZeneca ช่วยประเทศในกลุ่มยุโรปออกมาได้
เพราะระดับภูมิคุ้มกันที่ได้จากวัคซีน viral vector หรือ mRNA อยู่ในระดับสูงเช่นเดียวกัน


EDIT 20/8/2564


หนึ่งวันหลังจากมีแถลงข่าวงานวิจัยก็มีดราม่ากันอีกแล้ว เหนื่อยเนอะประเทศไทย
เอาเป็นว่าคนธรรมดาอย่าผมเห็นอะไรในภาพนี้บ้าง เล่าแบบชาวบ้านๆ คุยกัน

หัวข้อโครงการ บอกวัตถุประสงค์ก็คือ เดิมเรามีวัคซีนเชื้อตายฉีดให้บุุคลากรทางการแพทย์ไป 2 เข็มเมื่อต้นปี
แต่ตอนนี้จะเห็นบรรทัดล่างใต้ชื่อเขียนว่า ผลของภูมิต่อสายพันธ์เดลต้า เพราะว่าเราคิดว่าสูตรเดิม ไม่น่าเอาอยู่
 จึงการเป็นโครงการเปรียบเทียบระหว่าง ฉีดวัคซีนเชื้อตาย 1 เข็มกับไวรัลเว็คเตอร์ 1 เข็ม
เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ฉีดเชื้อตายไป 2 เข็ม อย่างบุุคลากรทางการแพทย์แล้วกระตุ้นด้วยไวรัลเว็คเตอร์ 1 เข็ม  

ดูจากรูปล่างสุดคือกลุ่มประชากร บอกว่าใครฉีดอะไรไปแล้วบ้าง เริ่มจาก SV 2 เข็ม
มีเลข n=50 คือตัวอย่าง 50 คน GM=24.31 คือค่าเฉลี่ยภูมิคุ้มกันในกลุ่มนี้ แสดงในรูปเป็นเส้นสีน้ำเงินให้ดูง่ายๆ
 Min= 10 แปลว่า ทุกคนมีภูมิมากกว่า 10 เส้นประสีแดงคือระดับภูมิที่น้อยที่สุดที่วิธีนี้ตรวจจับได้  
เหนือขึ้นไปเป็นวงกลมคือค่าการกระจายตัวของระดับภูมิมิคุ้มกันแต่ละคน จะเห็นว่า แตกต่างกันเยอะ
 
แกนกราฟทางซ้าย คือระดับภูมิคุ้มกันโดยวิธี PRNT50 ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานที่เล่าไปข้างบน
แสดงเลขเป็น log คือ ขีดแรกที่ห่างจากเลข 10 คือ 20 และต่อกันขึ้นไปจนถึง 100 
จาก 100 ไป 1000 ก็เช่นเดียวกัน เพื่อลดสเกลไม่งั้นกราฟที่ 10000 จะสูงเลยรูปนี้ไป

พอเราดูรูปนี้เป็นก็ง่ายแล้ว แต่สิ่งที่เค้าไม่ได้บอกคือ แล้วภูมิแค่ไหนล่ะที่เราจะไม่ติดสายพันธ์นี้
คนสองคนที่มีภูมิคุ้มกันเท่ากัน ไม่ได้แปลว่าจะติดหรือไม่ติดโรคนี้เหมือนกัน เพราะมันมีปัจจัยอีกหลายอย่าง
ข้อมูลนี้ต้องมาจากการทำการวิจัยอีกมากเพื่อจะจับคู่ระดับภูมิคุ้มกันกับผู้ผู้ป่วยจริงในภาคสนาม
แต่อย่างที่เคยบอก ผมมีตัวเลขในใจ คือ 4 เท่าของระดับของภูมิคุ้มกันที่ตรวจวัดได้ นั่นก็คือ 10

ถ้าตั้งเป้าไว้แบบนี้ เราจะแปลรูปนี้ออกมาได้ประมาณว่ามีสามกลุ่ม โดยการคิดคำนึงว่า
ยิ่งระดับภูมิคุ้มกันผ่านไปนานมันก็จะน้อยลง ฉนั้นกลุ่มที่เริ่มต้นต่ำๆ จะมีความเสี่ยงสูง

กลุ่มแรก SV+SV,  AZ+SV
กลุ่มสอง SV+SV+Sinoparm, SV+AZ และ AZ+AZ
กลุ่มที่สามคือ Pfizer+Pfizer, SV+SV+AZ และคนที่หายป่วย

แปลในแปลก็คือ การฉีดวัคซีนเชื้อตายสองเข็ม ไม่เพียงพอต่อการป้องกัน
การฉีดสามเข็มจะทำให้ภูมิเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ก็ยังน้อยกว่า 2 เข็มแบบสลับ ที่ต้องเริ่มต้นจากเชื้อตายต่อ
ด้วยไวรัลเว็กเตอร์ หรือ mRNA เท่านั้น การฉีดที่ตรงข้ามจะให้ผลไม่ต่างจากการฉีดเชื้อตาย 2 เข็ม
ส่วนที่มั่นใจได้มากที่สุดตอนนี้ คือ mRNA สองเข็มหรือบุคคลากรทางแพทย์ที่กระตุ้นเข็มสามด้วยวัคซีนอื่น
ซึ่งหลังจากนี้ จะเป็นกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับวัคซีนกระตุ้นเข็มต่อไปยาวนานที่สุด

 



Create Date : 15 กรกฎาคม 2564
Last Update : 20 สิงหาคม 2564 16:28:31 น.
Counter : 497 Pageviews.

5 comments
(โหวต blog นี้) 
แจกโค้ดแต่งบล็อก - ดอกซากุระตกลงมาจากหน้าจอ LittleMissLuna
(26 ก.ย. 2564 02:19:29 น.)
สำนวนที่น่าสนใจใน นวนิยาย เรื่อง คู่กรรม อาจารย์สุวิมล
(26 ก.ย. 2564 18:56:42 น.)
ชวนอ่านชวน "ชมสวน" : ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช มาช้ายังดีกว่าไม่มา
(15 ก.ย. 2564 21:10:59 น.)
นิทรรศการอารยธรรมวิวัฒน์ : ลพบุรี-ศรีรามเทพนคร (ภาคผนวก) ผู้ชายในสายลมหนาว
(8 ก.ย. 2564 11:29:38 น.)

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณหอมกร, คุณทนายอ้วน, คุณnewyorknurse, คุณtuk-tuk@korat, คุณอุ้มสี

  
เมื่อเย็นเพิ่งดูข่าว มีรายหนึ่ง ผลตรวจออกมา ไม่มีภูมิอะไรสักอย่าง...มันเป็นไปได้เหรอคะ แม้แต่ภูมิคุ้มกันเดิมของตัวเองก็ไม่มี

เค้าบอกปาว ๆ ว่าไม่จำเป็นต้องตรวจหาภูมิ ใช้สำหรับงานวิจัยเท่านั้น เห็นแห่กันไปตรวจ แล้วมาแชร์ในโชเชียลทีนี้ก็ตรวจกันใหญ่เลยสิ เห็นแล้วเหนื่อยค่ะ
โดย: สายหมอกและก้อนเมฆ วันที่: 15 กรกฎาคม 2564 เวลา:19:18:23 น.
  
เป็นไปได้ทุกอย่างละครับ พวกที่เป็น immunotolerant ทำให้เกิดสภาวะ immunodeficiency ซึ่งอาจเป็นมาแต่กำเนิด เรียกว่า primary เช่น โรคทางพันธุกรรม หรือเป็นในภายหลัง เรียกว่า secondary เช่น คนที่มีเชื้อ HIV คนที่ได้รับยาบางอย่าง

แต่คนกลุ่มนี้ต้องรู้ตัวอยู่แล้วว่า ชีวิตเค้าไม่ปรกติ ไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปแน่นอน เพราะเค้าจะอ่อนแอกว่าคนทั่วไป ติดเชื้อได้ง่าย เอาแบบไม่ลึกลงไปกว่านี้ คือ ถึงอย่างไรคนต้องมีระบบภูมิคุ้มกันระบบใดระบบหนึ่งอยู่ดี ไม่งั้นแค่จุลินทรีย์ในร่างกายก็สามารถฆ่าเราได้ คำว่า 0 ยากมาก

แต่เป็นคำถามที่น่าสนใจเพราะผมยังไม่ผ่านตางานวิจัยในคนกลุ่มนี้เลย ว่าเราจะแก้ปัญหาอย่างไร เข้าใจว่าทุกวันนี้ แค่ให้ครอบคลุมคนส่วนใหญ่ ก็ยังไม่สามารถตอบคำถามได้หมด คนส่วนน้อยต้องรอไปก่อน
โดย: ผู้ชายในสายลมหนาว วันที่: 15 กรกฎาคม 2564 เวลา:20:56:35 น.
  
ตอนแรกเป็นนักโบราณคดี
ตอนนี้เป็นนักวิทยาศสตร์ไปแล้วนะ

โดย: หอมกร วันที่: 16 กรกฎาคม 2564 เวลา:8:00:10 น.
  
ตอนนี้เหนื่อยกับข่าวค่ะ
โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 9 สิงหาคม 2564 เวลา:13:28:06 น.
  
อุ้มฉีดชิโนแมกไปล่ะสองเช็ม
สม๊อกเมื่อหลายวันก่อนผลก็เป็นลบ
เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปเข้าคิวสม๊อกอีกที
ลงชื่อไว้แล้วเขานับ 1 พันคน
้เป็นคนที่ 231
โดย: อุ้มสี วันที่: 9 สิงหาคม 2564 เวลา:23:46:24 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Nontree.BlogGang.com

BlogGang Popular Award#17



ผู้ชายในสายลมหนาว
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 20 คน [?]

บทความทั้งหมด