Group Blog
 
<<
มกราคม 2550
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
18 มกราคม 2550
 
All Blogs
 
☼ ☼ ☼... TAG ..☼ ☼ ☼



TAG
มันคืออะไรครับเนี่ย
ต้องมานั่ง งง งง
แล้วไปหาบล๊อกคนอื่นมาอ่าน คริ คริ

๑.ประโยคแรกของชีวิต
เมื่อตอนสองขวบผมยังไม่ยอมพูดเลยนะครับ ที่บ้านกลัวว่าจะเป็นใบ้
ไปซะแล้ว ปกติคุณพ่อ คุณแม่ไปทำงาน
ให้คุณยายเลี้ยงผม
(ท่านเสียไปตอนผมอายุได้แปดขวบ)
คุณแม่เล่าให้ฟังว่า
ท่านรักผมมากเลี้ยงผมมาตลอด
อ้อคุณยายผมท่านเคยเป็นชาววังครับ
มีฝีมือทางด้านปักเย็บอะไรประมาณนี้
ตอนกลางวันก็จะมี
สมาคมคุณยายคุณย่าประจำซอย
แห่มาให้สอนการฝีมือ
ผมเองจะโดนดุ ไม่ให้เข้ามาใกล้
เพราะท่านกลัวผมจะโดนเข็มแทงเอา
ไล่ผมไปเล่นที่อื่นเสมอ
...
ฤกษ์งาม ยามดี ผมโดนคุณยายไล่เหมือนเคย
ก็หายไปหลังบ้านสักพัก
กลับมาหาคุณยายโดยเอาชายเสื้อห่อ
ก้อนดิน ก้อนหินไว้
แล้วหยิบมาปา โป๊ก โป๊ก
เข้ากลุ่มคุณย่า คุณยาย ที่นั่งล้อมอยู่แถวนั้น
หมากพลูกระเจิง
ไปคนละทิศละทาง
แล้วพูดว่า
"เอาให้แย่ " "เอาให้แย่ " "เอาให้แย่ "
คุณแม่เล่าให้ฟังว่า
คุณยายผมหัวเราะและพอคิดได้ก็ดีใจ
ที่ผมพูดได้สักทีครับ เอาตัวผมไปกอด
ไม่ตีสักแปะ
"เมื่อไม่ชอบ ก็ไม่สง ไม่สอนมันแล้ว"
(เขียนแล้ว คิดถึงคุณยายจังครับ)

๒.เขาวงกตและกับดัก
เมื่อโตเข้าเรียนชั้นประถมหนึ่งแล้ว
ผมนี่ขอสารภาพเลย
ชอบรังแกสัตว์เหมือนกัน
(แต่เพราะความอยากรู้นะครับ ตอนนี้ไม่แล้ว)
เช่น เอาสวิงจับแมงปอ สองตัว
แล้วเอาเชือกผูกหางทั้งสองตัว
ดูซิว่าแมงปอ สองตัวบินกันได้ยังไง
โดยแรงforceสวนกันทั้งสองด้าน
(ฉายแววเก่งฟิสิกส์ นิ)

เอาลูกอ๊อดมาว่าย
ในถ้วยน้ำแข็งใส่เฮลล์บลูบอย สีแดง
(ผมว่าเหมือนเฉาก๊วยน้ำแดงมาก) เ
อาไปให้พี่สาวข้างบ้านกิน
ดุ๊กดิ๊ก ดุ๊กดิ๊ก...
และตามคาดด้วยเสียงร้องวิ๊ดลั่นซอย
...
ช่วงที่หน้าบ้านมีการก่อสร้าง
ก็ไปเอาอิฐมาเรียงเป็นบ้าน
แล้วจับสัตว์มาอยู่เช่น จิ้งจก ตั๊กแตน เต่าทอง
หรือปู ซึ่งพิสูจน์มา
ปูเวิรค์สุดแล้วสำหรับเกมนี้
ปูจะเดินทางไปตามทางที่เราทำไว้
วกวน มีทางแยกซ้าย ขวา ให้ด้วย
ถ้าเดินลอดทางถูกออกไป
ก็จะโดนจับมาเดินใหม่อีก
จนกระทั่งเดินไปทางแยกที่เราอยากให้เดิน
(แล้วเสียเวลาทำทางแยกทำไมไม่รู้นะเนี่ย)
จนกระทั่งปูตกพลาดลงในหลุม
หรือกับดัก อิฐจะถล่ม
ผมเองจะเป็นพระเอกไปช่วยชีวิต
ปูร่องแร่งขึ้นมาเองครับ
เก่งไหม ซูเปอร์ฮีโร่จิ๋ว

๓.รถโฟล๊ค หน้าตึกแปด
ช่วงเรียนมัธยม
มีอาจารย์ผู้หญิงอักษรย่อ ส.ภาษาอังกฤษท่านหนึ่ง
ท่านอายุมากแล้ว
แต่ดุมากมาก ออกข้อสอบก็ประมาณหินอัคนี 8.89
มีดัชนีความแข็งเกือบเพชร

( ตอนนั้นบ่นกับเพื่อน
จะเรียนไปทำไมกันภาษาอังกฤษ เรียนไปก็ไม่ได้ใช้
อยู่เมืองไทย
ก็ต้องพูดเอาดีภาษาไทยกันสิฟะ..
เพื่อนส่ายหน้า บอกว่า
เออช่าย
กรูก็เห็นมึงเอาดีด๊อก คาบเส้นภาษาไทยทุกที
เหอ เหอ)

อาจารย์ ส. ท่านกรุณาให้เกียรติ
เป็นไม้เบื่อไม้เบากับแกงค์แปดเซียน
ของพวกผมนักหนา
ชอบตราหน้าว่าพวกลิงแปดตัว
เอาแค่ดียังไม่ได้เป็นประจำ
หรือช่วงพักคาบย่อยของวัน
แบ่งทีมไปเตะบอลในห้องแค่เนี้ย
ก้โดนเอาไม้มาตีหน้าแข้ง ป๊อก ป๊อก เรียงแถว
ทำการบ้านไม่ครบ ไม่ทัน
ก็โดนบวกไปอีก
ชีวิตหนอชีวิตเศร้าจริงจริงผม
...
ผมว่านะ
โลกของท่านอาจารย์ ส. คงมีความสุข
กับการรังแกเด็กมัธยมต้นอย่างพวกผมซะเหลือเกิน
จริงไหม
...
พวกเราเลยมาสังเกตกัน
ชีวิตท่านเริ่มต้นที่หกโมง สิบห้า
ขับรถโฟล๊คสีเทา
มาจากประตูใหญ่ เลี้ยวตามทางเลาะสนามบอล
มาจอดที่
ข้างต้นสนประดิพัทธ์โกร๋น หน้าตึกแปด
อาจารย์ ส.ท่านจะขยับแว่น มองกระจก
หยิบกระเป๋าและเตรียมการสอนจากที่นั่งด้านคนขับ
ลงจากรถ ล๊อกรถ
เดินอ้อมไปด้านหลังรถ เข้าประตูขึ้นตึกแปด
ด้านซ้ายที่มีห้องน้ำอาจารย์สตรีอยู่
มองซ้ายขวา
หาเด็กโชคร้ายสักคนมาถือของ
เอาไปไว้ที่ห้องพักครู
เมื่อแปดโมงตรง ก็เริ่ม ทรมานพวกนักเรียน ตามห้องต่างจนครบ
สามโมงครึ่ง ออดเลิกเรียน
จนสี่โมงยี่สิบ ก็เดินจากห้องน้ำ อ้อมหลังรถ
ไปไขกุญแจเปิดประตู สตารท์เครื่องแล้วออกไป
โลกของท่านวนเวียนเคยชินมาแบบนี้ ยี่สิบกว่าปีแล้วน่ะครับ
...
พวกเรามองซุ่ม แล้วก็ประชุมลับตกลงกันว่า
ฮ่า ฮ่า ฮ่า
....
วันนี้ เป็นวันธรรมดาน่าจะเหมือนทุกวัน
ชีวิตอาจารย์ท่านเริ่มต้นที่หกโมง สิบห้า ขับรถโฟล๊คสีเทา
คันเดิมเลี้ยวจากประตูใหญ่ ตามทางเลาะสนามบอล
มาจอดที่ข้างต้นสนประดิพัทธ์โกร๋น หน้าตึกแปด
อาจารย์ ส.ท่านจะขยับแว่น มองกระจก
หยิบกระเป๋าและเตรียมการสอนจากที่นั่งด้านคนขับ
ลงจากรถ ล๊อกรถ เดินอ้อมไปด้านหลังรถ เข้าประตูขึ้นตึกแปด
ด้านซ้ายที่มีห้องน้ำอาจารย์สตรีอยู่
มองซ้ายขวา หาเด็กโชคร้ายสักคนมาถือของ เอาไปไว้ที่ห้องพักครู
วันนี้โชคดีไม่มีใครผ่านมา ท่านหงุดหงิดมาก
ต้องถือเข้าห้องเอง
สามโมง ก่อนออดเลิกเรียน
พวกเราในกลุ่มแปดเทพ
ทะยอยไปเข้าห้องน้ำ ทีละคน ทีละคน
ไปรวมตัวหน้ารถโฟล๊คสีเทา ที่สั่นผวาใต้เงาสน
โลกเงียบสงัด สวรรค์เป็นใจยิ่งนัก
กลางสายตาหื่นกระหายของเด็กชายทั้งแปด
พวกเรายกรถหมุน หันไปอีกทางตรงกันข้าม
แล้วกลับเข้าห้อง
...
สามโมงครึ่ง ออดเลิกเรียน
จนสี่โมงยี่สิบ ก็เดินจากห้องน้ำ อ้อมหน้ารถ
พวกเราซุ่มดูตามจุดต่างต่าง กระจายกัน
โลกของท่านวนเวียนเคยชินมาแบบนี้ ยี่สิบกว่าปี
วันนี้ เหอ เหอ
ไปไขกุญแจเปิดประตู แต่ไขไม่ได้
ท่านแหย่กุญแจเข้าไป ไขไม่ได้
(พวกเราเริ่มหัวเราะกลิ้ง ตามจุดซุ่มต่างต่าง)
อ้าวทำไมเป็นหลังรถล่ะ หน้ารถหายไปไหน
ท่านเริ่มส่งเสียงโวยวาย ไปตามครูที่ห้องพักครู
ภารโรงมาดู บอกว่ารถมันไม่ได้จอดแบบนี้
เป็นไปได้ยังไง ฉันต้องจอดหันหน้าแบบนี้
ทุกคนได้ฟังก็ทำหน้า งง งง
บอกว่าอาจารย์อาจจะลืมไปมั้งวันนี้ ว่าจอดแบบนี้
ท่านเถียง ขึ้นเสียงใหญ่ บอกว่าไม่ใช่ฉันขับตามถนนมาแบบนี้
ต้องจอดแบบนี้สิ ทุกคนก็เริ่มจากไป ทีละคน
จนหมด
(พวกเราเริ่มหัวเราะน้ำหูน้ำตาไหลแล้ว)
โลกของท่านวนเวียนเคยชินมาแบบนี้ ยี่สิบกว่าปี
แต่มาวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า
...
และทุกเช้าหกโมงสิบห้า
เหมือนทุกวัน
เมื่อท่านลงจากรถแล้ว
เดิม แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมา
ท่านจะต้องหาใครสักคนแถวนั้น
เรียกมาให้รู้ว่าท่านจอดรถหันไปแบบนี้
อิอิ
อาจารย์ ส.ที่เคารพครับ
กระผมในนามของแปดเซียน
(ตอนนี้บางคน พูดภาษาอังกฤษก๋อยก๋อยชัดกว่าภาษาไทยซะอีกนั่น)
ผิดไปแล้ว ผมมารู้ความหวังดีของอาจารย์ที่ทำไปเพราะอยากให้เราได้ดีน่ะเอง
กราบขอประทานโทษด้วยครับอาจารย์


๔. เพื่อนกินหาง่ายง่าย ถ้าคล้ายบัณฑิตจะพาไปหาผล
ตอนเข้ามหาวิทยาลัยปีหนึ่ง
พวกเราที่มีท่าทะมัดทะแมง
โดนเกณฑ์แบบไม่เต็มใจนัก
ให้ไปวิ่งกันทุกเย็นแล้วไปซ้อมรักบี้
พวกเราต่างคน
ต่างที่
ต่างโรงเรียน
ต่างนิสัยมารวมกัน
เข้าสู่สถาบันอุดมศึกษา
ทุกเย็นหลังจากการซ้อม ก็มานั่งเล่นหน้าคณะ
ซึ่งเหนื่อยเหนี่อยทุกคนก็จะไปซื้อน้ำอัดลมบ้าง
น้ำปล่าวบ้าง ถ้าหรูหน่อยก็
น้ำช่าเขียวจากยอดอ่อนเมืองเมาะลำเลิงบ้าง
หรือก็น้ำลำไย น้ำส้ม น้ำมะพร้าว ใส่แก้ว
แก้วละสามบาทจากโรงอาหารหลังคณะ
เพื่อนผมคนนึงชื่อ ตุ่น
พวกเรามักเรียกว่า ต้อยตุ่น
คู่กับเพื่อนอีกคนชื่อ ต้อยติ่ง
ต้อยตุ่นมีนิสัยเสียอย่างนึง
คือชอบกินน้ำของเพื่อนเพื่อน
ถ้าเห็นจิบปุ๊ป วางไว้ปั๊ป หันกลับ
พี่ต้อยตุ่นก้จะซวบซวบจนน้ำหมด
ผมเองก้ไม่เข้าใจว่า
ทำไมแกไม่ยอมมีแก้วน้ำเป็นของตนเองสักที
ชอบมาลักคนอื่นดื่มประจำ
ใครโมโหก็ไล่เตะตุ้บตั้บกันไป
ใครปล่อยวางก็ไปซื้อมาใหม่
หรือซื้อเผื่อมันด้วยนะ
(เอ้อ แต่มันไม่ยอมรับ บอกว่าเสียศักดิ์ศรี
ดูสิท่าน)
....
เรื่องมันเกิดจนได้
วันหนึ่งหลังจากซ้อม
พวกเรามานั่งแฮ่กแฮ่ก หน้าบันไดเหมือนเดิม
ต้อยตุ่นก็เดินด้อมด้อมมองหาเหยื่อ
จนไปเจอ กับน้ำมะนาวผสมส้มปั่นใส่เยลลี่
(ดูมีรสนิยมมากครับ แก้วนี้)ของไอ้เกียรติ
เพื่อนซี้ผม
ต้อยตุ่นหมายตาปุ๊ป
กับน้ำสีส้มมีอะไรเขียว เขียวแดง
ลอยเต็ม ล่อตาล่อใจ
พอไอ้เกียรติเผลอคุยปุ๊ป
มันคว้ามาดูดหมดอย่างไม่เหลือเยื่อใย
ไอ้เกียรติความจริงมันเป็นพวกธรรมะ
ไม่ค่อยบู๊สักเท่าไหร่
(ตอนหลังผมด่ามัน ไอ้อธรรมหลบใน)
แค่ด่าไอ้ต้อยตุ่นเบาเบาตามมารยาทเท่านั้น
แล้วไปซื้อใหม่ สิ้นเรื่อง เพื่อนกินเรื่องแค่นี้
ช่างมันเหอะวะ
แก้มใหม่ มาถึง
คราวนี้เป็นโยเกิรต์ปั่นผสมออริโอ
(ป้าคณะผม นี่ ช่างมีสูตรครีเอทีฟน้ำปั่น
มาหลอกล่อเด็กเด็กแบบเราทุกที)
ต้อยตุ่น มองตาเป็นประกายวับวับ
ไอ้เกียรติมันดูดไป ทำเสียงคลุกคลัก
เคี้ยวน่าอร่อย ซะเหลือเกิน แล้วก็วางแก้วลง
คราวนี้ไอ้เกียรติเริ่มระวังตัวแล้ว
มันยิ้มยิ้ม คิดอะไรได้
ถุยน้ำลายใส่แก้วมัน
สองสามหยดลงในแก้ว
ให้ต้อยตุ่นมันเห็น
ผมเอง "ด่ามัน เฮ้ยเชี่ย สกปก เอ็งนี่"
...
แล้วทุกคนก็ไม่คาดคิด
ต้อยตุ่นเพื่อนกิน ก็ยกแก้ว
โยเกิรต์ปั่นผสมออริโอ อย่างช้าช้า
แล้วถุยน้ำลายลงไปมากกว่าไอ้เกียรติ
เอาล่ะสิ คราวนี้
เหอ เหอ เหวอกันไปเลยทั้งบันได
ตอนนี้ ซาวนด์แทรกแล้วครับ
ตุ๊บตั้บ โครมเปรี้ยง ปร้าง
เปรี้ยง เปรี้ยงโครม ตุบ ตุบ
ตุบ ตุบ อิ๋งงงง อิ๋งงงง
...
เรื่องของเรื่อง
ต้อยตุ่น คงยังคงเส้นคงวากับการเป็นเพื่อนกินฟรี
ไอ้เกียรติ หลังจากมีเรื่องกัน
ก็เงียบเงียบไป
มันเคยเปรยว่าผู้ดีสิบปีแก้แค้นไม่สาย
...
ผ่านมาเป็นสองสามเดือน
(ยังไม่ถึงสิบปีนะไอ้เกียรติ)
และแล้วเย็นวันหนึ่ง หลังเลิกซ้อมรักบี้
ปลายฝนแดดร้อนเลียผิวกาย หนุ่มฉกรรจ์
เหงื่อชุ่มโชก ยั่วยวนสาวต่างคณะมาดมดอม
ไอ้เกียรติ เดินมาหาผมพร้อมแก้วน้ำ
ใส่ชานมไข่มุกปั่น
"เฮ้ยริวไปกับกรูหน่อย จะดัดนิสัยคน"
มันชวนผมไปห้องน้ำกับมันสองต่อสอง
(อ้า หรือว่ามันเป็นเก หรือป่าวเนี่ย)
และแล้วมันก็เข้าไปห้องน้ำชั่นล่างชาย
อันสุดจะเพรียบพร้อม ทั้งกลิ่นและสี
กระซิบที่หูผม
...
"อ้าวช่วยกรู ถ่ายรูปหน่อย"
มันหาไม้จิ้มลูกชิ้น จิ้มไปตาม
คราบเหลืองเพริดอท อม น้ำตาลซีเปีย
ของคอห่าน
มาคนคนกับชานมไข่มุกปั่นสูตรพิเศษ

เอ้อ หน้าที่ผม คือ ใช้k750i
ถ่ายรูป แวบ แวบ แวบ
ทุกสูตรขั้นตอนการปรุง
ไอ้เกียรติ มันตั้งใจมากครับ
เหมือนโปรเจคเรียนเลยทีเดียว
มันออกมาบรรจงพับทิชชู่ รอบแก้ว
จัดหลอดให้เข้าที่ เอียงเจ็ดสิบสององศา
...
เดินไป คุยไป
นั่งหน้าบันไดเหมือนเดิม
ผมเองก็ใช้ k750i
ถ่ายรูปเพื่อนหน้าคณะ
มีสายตาแวววาวคู่หนึ่ง
จับจ้องชานมไข่มุกปั่นสูตรพิเศษ
อย่างไม่กะพริบ
และแล้วไอ้เกียรติก็ วิ่งออกไปเตะบอลรูหนู
มันวิ่งไปยิ้มไปเหมือนอย่าง
รอยยิ้มโมนาลิซ่าปานฉะนั้น
...
ก็อย่างที่ทุกคนคิดล่ะครับ
ตอนถัดมา
ไอ้ต้อยตุ่นเพื่อนรัก
ถลันเข้ามาดูด ซวบ ซวบ (อ้วกจิง จิง)
ผมเองก็ถ่ายรูปมันไว้
ยังแอ็คท่า
ยิ้มฟันเหลืองอ๋อยคู่กับชานมไข่มุกแก้วนั้น
...
เอ้อ เอ้อ
ตอนนี้ฉายาใหม่มันก็คือ
ต้อยตุ่นอุนจิ ครับ

๕.รักชาติไทย ชูชาติไทย
...
เรื่องราวนี่เกิดที่เดนมาร์กครับ
เนื่องจากคณะ คัดนิสิตกลุ่มหนึ่ง
ไปทำwork shop สัมพันธไมตรี กับ
มหาวิทยาลัยที่เซ็น MOU ร่วมกัน
ผมเองได้จับพลัดจับผลู โดนไปด้วยคน
ซึ่งจริงจริงตอนสัมภาษณ์ตั้งใจจะเป็นเพื่อนมากกว่า
ได้ไปแบบฟลุ๊ค ฟลุ๊คมั้ง
(ปกติ ต้องคัดพวกเด็กเรียน เด็กแว่นไป)
กลุ่มของเราต้องไปทำwork shop นานาชาติ
ที่เมืองไวกิ้งโบราณ หลายพันปี ซึ่งตอนนี้
เป็นเมืองท่องเที่ยว
...
ทริปที่ไปมีนักศึกษาหกคน พร้อมอาจารย์หนุ่ม
(เพิ่งจบ ป.โท มาหมาดหมาด) เวลาฝรั่งหันมามอง
ดุไม่ออก ใครอาจารย์ ใครลูกศิษย์ เหอ เหอ
ไม่รู้น่าดีใจ หรือ เสียใจกันดี
...
เมืองที่ไปนี่เป็นเมืองโบราณชายฝั่งฟยอร์ด
มีแม่น้ำที่เป็นทะเล(พอนึกภาพออกนะครับ)
work shop ที่ทำจะเป็นการคิดที่จะคืนชีวิตให้กับเมืองเก่าอีกครั้ง
สองฝั่งแม่น้ำ โดยโปรเจ็ค เราได้แบ่งการเสนอไอเดีย
เป็นสองกลุ่ม อย่างเด่นชัด ระหว่างนักศึกษาฝรั่งนานาชาติกลุ่มใหญ่
กับนักศึกษาไทย หกคน( และอาจารย์หนึ่งท่าน)
ผู้ที่ดำเนินการครั้งนี้มีแต่สถาปนิกใหญ่อันดับโลก มีชื่อเสียง
สอนหลายมหาวิทยาลัยทั่วโลก
(พวกเราลับหลังตั้งชื่อว่า ศาสตราจารย์สเนป
ตามหนังสือแฮรี่)
ท่าทางจะไม่ชอบพวกเราซักเท่าไหร่
...
work shop ที่ได้มาพวกเราก็ มาแบ่งกันหกคนว่าทำอะไรบ้าง
ต้อยติ่ง หญิงสาวสวยคนเดียวเป็นคนพรีเซนส์ ไอเดีย
(เพราะเป็นคนที่สอบcutep ได้สูงสุดในห้อง)
โก้ชาย หาข้อมูล และ คอนเซปท์
สลิ่ม และ หัวเม่น ทำเพลทพรีเซนส์
ไอ้เกียรติ เขียนภาพperspective
ผม สุดท้ายเป็นคนตัดโมเดล (ฮือ ฮือ)
...
ได้มีเวลาทำงานแค่สองวันเอง
ทางนักศึกษาฝรั่งนานาชาติ นี่ทะเลาะกันใหญ่
เหมือนกัน ทุกคนดูเหมือนจะมีไอเดียกันทั้งนั้น
แต่เชื่อไหม พอศาสตราจารย์สเนป
ชี้ว่าควรจะเป็นอะไรเท่านั้น
ก็เออ ออ กันหมดเลย แปลกจริงจริง
ส่วนพวกเราวุ่นวุ่นอยู่ ก็ส่ง
ต้อยติ่งกับโก้ชาย ไป discuss ด้วยเสมอ
แต่เหมือนศาสตราจารย์สเนป จะมองนักศีกษาไทย
เป็นอากาศธาตุ ซะอย่างงั้น
(อาจเป็นเพราะ คนไทย ไม่ค่อยชอบพูด
ไม่สงสัย ยิ้มอย่างเดียว)
...
พอถึงเวลาพรีเซนส์
ผมยังตัดโมเดลไม่เสร็จ
พวกเราที่เหลือสี่คนมาช่วยกันเร่ง
ให้เพลทพรีเซนส์ไปก่อน
ต้อยติ่งเป็นคนอธิบาย มีโก้ชายเป็นลูกมือ
พอเข้าใจนะครับ ว่าคนไทยพูดจาเบาเบาไม่มั่นใจ
ถามตอบอะไรโดนฝรั่งพูดใส่ได้แต่ยิ้ม
ศาสตราจารย์สเนป ท่านงัดภาษาสมักเกิ้ลมามั้ง
(คือศัพท์วิชาการสูงมากครับ)
ต้อยติ่งและโก้ชาย
ก็ ยืนอ้าปากค้าง ตอบอะไรไม่ออก

ศาสตราจารย์สเนป เลยสรุปว่า
นี่ละหนา นักศึกษาไทยก็เป็นแบบนี้
ดีแต่วาดรูปสวยสวย บลา บลา
พร้อมกับเสียงหัวเราะขบขันนานาชาติ
...
ไอ้พวกผมอยู่ด้านข้างข้าง
เอ้อ ก้นึกดีใจวะเพื่อกรุเก่งแฮะ
อธิบายจนฝรั่งชื่นชมได้
แต่ขัดด้วยสีหน้าเลิ่กลั่ก ของท่านอาจารย์เข้ามา
บอกว่าให้ไปช่วย
สองคนกลางเวทีหน่อย วิกฤตโว้ย
เล่าย่อ ย่อให้ฟัง มันดูถูกเรา...เลือดขึ้นหน้าเลย
(แล้วทำไม อาจารย์ ไม่ โดดขึ้นไปช่วย
บนเวทีเองฟะ)
...
ผมเองก็คว้าโมเดล ที่ยังไม่เสร็จนั่นแหละ
เดินไปด้วยวิญญาณแชมป์โต้วาทีสมัยมัธยมต้นเข้าสิง
ขี้นไปบนเวที แล้วอธิบายconcept
การทำงานของพวกเรา
(ไม่รู้ไปกล้า มาจากไหน
แต่คิดว่า เพราะความรักชาติพุ่งปิ๊ดนะครับ)
ศาสตราจารย์สเนป
เริ่มพิฆาตอีกแล้ว
เปรี้ยง เปรี้ยง

"oyt yds jkllldfs xlso-34 kw kdhfk!!s"

เหอ เหอ จับท้ายใจความยืดยาวว่าถามเกี่ยวกับ
paradigm phenomenonทำนองนี้
ผมตอบกลับไปตามปกติ ด้วยความสุภาพยิ่ง
แต่สุดท้ายหยอดว่า

"ถ้าจะพูดภาษาorcกับผมอีก
เดี๊ยวผมจะตอบเป็นภาษelf
ให้ฟังนะครับ ท่าน"

เรียกเสียงหัวเราะครึกครื้นทีเดียวทั้งห้อง
ศาสตราจารย์สเนป ท่านหน้าแดงกล่ำ
ฮีดอัด เริ่มถามคำถามแทรกอีกแล้ว
เหอ เหอ ลูกเข้าทางเข้าเท้าพี่ริวแล้ว
มารยาทฝรั่งหัวทองเอ๊ย

" ท่านครับ ถ้าจะถาม ช่วยกรุณา เตรียมคำถามหลังจาก
ที่พวกเราpresent เสร็จแล้ว จะขอบพระคุณมาก "

เอ้อ เงียบนิ่งทั้งห้องเลยครับ หมัดนี้ หุ หุ
....
เรื่องราวดำเนินต่อด้วยดี
ปานเทพนิยายอุดมด้วยสาระบันเทิง
จนจบงานสัมมนา
work shop ไอเดียของพวกเราชาวไทย
ได้รับการชื่นชมและยอมรับ เย้ เย้
ศาสตราจารย์สเนปผู้ทรงเกียรติ
อายุแก่ราวลุงผม
ดูแกไม่ค่อยกล้ามาตอแยผมเท่าไหร่
เข้ามาจับมือแล้วรีบเดินจากไป
สงสัยกลัวโดน ไทย บ๊อกซิ่ง อิอิ

(งานกู้หน้านักศึกษาไทยครั้งนี้
ต้องขอขอบคุณยูบีซี ซีรีส์
หนังฝรั่งที่ผมชอบดู
ทำให้คิดตอบโต้ได้ทันควัน
ไม่กังวลเลยครับ ว่าจะถูกไวยากรณ์
ขอให้เข้าใจเป็นพอแล้วนะครับ)




Create Date : 18 มกราคม 2550
Last Update : 26 มกราคม 2550 4:02:51 น. 17 comments
Counter : 386 Pageviews.

 
ตอนแรกก็ตั้งใจจะมาอ่านห้าข้อ แต่ได้อ่านแค่สามข้อเท่านั้น

เรื่องคุณยายอ่านแล้วนึกถึงอากง(ปู่)
เรื่องที่สอง ผมก็เคยแทงคางคกไส้แตก
เรื่องสุดท้ายนึกถึงที่เคยกวนครู

ฮาดีครับ ฮาดีจริง


โดย: ดำรงเฮฮา วันที่: 18 มกราคม 2550 เวลา:23:12:04 น.  

 
อ่านมาก็หลายบล็อกหละ แต่ที่เหมือนกันอยู่อย่างคือ ตอนเด็กทำไมชอบแกล้งสัตว์กันจังแฮะ เล่าเรื่องได้สนุกดีคะ ไว้จะรออ่านอีกสองข้อนะคะ (ถ้าจะเขียนต่อ)


โดย: The White Rider วันที่: 18 มกราคม 2550 เวลา:23:34:30 น.  

 
เง้อ...

อ่านข้อสุดท้ายแล้วกินข้าวไม่ลงง่ะ

ยินดีที่ได้รู้จักนะ


โดย: เ จ้ า ช า ย ไ ว โ อ ลิ น (oHsINa ) วันที่: 19 มกราคม 2550 เวลา:7:02:59 น.  

 
มาอ่านอ่ะค่ะ โดน tag นี่มันขำจริงๆ อิอิ


โดย: Mocha Macchiato วันที่: 24 มกราคม 2550 เวลา:0:39:22 น.  

 
สุดยอด..... แกล้งเพื่อนได้เจ๋งมาก


โดย: POL_US IP: 130.126.87.106 วันที่: 24 มกราคม 2550 เวลา:1:46:23 น.  

 
เพื่อนคุณฮาดีครับ


โดย: แบ่งกันเซ็ง (แบ่งกันเซ็ง ) วันที่: 24 มกราคม 2550 เวลา:2:08:22 น.  

 
อาจารย์ ส.

ใช้ชื่อย่อซะด้วย

อาจารย์จะรู้มั้ยนะ



โดย: Purple Wind วันที่: 24 มกราคม 2550 เวลา:17:01:14 น.  

 
ขำพี่ต้อยตุ่น...
ดีนะที่ไม่เคยเจอเพื่อนแบบนี้ อิอิ

=)


โดย: hunjang วันที่: 25 มกราคม 2550 เวลา:8:22:57 น.  

 
เข้ามาอ่านรอบเช้าไปหนนึง
มาแอดบล๊อกอีกรอบนึง
เย็นนี้เลยมาเม้นท์ซะหน่อย

ขวบนึง ยังนึกได้ สุดยอดค่ะ คุณยายเล่าให้ฟังลาซี้เนี่ย .. คิดถึงนะคะ ญาติผู้ใหญ่ที่เคยเลี้ยงดู ดูการเจริญวัยของเรา

พูดถึงฟิสิกส์ จำได้ว่า ม.ปลาย เอาสายไฟที่มีตัวหนีบสองด้านอ่ะค่ะ ไปหนีบหูกางเกงอาจารย์ มันก้อห้อยตุ้งติ้งๆ เวลาเดิน แล้วก้อสะบัดไปมา อ.มาโนช ก้อคลำๆดู ไม่ว่าอะไรเลย แต่แอบเหล่ค่ะ ..สงสัยแค้นฝังลึก ต้องซ่อมฟิสิกส์เทอมนั้นของอ. มาโนช ทั้งแก๊งส์ ..ปาบกรรมตามทันจริงๆ

แก๊งส์แปดเซ๊ยนเหรอ .. แล้วรู้จักแก็งส์ฟิลา โรงเรียนสตรี..ของเราเปล่า มีไม่มากหรอก แค่สิบคนถ้วนเอ้ง

พูดถึงรักบี้ ปีหนึ่งมหาลัย ผู้หญิงคนไหน ได้ใส่เสื้อแขนยาวลายทางของนักกีฬารักบี้ โห..ยืดสุดสุด

ข้อสุดท้ายเล่นพิเรนมากไปปล่าว?



โดย: ดาวทะเล วันที่: 25 มกราคม 2550 เวลา:19:29:58 น.  

 

Myspace LayoutsMyspace CodesMyspace Codes, Myspace GraphicsMyspace, Myspace CodesMyspace CodesMyspace Text Generator, Myspace GraphicsMyspace, Myspace CodesMyspace Codes, Myspace GraphicsMyspace CodesMyspace CodesMyspace Backgrounds

Myspace Codes, Myspace GraphicsMyspace Text Generator, Myspace GraphicsMyspace Text Generator, Myspace GraphicsMyspace Codes, Myspace GraphicsMyspace Text Generator, Myspace Graphics

Myspace Layouts

สวัสดีค่ะ มาเยี่ยมเยียน ค่ะ

(@^_^@)

จุ๊ฟๆๆๆ



โดย: STAR ALONE (STAR ALONE ) วันที่: 27 มกราคม 2550 เวลา:1:12:28 น.  

 
ตามมาอ่านแท็คครับ
จขบ.นี่แอบโหดเหมือนกันนะ

แต่ตอนเด็กๆผมก็เคยนะประเภทเอามดมาอยู่ในอาณาจักรที่เราสร้างขึ้นด้วยดินน้ำมันอะไรงี้ แล้วก็ล้อมรอบเกาะดินน้ำมันด้วยน้ำ( ใส่ในขันน่ะฮะ) มดตัวไหนแอบว่ายน้ำนหนีจากเกาะ บทลงโทษคือตามสถานเดียว

คิดๆแล้วยังรู้สึกบาปจนวันนี้อยู่เลย เฮ้ออ


โดย: keano (jonykeano ) วันที่: 28 มกราคม 2550 เวลา:21:36:19 น.  

 
เป็นเด็กที่ป่าเถื่อนโหดร้ายทารุณรังแกสัตว์



... แต่ตอนเด็กๆผมก็ทำเป็นประจำ


โดย: zmen วันที่: 28 มกราคม 2550 เวลา:23:39:10 น.  

 

สงสาร อาจารย์ ส.นะคะ



โดย: เจ้าแห่งโชคชะตา วันที่: 30 มกราคม 2550 เวลา:19:37:03 น.  

 


เป็น Tag ที่ขำที่สุดตั้งแต่ไปแอบอ่านของชาวบ้านมา โดยเฉพาะเรื่องที่แกล้งคุณครู ช่างคิดกันจริงๆ

อยากจะหัวเราะออกมาดังๆ แต่ก็เกรงใจกลัวทำรูมเมทตื่น


โดย: ร่มไม้ฯ IP: 82.235.223.235 วันที่: 8 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:12:00:22 น.  

 
ไม่น่าเชื่อ ...

ทำไปด้ายยยยย 555+


โดย: aom IP: 203.156.70.25 วันที่: 2 มิถุนายน 2550 เวลา:23:27:20 น.  

 
วันนี้วันอะไรน้า...

...


โดย: เดี๋ยวขอนึกก่อนนะ วันที่: 10 มิถุนายน 2550 เวลา:13:43:02 น.  

 


โดย: IceIcy (lcelcy ) วันที่: 10 กรกฎาคม 2550 เวลา:11:11:27 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

เ ม ฆ ค รึ่ ง ฟ้ า
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add เ ม ฆ ค รึ่ ง ฟ้ า's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.