:::ผี:::

.....ผี......

มีหลายคนเคยบอกกับผมว่า ผีไม่มีในโลก ผมก็เชื่อเช่นนั้น แต่ผมเป็นคนกลัวผี แต่ไม่มาก จนขี้ขึ้นสมอง....

หากแต่บางสถานที่ บางเวลา ขณะอวลกรุ่นของกลิ่นเผาไหม้ผิวเนื้อหนัง ร่างศพไร้วิญญาณ ของคนที่ไม่เคยรู้จักมักคุ้น ยังไม่ทันจางกรุ่นกลิ่น และผมต้องนอนอยู่คนเดียวในบ้านหลังหนึ่ง ที่กลางหุบเขาไกลโพ้น อันไม่ใช่สถานที่คุ้นชิน และถูกติดตามด้วยจินตนาการต่อเนื่องจากคำบอกเล่าของเด็กเล็กไร้เดียงสาคนหนึ่ง จนยากจะสลัดหลุดภาพนั้นได้ทันก่อนตะวันตกดิน......

*************************************

พลันภาพอันน่าสะพรึงกลัว ก็ย้อนกลับเข้ามาอีกครั้ง

ผมขดขมวดร่างอีกครั้งแทบเป็นวงกลมอยู่ใต้ผ้าห่มซ้อนผืน ที่หนาจนหนักขณะคลุมทับ สองมือตัวเองประกบแนบติดกันสอดผ่านช่องหว่างขา เข้าใจว่าต้องโผล่พ้นออกไปทางตูดแน่นอน แต่โผล่ออกไปมากน้อยเท่าใดไม่สาธยาย

มีเสียงแกรกกรากก่อกวนเข้ามาเป็นระยะอยู่บนหลังคาสังกะสี บ้านพักครูหลังนี้

เมื่อคืนก่อนมีเสียงดังเช่นนี้หรือเปล่าหนอ ผมตั้งคำถามในใจตัวเอง เพื่อเบี่ยงเบน ขณะความรู้สึกเริ่มเตลิดเปิดเปิงไปกับภาพจินตนาการที่น่าสะพรึง ....อย่างยากจะฉุดรั้ง

ความรู้สึกขณะนี้หนาวขนาดไหน ไม่รุ้แล้ว

พลัน วูบภาพอันน่าสะพรึงก็ย้อนกลับเข้ามาอีกครั้ง.......

อนิจจา.......

*************************

ปลายปี 2536 ผมพาตัวเองหลีกหนีวิถีเมือง อ้างเหตุช่วงแห่งการแสวงหาความหมายแห่งชีวิต โดยไปเป็นครูอาสาอยู่กับนักเรียนกลางหุบเขา ที่จังหวัดน่าน

โรงเรียนบ้านยอด โรงเรียนระดับประถมศึกษา มีนักเรียนประมาณแปดสิบคน โรงเรียนที่เสมือนถูกโอบกอดอยู่ในกลางอ้อมภูเขาสูงและป่ารกทึบ รายรอบบริเวณโรงเรียนคือหมู่บ้านเล็ก ๆ ประมาณ 60 หลังคาเรือน กระจัดกระจายตั้งอยู่ตามเชิงเขาสูง

ผมกระโดดขึ้นรถบัสนักศึกษาชมรมวรรณศิลป์มหาวิทยาลัยรามคำแหง มาเพื่อขับขานบทเพลงผ่อนคลาย ในงานกิจกรรมการออกค่ายอาสา สร้างโรงอาหาร ที่โรงเรียนแห่งนี้

ที่นี่มีครู 5 คน แต่ที่สอนจริง ๆ แค่ 2 คน ที่เหลือนอกนั้นไม่รู้ไปติดราชการอยู่หม่องใด๋เป็นเดือนเป็นปี

เสร็จสิ้นกิจกรรมออกค่ายของนักศึกษา ผมไม่ได้ติดรถบัสกลับไปด้วย

ผมตัดสินใจอาสาเป็นครูช่วยสอนนักเรียน ต่อที่นี่ พร้อม ๆ กับใช้วันว่างสร้างสรรค์งานกวี และเขียนเพลง ตามอารมณ์ศิลปิน ท่ามกลางบรรยากาศม่านหมอกกลางฤดูหนาว

บ้านพักครูสองชั้น แยกห้องสองห้องคนละฝั่งบ้าน

ครุนิยม คือครูที่พักอาศัยประจำอยู่ก่อน ส่วนผมคือแขกผู้ผ่านทางมา พร้อม ๆ กับอุดมการณ์ และหวังพักพ้นจากวิถีเมือง ที่อยู่ในสถานะของคนไร้ที่ซุกหัวนอน เพราะเจ้าของบ้านเช่าซอยเทพลีลา หน้าราม เพิ่งอัญเชิญผมออกจากห้องเนื่องจากขาดส่งค่าเช่า รายเดือน

วิถีกวีผู้ปฏิเสธวิถีเมืองชั่วคราว เพราะความจำเป็น และลำเค็ญกับความไม่แน่นอนของรายได้ขายงานกวี

*****************************

ประมาณครึ่งเดือนที่ได้อยู่.......

และแล้วสิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นกับคนในหมู่บ้าน

ค่ำคืนลอยกระทงของหนาวปีนั้น ผู้ใหญ่บ้านพาลูกบ้านจำนวนหนึ่งขึ้นรถปิ๊คอัพไปเที่ยวงานลอยกระทงที่ตัวอำเภอ แล้วเกิดประสบอุบัติเหตุ มีผู้เสียชีวิตถึงสองคน

ศพของผู้เสียชีวิตถูกนำกลับมาตั้งศพสวดบำเพ็ญกุศลก่อนฌาปนกิจที่บ้านหลายคืน ผมเองก็ได้ไปร่วมงานสวดศพเกือบทุกคืน จนกระทั่งวันเผาศพผมไม่มีโอกาสได้ไปร่วมงานเผาศพด้วย เพราะติดงานสอนและคอยดูแลนักเรียนทั้งหมด ของโรงเรียน

และวันนั้นครูนิยมก็ไม่อยู่เพราะแกตัดสินใจลาการสอนกลับไปบ้านของแกที่ตัวจังหวัดน่าน โดยมีหมายกำหนดลาถึง 2 วัน

หากผมเอะใจสักนิด ผมควรจะขอวิงวอนกับครูนิยม แบบขอสักครั้งเถอะ ว่าอย่าเพิ่งลากลับบ้านเลยในช่วงนี้

ต่ผมเป็นคนไม่รอบคอบ ไม่ได้คิดการ์ณไกล

“ครู ครู ผีขาชี้เด่เลย” เพ็ง เด็กชั้นปอสอง เสือกทะลึ่งมาบอกเล่าภาพพิธีการเผาศพ 2 ศพ เมื่อช่วงบ่าย ตามประสาซื่อของเพ็ง ที่ได้ไปร่วมงานศพ และได้อยู่ร่วมในพิธีเผาศพขณะไฟเริ่มลุกท่วมโลงและเชิงตะกอน แต่จะโทษเพ็งฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ ถ้าผมไม่เสือกทะลึ่งไปถามเขาก่อน

ผมไม่รู้ว่าพิธีเผาศพที่หมู่บ้านนี้เป็นเช่นไร แต่พอเพ็งบอกว่า “ผีขาชี้เด่” จินตนาการของผมก็บรรเจิดเตลิดไปถึงกองฟืนสูง ๆ กลางลานโล่งของป่าช้า และบนกองฟืนก็ถูกเทินด้วยโลงพร้อมศพคนตาย อาจเป็นไปได้ขณะไฟกำลังลามไหม้ไม้โลงจนทะลุรอบ ภาพศพที่อาจเพิ่งเริ่มสู่ขบวนการเผาไหม้อย่างเต็มรูปแบบย่อมเห็นชัด เป็นเงางึมดำในกองเพลิง พร้อมกลิ่นเผาไหม้เนื้อหนังทีโชยคลุ้งเคล้ากลุ่มควัน จะแปลกอะไรหากเสียงปะทุฟืนและเสียงแตกตัวของเนื้อหนัง และการยืดหดของเส้นเอ็น ข้อกระดูก กะโหลก และปฏิกิริยาเนื้อ น้ำในร่างระหว่างการเผาไหม้จะเร่งปฏิกิริยาให้บางส่วนของร่างกายเกิดการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว คือวาระหนึ่งเพื่อไปกลับสู่การกลายเป็นเถ้าธุลี ในวาระต่อไป

แต่ผมไม่ควรเอื้อนเอ่ยถาม ให้เพ็งเขาต้องเล่าบอกเลย

แต่ก็ช้าไป......

ผมมันคนไม่รอบคอบ คืนนี้ผมต้องนอนคนเดียว....................ในบ้านพักครูหลังนี้

เพ็งบอกว่า “ป่าช้าก็อยู่หลังดงไม้ ห่างจากบ้านพักครูไปนิดเดียวเอง”

“ไอ๊หยา.......”

***********************

ตะวันตกดิน ฟ้าไม่ทันมืดสนิท ผมก็ซุกตัวอยู่ใต้ชั้นผ้าห่มเรียบร้อยแล้ว

แต่สิ่งที่ยังไม่เรียบร้อย ก็คือสภาพจิตใจที่หนักอึ้งด้วยภาระของภาพที่ยากจะสลัดหลุด เพื่อฝ่าฟันในพ้นข้ามผ่านคืนนี้ไปให้ได้

ผมต้องการก้าวสู่วันใหม่อันสดใสกว่า.......บรื๊อออออ....

แต่ในระหว่างการฝ่าข้ามนี่สิ เราจะเจอสิ่งไม่คาดฝันและสิ่งที่ไม่อยากจะเจอไหมหนอ.........

เพียงแค่ครึ่งชั่วโมงให้หลัง หลังหลบตัวใต้ผ้าห่ม กลยุทธ์เกือบทุกกระบวนท่าเพื่อนำพาตัวเองให้เข้าสู่สมาธิ อันเป็นวิธีนำพาก้าวไปสู่การปิดเปลือกตานอนแบบหลับสนิทที่สุด ก็ถูกนำมาใช้จนหมดทุกกระบวนท่า ไม่ว่าจะเป็นการนับแกะ หายใจเข้า หายใจออก นับหนึ่งถึงสิบ โอ๊ย สารพัดวิธีที่นำออกมาใช้

แต่...มันไม่ได้ผล

เปลือกตาปิดสนิทและไม่อาจหลับสนิท ขณะใจกลับย้อนวนไปที่ภาพจินตนาการ เชิงตะกอน และศพเคลื่อนไหว หงิกมือ งอขา กลอกตา โก่งตัว ขาชี้เด่ อยู่อย่างนั้น

เวลาผ่านไป.......

ภายใต้ความมืดดำและเงียบสงัด

พลันภาพอันน่าสะพรึง ก็ย้อนกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับเสียงแกรกกรากผิดปกติ ดังมาเป็นระยะ อยู่บนหลังคาสังกะสิ บ้านพักครู...

เกิดอะไรขึ้น....

ผมปิดเปลือกตาจนรู้สึกได้ว่าเป็นการจงใจปิดแบบเกินจริงและรู้สึกปวดตา ถึงจะปิดสนิทเพียงใดภาพอันน่าสะพรึงกลัวก็ยังทยอยเข้ามาอีก ท่ามกลางสภาวะการพยายามอย่างเต็มกำลังที่จะผลักภาพเหล่านั้นออกไปให้พ้นมโนนึก........

“ลูกแกะหนึ่งตัว ลูกแกะสองตัว ครูครับขาชี้เด่เลย ......หนึ่ง...... หนึ่ง..... สอง...... สอง.......สาม...ครูขาชี้เด่เลย ครุขาชี้เด่เลย......พุท....โธ......พุท.....โธ.......พุท.....ครูขาชี้เด่ ขาชี้เด่.........อะระหังสัมมา.....ครูขาชี้.......หนึ่ง สอง ขาชี้เด่ ...โธ....พุทธ.....โธ......ขาชี้ .....ลุกแกะ หนึ่งตัว ลูกแกะ ป่าช้าอยู่หลังบ้านครูนี่เอง อะระหังสัมมา ขาชี้เด่เลย..........สวากขาโต........ ขาชี้เด่เลยครู......อนิจจา

ผมรู้สึกเหนื่อยล้าและหวาดผวาเกินกว่าจะควบคุมสมาธิตัวเองแล้ว.......ค่ำคืนนี้

นานเท่าไรไม่รู้ได้ ผมมารู้สึกตัวอีกที ก็ต่อเมื่อได้ยินแว่วเสียงเด็กนักเรียน จ๊อกแจ๊ก มาจากสนามฟุตบอล แสดงว่าเด็ก ๆ เริ่มมาโรงเรียนแล้ว ผมรู้สึกโล่อก ที่ผ่านพ้นค่ำคืนมาได้ มีเสียงมาจากห้องของครูนิยม แสดงว่าครูนิยมอาจจะกลับมาแล้ว ลาไป 2 วัน แต่อาจเป็นเพราะห่วงเด็ก ๆ ครูนิยมจึงรีบกลับมาให้ทันช่วงเช้านี้ โดยลาแค่วันเดียว ผมค่อย ๆ เปิดเปลือกตา บิดขี้เกียจ ยืดแข้ง ยืนขา อยุ่ใต้ผ้าห่มหลายผืนคลุม ห้องยังมืดสนิท เพราะหน้าต่างปิดหมดทุกบาน และยังไม่มีแสงเล็ดลอดเข้ามา อาจจะยังเช้าเกินไป คิดพลางกดแสงไฟนาฬิกาข้อมือดู...............

พระเจ้า. ให้ตายเถอะ..... ตัวเลขที่นาฬิกา บอกเวลาขณะนี้คือ ช่วงสี่ทุ่ม ....

นาฬิกา อาจเสีย ผมค่อย ๆ ชันตัวลุกขึ้น ปลดกลอนหน้าต่างหัวนอน แง้มออกดูข้างนอก

พลันผมก็รีบดึงบานหน้าต่างกลับลงกลอนอย่างรวดเร็ว แล้วรีบซุกตัวลงใต้ผ้าห่มอีกครั้ง ขดขมวดตัวปิดเปลือกตาจนรุ้สึกปวด นิ่ง นอนฟังเสียง....รอบข้าง

ทุกสิ่งทุกอย่างรอบบริเวณยังเงียบสนิท ไม่ได้ยินเสียงใด ๆ นอกจากลมหายใจหอบถี่ของตัวเอง

ที่ผ่านมาสักครู่คือฝันไป

เสียงเด็ก ๆ ที่สนามฟุตบอลที่ได้ยิน ... คือฝันไป

เสียงเคลื่อนไหวในห้องพักครูนิยม ..... คือฝันไป

ผมภาวนาให้เป็นเช่นนั้น

ผมภาวนาให้เสียงที่แทรกอยู่ในความฝันทั้งหมดทั้งมวล ไม่ใช่เสียงที่ได้ยินจริง ๆ...........

เสียงนกกลางคืนส่งเสียงแหวกความเงียบมาจากท้ายบ้าน............อย่างน่าสะพรึง.........

......“ป่าช้าก็อยู่หลังดงไม้ ห่างจากบ้านพักครูไปนิดเดียวเอง”.....

ผมเริ่มทำสมาธิอีกครั้ง เพื่อต่อสู้และผลักดันภาพบางอย่างออกไปให้พ้น เพื่อผมจะได้ผ่านค่ำคืนอันเงียบเย็น มืดดำ จินตนาการอันน่ากลัว นี้ไปสู่รุ่งเช้าแห่งความจริง เสียที

........พุทธัง ภะวะวันตัง อภิวาเทมิ สวากขา ....ขา...ขาชี้เด่เลยครู..........จบกัน บรื๊ออออออ......

มีหลายคนเคยบอกกับผมว่า ผีไม่มีในโลก ผมก็เชื่อเช่นนั้น แต่ผมเป็นคนกลัวผี แต่ไม่มาก จนขี้ขึ้นสมอง.... คุณเชื่อผมมั๊ย?

**********************************




Create Date : 16 กันยายน 2550
Last Update : 16 กันยายน 2550 13:48:50 น.
Counter : 504 Pageviews.

4 comments
คีตะขนมปัง - - ขนมปัง ยีสต์ธรรมชาติ อบร้อน nonnoiGiwGiw
(18 ก.พ. 2563 12:03:19 น.)
นุ่งซิ่นชมสวน2/2563 ตะลีกีปัส
(18 ก.พ. 2563 16:17:30 น.)
เมื่ออ้อมแอ้มมาเรียนเต้นรำเพื่อสุขภาพทุกวันอังคารค่ะ คนผ่านทางมาเจอ
(18 ก.พ. 2563 19:55:05 น.)
‘แสดงออกถึงความรัก’ กับคนรักของเรา (งานตะพาบครั้งที่ 246) comicclubs
(15 ก.พ. 2563 13:13:53 น.)
  
อะโหย....พี่ท่าน

ไม่รู้นะเนี่ย ไม่งั้นแวะมา "ฉาว" กะพี่ท่านนานแล้วเนี่ย

เดี๋ยวจะแวะมาอ่านให้ครบจบกระบวน
แต่ถ้าจะนานแฮะ...พี่ท่านขยันเขียนบล๊อคเหลือเกิน
เมื่อไรปลายแปรงจะขยันได้ขนาดนี้เนี่ย...

สงสัยชีวิตจะสุขสบายเกินไปซะแล้ว.....
เอาล่ะ...ออกท่องเที่ยวดีกว่าเรา

โดย: ปลายแปรง วันที่: 16 กันยายน 2550 เวลา:14:48:12 น.
  
ผมเชื่อเรื่องนี้มากเลย ใครไม่เชื่อลองมานอนกับผมนะแล้วจะรู้ว่าเรื่องพวกนี้เป็นของจริง เพราะผีมักจะมาหาผมบ่อย
จากแลคต้าที่ไม่เคยเชื่อแถมแกมหลบหลู่ แต่ตอนนี้เป็นแลคต้าที่หูตูบเมื่อเห็นผีมาเต็มสองตา
โดย: RLacta วันที่: 16 กันยายน 2550 เวลา:20:05:46 น.
  
สวัสดีครับคุณลำภา

ยินดีทุกครั้งที่คุณเข้าไปทักทายที่บล็อก

แปลกใจจริงเวลาที่ผมนึกถึงชื่อคุณ
ทำไมชอบนึกถึงร้านเหล้าตอร์ตีญ่าแฝล็ตก็ไม่รู้ (ที่ตั้งอยู่ตีนสะพานหัวช้าง ของณรงค์ พ้ว กำกับดูแลอยู่ในยุคหลายปีล่วงมาแล้ว)

ทั้งที่ผมไม่เคยได้พบคุณที่นั่นเลย แต่ผมเคยพบอังคาร จันทาทิพย์ที่นั่น

แต่ก่อนผมเคยเห็นชื่อคุณเขียนบทกวีบ่อยพอสมควรตามหน้านิตยสาร คุณมีวงชื่อ "ล้อเกวียน" ด้วยหรือเปล่านะ ขอโทษถ้าผมจำผิด

แต่ที่ผมจำชื่อคุณได้แม่น แต่มักเขียนนามสกุลคุณผิดเพราะอะไรรู้ไหม ?

เพราะฃื่อของคุณใกล้เคียงกับเพื่อนรุ่นพี่ที่รักใคร่ชอบกันคนหนึ่ง สมัยที่ผมยังชอบดื่ม เพื่อนรุ่นพี่คนนี้ก็ชอบร้องเพลง เล่นกีต้าร์ เขียนรูป และที่ชอบเหมือนกันกับผมอยู่อย่างคือชอบดื่มในตอนนั้น

ไม่รู้คุณเคยได้ยินชื่อนี้หรือเปล่า "ลำเนา ศรีมังคละ"

ชื่อจริงคือ ชุมพล อุตรพงษ์ (ผมไม่มั่นใจว่าเขียนนามสกุลของเขาผิดหรือเปล่า) เขาเป็นพี่ชายแท้ๆของ "คำปัน สีเหนือ" ไท่รู้ว่าคุณรู้จักหรือเปล่า ?


ชื่อลำเนา ศรีมังคละ เป็นชื่อที่พี่อาจินต์ ปัญจพรรค์ตั้งให้

เขาเขียนเรื่องสั้นและเขียนรูปประกอบอยู่ที่ฟ้าเมืองทอง ไม่รู้ว่าคุณเกิดทันนิตยสาร ฟ้าเมืองทองยุครุงโรจน์หรือเปล่า ?

กับรุ่นราวคราวเดียวกันกับคุณ ที่เรียกว่าพูดคุยกันอย่างสนิทมากกว่าคนอื่นๆหน่อยก็คือ พิทักษ์ ใจบุญ ทั้งที่ไม่เจอกันบ่อย สำหรับผมแล้วผมว่าเขาเป็นผู้ชายที่พูดเหน่อที่มีเสน่ห์ที่สุดนับแต่ได้ยินคนพูดเสียงเหน่อมา

แต่ผมยังไม่เคยพบหน้าและฟังเสียงพูดเหน่อๆของคุณเลย ได้ยินเต่เสียงเพลง เพลงก็เหน่อแบบเพลง


เห็นความสม่ำเสมอในการเขียนบล็อกของคุณแล้วรู้สึกดีครับ สัมผัสได้ว่าคุณทำทุกอย่างด้วยใจรักจริงๆ ไม่ว่าจะเขียนเพลง เขียนบทกวี ผมมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า ถ้าเริ่มต้นด้วยใจรักก่อนอื่นแล้ว ทุกอย่างก็จะตามมาเอง ไม่ว่าเราจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

คุณชอบอ่านหนังสือไหมครับ ?

ผมว่า"การอ่าน" ก็เป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งซึ่งนับเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับสิ่งที่คุณทำอยู่ทุกวันนี้


ด้วยมิตรภาพ

ผมขอแอ็ดบล็อกคุณไปว้ที่บล็อกผมบ้างก็แล้วกัน
โดย: พ่อพเยีย วันที่: 17 กันยายน 2550 เวลา:8:28:54 น.
  
เมื่อวานยังไม่ได้อ่าน
ก็เลยตามมาอ่านวันนี้อีกรอบ....วันละรอบ...วันละเรื่อง
น่าจะอ่านครบสักวัน...

แถมมาเจอตอ "พ่อพเยีย" ดักทางไว้ซะด้วย
โฮ่...โฮ๋.....คนสูงวัยนี่ชอบรำลึกความหลังเนอะ (จะรู้ไหมหว่าว่าเรานินทา)

เพราะปลายแปรงคงไม่รูจักแบที่พ่อพเยียรู้จักหรอกค่ะ...คนไกลปืนเที่ยงจากวงการบันเทิงน่ะ....เลยมืนบื้อเวลาผู้เฒ่าถามหาใครๆที่เคยรู้จัก...แฮ๋

นั่นไง..ว่าจะมาคุยเรื่องผี เลยออกเลซะเลย
ปลายแปรงก็ไม่ได้กลัวผีนะ แต่เกรงใจ ไม่อยากเจอเท่าไรหรอก....
พ่อเคยสอนว่า...อ้างพ่อ...ที่ลูกกลัวผี กลัวความมืดน่ะกลัวความคิดตัวเอง

เห็นเงาวูบไหว...ได้ยินเสียงแว่วผ่าน
จิตนั้นชักนำให้เราคิดว่า"เป็น"
ถ้าค่อยๆเหลือบแล และสังเกตให้ดีอาจเป็นแค่ใบไม้ไหว หรือแค่แมลงบินผ่าน
เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งด่วนตัดสินสิ่งที่เราไม่เห็นในความมืด....

ก็เลยทำให้ไม่กลัวความมืดหรือเปล่าก็ไม่รู้...เมื่อเด็กๆชอบดูดาว ดาวบ้านนอกฟ้าใสเห็นทางช้างเผือก ยิ่งดึกยิ่งสวย ต้องออกมาดูกลางทุ่ง
พ่อแกก็ขี้เกียจลุกมาเป็นเพื่อน ยิ่งหน้าหนาว...หนาวตายชัก
แกเลยสอนให้เราไปดูคนเดียวซะไป๊....

จริงๆแล้วกลัวคนค่ะ....
ผี..ถ้ามีสติ แล้วทำให้ให้เข็มแข็งขนมันจะวูบๆแล้วเขาก็จะผ่านไป...(มันวูบบ่อยน่ะ) เขาไม่สามารถทำอะไรเราได้หรอก แค่อยากบอกอะไรบางอย่างกะเราแต่พูดไม่ได้
แต่คนเป็นๆ...เห็นอยู่ตรงหน้า แจ่มชัด กลับพร่าลาง
บางครั้งไม่อาจวัดได้ว่าคนข้างหน้า...มิตร หรือศัตรู

น่ากลัวกว่าจม...
แต่ที่แน่ไ โรงเรียนเก่าๆ...ท่านผู้อยู่ต่างภพทั้งหลายก็เยอะจริ๊ง...จริงๆนะ อดีตคุณครูไม่ได้ คิดไปเองหรอก...แหงมๆ

แอดบล๊อคท่านพี่ไปแปะบ้านปลายฟ้าแล้วค่ะ จะได้ตามมาอ่าน มาฟังเพลงได้สะดวกหน่อย
โดย: ปลายแปรง วันที่: 17 กันยายน 2550 เวลา:15:13:19 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Folkner.BlogGang.com

โฟล์คเหน่อ
Location :
สุพรรณบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]

บทความทั้งหมด