ไร้สาระไปกับกะเหรี่ยงไกลบ้าน
 
 

เปื่อย..

ไม่ได้แวะมาอัพบลอคซะนาน หลังจากไม่ค่อยได้มีเวลาว่าง (จริง ๆ แล้วขี้เกียจซะมากกว่า)


อันเนื่องจากว่า กะเหรี่ยงไกลบ้านอย่างผมนั้น ได้จากบ้านเกิดเมืองนอนมาเป็นเวลา 3 ปีแล้ว (แม้ว่าจะกลับไปเยี่ยมเมื่อปีที่แล้วก็ตาม) ซึ่งในช่วงระยะเวลานี้นั่นเอง มีสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย

เหงา..มีแฟน.. เลิกกับแฟน.. เหงา.. มีแฟนใหม่.. ทะเลาะกับแฟน..

ก็เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขบ้าง ทุกข์บ้าง เหงาบ้าง แล้วก็เซ็งบ้างเป็นเรื่องปกติ

โดยเฉพาะเหงา กับ เซ็งนี่เป็นของคู่กับตัวเลยก็ว่าได้ในช่วงเวลาที่ยังไม่มีใครคอยเคียงข้าง

อาจจะเป็นข้อแก้ตัว... แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องเหล่านี้มันสบายใจ หายไปจากหัวเราได้นั้นมันก็คือแอลกอฮอล์นั่นเอง

ตอนอยู่บ้านเกิดเมืองนอนนั้น สุรา เบียร์ หรือ ไวน์ นั้นแทบจะไม่ได้แตะเลย นับตั้งแต่ประชดชีวิตด้วยการดื่มสุราขนาดหนักจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดไปแล้วครั้งนึง ซึ่งก็นับเป็นเวลา 8 ปี ได้

แต่พอมาอยู่ที่นี่นั้น บางอารมณ์ก็ทำให้เรากลับมาคบกับมันอีกครั้ง เสพมันอีกครั้ง

โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เลิกกับแฟนเก่านั้น วัน ๆ นึงอัดเบียร์เป็นโหล.. ด้วยความที่อากาศร้อน แล้วก็เบื่ออย่างหนัก

ความอ้วนก็เข้ามาเยือน.. น้ำหนักก็เพิ่มขึ้น

อีกทั้งพี่ ๆ ที่ร้านก็ใจดีทำคอกเทลกินกันอีกตะหาก

กลายเป็นว่าช่วงนั้นนี่รับปริมาณแอลกอฮอล์เข้าร่างกายเป็นจำนวนมากโข

จนมาหยุดได้ก็คือช่วงที่มีแฟนคนปัจจุบัน ซึ่งก็อาจจะมีดื่มอยู่บ้าง ถ้าหากต้องออกไปทานข้าวกับเพื่อน หรือ ออกไปทานอาหารบางอย่าง

หรือบางทีเกิดอาการจิตตกคิดถึงเธอมากเกินพอดี จนต้องหาอะไรมาระงับประสาท..

จนหลังจากกลับมาจากเมืองไทยรอบหลังนี้ บางทีนั้นเริ่มรู้สึกว่าหัวใจมันเต้นเก่งเกินไปแล้วในบางอารมณ์

เริ่มรู้สึกว่า เราอ่อนแอขึ้นเรื่อย ๆ จากทั้งสภาพอากาศที่ไม่เอื้อต่อการออกไปไหน ไปเผาผลาญพลังงานหรือแม้กระทั่งตากแดด ให้ได้รู้สึกสดชื่น

แถมเวลาที่ทะเลาะกับแฟน หรือ ผิดใจกันทีไร เหมือนกับว่าหัวใจนั้นมันอยากจะเต้นราวกับว่าอยากจะหลุดออกมานอกอกเลยทีเดียว..

เมื่อคืนก็เป็นอีกคืนเหมือนกันที่ผิดใจกับแฟน ด้วยเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง..

แล้วก็ทำให้คิดมากจนเกิดอาการแบบนี้อีกรอบ..

กว่าจะนอนหลับก็ปาเข้าไป ตี5

แถมยังตื่นด้วยความเคยชินตอน 6 โมงครึ่งอีก..


ตื่นมาแม้ว่าอาการก็ดีขึ้น แต่ก็ยังรู้สึกแปลก ๆ อยู่เช่นเคย..


จากสภาพร่างกายที่ไม่ค่อยจะดีแล้ว มาเจอสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ด้วย นี่มันก็แย่จริง ๆ แหละนะ


จริง ๆ ก็อยากจะไปหาหมอให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยว่าเป็นอะไรกันแน่ แต่ทว่า insurance ก็หมดไปแล้วหลังจากที่เรียนจบ ดังนั้นค่าหมอจึงแพงบรรลัยมาก

ตอนนี้ก็เลยเป็นช่วงที่ได้แต่เฝ้าภาวนา แล้วก็ดูแลตัวเองให้ดีขึ้น ๆ ไปเรื่อย ๆ

อย่าให้เป็นอะไรมากกว่านี้ แล้วก็รอจนถึงเวลาที่แดดจะออกมาก ๆ จะได้ออกไปเดินเล่นทำกิจกรรมให้ได้เหงื่อ ได้ฟื้นฟูร่างกายซักที




แต่กว่าจะถึงเวลานั้น หวังว่ายังคงจะรอดแล้วก็ไม่ทรุดไปกว่าเดิมอีกนะ..




 

Create Date : 18 กุมภาพันธ์ 2552   
Last Update : 18 กุมภาพันธ์ 2552 23:11:54 น.   
Counter : 181 Pageviews.  


เสือก

แวะมาระบายในบลอคตัวเองครับ


เคยรู้สึกว่าโดนเสือกกับเรื่องส่วนตัวบ้างมั้ยครับ...


ผมกำลังรู้สึกอยู่ ณ ตอนนี้เลย

ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ถ้าเข้ามาอ่านบลอคแล้ว..


จบแค่นี้ไม่ได้หรือไง?

ต้องเอาเรื่องของชาวบ้านไปบอกต่อ ๆ กันไปเรื่อย ๆ

เรื่องอื่น ๆ ก็ยังโอเค บลอคผมมีเขียนอะไรเยอะแยะ บ้าบอไปเรื่อย ๆ

เอาไปพูดต่อก็โอเค..

แต่ไม่เข้าใจ ทำไมต้องเสือกเอาเรื่องของแฟนผมไปพูดต่อ ๆ กันด้วย


แฟนผมจะคบกับผมมันผิดหรอครับ?

ต้องไปบอกต่อ ๆ ด้วยหรอครับ ว่าผมเป็นแฟนคนนั้น คนนี้?

โดยที่เจ้าตัวเค้าเองก็รู้มาจากอีกคนนึง

เพื่ออะไรหรอครับ?


ถ้าเพื่อความสนุกปาก..


ขอให้ชีวิตนี้ คนที่มาเสือกเรื่องส่วนตัว ของผม

ถูกคนอื่นเสือกเรื่องส่วนตัวของคุณ แล้วเอาไปพูดต่อ ๆ เป็นทอด ๆ ตลอดไปทั้งชีวิตนะครับ..

แล้วก็หัดระลึกไว้เสมอว่า อย่าพยายามเสือกเรื่องส่วนตัวของชาวบ้านอีก

ขอบคุณครับ..




 

Create Date : 17 พฤศจิกายน 2551   
Last Update : 17 พฤศจิกายน 2551 13:55:51 น.   
Counter : 443 Pageviews.  


Bellevue??? I'm doubted.

Bellevue..

หลาย ๆ คนเห็นชื่อนี้แล้วอาจจะทำหน้าเป็นหมางง มันคืออะไรวะ

มันคือเมือง

แล้วมันอยู่ที่ไหน..

มันคือเมืองที่อยู่ในรัฐ Washington

ซึ่งถ้าบอกไปแบบนี้ก็ยังงงกันไม่เลิก

แต่ถ้าเอ่ยถึง Seattle..

อ๋ออออออออออออออออออออออ...

ครับ เมืองนี้เป็นเมืองที่อยู่ข้าง ๆ กับเืมืองชื่อดังอย่าง Seattle

สภาพอากาศ บ้านเมือง แล้วก็สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ นั้น แทบจะไม่ต่างจาก Seattle เลยเช่นกัน ต่างกันก็ตรงที่ Bellevue นั้นยังมีความเป็นเมืองที่อยู่อาศัยมากกว่า สงบร่มรื่นกว่า แล้วก็ไม่วุ่นวายเท่ากับ Seattle นั่นเอง



อากาศโดยรวมตลอดปีนั้น จะประมาณ ฝน 8 แดด 4 หรือ ฝน 10 แดด 2

ซึ่งแน่นอน เหมือน Seattle ครึ้มอยู่ทั้งตลอดปี เป็นเมืองที่อยู่แล้วค่อนข้างเงียบเหงาและหดหู่

ล้วก็มีสถิติการฆ่าตัวตายสูงมาก


แต่ทว่า ตัวกระผมเองก็ไม่ได้เคยมีความรู้สึกว่าจะเหงามากมาย หรือหดหู่หรืออย่างไร

กลับชอบเสียอีก เนื่องจากเงียบสงบดี เย็นดี แล้วก็ไม่มีปัญหาอาชญากรรมมากด้วย

จินตนาการดู อยู่เมืองไทยบางที เดินออกมาซื้อของที่เซเว่นหน้าปากซอย ตอนเที่ยงคืน ยังเผลอ ๆ จะโดนจี้โดนปล้น หรือสาว ๆ อาจจะโดนขื่นขมก็เป็นไปได้

แต่ที่นี่ ดึก ๆ แล้วก็ยังพอจะมีคนเดินออไปซื้ออะไรทานบ้างที่เซเว่น หรือ แม้กระทั่งตัวกระผมเอง บางทีหิวอะไรดึก ๆ ก็เดินดุ่ม ๆ ไปเซเว่นที่ห่างจากบ้านพักไปราว ๆ ไมล์กว่าได้ โดยที่ไม่เกิดอะไรขึ้น..

ถึงแม้ว่าอาจจะด้วยอาณิสงฆ์ที่หน้าตาพอจะไปวัดตอนทำบุญล้าป่าช้าได้

แต่กะเหรี่ยงตัวกระจ้อยอย่างกระผมนั้น ถ้าเจอพี่มืดตัวเบ้อเริ่ม หรือว่าพี่ขาวตัวยักษ์ กระผมก็คงไม่รอดเช่นกัน

แต่ก็ขอบคุณ ที่ยังไม่เกิดอะไรขึ้นเลย ตลอดเวลา 2 ปีกว่า ๆ ที่อยู่ที่นี่

จะว่าไปแล้ว ผมชอบที่นี่มากกว่าเมืองไทย บ้านเกิดเมืองนอนด้วยซ้ำ ถ้าพูดถึงแค่ที่อยู่อาศัย..

แต่หลาย ๆ อย่างนั้นมันก็ทำให้ผมไม่่อยอยากจะอยู่ที่นี่เช่นกัน

แต่ ณ วันนี้ ในบลอคนี้ ผมจะพูดถึงเพื่อนบ้านของผมในเมืองนี้แล้วกัน..

ซึ่งเพื่อนบ้าน หรือ เพื่อนร่วมเมือง ของผมนั้น ส่วนใหญ่แล้ว..

ไม่ใช่คุณแยงกี้..

ไม่ใช่พี่มืด..

ไม่ใช่อาตี๋กี๋หมวย..

ไม่ใช่พี่ไทยน้องลาว..



แต่เป็นพี่แขกตี้นั่นเอง..

พี่แขกทั้งหลายนี้ จัว่าเป็นเพื่อนบ้านตัวแสบอันดับต้น ๆ เลยทีเดียว

เนื่องจากว่าเป็นชาติที่รวบรวมคุณสมบัติแย่ ๆ ที่ผมไม่ชอบมาไว้ครบครันเลยทีเดียว

ที่จริงนั้น แรก ๆ ที่มาอยู่ที่นี่ หลาย ๆ คนก็ได้เตือนไว้ว่า ระวังพวกคุณพี่พวกนี้ให้ดี ๆ

ฟังดูแล้ว ๆ ก็ราวกับสุภาษิตสมัยใหม่บ้านเรา

"เจองูกับแขก ตีแขกก่อนตีงู"





อะไรมันจะขนาดนั้นหว่า..


แต่พอได้มาประสบพบเจอจริง ๆ แล้วก็ต้องขอชมเชย..

ว่าบรรพบุรุษเราคิดค้นสุภาษิตได้ถูกต้องเหลือเกิน


ขอยกตัวอย่างคร่าว ๆ

อันเนื่องด้วยข้าพเจ้านั้นก็เหมือนดั่งนักเรียนไทยหลาย ๆ คน

คืออยากหาเงินประทังชีวิตระหว่างอยู่ที่นี่

ประกอบกับได้มีญาติเป็นเจ้าของร้านอาหาร

เลยได้มีโอกาสได้หาเงิน เพื่อที่จะซื้อหนังสือเรียน หาอะไรกิน ซื้อของเล่นไปเรื่อย ๆ ..

และได้รับใช้คุณพี่แขกตี้ทั้งหลาย

คุณพี่พวกนี้นั้น.. จะขึ้นชื่อเลย เรื่องของความเรื่องมากกกก..

บางรายนั่งยังไม่ทันจะเต็มตูดเลย..

"Can I have water without ice?"

โอเค ๆ .. จัดให้ ดีซะอีก ไม่เมื่อยตักน้ำแข็ง..

พอเดินเอาน้ำไปเสิร์ฟ

"I'm ready to order."

โอเค.. ดีเหมือนกันไม่ต้องเดินมาอีกรอบ..

"...."

"what do you wanna have, honey?"

"I don't know.."

"This one is good. let's try it.."

"I don't know.."

"..."

"give us two more minute.."




มันคุณพี่พร้อมตรงไหนหรอครับ

เวลาก็ผ่านไปราว ๆ 3-4 นาทีได้ ผมก็ยืนคุมเชิงอยู่ไกล ๆ เนื่องด้วยร้านอาหารที่ทำนั้นไม่ได้มีระดับกรองอากาศที่ดี อีกทั้งไม่ได้มีหน้ากากไว้บริการด้วย

"hey.. cummon.."

คุณพี่แขกตี้ที่รักเรียกผมอีกครั้ง ด้วยท่าทางที่อยากจะเอายอดเท้าไปเหน็บที่ยอดอกจริง ๆ

พี่แกดีดนิ้ว พร้อมกับผิวปาก ก่อนที่จะเอ่ยเรียกผมนั่นเอง..

มารยาทดีจริง ๆ

"Can I have vegetarian Phadthai?"

"Yes, sir.. do you like it spicy?"

"Sure.. as spicy as you can make it!!"

"You bet, sir.."

"oh.. I don't want any meat, egg, and fish sauce in it."

"... Of course, it's a veggie sir."

"Ok.. good.. Can I have rice too?"

"Sure.."

"How much?"

"1.50 bucks, please.."

"....."

"I change my mind.. just only Phadthai is fine.."



"Ok sir... anything else?"

"No,.. please make sure I', vegetarian, so NO EGG NO MEAT NO FISH SAUCE.."

"sure.."

เอ่ออ... ฟังภาษาคนรู้เรื่องครับ แม้ว่าจะฟังภาษาสำเนียงอินเดียไม่ค่อยออกก็เหอะ.. ไม่ต้องย้ำขนาดนั้นก็ได้..

พอยกอาหารไปก็นะ..

"Can I have a hot sauce?"

โอเค ๆ จัดให้..

"Can I have eating spoons?"

โอเค...

"Can I have limes?"

เออ...

"omg.. that was too spicy!! Can I change to the new one but less spicy?"

เอ่อ..

แดรกไปครึ่งจานแล้ว.. เพิ่งรู้สึกว่าเผ็ด..

แล้วหมาที่ไหนจะให้เปลี่ยนล่ะวะครับ

แล้วก็มาวีนหน้าเคาเตอร์ว่า ร้านนี้หยาบคาย ไม่สนใจลูกค้า ทำอาหาแบบที่กินไม่ได้ออกมาให้..

เอ่อ.. แล้วไอ่คำว่า as spicy as you can make นี่ แปลว่าอะไรครับ


อีกเรื่องก็คือ cheapness..

พี่แขกตี้บางคนก็ไนซ์น่าดู

ไม่เรื่องมากเลย พูดจาดี๊ดี..

นี่สิ พี่แขกยุคใหม่..

อะไรก็ดีหมด ปากหวาน ชมว่าอร่อย ๆ อร่อยมาก จะกลับมากินอีกแน่ ๆ

สุดท้ายแล้วจ่ายเงินแล้วก็ลุกมาหาพวกผมที่แคชเชียร์ พร้อมกับกุมมือขึ้นบริเวณอก

"It was so great.. your food is fantastic!!" แล้วก็เดินออกไปอย่างมีความสุข..


"เฮ้ยยพี่.. มันให้ทิปแค่ 2cent ว่ะ.."



ดีใจหาย แล้วก็เค็มใจหายด้วยเช่นกัน


อย่างสุดท้ายที่จะไม่พูดถึงก็คงไม่ได้

เพราะเป็นสิ่งที่ขึ้นชื่อมากที่สุดของพี่ ๆ เค้า



นั่นก็คือ...


กลิ่น00


ตามที่เรารู้ ๆ กันว่าพวกพี่ ๆ เค้านั้นบางท่าน (จริง ๆ ก็เกือบทุกท่าน)นั้นกลิ่นแรงจริง ๆ

แรงขนาดว่า นั่งทานอาหารอยู่ที่โต๊ะ เรายืนตรงแคชเชียร์แล้วยังได้กลิ่นก็มี

แค่นั้นยังดี เพราะยังทนกลั้นหายใจ เดินหลบไปหลบมาได้

แต่ทว่า..

อันกะเหรี่ยงอย่างผมนั้น ไม่ได้มีรถเป็นของตัวเอง

ส่วนใหญ่ไปเรียนก็ขึ้นรถเมล์เอา เพื่อความประหยัด

ซึ่งก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องเจอพวกเค้าทุกเช้าที่ไปโรงเรียน

แล้วมันก็ช่วยอะไรไม่ได้จริง ๆ..

ที่รถสายที่ต้องนั่งไปนั้น...

ร้อยละ 90% ของผู้โดยสาร เป็นพี่แขก

ขึ้นรถตอนเช้านั้นยังดีหน่อย

กลิ่นโคโลญจน์ ผสมกับ กลิ่นเครื่องเทศ

แล้วก็แป้งหอม(ฉึ่ง)

ก็ยังพอทำเนา ไม่ได้เหม็นอะไรมาก ยกเว้นจะมีเครื่องเทศแรงไปหน่อย เพราะเพิ่งกินเสร็จมาเมื่อเช้า


แต่ตอนเย็นนี่สิ..




ถ้ามีบุญวาสนาไม่ได้นั่งใกล้กันก็ดี

คงไม่ต้องทุกทนมากกับกลิ่น

แต่ก็ยังดีที่ได้นั่งด้วยกัน..


เพราะถ้ายืนใกล้ ๆ กันนี่..

อารมณ์จะประมาณว่า เครื่องเทศเมื่อเช้านั่นแหละ...

แต่บูดแล้ว..

หรือกลิ่นโคโลญจน์ที่ราวกับหมดอายุมา 5-6 ปีได้




แต่จะว่าไป พี่แขกตี้ก็ไม่ได้เลวร้ายทุกคนนะครับ แค่บางคนเท่านั้นเอง

แต่ถึงยังไง จะให้ผมไปอยู่ใกล้ ๆ ก็ขอบายดีกว่านะ




 

Create Date : 08 พฤศจิกายน 2551   
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2551 0:08:56 น.   
Counter : 806 Pageviews.  


งานอดิเรกของกะเหรี่ยงไกลบ้าน 1 (Geek Alert!!)

2 ปีที่แล้ว หลังจากที่ตัดสินใจมาใช้ชีวิตแดนไกล ห่างไกลบ้านเกิดเมืองนอนนั้น กะเหรี่ยงผู้นี้ก็ได้สาบานกับตัวเองไว้ว่าจะพยายามสลัดความเหงา และ ความเศร้าไว้เบื้องหลัง ไม่ว่าจะด้วยวิธีอะไรก็ตาม

ซึ่งหนทางเดียวที่ตัวกระผมนั้นคิดได้นั่นคือ การหางานอดิเรกทำ


ซึ่งจริง ๆ แล้วนั้น งานอดิเรกของผมจริง ๆ แล้วนั้น คือการเล่นเนท อ่านพันทิบนั่นเอง

แต่ทว่า ก็อยากที่จะมีอะไรทำมากกว่านี้ เพื่อที่จะให้เวลาที่มันว่าง ๆ นั้น ได้ถูกฆ่าไปโดยที่ปราศจากความเหงา และ เบื่อเข้าครอบงำ

ดังนั้นงานอดิเรกที่ 2 จึงถูกตามหาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ซึ่งอันที่จริงแล้ว งานอดิเรกอย่างที่ 2 นั้น ผมเองก็พอที่จะมีอยู่แล้วที่เมืองไทย

นั่นก็คือ การถ่ายรูป

ตัวผมเองเริ่มสนใจในการถ่ายภาพมาตั้งแต่มัธยม ถึงแม้ว่าฝีมือจะจัดว่าห่วย แล้วก็ไร้จินตนาการก็ตาม แต่ผมก็รักการถ่ายภาพมากมาย

ไม่ว่าจะไปที่ไหน ไม่ว่าจะขึ้นรถ ลงเรือ ไปตามสถานที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านค้าต่าง ๆ หรือสถานท่องเที่ยวที่สำคัญ

ก็มักจะหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายเสมอ ด้วยความสุข

อีกทั้ง เมื่อครั้งยังอยู่เมืองไทย ก็ยังมีนางแบบประจำให้พอถ่ายภาพได้บ้าง แม้คุณเะฮจะไม่ค่อยยอมเท่าไหร่ก็ตาม

การถ่ายภาพจึงเป็นอะไรที่ชอบมากมายจริง ๆ




แต่ทว่า..

ขึ้นชื่อว่า Seattle หรือแม้กระทั่งเมืองเครื่องเคียง เอ๊ย ข้างเคียงที่ผมอาศัยอยู่อย่าง Bombay เอ๊ย Bellevue นั้น เป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องอากาศหดหู่อยู่แล้ว ด้วยสัดส่วนของฝนและแดดอยู่ราว ๆ 8/4 - 10/2



ดังนั้นการที่จะออกไปแร่ดถ่ายรูปข้างนอก หรือตามสถานที่ต่าง ๆ นั้นจึงเป็นไปได้ยากมาก

อีกอย่างก็คือ ไม่ว่าจะร้านอาหาร หรือ ร้านค้า ห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ นั้นก็ล้วนที่จะน่าเบื่อเหลือหลายเมื่อเทียบกับเมืองไทย โดยเฉพาะ กทม. บ้านเกิดของผม

และที่สำคัญ..

ไม่มีแฟน

ดังนั้นข้ออ้างกับตัวเองในการที่จะมีกล้องไว้ถ่ายภาพนั้น ก็ตีกลับไปอยู่ที่ 0 ทันทีโดยไม่มีข้อแม้



แล้วกุ๊ดจี่ตัวอ้วน ๆ อย่างผมจะทำอะไรดีแก้เบื่อ

ถามเพื่อน ๆ สมัยเรียนที่ผกผันตัวเองมาอยู่ที่นี่เพื่อสอบถามความเห็นก็ได้รับคำตอบที่ดีเหลือเกิน เช่น

"กินเหล้า" เมาไปวัน ๆ เดี๋ยวก็ไม่เบื่อเอง
"มีแฟน" จ้ำจี้ จู๋จี๋ หรือจะ จี๋จู๋ ก็สนุกได้ทุกเมื่อ
"เล่นเกม" ฟังดูเข้าท่า แต่จะกลายเป็นติดเกมแทนซะงั้น

ในที่สุดก็ไม่ได้อะไรกลับมาจากเพื่อนเลิฟทั้งหลายเลย


แต่ก็ด้วยความที่มีอารมณ์สุนทรีย์อยู่พอควร การฟังเพลงนั้นจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเป็นงานอดิเรก

อยู่บ้านเกิดก็ยังมี ชุดมินิคอมโปของ pioneer ไว้ฟังแก้เวลาเล่นคอม ไม่ก็ยังมีชุดลำโพงของ Creative ไว้กับกับคอมด้วยนั่นเอง

ในเวลานั้น เครื่องเล่น mp3 เป็นอะไรที่กำลังบูม แล้วก็ได้รับความสนใจเป็นอันมาก

ก่อนที่จะเดินทางมาที่นี่จึงได้เครื่องเล่น ยี่ห้อ Creative ขนาด 512Mb

ซึ่งก็เป็นอะไรที่ชอบมาก ๆ กับการที่จะได้ฟังเพลงไปไหนมาไหนตลอดเวลา เพลินดี

แต่เมื่อกลับมาถึงบ้านนั้น รูหูที่บอบช้ำจากการโดนล่วงล้ำมาทั้งวันแล้วก็อยากที่จะได้พักบ้าง เพื่อที่จะได้รับศึกหนักในวันต่อไป

laptop และลำโพงคอมพิวเตอร์ซักตัวจึงเป็นทางเลือกที่ดีมาก ๆ อีกเช่นกัน

อาทิตย์ที่ 2 นั้น ก็ได้จัดแจงเจียดเงิน วิ่งไป Circuit City เพื่อที่จะซื้อลำโพงคอมพิวเตอร์มาตัวนึง

เมื่อมาถึงบ้านนั้น ก็ได้เสีบฟังในทันใด

โอยย สวรรค์

แต่ยังไม่ทันที่กะเหรี่ยงตนนี้จะขึ้นถึงสวรรค์ชั้นบน ๆ


เสียงจากนรกก็ดังขึ้นมาทันที

"ก๊อก ๆ ๆ"

"อย่าเปิดเพลงดังได้มั้ย มันดังมาถึงข้างห้อง"

คุณเจ้าของบ้านนั้น เดินมาบอกทันทีหลังจากที่ได้ยินผมเปิดเพลงอยู่ราว ๆ 5 นาที


โอเควะ.. เปิดเบา ๆ ก็ได้.. คิดในใจพร้อมกับค่อย ๆ หรี่เพลงลง

แต่แล้ว..

"ก๊อก ๆ ๆ"

"มันยังดังเข้ามานะ เกรงใจกันหน่อย"



เอ่อ.. ถ้าหรี่กว่านี้นี่.. ผมก็ไม่ต้องฟังกันพอดีละครับ

แต่ก็ช่วยไม่ได้จริง ๆ เนื่องจากว่า บ้านที่ผมมาอาศัยอยู่นั้น เป็นบ้านที่มีระบบเก็บเสียงจัดว่าห่วย ถึงห่วยที่สุด

คนข้างห้องคุยอะไรกันก็จะได้ยินมาถึงห้องผมหมด

หรือแม้แต่เวลาห้องชั้นบนออกรบกันนั้น ก็ได้เผื่อแผ่เสียงแห่งความสุขลงมาถึงชั้นล่างด้วยเช่นกัน

(แต่เสียงนี้ ไม่เห็นมีใครบ่นว่าดังเลยแฮะ ลำเอียงชัด ๆ )

ดังนั้น ลำโพง Altec Lansing ราคา100 กว่าเหรียญจึงถูกอัญเชิญกลับไปยังร้านค้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังจากที่ได้ลองฟังมันได้แค่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง

แต่ในระหว่างที่เดินสำรวจของหลังจากที่คืนสินค้าเรียบร้อยแล้วนั้น

ก็ดันไปสะดุดกับเจ้าหูฟังสีขาวตัวนึงเป็นแบบคาดหัว

ซึ่งถ้าจำไม่ผิดตัวนี้แหละ ที่เค้าว่าเสียงดีกัน

จึงได้นำเงินก้อนที่ได้คืนมา จ่ายเป็นค่าตัวของน้องนางนี้แทน

ซึ่งข้อดีที่ผมคิดได้ขระนั้นของการใช้หูฟังก็คือ ความเป็นส่วนตัว และ ไม่รบกวนใครนั่นเอง

ประกอบกับ หูฟังแบบธรรมดา ๆ นั้นสร้างความเจ็บปวดให้กับรูหูของผมพอควร หูฟังแบบนี้จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว

ซึ่งก็ไม่ผิดหวังจริง ๆ

เสียงดีมาก สมกับที่มีคนว่าไว้

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ตอนที่ได้เลือกหยิบหูฟังตัวนี้นั้น ก็มีตัวนึงวางอยู่ข้าง ๆ ราคาเท่า ๆ กัน มาล่อตาล่อใจด้วย

ด้วยความที่สนใจที่จะรู้ว่าอะไรมันดีกว่ากัน

google จึงยังเป็นเพื่อนที่ดี่ี่สุดเสมอ



แต่ในครั้งนั้นเอง.. เพื่อนที่ดีที่สุดคนนี้ ก็นำพาให้ผมนั้นได้พบกับหายนะทางการเงินในเวลาต่อมา...




 

Create Date : 28 ตุลาคม 2551   
Last Update : 29 ตุลาคม 2551 2:02:00 น.   
Counter : 111 Pageviews.  


เบื่อ

เบื่อ..

หลาย ๆ คนรู้จักคำ ๆ นี้ดี

ผมเองก็รู้จักดี โดยเฉพาะตอนนี้

รู้สึกเบื่อออออออออออออออออออออ อย่างแรง

อันเนื่องด้วยกะเหรี่ยงแดนไกลผู้นี้นั้น เพิ่งได้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดมา 1 เดือน

เมื่อกลับมาที่นี่แล้วนั้น จึงเกิดอาการเบื่อขั้นรุนแรง ราวกับว่า โดนเจ้าหน้าที่สนามบิน หรือ คุณอิมทั้งหลายมันวางยามาก่อนออกจากสนามบินยังไงยังงั้น

จนพอมาถึงบ้าน มานั่งอยู่หน้าคอม คิดไปคิดมา..

อาการเบื่อขั้นรุนแรงนั้นก็ได้พัฒนาไปสู่ระดับที่เรียกว่า "จิตตก"

หรือที่เรา ๆ เรียกกันติดปาก เป็นภาษาปะกิตว่า โฮมซิค

จริง ๆ อยากจะใช้คำนี้เหมือนกันนะ เผื่อจะได้ดูดีมีสถุลรุณชาติกับเค้ามั่ง

แต่พอดีว่า มันไม่ได้คิดถึงบ้านนี่สิ -_-"

เป็นอยู่อย่างนี้ก็เป็นวันที่ 4 ได้แล้ว ไม่รู้จะเป็นอะไรกันนักหนา ทั้ง ๆ ที่ก็นะ สภาพเดิม ๆ สังคมเดิม ๆ ก่อนที่จะกลับไปเมืองไทยนั่นแหละ

วันนี้ก็เลยลองมานั่งอัพบลอค ใช้วิธีแนว Writing therapy ดูว่ามันเกิดจากอะไรมั่ง

- อากาศ อันดับแรกเลย พอลงจากเครื่องเข้ามายังตัวสนามบินก็รู้ได้เลยว่า หนาวโคตร ๆ

อุณหภูมิที่กรุงเทพเหมือนสวรรค์ที่ร้อนดั่งนรกนั้นจะอยู่ที่ราว ๆ 30++ ตลอด แต่กลับมาที่นี่วันแรกนั้น อุณหภูมิ 3C

พอมันหนาว มันก็รู้สึกหดหู่ขึ้นมานิด ๆ แล้ว

ประกอบกับสภาพท้องฟ้าที่มีแต่เมฆครึ้ม ๆ ทั้งวัน เทา ๆ หม่น ๆ ดำ ๆ และ ไม่มีแดด

ทำให้ยิ่งหดหู่ใจมากขึ้นไปเรื่อย ๆ จริง ๆ

- ฤดู ยามนี้นั้น เป็นฤดูใบไม้ร่วง (Fall) แล้วนั่นเอง

ยามที่เดินตามถนนหนทางนั้นก็จะมีแต่ใบไม้หลากสี ทั้ง ส้ม แสง เหลือง หรือ สีน้ำตาล

แถมใบไม้เหล่านั้น เมื่อต้องลงหนาวที่ผ่านพัดมานั้น ก็ค่อย ๆ ร่วงโรยลงทีละใบ 2 ใบ ช้า ๆ

เฮ่ออ... หดหู่ ๆ ๆ

- เหงา อันรู้ ๆ กันบ้างสำหรับบางคนที่ผ่านมายังกระทู้นี้ เนื่องด้วยมีสิ่งมีชีวิตบางจำพวกนั้น มาประกาศตัวว่าเป็นแฟนของกะเหรี่ยงตนนี้

ซึ่งก็เป็นความจริงแท้แน่นอน (เขิน)

แต่ด้วยความที่เธอผู้นั้น เป็นสิ่งมีชีวิตที่ข้าพเจ้าไม่สามารถนำเข้ามายังประเทศนี้ได้

เดี๋ยวจะโดนโดนทิ้ง ทำลาย หรือ ฆ่าให้ตายซะก่อน จึงเป็นอันว่าต้องทิ้งคุณเธอไว้ยังบ้านเกิดเมืองนอนก่อน ณ ตอนนี้

ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันมานั้น เรียกว่าชีวิตของกะเหรี่ยงผู้อาภัพรักคนนี้ มีความสุขเหลือหลายจริง ๆ ซึ่งก็กล้าบอกได้เลยว่า มีความสุขมากที่สุดในชีวิตก็ว่าได้

แต่แล้วก็ต้องมีอันได้ลาจากกันซะงั้น

หดหู่ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

เลยทำให้มันเบื่ออะไรไปหมดเลย เจออะไรก็เบื่อไปตะพึดตะพือ

เบื่ออาหาร เบื่ออากาศ เบื่อบ้าน หรือแม้กระทั่ง เบื่อตัวเอง

จริง ๆ แล้วนั้น อาการเบื่อนั้นน่าจะเกิดกับตัวกระผมเมื่อ 2 ปีที่แล้วมากกว่าเสียด้วยซ้ำ ซึ่งนั่นก็เป็นครั้งแรกที่ได้มาเหยียบที่นี่

แต่อาจจะเพราะว่า ตอนนั้นมันเป็นช่วง Summer ซึ่งยังพอจะมีแดดให้ได้รู้สึกสดใสบ้าง

อีกทั้ง ณ ตอนนั้นนี่ ทำใจก่อนที่จะมานี่ นานมาก ตัดทุกสิ่งทุกอย่างออกไปจากชีวิตแทบทั้งสิ้น

ทั้งเพื่อน ครอบครัว แฟน(ตอนนู้น) แล้วก็หมา

เลยทำให้ไม่เบื่อ ไม่คิดถึงบ้าน คิดถึงเมืองไทยซักเท่าไหร่

แต่คราวนี้นั้น เหมือนกลับไปเที่ยวอย่างเดียว

ทุกคนที่รู้ข่าวก็เลยอยากจะเจอ อยากจะมาเที่ยวด้วย

เรียกว่า คนจองคิวกันซะให้เต็ม..

ราวกับตัวเองนั้นเป็นซุปเปอร์สตาร์ยังไงยังงั้น


แต่ยังไงก็นะ ปัดคิวทิ้งหมด ไปเทให้คุณแฟนที่รักคนเดียว

แต่ด้วยความที่มันเป็นแบบนี้นั้น ตอนกลับนี่สิ

เศร้าโคตร ๆ

พอกลับมาอยู่ที่นี่เลยเบื่ออย่างจับจิต จนถึงขั้นจิตตกกันยกใหญ่ทีเดียว


แต่สุดท้ายนั้น

ก็ยังคงต้องตั้งหน้าตั้งตาสู้กันต่อไป

เพื่อที่จะได้เรียนจบ และ มีงานทำซะที






เดี๋ยวคุณแม่เค้าจะไม่ยอมยกลูกสาวให้..







เดี๋ยวจะต้องเหนื่อย พาหนีซะงั้น..




วันนี้บ้าพอแค่นี้ดีกว่า ขอบคุณที่อุตส่าห์บ้าเข้ามาอ่านครับ




 

Create Date : 26 ตุลาคม 2551   
Last Update : 26 ตุลาคม 2551 14:18:37 น.   
Counter : 126 Pageviews.  


1  2  

กะลุ๊ดกุ๊ดซันเดย์
 
Location :
Bellevue United States

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




กุ๊ดจี่ตัวอ้วน ๆ ที่ต้องเร่ร่อนห่างบ้านเกิดเมืองนอน T_T



---------------------------------------------------------------

เนื้อหาในบลอค ไม่อนุญาตให้นำไปอ้างอิงหรือกล่าวถึง ในทางที่ไม่ดี

[Add กะลุ๊ดกุ๊ดซันเดย์'s blog to your web]

MY VIP Friend

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com