แมลงสาบหลังพวงมาลัย... (ป่วงมากถึงมากที่สุด-_-'')
เวลาขับรถบนถนนกรุงเทพฯ ใครเป็นแบบนี้บ้าง..- จี้ท้าย และหงุดหงิดมากกกกกกกกกกก.. (โดยเฉพาะเมื่อคันข้างหน้าไม่รู้จะขับช้าไปไหน ทิ้งช่วงกับคันข้างหน้าห่างกันประมาณสามช่วงรถบรรทุก)และหงุดหงิดกว่าเดิมเมื่อแซงไม่ได้ปิดท้ายด้วยการตบไฟสูงใส่ เพื่อไม่เกิดผลใดๆตามมาในที่สุด-_-''- ขับรถโดยการใช้สัญญาณจากหนวดแมลงสาบ..GPRSก็ไวไม่เท่า เวลาขับจะใช้หนวดสัมผัสบรรยากาศเพื่อsenseว่าข้างหน้ากำลังแตะเบรค..แล้วก็ค่อยๆเฉพวงมาลัยออกไปอีกเลน โดยไม่เปิดไฟเลี้ยว(เพราะเปิดไม่ทัน)ถ้ามีคนทำเส้นทางตามการขับรถของเราก็จะพบว่าเราขับรถเหมือนแมลงสาบวิ่ง.. ระหว่างการขับกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางเส้นทางรถวิ่งของเราจะส่ายไปส่ายมา และไม่ค่อยจะได้หยุดที่ไหนถ้าไม่ติดไฟแดง- หงุดหงิดมาก(อีก) ถ้าคันข้างหน้าขับทิ้งช่วงห่าง จนทำให้มีรถอีกเลนมาแทรกได้.. และจะด่าอยู่ในรถเงียบๆว่าเชี่ย กุทนไม่ไหวแล้วนะ-*- หลังจากนับจำนวนรถที่มาแทรกได้ครบห้าคันเราก็เปลี่ยนเลนหนีไปซะ เพื่อไปพบว่า อีกเลนนึงมันวิ่งช้ากว่าขับตามหอยทากคันตะกี้อีกT_T- ด้วยกฎเดียวกันกับการรอแถวจ่ายตังค์ในซุปเปอร์มาเก็ตเราจะพบว่า เลนที่เราอยู่จะติดมากกว่า และเคลื่อนตัวช้ากว่าเลนข้างๆและเลนอื่นๆเสมอจนบางครั้งอดคิดไม่ได้ว่า เลนนี้มันเป็นเชี่ยอะไร ติดอยู่ได้ในขณะที่ชาวบ้านเค้าวิ่งกันฉิวๆๆๆๆ ห่านเอ้ย %$#**%#@- ขับรถในกรุงเทพฯแล้วใจร้อน ถึงขนาดกล้ากดแตรยาวนานติดต่อกัน 8 วิ (นานนะนั่น) ใส่รถบรรทุกที่มาตัดหน้า แถมยังขับไปเทียบข้างๆ เปิดกระจกมองหน้ามัน แล้วค่อยเร่งเครื่องหนีไป-_-''- ขับรถไปฟังเพลงไป ถ้าเพลงมันส์มากๆ จะเผลอเหยียบคันเร่งไม่รู้ตัว ดูเลขไมล์อีกทีล่อไป120 (นี่คือเร็วแล้วสำหรับรถกะป๊อ-_-'' ถ้าขับบีเอ็มซีรี่ย์ 7 อาจจะไปถึง220 :P ) รีบลดลงมาเหลือ 80 แทบไม่ทัน เพราะเปลืองน้ำมัน- เพราะว่าขับรถไปฟังเพลงไป บางทีก็เต้นด้วย โดยเฉพาะGee กับNobody ถ้าเพลงมาเมื่อไหร่ ขับรถปล่อยมือก็ยังได้ แต่ขอเต้นก่อน แป๊บนึงก็ยังดี..(ตอนนี้กำลังฝึกSorry Sorry อยู่)ถ้ารถติดก็เต้นให้คันข้างๆดูซะเลย :Pปล. อย่ามาหาว่าคลั่งกระแสเกาหลี เพราะอิชั้นไม่สามารถเลื้อยเลียนแบบ Girly Berry หรือ 7 Days ได้จริงๆย่ะ-*- - ชอบมองกระจกหลังดูว่าคันข้างหลังทำอะไรเคยเห็นตั้งแต่จูจุ๊บกัน ประมาณว่าคว้าคอมาด๊วบปากกันเลยไปจนถึงแคะขี้มูก (ดูไม่ถึงว่าแคะแล้วเอามาทำอะไร) ก็ฮากันไป-_-''นึกออกแค่นี้ เด๋ววันนี้ขับรถกลับบ้านคงนึกออกว่ามีอะไรอีกบ้าง...ถ้าเป็นเหมือนกันเราก็พวกเดียวกันแล้วล่ะ อิอิ
ฉลองblog counterขึ้นถึง 20,000แย้ววว กรี๊ดดดดด><
กรี๊ซซซซซซซซซอิชั้นเห็นวานวาน(ราชินีบล็อกไต้หวัน)เค้ามีจุดพลุในบล็อกฉลองบล็อกเคานท์สิบล้านอิชั้นเลยเอามั่งแต่ใครคิดจะเข้ามาดูฉลองไฮโซอะไรแบบนั้นก็เสียใจด้วยนะคะ-_-''บล็อกนี้ไม่มีห่านอะไรหรอกพลุก็ไม่มี (เพราะทำไม่เป็น)แถมคนก็ไม่ได้เข้าสิบล้านครั้งที่ไหน แต่ก็ดีใจที่วันๆไม่ทำอะไรเข้าๆออกๆบล็อกตัวเองวันละร้อยกว่าครั้งจนในที่สุดวันนี้มันก็countถึงสองหมื่นแย้ววววกี๊ดดดดดดดดดดดดดดด>o< เอิ่ม.. เอาจริงๆอิชั้นดีใจค่ะ ที่ได้เขียนบล็อกบ้าๆบอๆไปวันๆมาเป็นเวลาสี่ปีแล้วมั้งหลังๆเพี้ยนหนักเพราะที่ใดมีรักที่นั่นย่อมมีคนบ้า บล็อกเลยเป๋ไปเป๋มานิดนึงแต่จริงๆอิชั้นก็ยังบ้าบออยู่นะ เพียงแต่แก่ขึ้น สาระในชีวิตน้อยลง งานเยอะขึ้นเลยไม่ค่อยได้มาเขียนอะไรฮาๆเท่าไหร่แต่ก็เห็นว่าตลอดสี่ปีที่ผ่านมา ก็มักจะมีคนหลงเข้ามา บังเอิญกดโดน เผลออ่านหรือนอนทับเมาส์แล้วมันคลิกมาเข้าบล็อกอิชั้นอยู่บ่อยๆทำให้ตอนนี้มีcounterจำนวนคนหลงมาดู20,080ครั้งแล้ว (ไม่นับที่กดปั่นเองอีกหมื่นกว่าหน อ่ะ ย้อเย่น)แต่มีสิ่งหนึ่งที่อิชั้นข้องใจมากคือจำนวนคนเข้ามาตอบกับจำนวนครั้งที่คนเข้ามาดูช่างต่างกันยังกะหน้ามือและหลังตีนเลยทีเดียวสงสัยบล็อกอิชั้นอ่านแล้วจะเครียดขึ้นกบาล-_-''อ่านจบอาจจะถึงกับหมดคำพูดใดๆจะบอกเจ้าของบล็อกได้-_-''บางคนอ่านแล้วอาจจะคิดว่า ไปหาหมอเถอะมึง หรือ ตายไปเลยง่ายกว่ามั้ย อีนี่ หรือประสาทแดก หรือ หน้าตายังงี้ยังกล้าแปะรูปอีกเหรอ.. อิหอยหลอดกรี๊ด ยิ่งคิดยิ่งแร๊งงงถ้าแวร๊งแบบนี้เก็บไว้ในใจก็ดีค่ะ อิชั้นกลัว สวัสดีค่ะอ้อ ยังไปไม่ได้อิชั้นต้องขอบคุณทุกๆคนเลยที่ไม่ว่าจะไม่ได้ตั้งใจ หรือ หลงมา หรือ ใครแนะนำมา หรือบังเอิญเสิร์ชเจออะไรแปลกๆในgoogleเลยเข้ามาอ่าน หรือ ตั้งใจมาอ่านหรือ เป็นขาประจำที่ถึงแม้ว่าเจ้าของบล็อกจะไม่ได้อัพยา เอ้ย อัพบล็อกตลอดเวลา บางทีหายไปเป็นชาติเศษค่อยกลับมา ก็ยังตามเข้ามาดูเรื่อยๆทุกๆcount(ที่อิชั้นไม่ได้ปั่นเอง:P) อิชั้นรับทราบการเข้ามาเยือนด้วยความซาบซึ้งแม้ทั่นจะไม่เคยเม้นท์บล็อกบ้าๆบอๆของอิชั้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว..แต่ก็ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านความบวมของอิชั้นจนถึงวันนี้และหวังว่าจะเข้ามาบ้าบอด้วยกันอีกบ่อยๆในอนาคตนะคะ ปุ๋ย(คอก)รักเด็กเค่อะ คุคุคุปล. แต่จะกรุณาทิ้งคอมเม้นท์ไว้ อยากบอกว่าใครเป็นพ่อใครทุกสถาบันก็ได้เสมอนะคะ อิชั้นopenค่ะ ปล.2 วันที่ 8 กุมภาเป็นวันเกิดอิชั้นใครทราบแล้วทำเป็นไม่ทราบไม่ได้นะคะ ขอของขวัญด้วย-_-''(หน้าด้านอย่างหาที่เปรียบไม่ได้)
รักให้เหมือนกับว่า.. วันพรุ่งนี้จะไม่มีวันมาถึง..
ที่ทำงานควรจะหางานเป็นเรื่องป็นราวให้อิชั้นทำซักทีนะ-_-''..ว่างเมื่อไหร่ก็ชอบจิตหลุดคิดอะไรเพ้อเจ้อ..โดยมีกระทู้ในพันทิปเป็นเชื้อเพลิงในการปล่อยยานแม่อย่างอิชั้นออกไปไกลนอกโลกเรื่อยๆ.. - -''วันนี้คิดว่า เราทำอะไรไปแล้วบ้างนะ ชีวิตนี้..ผ่านมาตั้งแต่เกิดจนอายุจะ30..ทำอะไปแล้วบ้าง ทำแล้วได้อะไรมั้ย ทำแล้วรู้สึกยังไง ได้ทำดีเท่ากับที่ทำชั่วไหม? แล้วจริงๆมีอะไรมั่งที่คิดว่า ทำแล้วกูนี่ชั่วจริงๆเลย-_-'(คิดทำไม)ปรากฏว่าคิดไม่ออก -_-' ไม่รู้แปลว่าไม่เคยทำชั่วหรือสมองกลวงจนคิดอะไรไม่ได้เลยกันแน่.. ชวนสับสนมากๆ..พอคิดเรื่องนี้ไม่ออก..ยานแม่เลยเบนหัวไปทางอื่น คิดเรื่องอื่นแทน..เมื่อ2-3วันที่ผ่านมา..อิชั้นไม่ได้ทำไรมากตอนเย็น นอกจากไปงานศพพ่อของเพื่อนที่สนิทที่สุดคนนึงในชีวิต..(เพื่อนสนิทอิชั้นมีแแค่2คน ไม่ต้องคิดมากไป-_-'')เพื่อนคนนี้เป็นพวกจิตใจบอบบางมากกว่าคนปกตินิดหน่อย..จะด้วยว่ามันผ่านอะไรมาเยอะก็แล้วแต่..มันกับพ่อมีกันอยู่แค่2คนพ่อลูก.. ดูแลกันและกันมาแค่2คน..การสูญเสียของมันครั้งนี้มันเกินจะรับ..อิชั้นก็พอจะเข้าใจอะไรมันได้มากกว่าคนอื่นนิดนึง..ถึงอิชั้นจะไม่ค่อยผ่านอะไรมาเยอะก็เถอะ..แต่คนที่มันอยากให้อยู่ข้างๆเวลาที่มันร้องไห้ก็เป็นอิชั้น..ขนาดที่ว่า ทีแรกจะไม่ได้ไปงานเผาเมื่อวานเพราะคงลางานไม่ได้แล้ว..(ทำงานไม่ถึง4เดือนดี ลากิจไปเที่ยวซะหมดโควต้า-_-'')อิชั้นยังดั้นด้นไปซื้อชุดดำจากplatinumเอามาเปลี่ยนไม่แต่งหน้า เดินเข้าไปหาHR บอกว่าหนูปวดท้อง ท้องเสียไม่ไหวแล้ว ต้องไปหาหมอด่วน..หนีออกจากออฟฟิศไปตอนบ่าย3ครึ่ง เพื่อให้ได้ทันไปยืนอยู่ข้างๆมันตอนเผาศพ.. ปกติวัดในกทม.เค้าจะไม่ค่อยเปิดโลงกันก่อนเผา..แต่ที่นี่ เปิด..อิชั้นเอง ถึงแม้จะสนิทกับมันขนาดไหน แต่เรารักษาระยะห่างระหว่างกันเสมอ..แถมบ้านมันอยู่ไกลมาก อิชั้นเลยไม่เคยได้เจอคุณพ่อชัดๆซักหนที่ผ่านมาเกือบ10ปี อิชั้นฟังวีรกรรมของคุณพ่อหรือที่เพื่อนมันชอบเรียกว่า ตาเหงี่ยมๆ จากปากมันเองตลอด..ไม่เคยเลยซักครั้งที่จะได้รู้ว่า ตาเหงี่ยมคนนั้นหน้าตาเป็นยังไง.. ท่าทางเป็นไง..ครั้งหนึ่งเคยเห็นตอนที่ได้ไปบ้านมัน เค้าก็เขินๆไม่ค่อยกล้าให้เห็นมาก..หลบอยู่ในมุมมืดซะงั้น..เพราะฉะนั้นอิชั้นจึงไม่เคยเห็นท่านใกล้ๆ.. มากเท่าครั้งนี้..ที่น่าเศร้าคือ..เพื่อนของอิชั้นไปอยู่ที่จีนประมาณเดือนกว่าๆ..ราวๆอาทิตย์ที่2-3ที่อยู่ที่นั่น มันเริ่มรู้ข่าวที่พ่อเข้ารพ.แต่ก็กลับมาไม่ทัน..พ่อลูกที่แทบไม่เคยใช้ชีวิตห่างกันเลยซักวัน..พอห่างกันแค่ไม่เท่าไหร่..เพื่อนอิชั้นก็ไม่มีโอกาสได้เห็นตาเหงี่ยมของมันแบบเป็นๆอีกต่อไปแล้ว..ลูกคนเดียวได้กลับมาเห็นพ่อตอนที่อยู่ในโลง..อิชั้นเดินเข้าไปกับเพื่อนเพราะมันเป็นคนเช็ดหน้าศพ..ตอนที่คนอื่นๆเดินเข้ามาวางดอกไม้จันท์ในโลง..อิชั้นเห็นมันร้องไห้ บีบมืออิชั้นแน่นมากตอนที่เช็ดหน้าให้พ่อเป็นครั้งสุดท้าย..มองหน้าพ่อที่นอนอยู่ในนั้น แล้วก็ร้องไห้ออกมาอีก..คนมาปลอบอย่างอิชั้นยังทำใจแข็งไม่ไหว..สงสารมันจนน้ำตาไหล......วันนี้เลยจิตหลุดอย่างช่วยไม่ได้..ชีวิตคนเรามันไม่แน่นอนเลยนะ..วันนี้ยังยิ้มให้กัน คุยกัน ทะเลาะกัน ง้อกัน มีความสุขด้วยกัน..แต่วันพรุ่งนี้เราจะยังอยู่กับเค้ารึเปล่าเค้าจะยังอยู่กับเรามั้ย..คิดแล้วมันใจหาย..ถ้าเป็นเราบ้างที่ต้องสูญเสียคนที่เรารักไป.. เราจะทำใจได้มั้ย..จะเสียใจขนาดไหน...แล้วถ้าเป็นเราที่เป็นฝ่ายจากไปคนที่อยู่ข้างหลังจะเป็นยังไง.. เค้าจะเศร้าแค่ไหน.. เค้าจะร้องไห้จนลืมดูแลตัวเองรึเปล่า..เพราะฉะนั้น.. รักและดูแลคนที่ยังอยู่กับเราให้มากๆไว้ดีกว่า..รักให้เหมือนกับว่า.. วันพรุ่งนี้จะไม่มีวันมาถึง..dedicated to Daddy Sagniam.. 30.11.08
Updateชีวิตแมลงสาบ หลังว่าที่สามีหนีออกนอกประเทศ-_-''
บอกไว้ในบล็อกที่แล้วว่าจะมาอัพเดทชีวิตหดหู่หลังจากว่าที่สามีกลับไปเมกา..จริงๆว่างมาตั้งนานแล้ว แต่บอกตรงๆว่าไม่มีอารมณ์จะเขียนเรื่องนี้ต่อเอาซะเลย..เพราะมันเป็นเรื่องที่ทำให้จิตตก ร้องไห้ออกมาได้ง่ายๆถ้าต้องนึกถึง..ตอนนี้ดีขึ้นมาเยอะแล้ว เลยสามารถมาบอกได้ว่าวันที่21ต.ค.2551 ที่พี่วิทย์กลับไป..เป็นวันที่อิชั้นร้องไห้หนักมากที่สุด ครั้งหนึ่งในชีวิตจริงๆมันเริ่มตั้งแต่ที่สนามบินแล้ว..อิชั้นพยายามไม่นึกถึงวินาทีที่ต้องหันหลังกลับเพื่อจะไม่ต้องเห็นพี่วิทย์เดินเข้าGate..พยายามพูดมาก ร่าเริง ชวนคุยโน่นนี่ๆเรื่อยเปื่อย.. ตลอดช่วงเวลาชั่วโมงกว่าๆที่นั่งรอเรียกเข้าGate..แล้ววันนั้นคุณพ่อคุณแม่พี่วิทย์ก็ไปส่งด้วย..แถมบ้านนี้เค้าไม่รู้ยังไง.. ทั้งคุณพ่อคุณแม่คุณลูก ไม่มีใครร้องไห้ ไม่เศร้า ไม่มีอาการอะไรเลย เหมือนกับว่าเค้าชินกันแล้วยังงั้น-_-''มารู้ทีหลังว่า ครั้งแรกที่พี่วิทย์ต้องจากบ้านไปอยู่ที่โน่น..เค้าก็ไม่ร้องไห้กันเลยซักแอะ ทั้งๆที่รู้ว่า พี่วิทย์อาจจะไม่กลับมาเมืองไทยอีก อย่างต่ำๆก็น่าจะ4-5ปี.. ใจแข็งกันจริงๆ พับเผื่อย-_-''เห็นยังงี้ อิชั้นจะมานั่งร้องไห้ มาสคาร่าละลาย อายแชโดว์ไหลเยิ้มอยู่ก็ใช่ที่..เลยยิ้ม หัวเราะ ชวนคุยอะไรไปเรื่อยๆ..ไม่นึกถึงวินาทีที่จะต้องจากกันจริงๆ.. หวังว่าเวลานั้นจะไม่ต้องมาถึง..หวังว่าเครื่องจะดีเลย์ ชั่วโมงนึง 2ชั่วโมง ยังไงก็ได้..(ไม่ได้นึกเลยว่าพี่เค้าจะลำบากมั้ยตอนไปต่อเครื่อง.. ขอโทษนะคะ-_-'')หวังว่าเค้าจะไม่ต้องไป..แต่สุดท้ายสิ่งที่อิชั้นหวังก็ไม่มีวันเป็นจริง..วินาทที่พี่เค้าพูดออกมาว่า อืม ต้องไปแล้วล่ะ..ในใจเหมือนโดนบีบ.. อยากร้องไห้..ที่หน้าGateที่จะมีแค่เค้าเท่านั้นที่เข้าไปได้..อิชั้นไม่อยากแม้แต่จะมองหน้าใคร.. ไม่อยากมองหน้าเค้า..ต้องทำเป็นมองไปที่อื่น หันไปมองรอบๆ มองเข้าไปในGate..ไม่อยากเห็นพี่วิทย์กอดลาคุณพ่อคุณแม่ไม่อยากให้เค้ามากอดอิชั้น เพราะมันเป็นการกอดลา กอดเพื่อที่จะไม่ได้กอดอีก.. อย่างน้อยก็อาจจะเป็นปี.. และมันจะทำให้อิชั้นร้องไห้..แล้วอิชั้นก็ร้องออกมาจริงๆ..ในอ้อมกอดอุ่นๆแน่นๆ กอดเดิมที่กอดอิชั้นบ่อยๆ ในช่วงเวลาที่เค้าอยู่ที่นี่..ความรู้สึกมันท่วมท้นจริงๆนะ..วินาทีที่กอด..ความรัก ความสุข สัมผัส ความทรงจำดีๆที่ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมันล้นออกมา แล้วเปลี่ยนสภาพเป็นน้ำตาได้ในเวลาไม่ถึง3วินาที-_-''พี่วิทย์กระซิบบอกอะไรบางอย่างกับอิชั้น2-3คำ..ซึ่งอิชั้นได้แต่รับคำทั้งน้ำตา ยิ่งกอดก็ยิ่งร้องไห้..ได้แต่งึมงำๆบอกเค้าว่า ถึงแล้วโทรมาบอกด้วยนะ อย่าลืมนะ..พอเราคลายกอด.. อิชั้นหันหลังกลับแทบจะทันทีโดยไม่หันกลับไปมองเค้าอีก..รู้สึกผิดที่ไม่ได้ยืนส่งเค้าจนเค้าเข้าไปในGate..แต่อิชั้นทำไม่ได้จริงๆ.. อิชั้นร้องไห้จนเกือบจะเป็นสะอื้นแล้ว..คุณพ่อคุณแม่(ซึ่งก็ยังไม่ร้องไห้เหมือนเดิม-_-'')ก็พยายามชวนคุยเรื่องอื่น..อิชั้นเห็นแบบนี้เลยต้องรีบกลั้นสะอื้น เช็ดน้ำตา ชวนเค้าคุยเรื่องทางกลับจากสนามบินซะยังงั้น.. ยังโชคดีที่วันนั้นคุณแม่ติดรถกลับมาลงที่อนุสาวรีย์ชัยฯแถมชวนอิชั้นคุยตลอด..ทำให้อิชั้นไม่ต้องร้องไห้ตลอดทางจากสุวรรณภูมิถึงอนุสาวรีย์ฯแต่พอคุณแม่ก้าวลงจากรถพร้อมคำพูดน่ารักๆว่า"ว่างๆก็อย่าลืมแวะเข้าไปทานข้าวที่บ้านด้วยกันอีกนะลูก"ใจของอิชั้น(ซึ่งมันรออยู่แล้ว)ยวบลงมาทันที..อิชั้นร้องไห้ออกมาแบบกลั้นไม่อยู่อีกต่อไป.. ขับรถไปร้องไห้ไป ร้องๆๆๆๆแซงเค้า ปาดเค้า รถติด รถวิ่งเอื่อยๆ วิ่งเร็วๆ อิชั้นก็ไม่สนใจ..ร้องไห้จนรู้สึกปวดๆร้าวๆในอก ไม่น่าเชื่อว่าคนเราจะสามารถทนความรู้สึกเจ็บปวดในใจได้ขนาดนั้นโดยที่ไม่ตาย-_-''อิชั้นขับรถมาถึงที่ทำงานได้ยังไงก็ยังงงๆอยู่ เพราะร้องไม่หยุดจริงๆ..มาถึงที่จอดรถแล้วก็ยังร้องต่อไปอีกเกือบชั่วโมง..วันนั้นอิชั้นบอกHRไว้ว่าจะออกไปคุยงานข้างนอกตอนเช้า..แล้วกลับเข้ามาบ่าย.. ด้วยสภาพที่เพิ่งร้องไห้เสร็จแถมยังทำท่าจะร้องอยู่เรื่อยๆ.. โชคดีที่HRไม่อยู่เค้าเลยไม่เห็น ไม่งั้นเค้าต้องคิดว่าอิชั้นไปโดนลูกค้าดักตบมาแน่ๆ-_-''เพราะตลอดช่วงเวลาที่พี่วิทย์อยู่ที่นี่..อิชั้นใช้ชีวิตdaily lifeกับพี่เค้าตลอดเวลา..มาทำงาน กินข้าวเช้า กินข้าวกลางวัน ทานข้าวเย็น กลับบ้าน เดินเล่น ถ่ายรูป..พอถึงวันหนึ่งที่มันไม่มีชีวิตที่มีความสุขแบบนั้นอีกต่อไป อิขั้นก็ร้องไห้ออกมาแบบหยุดไม่อยู่จริงๆ..มานึกว่าต่อไป..อิชั้นไม่ต้องตั้งหน้าตั้งตารอเวลาเที่ยงเพื่อที่จะวิ่งลงไปเจอผู้ชายตัวสูงๆคนนั้น ยืนฟังเพลงจากหูฟังรออยู่.. อิชั้นก็ร้องไห้..ไม่ต้องรอให้ถึงเวลาเลิกงานเร็วๆ เพื่อจะลงไปเจอเค้ามารอรับเดินกลับไปด้วยกัน.. ก็ร้องไห้..ไม่มีคนให้เดินจับมือ จูงมือเดินไปด้วยกัน.. ก็ร้องไห้..วันนั้นขับรถกลับบ้านทางเดิมที่ปกติมีเค้าคอยนั่งบอกทางให้ทุกวัน..แต่วันนี้ไม่มีแล้ว อิชั้นขับรถคนเดียว.. ที่นั่งข้างๆก็ไม่มีเค้าแล้ว..ไม่มีคนชวนคุยเวลาเราง่วงนอนตอนขับรถอีกแล้ว..อิชั้นก็ร้องไห้ออกมาอีก.. ร้องตลอดทางกลับบ้านเกือบ2ชั่วโมง ไม่หยุดเลย..กลับถึงบ้านเห็นเตียงนอนในห้องอิชั้นที่เค้าเคยมาอาศัยนอนอยู๋2-3หน..เวลาที่ต้องออกไปไหนด้วยกันแต่เช้ามืด อิชั้นก็ร้องไห้..วันรุ่งขึ้นขับรถผ่านแถวบ้านเค้าที่อิชั้นเคยมาจอดรถรอรับเค้าทุกๆเช้า..อิชั้นก็ร้องอีก..ยิ่งคิดถึงบ้านเค้าที่เราชอบไปฝากท้องทานข้าวเย็นด้วยบ่อยๆ..มีพ่อแม่ พี่วิทย์ น้องชาย พี่เลี้ยง.. และน้ำตาล หมากระแดะเอาแต่ใจ..ที่รักพี่วิทย์ที่สุดในบ้าน.. และคงเป็นสิ่งมีชีวิตที่เหมือนอิชั้นมากที่สุดแล้วในเรื่องนี้.. น้ำตาก็ไหลไม่ยอมหยุด..คอนแทคเลนส์ไม่ต้องพูดถึง.. มันสามารถหลุดออกมาจากตาได้เฉยๆแค่เพียงอิชั้นนั่งเหม่อๆแค่แป๊บเดียวเท่านั้น..พี่ทำงานเคยทักหลังจากนั้น2-3วัน..ว่าอั้มดูไม่เศร้าเลยเนอะ..แค่ขาดคำ อิชั้นที่นั่งอยู่เฉยๆมาตั้งนาน ก็ร้องไห้น้ำตาหยดแหมะๆ ออกมาได้ซะยั้งงั้น-_-''อิชั้นร้องไห้ให้กับทุกอย่างในชีวิตได้จริงๆ-_-''...อิชั้นก็เป็นแบบนี้อยู่ซักอาทิตย์นึงได้..หากว่าเราจากกันโดยที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหมดรัก อิชั้นคงทำใจง่ายกว่านี้..วันเดียวก็คงเลิกร้อง.. แต่นี่มันไม่ใช่..เลยร้องไห้จนลืมวันลืมคืนไปอีกแล้ว..เพิ่งมาสำเหนียกได้ไม่กี่วันที่ผ่านมานี่เอง ว่าพี่เค้าเพิ่งไปได้แค่...2 อาทิตย์เองเหรออิชั้นจมอยู่กับความโศกมากมายจนคิดว่ามันน่าจะผ่านมาเป็นเดือนๆได้แล้ว..ช่วงเวลาที่แสนเศร้ามันยาวนานจริงๆ เชื่อละ-_-''แต่อย่างไรก็ตาม..อิชั้นดีขึ้นแล้ว ถึงแม้ว่าตอนที่อัพบล็อกนี้ก็ยังร้องได้อยู่..แต่ก็ไม่ถึงขั้นหยุดไม่ได้..อิชั้นรักพี่เค้าเนอะ-_-''หลังจากผ่านไปแค่2อาทิตย์ รู้สึกว่าเรา2คนจะยังรับมือกับความเคว้งได้ไม่ดีเท่าไหร่จนเหวี่ยงใส่กันไปหลายหน.. แต่วันนี้มานั่งเขียนบล็อกนี้..ยิ่งทำให้คิดได้ว่า เรารักกันขนาดไหน แล้วจะทะเลาะกันไปทำไมนะ..ข้อความข้างบนนั่น.. ฝากถึงคนที่คุณก็รู้ว่าเป็นตัวเองนั่นแหละนะคะ อิอิ :Pอาทิตย์หน้าเราจะเจอบททดสอบความเหวี่ยงแบบใหม่อย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน..นั่นคืออิชั้นต้องไปมาเลเซียอาทิตย์นึงเต็มๆหรืออาจจะนานกว่านั้น..ที่นั่น ยังไม่รู้จะคุยโทรศัพท์กันยังไง เมื่อทุกวันนี้เราโทรคุยกันแทบจะทั้งวันก็ยังดีที่มาเลเรามีwireless.. โน้ตบุ๊คของคุณพี่ที่ซื้อให้จะได้มีประโยชน์เต็มๆก็คราวนี้..แมลงสาบจะโกอินเตอร์(ใกล้ๆและสั้นๆ) ก็หวังว่าจะมีกำลังใจจากมิตรรักแฟนบล็อก และจากที่รักตามไปด้วยเสมอๆเหมือนอย่างเคย..หวังเป็นอย่างยิ่งว่าอิชั้นและทั่นพี่ที่รักจะไม่เอาความคิดถึงที่เกิดจากเพราะคุยกันได้น้อยลงมาเปลี่ยนเป็นแรงเหวี่ยงใส่กัน..เพราะอิชั้นอยากเป็นผู้หญิงที่มีความสุขที่สุดในโลกที่ได้ไปทำงานที่มาเลย์ 1 อาทิตย์เดินช้อปปิ้งซื้อของให้แฟน พ่อแม่แฟน และแม่ตัวเอง..โดยมีคุณแฟนคอยให้กำลังสนับสนุน(ทั้งทางการเงินและทางใจ 5555)เหมือนปกติสาธุ(-/|-)ปล. จบซะงั้น -___-''
กุเบื่อ-_-'' (ระวัง.. บล็อกอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก..)
งานไม่มี ไม่มีอะไรทำ..คนที่เค้าทำ ถามเค้าๆก็บอกว่างานไม่มี..คนที่จะให้งานก็ทำงาน ไม่มีเวลาเอางานมาให้..ก็เลยมีแต่คนไม่มีงานทำ ทำให้กุเบื่อ..มากกกกกกกกกกกกกกกกกกกการได้ไปเรียนเมืองนอกทำให้คนติสต์แตก..หรือคนที่ติสต์แตกมักจะชอบไปเรียนเมืองนอก-_-?คนไปเรียนเมืองนอกเมืองนามา หรือได้ไปใช้ชีวิตที่ประเทศอื่นมานานๆ(โคตรน่าอิจฉา) เท่าที่ได้เห็นและรู้จัก ส่วนใหญ่ (เน้นว่า "ส่วนใหญ่" ไม่ได้แปลว่าเป็นทุกคน เค๊?) มักจะมีอาหารติสต์แตกลึกๆ.. แต่บางคนก็ตื้นๆ..มีความมั่นใจในตัวเองในอีกระดับแบบที่นักเรียนไทยไม่มีวันไปถึง..ในแง่ของself-esteemอิชั้นว่ามันก็ดูดีทีเดียวแหละ...แต่คนที่จะซวยคือนักเรียนไทยทุนน้อยที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกับมนุษย์ต่างชาติในคราบคนไทย..บอกตามตรงว่าบางทีตามความคิดและอารมณ์คุณๆท่านๆกันไม่ค่อยจะทัน..เกิดอาการculture shockรายวัน จนประสาทจะแดกตายห่า..จนหลังๆเลิกตามแม่งละ รำคาญ อยากทำไรทำ อยากพูดไรพูด..กูก็จะอยู่ของกูแบบนี้แหละค่ะ อยากทำไรกูก็ทำเหมือนกัน-_-''เห็นแววนักเรียนไทยทุนน้อยจะกลายเป็นมนุษย์ต่างชาติไปอีกคนเร็วๆนี้..มนษย์ต่างชาติในคราบคนไทยในสายตาอิชั้นรับมือยากกว่าฝรั่งจริงๆหลายขุม..ฝรั่งแท้ๆหรือคนไทยที่มีความเป็นตะวันตกแท้ๆจะไม่ค่อยคิดเล็กคิดน้อย..ไม่พอใจเรื่องอะไร ไม่ชอบอะไร เห็นอะไรไม่ถูกต้องก็พูดกันตรงนั้นให้รู้เรื่องไปเลย พูดแล้ว เคลียร์แล้วก็จบ.. ไม่มานั่งนินทาด่ากันลับหลัง พูดจากระทบกระเทียบเหน็บแนมกันให้น่าถีบ..แต่มนุษย์ต่างชาติในคราบคนไทยไม่ใช่แบบนั้น..ไม่ใช่ยังไง.. ก็ตรงข้ามกับที่ว่ามาตะกี้ทั้งหมดแหละ-_-''เค้ามักจะเลือกปรับโหมดเป็นมนุษย์ตะวันตกก็ต่อเมื่ออยากมี personal rights..แต่จะกลายเป็นคนไทยก็ตอนที่interactกับมนุษย์คนอื่น..บางทีมันก็น่าเบื่อเหมือนกันนะ พระเจ้า-_-''ไอ้เรามันก็ซวยที่ดันมาเจอลูกครึ่งแบบนี้เข้าพอดี..เลยลำบากใจในการใช้ชีวิตนิดนึง.....ตอนนี้ทำตัวปลีกวิเวก ลืมวันลืมคืน ไปวันๆ..เปล่า.. ไม่ได้เหม่อ แต่ตั้งใจลืม..ทำตัวเป็นศัตรูกับปฏิทินทุกชนิด..ไม่ว่าจะเป็นตั้งโต๊ะ แขวนผนัง หรือปฏิทินในคอม.. เพราะว่าผู้ชายที่จะเอาเป็นสามีในอนาคตมาเมืองไทย.. ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เพราะลืมวันไปแล้ว..รู้แต่ว่ามีความสุข ถึงจะมีตบตีกันบ้างตามประสา แต่ก็มีความสุขจนทำให้ลืมวันลืมคืนได้จริงๆ..แต่อีกไม่นาน เดี๋ยวเค้าก็ต้องกลับไป..ไปทำเรื่องที่ควรจะทำ.. แต่ว่าจะได้เจอกันอีกที..อิชั้นคงอายุ27พอดี..เรื่องนี้เป็นเหมือนสิวที่หลัง..มองไม่เห็น ไม่ได้รู้สึกตลอดเวลา.. แต่เมื่อไหร่ที่หลังพิงพนัก..มันก็เจ็บจนบางที น้ำตาไหล..วันที่เค้ากลับไป คงเป็นวันที่สิวแตก เจ็บมาก ทรมานมาก..แล้วก็คงเจ็บจนน้ำตาไหลมากกว่าทุกวัน..แต่สิวที่หลังไม่ใช่สามีในอนาคตของอิชั้น ที่พอแตกไปแล้วก็ไม่ต้องนึกถึงอีกต่อไป..อิชั้นคงร้องไห้ไปอีกหลายวัน หลายเดือน.. จนกว่าจะเจอกัน..แต่ก็คงไม่ได้ร้องทุกวันหรอกนะ.. เดี๋ยวคอนแทคเลนส์มันจะทะลุตาออกมาก่อน..ถึงเราจะจากกันด้วยความหวัง(ที่ไม่ริบหรี่ แต่ชัดเจน)..แต่ก็คงห้ามไม่ได้ที่จะไม่ให้คิดถึง.. คิดถึงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน..เวลาที่ไปเดินเล่น ช้อปปิ้งแพลตตินั่ม เดินพันทิปรายวัน ไปกินข้าวร้านสวยๆ ไปถ่ายรูป ไปหาพ่อแม่ กินข้าวที่บ้าน เล่นกับหมาคิดถึงเวลาที่อยู่กันสองคน หาข้าวกิน หรือนั่งกินข้าวที่พี่ทำมาให้..คิดถึงchicken stroganoffที่อิชั้นยืนทำเหงื่อท่วมเป็นจานแรกในชีวิต..คิดถึงคนที่เปลี่ยนยางรถให้อิชั้น หลังจากขับรถปีนฟุตบาธเหยียบลวดหนามจนล้อรั่ว-_-''คิดถึงระยะเวลาสั้นๆที่เราได้ทำอะไรด้วยกันมากมาย..แค่คิดเท่านี้อิชั้นก็ร้องไห้อีกแล้ว..แอบไปร้องในห้องน้ำก่อน เพราะถ้านั่งอยู่คนเดียวดีๆแล้วร้องไห้นี่..อิชั้นจะถูกตราหน้าว่าเป็นมนุษย์ติสต์แตกเต็มตัว..ไม่ดีแน่นอน-_-''มนุษย์คนไทยเบี้ยน้อยหอยน้อยคนนี้ วันนี้บ้าได้ที่..ขอจบบล็อกไว้เท่านี้ก่อนดีกว่า..ก่อนจะเปลี่ยนที่ทำงานตัวเองเป็นสวนสยาม ทะเลกรุงเทพ..วันหลังจะมาอัพเดทสภาพหลังจากสามีในอนาคต(อันใกล้)กลับไปแล้ว..วันนี้ิหิวข้าว..ไปล่ะจ้ะ
Location : กรุงเทพ Thailand
[Profile ทั้งหมด]