Bloggang.com : weblog for you and your gang

Rainwindy Love@HTสัมผัส อบอุ่นที่เธอเคยมีให้กัน กับความทรงจำ ที่ฉันนั้นไม่ลืม

rainwindy

Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

Love Manta ฮับ@








Google









ตะวันยังมีให้เห็น ของ อ๊อฟ ปองศักดิ์ รัตนพงษ์
Site Meter





 
Group Blog

 
All Blogs

 
Friends' blogs
[Add rainwindy's blog to your weblog]
Links
 

 

ปลูกปะการัง@เกาะหวาย จ.ตราด

Let's Take a Break..ชีวิตที่จะมีความสุขได้ คือการที่เราอยู่ในพื้นที่ที่มีความสุข และรู้สึกมีความสุข..ไม่ใช่หรือ...


...การเดินทางไม่ได้หมายถึงการเที่ยวไปในสถานที่ห่างไกลอย่างเดียว อีกแง่มันคือการใช้ชีวิตผ่านประสบการณ์ข้างทางที่มีทั้งสุข เศร้า ..

...ทุกคนต่างมีกระเป๋าเดินทางของตัวเองอยู่แล้ว เพียงแค่ออกไปหาประสบการณ์มาใส่กระเป๋าเราเท่านั้น ..

...แต่ถ้าไม่เอา "ใจ" ใส่กระเป๋าไปด้วย การออกเดินทางทุกครั้ง คงไม่มีความสุขเหมือนอย่างที่มันควรจะเป็น ...







The Coral Nursery @ Koh Wai, Trat Province


8-9 August 2009 , 4-6 August 2009 @ Jantaburi & Pattaya



ทริปนี้ สร้างสรรค์จริงๆ ดูภาพลักษณ์ดีมั่กๆ เพราะไปสร้างบ้านให้ปลาทะเลไทย และก็เป็นครั้งแรกด้วย.. ได้ยินเรื่องการปลูกปะการังมานานแล้ว ไม่เคยได้มีโอกาสไปทำซักที .. และเมื่อโอกาสมาถึง .. จึงไม่รั้งรอที่จะไป ..


และยังเป็นทริปแรก ที่ไม่ได้ไปดำน้ำ หรือแตะน้ำทะเลอีกเลย ตลอดระยะเวลา 1 ปีเต็มๆ



(งวดหน้า อยากเก็บขยะบ้าง น่าจะง่ายกว่ากันนะ แหะๆ)

ดูรูปทั้งหมดได้ที่นี่ฮะ
http://rainwindy.multiply.com/photos/album/41

@เกาะหวาย



Itinerary เราออกดูแปลกๆ กว่าคนอื่น แต่ก็โอนะ (จาก Bkk - ไปจันทบุรี - ย้อนไปพัทยาใหม่ - กลับมาจันทบุรีอีก - ไปตราด - กลับ Bkk .. บ้าไปแล้ว)


(คืนที่ 4-6 Aug 09 อันนี้ ไม่เกี่ยวกับใคร .. ฮือๆ มาก่อนเค้าล่วงหน้า เพราะงานเข้าที่ จันทบุรี (แต่เดี๋ยวขอแอบแจมลงรูปที่น้ำตกพลิ้ว จันทบุรี กินข้าวที่ Pattaya park Tower ชั้น 52 และดูอัลคาซ่า ที่พัทยา .. เสร็จงานก็เผ่นไปน้ำเชี่ยวต่อ)
คืนที่ 7 Aug เราซุกหัวนอนกันที่ Homestay หมู่บ้านน้ำเชี่ยว จ.ตราด (บรรยากาศดีมากๆ นั่งเรือกินลมชมวิว)
คืนที่ 8 Aug เรานอนกันบนเกาะหวาย


#นั่งเรือหมู่บ้านน้ำเชี่ยว


@เกาะเหลายา


อ่าวคุ้งกระเบนอคาเรี่ยม



ทีมอาสาสมัครอย่างพวกเรา นำทีมโดย Big Mama (พี่นอม) ได้จัดการวีน เอ้ยประสานงานทุกสิ่งอย่าง และได้ร่วมกับมูลนิธิ ICEF (International Cultural & Educational Foundation) และเจ้าหน้าที่ (น่าจะจากศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเล) ในการอนุบาลพันธุ์ปะการังเพื่อเป็นการฟื้นฟูปะการังที่นับวันจะน้อยลงไป ณ เกาะหวาย ขึ้นบกและลงน้ำ ที่ปะการัง รีสอร์ท จ.ตราด



จากที่พี่เค้าเล่าว่า ไอ้เจ้าปะการังเนี่ยมันสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ตามธรรมชาติ แต่ต้องใช้เวลานิด และถ้ามีการทำการอนุบาลแบบเหมาะสมแล้ว จะทำให้ปะการังฟื้นตัวได้เร็วขึ้น กว่าการที่มันจะขึ้นฟื้นฟูตัวมันเองตามธรรมชาติ (ประมาณว่าพวกเราใจร้อน เลยต้องหาทางไปช่วยให้มันขยายพันธุ์ไวๆ)



กิจกรรมหลักๆ ที่พวกเราไปช่วยกันในทริปนี้ คือ ขยายแปลงอนุบาลกิ่งปะการังเขากวางด้วยท่อ PVC (เราได้ทำไปประมาณ 1000 กว่ากิ่งนะ คิดว่า)



ขอตัดตอนเล่าแบบรวบรัด ว่าพวกเรามีขั้นตอนในการปลูกบ้านใหม่กันอย่างไร??


1. ทีมนักดำน้ำลงไปตัดกิ่งปะการังให้เหมาะกับขนาดของท่อสายยาง และท่อ PVC ที่เตรียมไว้ (คือกะให้จิ้มกิ่งลงไปได้) งานนี้ต้องขอบคุณเอ มากๆ ที่ช่วยตัดเพิ่มให้ เพราะน้ำขุ่นมากๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เจอน้ำขุ่นขนาดนี้ ทำเอาชีวิตรันทดเลย .. ไม่ได้ซักกะกิ่งในตอนแรก .แอบเศร้าและรู้สึกผิด ^^ หาไม่เจอเอย ไม่กล้าตัดเอย จดๆ จ้องๆ สรุป ที่เค้าบอกให้ ตัดคนละ 120 กิ่ง (แหะๆ ได้ไม่เท่าไหร่ นอกนั้นเอช่วยหมด.. ขอบคุณมานะที่นี้ด้วยค่า)






2. นำขึ้นมาใส่ท่อที่เป็นสายยาง (size เล็ก)และท่อ PVC (sizeใหญ่หน่อย) ที่เตรียมไว้แล้ว โดยทีมสนับสนุนที่อยู่บนบก และทีมดำน้ำด้วย ร่วมด้วยช่วยกัน (ในขั้นตอนนี้ ต้องนำตัวน็อตยึดติดกับท่อ PVC และนำปะการังไปใส่ และขันให้น็อตยึดติดกับตัวปะการังอีกที (ตอนเอาลงไปวาง ทำให้รู้ว่า ถ้าขันน็อตไม่แน่น หรือไม่ยึดติดกับปะการัง จะทำให้ต้องไปขันใหม่ใต้น้ำ เพราะกิ่งปะการังจะหลุดออกจากท่อ PVC (เศร้า)





3. นำปะการังที่พร้อมแล้ว จิ้มใส่ที่แปลงปลูกปะการังที่เป็นท่อ
PVC ทำเป็นแผง 2 แบบ แบบจิ้มจุ่มได้ 48 ต้น และ 24 ต้น เพื่อเตรียมเอาไปวางไว้บริเวณหน้าหาด และบริเวณที่พี่เจ้าหน้าที่กำหนดไว้ ความลึกน่าจะ 4 เมตร คาดว่าจะแปลงที่ลงใหม่ของพวกเราจะรอด และโตเหมือนแปลงที่เราไปแอบดูของชาวบ้านเขา ว่า “เฮ้ย มันโตจริงๆ นะเนี่ย ดูเปรียบเทียบกันแล้วก็เกิดความอิ่มใจ แต่ไม่อิ่มข้าว .. เริ่มอิน และรู้สึกดีขึ้นมาทันควัน)



หรือ อีกวิธีที่เราทำคือ นำแปลงปะการังลงไปตอกยึดติดกับพื้นทรายก่อน แล้วค่อยนำตัวปะการังที่เตรียมไว้ ใส่ตะกร้าลงไปจิ้มใส่ตัวแปลงอีกที (ได้ทำขั้นตอนนี้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยกับพี่แหม่ม เย้ๆ ลบล้างความผิดที่ก่อนหน้านี้ช่วยอะไรเค้าไม่ค่อยจะได้



^^ )


**หมายเหตุ พวกเราดำเนินการใต้น้ำค่อนข้างยาก เนื่องจากมีพายุเข้า และน้ำขุ่นมาก วิสัยทัศน์ใต้น้ำไม่ดี พี่เค้าบอกแค่ 50 ซม. แต่ทุกคนก็สู้เต็มที่ค่ะ



ขอบคุณภาพใต้น้ำดีๆ จากตากล้องโบด้วยค่ะ


ขอบคุณผู้บริจาคเงินสมทบทุนสำหรับ ทริป Coral Bank นี้ มา ณ ทีนี้ด้วยค่า




รูปบ้านนี้เน้นความรวดเร็ว และให้ภาพบรรยากาศโดยรวมคับ จับโยนๆ ขึ้นบ้าน แหะๆ.. ตามไปดูที่บ้านมัลติพลายฮะ
http://rainwindy.multiply.com/photos/album/41

อัลคาซ่าพัทยา (รูปนี้ไม่ค่อยเกี่ยว แต่อยากนำเหนอ ^^)

 

Create Date : 21 สิงหาคม 2552
Last Update : 21 สิงหาคม 2552 13:54:15 น.  

เที่ยวโซล Korea: รวมของกิน



Rainwindy @HT

หยุดดำน้ำไปเที่ยวเกาหลีก่อง....ไม่ได้เข้ามา up bloggang ที่นี่นานมากเป็นปีๆ .. หายไปอยู่บ้านไหนมาเนี่ยยเรา


เนื่องจากยุ่งมาก แต่ก็กลัวว่า จะดองรูปนานเกินไปจนกลายเป็นกิมจิ เลยเอาซะหน่อย ก่อนจะถึง Next 2 trips in August & September 09

เลยขอเลือกประเดิมตอนแรก ด้วยการ รวมของกินทุกอย่าง ที่ได้ไปกิน ไปพบ ไปเห็น เพื่อเรียกน้ำย่อยก่อน คิคิ ไว้หายหัวฟูแล้ว จะลงรูปสถานที่ท่องเที่ยวแว้วกัน..แหะๆ

ทริปนี้ ได้ฤกษ์งามยามดี ในช่วงวันหยุดยาว วันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา ที่ผ่านมา คือ 3-8 กรกฏาคม 52 - - ได้มีโอกาสไปดูงานที่โซล (Seoul) ประเทศเกาหลี (ใต้) (เหมือนเดิม ไปเรื่องงาน พร้อมๆ กับหาเรื่องเที่ยวด้วย ตามประสาคนชอบท่องเที่ยว และบ้าถ่ายรูป .. เบาะๆ ถ่ายมาแค่พันกว่ารูปเท่านั้นเอง บ้าไปแล้ว..



ดูรูปของกินทั้งหมดได้ทีนี่ค่ะ
http://rainwindy.multiply.com/photos/slideshow2/40

หรือเชิญไปเที่ยวที่บ้านที่นี่ค่ะ
http://rainwindy.multiply.com/






ก่อนเดินทาง
ไม่ได้เตรียมอะไรมาก เพราะยุ่งเกินไป จัดของเอาเช้าวันไปนั่นแหล่ะ
สิ่งที่ควรเตรียมสำคัญๆ มีแค่

1. แลกเงิน ตอนนี้ค่าเงินเกาหลีถูกลงกว่าเมื่อก่อนมาก แต่ก็ยังแพงอยู่ดี ตอนไป 1 Won ประมาณ 0.0276 (คิดง่ายๆ คือ 1000 Won = 27.6 บาท (หรือเวลาซื้อของคิดไปเลย 30 บาท จะได้คิดในใจได้ง่ายๆ)
หรือ 1 USD ประมาณ 1223-1255 Won (แลกเงินเกาหลีจาก superrich ไปเลยก็ได้ หรือแลกเอาเงินดอลล์ แล้วไปแลกวอนที่โน่นก็ได้) rate ใกล้เคียง อย่าคิดมาก
2. ตัวแปลงปลั๊กไฟ (เอาไปกันเหนียว เพราะจากการสืบข้อมูล พบว่า เต้าเสียบจะลึกลงไป เผื่อเสียบไม่ได้) แต่สุดท้าย ไม่ได้ใช้ เพราะสายชาร์จกล้องเป็นหัวกลมอยู่แล้ว และทางใครหัวแบน โรงแรมใหญ่ๆ จะมีตัวแปลงให้



เริ่มเดินทาง
ทริปนี้ เราเดินทาง คืนวันที่ 3 ก.ค. 52 จาก กรุงเทพฯ – สนามบินอินชอน ด้วย Korean Airlline ซึ่งมีแอร์หน้าตาจุ๋มจิ๋ม (น่ารักดี แต่หุ่นสู้คนไทยไม่ได้) และผูกโบว์อันแข็งปั่กที่หัว
-ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชม. (เวลาท้องถิ่นของเกาหลีเร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมง ควรปรับนาฬิกานิดนึงเมื่อไปถึง)
-อุณหภูมิ หรืออากาศที่โน่น ค่อนข้างดี ไปหน้าร้อนเค้า แต่อากาศกำลังเย็นสบายสำหรับเรา คือ 20-21 องศา (ควรไป Autumn มากกว่า เพราะคงจะสวยกว่านี้แยะ)








Welcome to Seoul Korea

Day1 (4 Jul 09) : อินชอน – เมืองซูวอน – วัดวาวูจองซา – ป้อมฮวาซอง – พระราชวังฮวาซองเฮ็งกุง

-ถึงประมาณ 6 โมงเช้า (แต่ตี 4 บ้านเรา ง่วงชะมัด แถมเปิดไฟปลุกกินข้าวตอน ตี 2 ครึ่ง พระเจ้า) ถึงสนามบินอินชอน เกาหลีใต้ หลังจากผ่านตม. (บางคนเฮงมาก เพราะถูกซักฟอกแยะมาก ทั้งๆ ที่ไปทริปเดียวกัน) แวะกินข้าวเช้าก่อน ด้วยเมนูอุด้ง+กิมจิ เป็นมื้อแรกประเดิมก่อน

-ไปเมืองซูวอน แวะสักการะพระพุทธรูปที่วัดวาวูจองซา ซึ่งเป็นวัดที่ได้รับความนิยมเลื่อมใสจากชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก ชมเศียรพระพุทธรูปขนาดมหึมา ซึ่งประดิษฐานอยู่หลังสระน้ำขนาดย่อม โดยบริเวณรอบสระจะมีพระพุทธรูปองค์เล็กๆ วางเรียงรายโดยรอบ เมื่อเดินขึ้นสู่เนินเขาจะพบอุโบสถ ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระนอนขนาดใหญ่ แกะสลักมาจากไม้ซึ่งนำมาจากอินเดีย นอกจากนี้ที่วัดแห่งนี้ยังเป็นที่เก็บรักษาระฆังที่ใช้ตีในพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิค ปี ค.ศ.1988 อีกด้วย

-กินหมีเป็นอาหารกลางวัน หมีย่างเกาหลู หมูย่างเกาหลี ^^

-จากนั้นไปผ่าน ป้อมฮวาซอง ป้อมแห่งนี้เป็นกำแพงล้อมรอบเมืองซูวอน สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1794-1796 ด้วยหินและอิฐเผา โดยพระเจ้าชองโจ กษัตริย์ลำดับที่ 22 แห่งราชวงศ์โชซอน เพื่อเป็นเกียรติแด่ “ซาโดเซจา” พระราชบิดาผู้วายชนม์ ป้อมนี้จึงเป็นสิ่งแสดงถึงความเคารพที่มีต่อพระราชบิดา ต่อมาป้อมฮวาซองก็ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การ UNESCO ในปี ค.ศ. 1997 ให้เป็นมรดกโลก

-ต่อด้วยพระราชวังฮวาซองเฮงกุง (เป็นสถานที่ถ่ายเรื่องแดจังกึม และเป็นที่ที่ลีซานใช้พักก่อนไปสุสานของพ่อ (ถ้าใครได้ดูละครเกาหลีลีซาน) พระราชวังแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1789 ในสมัยของพระเจ้าชองโจ มีห้องทั้งหมด 576 ห้อง แม้ว่าบางส่วนของพระราชวังจะถูกทำลายไปในระหว่างที่ญี่ปุ่นบุกยึดครองเกาหลี แต่ทางรัฐบาลเองก็ได้ทำการบูรณะ และวางแผนจะให้เสร็จสมบูรณ์ทั้งหมดภายในปี 2010

-บริเวณหน้าวังมีการแสดงเกาหลี หลายอย่าง ผู้คนไปนั่งดูกันแบบธรรมชาติมาก น่ารักดี มีการแสดงไต่เชือกด้วย ตลกดี (สังเกตจากคนดู ว่าคงมีปล่อยมุขทำให้ฮา)

- กินข้าวเย็น ด้วยเมนูประมาณว่า แกงส้มเกาหลี
-คืนนี้เหน็ดเหนื่อยและนอนที่โรงแรม LAVIEDOR RESORT บรรยากาศดีมาก มีงานเลี้ยงสังสรรค์ในสวนดูร่มรื่นทีเดียว






Day2 (5 Jul 09) : พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านฯ–วังเคียงบ๊อก–ทำเนียบฯ-หมู่บ้านนัมซานฮันอก–อิแทวอน

-กิน Breakfast ที่โรงแรม อาหารนานาชาติอร่อยดี (ค่อยยังชั่วหน่อย)

-จากนั้นผ่านชมทำเนียบประธานาธิบดี (บลูเฮ้าส์) บ้านหลังคาสีฟ้า (ย้ำว่า แค่ผ่านจริงๆ เพราะได้แต่ชะเง้อมองไอ้หลังคาฟ้าๆ นั่น ห้ามถ่ายรูป และมีตำรวจยืนเฝ้า) ซึ่งเป็นที่พำนักของประธานาธิบดีของประเทศเกาหลีใต้คนปัจจุบัน คือประธานาธิบดี ลี เมียง บัค

-ไปต่อที่ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเกาหลี เรียนรู้ขนบธรรมเนียมและความเป็นอยู่ของชาวเกาหลีทุกยุคทุกสมัย ภายในห้องจัดแสดงต่างๆ เช่น ห้องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติเกาหลี, วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเกาหลี จากนั้นชมความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่า ณ พระราชวังเคียงบ็อก พระราชวังไม้โบราณที่เก่าแก่ที่สุดของเกาหลี ซึ่งสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1394 สมัยราชวงศ์โซซอน เป็นศูนย์บัญชาการที่ประทับของกษัตริย์สมัย 600 ปี ชมพระที่นั่งต่างๆ ที่สำคัญ ประกอบด้วยหมู่อาคารมากมาย เช่น ท้องพระโรงที่สร้างด้วยไม้ที่ใหญ่ที่สุด พลับพลากลางน้ำ ตำหนักที่บรรทมของกษัตริย์และราชินีเกาหลี ตำหนักทรงพระอักษร พระราชวังแห่งนี้มีพระตำหนักมากกว่า 200 อาคาร ต่อมาได้ถูกไฟไหม้เมื่อปี ค.ศ.1592 ในระหว่างที่ญี่ปุ่นบุกรุก และได้มีการบูรณะขึ้นใหม่ในปี ค.ศ.1865 แต่พระราชวังแห่งนี้ก็ได้ถูกเผาทำลายอีกครั้ง เมื่อสมัยที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครองเกาหลีในปี ค.ศ. 1910-1945 และได้มีการบูรณะขึ้นมาใหม่อีกครั้งเมื่อปี ค.ศ.1990 ทั้งนี้ก็เพื่อให้ชาวเกาหลีหายจากความโศกเศร้าในอดีต และเพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณความรักชาติของชาวเกาหลีอีกด้วย

- กินข้าวกลางวันมีให้เลือก 2 เมนู คือ บิบิมบับ (ข้าวยำเกาหลี) ที่ประกอบไปด้วยเครื่องปรุงที่เป็นผักนานาชนิดถึง 18 อย่าง อุดมไปด้วยวิตามินหลากหลายชนิด โดยนำข้าวไปย่างบนชามหิน แล้วโรยผักต่างๆ อาทิ แครอท เห็ด หัวไชเท้า แตงกวา มันฝรั่งผัด ผักกาดขาว พร้อมไข่ดิบ ราดน้ำซอส แล้วนำมายำรวมกันในขณะที่ถ้วยยังร้อนๆ และซัมเกทัง (ไก่ต้มโสม) เค้าบอกว่าเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และเป็นอาหารวังในสมัยก่อน ปัจจุบันเป็นอาหารเลื่องชื่อของเมืองหลวง เชื่อกันว่าบำรุงและเสริมสุขภาพ ที่แม่ครัวบรรจงคัดสรรไก่ที่มีอายุเพียง 45 วัน ภายในตัวไก่จะเต็มไปด้วยของบำรุงสุขภาพต่างๆ ได้แก่ รากโสม เม็ดพุทราแดง เก๋ากี้ เสิร์ฟท่านละ 1 ตัว รับประทานพร้อมกับข้าวซึ่งบรรจุอยู่ภายในตัวไก่ และเสริมรสชาติด้วยเส้นอุด้งขาวบริสุทธิ์ (เพื่อเพิ่มรสชาติควรใส่เส้นอุด้งลงไปในขณะที่น้ำซุปไก่กำลังเดือด) ปรุงรสด้วยพริกไทยและเกลือป่นของเกาหลี เสิร์ฟพร้อม “อินซัมจู” เหล้าดองโสมรสชาติกลมกล่อมไม่ฉุนแบบเกาหลี กินจอกแรก เอออร่อยดี ไม่ขมเหมือนกินชา แต่พอจอกถัดไปทำไมมันขมหว่า ไม่มาวๆ





-ตกบ่ายไป Shopping แถว Dongdaemun ก็คงหนีไม่พ้นร้านดัง คือ Etude และ Skin food งานนี้หมดตัวกันไปตามๆกัน ด้วยความอยากสวยเหมือนสาวเกาหลีในทีวี ^^

-ไปต่อที่หมู่บ้านนัมซานฮันอก อยู่บริเวณเชิงเขานัมซาน ภูเขาที่อยู่กลางใจเมือง มีเนื้อที่กว้างถึง 7,934 ตร.ม. จะมีสวนแบบเกาหลี และตัวหมู่บ้านที่เป็นลักษณะเฉพาะของเกาหลี หรือฮันอก สัมผัสรูปแบบวิถีชีวิตของชาวเกาหลีในอดีตผ่านหมู่อาคารบ้านเรือนที่พักอาศัยของชนชั้นสูงในสมัยราชวงศ์ โชซอนตอนปลายเมื่อประมาณ 600 ปีที่แล้ว ซึ่งทางรัฐบาลฯได้รื้อถอนจากสถานที่จริงที่ตั้งอยู่รอบๆ กรุงโซลแล้วนำมาประกอบรวมกันไว้ที่นี่ เจ้าของจวนมีตั้งแต่พระราชินี, พระบิดาของพระราชินี, ราชบุตรเขย, แม่ทัพใหญ่ และหัวหน้าช่างไม้หลวง ซึ่งที่นี่จะได้สัมผัสถึงรูปแบบและวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของชาวกาหลีขนานแท้

-ช้อปปิ้งถนนคนเดิน “อิแทวอน” (ITAEWON) ตลอด 1.5 กม. เต็มไปด้วยร้านค้าประมาณ 2,000 กว่าร้าน ส่วนใหญ่จะเป็นร้านค้าขายของพื้นเมือง ของที่ระลึก, ร้านอาหารพื้นเมือง และเป็นแหล่งที่พักของชาวต่างชาติในเกาหลีรวมไปจนถึงนักท่องเที่ยวอีกด้วย

-กินข้าวเย็นด้วยเมนู ชาบู (สุกี้เกาหลี)
-และคืนนี้ จนถึงวันกลับนอนที่โรงแรม NOVOTEL

-หลังจากเก็บของที่ห้องเสร็จแล้ว ทนไม่ได้ที่จะออกไปเดิน explore ในเมืองยามค่ำคืน ถึงจะแอบเหน็ดเหนื่อย แต่ไงต้องไป 55 ... ก็ไม่ผิดหวัง ไปดูแสงสี ดูอะไรๆ local บ้าง ก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบ .. เมื่อยขาชะมัด เพราะ landscape ที่โน่น ขึ้นๆ ลงๆ เขา อยู่นั่นแหล่ะ แต่ก็ลากขากลับโรงแรมได้






Day3 (6 Jul 09) : โซลทาวเวอร์ – อินซาดง

-Enjoyed eating กับอาหารเช้าที่โรงแรมมากๆทุกวัน และทำน้ำหนักกลับมา)

-กลางวันกิน โอซัมพุลโกกี (ประมาณว่าหมูผัดปลาหมึก) เค้าบอกว่า โอ มาจาก โอจิงงอ คือปลาหมึก / ซัม คือ หมู (หมูสามชั้น) และ พุลโกกี คือไฟ รวมกันแล้ว ผัดออกมาให้เรากิน ^^

-วันนี้ทั้งวัน ก็ได้ฤกษ์เริ่มงานซะที ก็ดูงานเอยอะไรเอยไป (งานไม่เน้นๆ) พอช่วงบ่ายแก่ๆ เกือบเย็น ไป โซลทาวเวอร์ จากนั้นนำชมย่านวัฒนธรรม อินซาดง (เค้าบอกว่า เป็นที่เดียวในโลกที่ยอมให้ร้าน Starbucks ใช้ป้ายร้านเป็นภาษาเกาหลี มีการฟ้องร้องกันเกิดขึ้นแต่สุดท้ายได้ใช้ภาษาเกาหลี เนื่องจากเค้าบอกว่า เป็นย่านอนุรักษ์วัฒนธรรม ประมาณนั้น) ย่านนี้ตลอดสองข้างทางของถนนเต็มไปด้วยร้านขายของ ร้านอาหาร ร้านน้ำชาในแบบฉบับเกาหลี มีห้องแสดงงานศิลปะ แต่เดิมย่านนี้เป็นย่านที่อยู่อาศัยของพวกที่มีเชื้อสายขุนนางในสมัยราชวงศ์โชซอน จากนั้นจึงเริ่มมีร้านขายของจำพวกงานศิลปะเข้ามาในสมัยที่ญี่ปุ่นยึดครอง จากนั้นไม่นานจำนวนร้านก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นแหล่งขายศิลปวัตถุและงานฝีมือ ซึ่งโดยส่วนใหญ่สินค้าจะเป็นพวกภาพวาด งานเซรามิค และไม้แกะสลัก

-แวะโฉบที่ย่านเมียงดง สไตล์เหมือนสยามบ้านเรา แหล่ง Shopping ของ Brand name
-ตอนค่ำ กลับไปนอนตายที่โรงแรมเหมือนเดิม


Day4 (7 Jul 09) : Shopping - วัดโชเกชา-ศูนย์พลอยสีม่วง (อเมทิส)

-ตุนอาหารเช้าเข้าท้องเยอะเหมือนเดิม เนื่องจากเบื่ออาหารเกาหลีมากๆ แล้ว 55
วันนี้ฝนตกปรอยๆ ไม่มาก

-เช้านี้ไปวัดโชเกซา ก่อน เป็นวัดที่อยู่ใจกลางเมืองหลวงกรุงโซล สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1910 เป็นวัดพุทธนิกายโชเก ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งของนิกายเซ็น ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปแกะสลักจากไม้ในสมัยที่ญี่ปุ่นยึดครองเกาหลี (ค.ศ.1910-1945) และนมัสการ พระบรมสารีริกธาตุ ที่บรรจุภายในสถูปหิน 7 ชั้น เพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งพระภิกษุชาวศรีลังกานามว่า ธรรมปาละ นำมาจากประเทศอินเดีย กลับประเทศไทย

-หลังจากนั้นชีวิตเหมือนเดิมคือดูงานๆ ทำงานๆ จนมื้อกลางวัน ไปกินทักคัลบี (ไก่กระทะ)

-ช่วงบ่าย ไปแวะ Shopping (อีกแล้ว) แถวหน้ามหาลัย Ewa ย่านนี้ช้อปมัน และไปช้อปต่อที่ Dongwha Duty Free (ช้อปแต่เครื่องประทินผิวกัน เกาหลีรับทรัพย์จากคนไทยเยอะ งานนี้) อ้อ ลืมบอกไปว่า ไม่คิดว่าไปเกาหลีเท่าไหร่ เพราะไปที่ไหนๆ ก็เจอแต่คนไทย ภาษาไทย สงสัยเพราะกำลังฮิต หรือว่าหยุดยาวก็ไม่รู้ แห่กันไปช่วงเดียวกันหมด)

-ไปศูนย์พลอยสีม่วง (Amethyst) (อันนี้ไฟร์ทบังคับ) อัญมณีนำโชคที่คนเกาหลีเชื่อว่าถ้าใส่ติดตัวไว้จะมีแต่ความโชคดีและมีแต่สิ่งดีๆ มาสู่เจ้าของ ซึ่งมีให้เลือกหลากหลายแบบทั้งแหวนจี้ห้อยคอ, ต่างหู, ที่ห้อยโทรศัพท์มือถือ ฯลฯ (แต่สำหรับเรา แพงเกินไป และไม่เห็นน่าซื้อเลยซักกะติ๊ด) เลยไม่สนใจ ออกมาโต๋เต๋ข้างนอก

-ค่ำนี้ ออกไปชิวๆ เดินเล่นแถวในเมืองอีกครั้ง ไปดูบรรยากาศ local ซะหน่อย ก็ดีมากๆ ร้านเยอะดี ทั้งร้านกาแฟ ร้านนั่งกินข้าวตอนเย็นแบบสังสรรค์คน office และตลาดสด อื้ม หนุกดี ไม่ว่าจะผัก ผลไม้ ปลา ถ่ายมาหมดตามวิสัยปกติ ..^^






Day5 (8 Jul 09) : วันสุดท้ายแบบชิวๆ

-กิน breakfast เช้า แล้วเก็บของเตรียมกลับเย็นนี้เลย

-ช่วงเช้านี้ ดูงานที่ Paju Book city (ประมาณว่าเป็นนิคมอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการพิมพ์)
กลางวัน ต้องกินอาหารที่นั่นด้วย เมนูง่ายๆ คือ ข้าวผัดกับกิมจิ (มีทุกมื้อจริงๆ)
แวะที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตราคาส่ง เพื่อซื้อของฝากแบบเกาหลีหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ขนม, ลูกอม, กิมจิ, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, สาหร่าย, ช้อน, ตะเกียบ, พวกกุญแจ, ชุดน้ำชา ฯลฯ แต่ดูแล้วราคาแพงกว่าตลาดในเมืองมากๆ ที่นี่ไม่น่าสนใจอีกเช่นกัน

-ไปร้านขายสารพัดโสม (อันนี้ไฟร์ทบังคับ) โสมเม็ด โสมผล โสมน้ำผึ้ง ฯลฯ แพงมั่กๆ แต่ก็ได้เงินคนไทยไปหลายหมื่นบาท

-กลับ Flight เย็น ถึงกรุงเทพฯ ค่ำประมาณ 4 ทุ่ม

(ไม่ได้นอนบนเครื่องทั้งๆ ที่แอบเหนื่อย .. นั่งกับฝรั่งตัวใหญ่เชียว ขานั้นก็ตื่นมากินกับนอนอย่างเดียว) ส่วนเรา ก็ไม่ได้นอน เพราะมันแต่แหย่เล่นกับเด็กฝรั่งนั่งข้างๆ กัน น่ารักสุดยอด..ตากลมโต แก้มยุ้ยชมพู น่ารักน่ากินยังไงไม่รู้ อดใจไม่ไหว เลยต้องแอบส่งสายตาแอบดูพฤติกรรม กิน นอน ร้องไห้ ของน้องเค้าตลอด ^^





 

Create Date : 31 กรกฎาคม 2552
Last Update : 31 กรกฎาคม 2552 12:36:41 น.  

VDOใต้น้ำสวยๆ ที่สิปาดัน..(ดำน้ำที่มาเลย์)



Rainwindy @HT

จนถึงนาทีนี้ ของการค้นหาครูต้อง....ขอภาวนาให้เจอครูต้องอย่างปลอดภัยโดยไวด้วยเถอะค่ะ...ไปสู่สุขคตินะน้องโพธ..ขอเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวนักดำน้ำทั้งสองคนค่ะขอให้พบครูต้องไวๆ ค่ะ อดทนนะคะครูต้อง ....ไม่ได้เข้ามา up bloggang ที่นี่นานมากเป็นปีๆ .. แต่ต้องขอบคุณน้ำใจจาก board pantip ทุกคนค่ะ


ขอบคุณทุกๆ คนที่เข้ามาอวยพรวันเกิดค่ะ..
วันนี้เป็นอีกวันธรรมดาวันนึงค่ะ แอบเศร้า..55

และยังคงตั้งหน้าตั้งตารอฟังข่าวการค้นหาครูต้องจากทีมค้นหาด้วยค่ะ

ใครหลุดเข้ามาที่นี่ ขอร่วมส่งกำลังใจให้ทีมค้นหาหาครูต้อง (ครูดำน้ำที่หายไป) ด้วยค่ะ วันนี้หายไปวันที่ 10 แล้ว แต่เรายังคงตามหากันอยู่ทางทะเลค่ะ

อ่านข้อมูล และส่งใจตามหาได้ที่

http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E7875347/E7875347.html#185 (แตกมาเป็นกระทู้รอบ 3)

และเว็บครูต้องที่

http://www.diveevolution.com/webboard_view.php?bid=182&page=1

http://www.diveevolution.com/webboard.php

ขอบคุณทุกคนค่ะ

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++

Hello .. Sipadan..... (ทริปสิปาดันนี้ ตั้งแต่วันที่ 16-21 July 2008)

ใช้เวลาเดินทาง 2 วันเต็ม คือ วันไปวันที่ 16 และวันกลับ 21
ดำน้ำ 4 วัน (12 dives)


ดู Video ภาพใต้น้ำที่สิปาดันสวยๆ จากช่างภาพมืออาชีพ (Barry) ได้ที่นี่

คลิกเลือกเลยจ้า

Video Dive 1 (Barracuda point)

Video Dive 2 (Staghorn)


 

Create Date : 24 กรกฎาคม 2551
Last Update : 31 กรกฎาคม 2552 12:24:32 น.  

ใช้หัวใจเก็บความทรงจำ : ด้วยภาพ...

ขอบคุณทุกๆ คนค้าบ ที่เข้ามาอวยพรวันเกิด...ว่าแต่ว่า ยังงงอยู่ว่า รู้กันได้งายเนี่ย สงสัย ใน bloggang ต้องมี อะไรไปแจ้งไว้ตรงที่ใดที่หนึ่งแน่เยย..

เก็บตกภาพประทับใจจากทริปดำน้ำต่างๆ ....


 

Create Date : 14 พฤษภาคม 2551
Last Update : 24 กรกฎาคม 2551 18:18:02 น.  

ผมแค่สงสัยฮะ : กุ้งพยาบาล@similan

Hot shot with Cleaning Shrimp @ Similan...



คำเตือน : กุ้งพยาบาล ไม่ควรนำมาประกอบอาหารอย่างยิ่ง เนื่องจากมีขนาดเล็ก..

 

Create Date : 26 มีนาคม 2551
Last Update : 20 พฤษภาคม 2551 11:18:11 น.  

1  2  3  4  5  6  7  

Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.