กรรมเก่า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ(สํ.สฬ.18/217/166) เป็นเจ้าบทบาทเดิม จากนั้น การศึกษาอาศัยปรโตโฆสะซึ่งมีคติว่า "คนเป็นไปตามสภาพแวดล้อมที่ปรุงปั้น" และโยนิโสมนสิการ ซึ่งมีคติย้อนกลับว่า"ถ้าเป็นคนรู้จักคิด แม้แต่ฟังคนบ้าคนเมาพูด ก็อาจสำเร็จเป็นพระอรหันต์"
space
space
space
<<
กรกฏาคม 2564
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
space
space
1 กรกฏาคม 2564
space
space
space

บริโภคกามสุขอย่างอิสรชน


227บริโภคกามสุขอย่างอิสรชน รู้จักจัดรู้จักใช้ขยายประโยชน์สุข ก็เป็นผู้ประเสริฐ เป็นอริยชน

    ดังที่กล่าวแล้วว่า ถ้าเป็นคนมีนิสสรณปัญญา บริโภคกามสุขหรืออามิสสุขนี้ ด้วยปัญญาเท่าทัน รักษาจิตใจให้เป็นอิสระได้ ไม่ตกเป็นทาสของวัตถุ และกินใช้กามวัตถุด้วยปัญญาที่รู้เท่าทันนั้น โดยเข้าใจความเป็นไปได้ในทางที่จะทำให้ดี และมองเห็นช่องที่จะเสียหายเกิดโทษ รู้จักจัดการวัตถุและกิจการให้เกื้อกูลเป็นคุณก่อเกิดประโยชน์สุข ทั้งแก่ตนเอง และแก่ผู้อื่น ทั้งแก่ตน แก่ครอบครัว แก่คนใกล้ชิดข้างเคียง แก่บรรดาหมู่ชนในความดูแลรับผิดชอบ แก่คนร่วมงานร่วมกิจการ คนในวงการ ตลอดจนคนในสังคมทั้งหมด พร้อมทั้งตระหนักในการที่จะนำทั้งตนและผู้อื่น ให้พัฒนาสูงขึ้นไปในอริยมรรคา ถ้าอย่างนี้ ก็เป็นบุคคลที่ท่านถือว่าเป็นอริยสาวก

   สำหรับพระสงฆ์หรือชาววัด ผู้พึงหมายความสุขอิสระภายในที่สูงขึ้นไป จะได้ยินท่านสอนให้ละสละกามให้ปลดเปลื้องตัวพ้นไปจากวัตถุทั้งหลาย แต่สำหรับคฤหัสถ์ชนหรือบรรดาชาวบ้าน* ท่านไม่ได้มาสอนเน้นให้เว้นกามอย่างนั้น แต่ท่านมุ่งสอนในปฏิบัติจัดการกับการเสพบริโภควัตถุ และการอยู่กับกามสุข ให้เป็นไปด้วยดีอย่างที่ว่าให้ห่างโทษภัย และให้เกื้อกูลเป็นคุณเป็นประโยชน์อย่างกว้างขวางมากมายและสูงที่สุด

  แน่นอนว่า ปัญญารู้ทางรอด ที่เรียกว่า "นิสสรณปัญญา" นั้น ย่อมเป็นแกนนำสำหรับชีวิตของคฤหัสถ์หรือสาคารชน ทั้งจะบริหารกามโภคะ ให้ปลอดภัยไร้โทษ ห่างการเบียดเบียน แต่ให้เกิดประโยชน์เกื้อกูลดังว่าแล้ว และในการที่จะชี้นำให้ก้าวต่อไปในการพัฒนาชีวิตขึ้นสู่ประโยชน์สุขที่สูงขึ้นไปๆ ท่านจึงเน้นย้ำการใช้ปัญญานี้อยู่เสมอ ในการเกี่ยวข้องและปฏิบัติต่อทุกสิ่งทุกอย่าง ให้รู้ทั่วทัน ใน ๓ จุดหลัก คือ คุณ - โทษ - ทางออก หรือ จุดเด่น ข้อดี ส่วนเสีย ข้อด้อย และจุดหลุดรอดออกไปเป็นอิสระ ซึ่งเป็นภาวะที่เต็มสมบูรณ์ พ้นจากข้อดี ข้อด้อยที่ยังสัมพันธ์กันนั้น ในทุกขั้นตอนที่ไปถึง

   ตามปกติ สำหรับชาวบ้านทั่วๆไป ซึ่งพื้นความรู้ความเข้าใจยังไม่มีหรือไม่มาก และยังไม่ได้คิดมุ่งที่จะสละละบ้านเรือนออกมา พระพุทธเจ้าทรงสอนด้วยการแสดงธรรมตั้งแต่พื้นฐานขึ้นไปตามลำดับ ดังที่เรียกว่า อนุปุพพิกถา คือ เทศนา หรือคำบรรยายธรรม ที่แสดงสูงขึ้นไปเป็นขั้นๆ โดยลำดับ

  อนุปุพพิกถานั้น ประกอบด้วยคำบรรยายย่อย ๕ ตอน (๓ กถา กับ ๒ ความสืบเนื่อง) คือ ทานกถา คำบรรยายเรื่องการให้ การสละ การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบ่งปันเกื้อกูลกัน  สีลกถา คำบรรยายเรื่องความประพฤติดีงามไม่เบียดเบียนกัน ไม่ก่อความเดือดร้อนเวรภัยในสังคม ต่อด้วย สัคคกถา คำบรรยายว่าด้วยสวรรค์ คือ ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งมีความสุขด้วยกามวัตถุทั้งหลาย ให้เห็นถึงชุมชนหมู่เทพไท้เทวา ที่อยู่กันดีความสุขในระดับของกามสุขนั้น นี่ก็คือผลจากทาน และศีลนั่นเอง เห็นได้ชัดว่า ทั้งหมดในตอนนี้ เป็นหลักคำสอนให้คนรับผิดชอบสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมให้อยู่ดี มีความสุขสมบูรณ์ในระดับของกามสุข

  กถา คือคำบรรยายธรรมแท้ๆ มี ๓ เรื่องนี้ * และนี่ก็คือการนำชาวบ้านหรือเหล่าคหัฏฐชนผู้ฟังเหล่านั้น มาถึงจุดหมายสูงสุดที่พวกเขาดิ้นรนเพียรพยายามแสวงหา ให้เห็นว่า เมื่อดำเนินชีวิตประพฤติปฏิบัติตาม ๒ กถาแรกแล้ว ก็จะมีความสุขสมบูรณ์ เสวยกามโภคะอย่างพรั่งพร้อมด้วยดี อย่างที่ทรงบรรยายในกถาที่ ๓ เป็นอันบรรลุความมุ่งหวังสมดังที่หมาย


5


* คำเรียกชาวบ้าน มีมากมาย เช่น คฤหัสถ์ คหัฏฐ์ คิหิ กามโภคี สาคาร อาคาริก อคาริก เคหวาสี ฆรวาสี (ฆราวาส หมายถึงการครองเรือนไม่ใช่ตัวคนที่ครองเรือน)

* อนุปุพพิกถา (อนุบุพพิกถา ก็เขียน) นี้แท้จริง ในพระไตรปิฎก และในคัมภีร์ทั้งหลาย มีเรื่องที่เรียกว่า "กถา" เพียง ๓ คือ ทานกถา สีลกถา และสัคคกถา เท่านั้น  ส่วนกามาทีนพ และเนกขัมมานิสงส์ ไม่มีกถาต่อท้าย ทำนองเป็นเทศนาสืบเนื่องโดยปรารภสาระในกถาแรก โดยเฉพาะสัคคกถา เพื่อชี้ทางออกสู่การก้าวเข้าถึงความสุขที่ประณีตยิ่งขึ้นไป   แต่ในตำราสมัยหลังนี้ มีการตั้งคำศัพท์ขึ้นเป็น "กถา" ที่ ๔ และ ที่ ๕ ว่า กามาทีนวกถา และเนกขัมมานิสังสกถา แม้แต่ในเล่มคัมภีร์ ทั้งพระไตรปิฎก (ฉบับอักษรพม่า) และอรรถกถา ฎีกา ก็มีการปรุงคำว่า กามาทีนวกถา- ตั้งขึ้นเป็นหัวข้อ แต่ไม่มีเนกฺขมฺมานิสํสกถา (ในเนื้อคัมภีร์เอง ไม่มีคำที่ปรุงขึ้นนั้น)


 


 
    แต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงหยุดแค่นี้   ต่อจากนั้น  พอพร้อมได้ที่  พระองค์ก็ตรัสต่อไปถึงกามาทีนพ  ให้เห็นว่า กามสุขที่พึ่งพาอาศัยวัตถุสิ่งเสพบริโภคทั้งหลายนั้น  ถึงจะดีเลิศดังที่ว่า  ก็ยังมีจุดอ่อน   มีข้อเสียข้อบกพร่อง ที่เปิดช่องและเป็นปัจจัยให้เกิดโทษทุกข์ความเสียหายต่างๆ  เมื่อผู้ฟังมองเห็นและเข้าใจดีแล้ว  อยากหาทางออก  ก็ทรงแสดงต่อไปถึงเนกขัมมานิสงส์  คือการมีชีวิตที่ปลอดโปร่ง  ไม่ต้องพึ่งพาขึ้นต่อวัตถุสิ่งเสพเหล่านั้น  และมีความสุขอย่างอิสระ  ที่เป็นคุณสมบัติประจำอยู่ในตัว  ทำให้จิตใจของผู้ฟังเปิดโล่งรับ   และใฝ่ที่จะเดินหน้าต่อไป  เพื่อให้ถึงความสุขที่เป็นนิรามิส  ที่ว่าสุขได้อย่างดี   โดยไม่ต้องมีไม่ต้องอาศัยกามนั้น

   นี่คือการที่พระพุทธเจ้าสร้างความพร้อมให้แก่ผู้ฟัง   เป็นการเตรียมจิตของเขาให้พัฒนาขึ้นมาทีละขั้นๆ  อย่างที่พูดกันมาในภาษาเก่าว่าฟอกอัธยาศัยให้หมดจดเป็นชั้นๆ


   ดังที่ในพระไตรปิฎกบรรยายความตอนนี้ว่า  ครั้นเมื่อพระพุทธเจ้าทราบว่า   เหล่าผู้ฟังนั้น  มีจิตพร้อม  นุ่มนวล  ไร้ความขุ่นมัว  คล่องโปร่ง  ร่าเริง ผ่องใสดี  เหมือนดังผ้าที่สะอาดหมดจด  พร้อมที่จะรับน้ำย้อม  ก็ทรงแสดงอริยสัจ ๔ ประการ  นี่คือเมื่อใจเขาเปิดแล้ว  ก็ใส่ปัญญา ให้เข้าถึงสัจธรรม  มองเห็นความจริงของชีวิตด้วยตัวเอง   จนเกิดดวงตาปัญญาเห็นธรรม  ที่เรียกว่าธรรมจักษุ   กลายเป็นอริยชน  ตั้งแต่บุคคลโสดาบันขึ้นไป

    คนมีธรรมจักษุ  เป็นอริยชนอย่างนี้แล้ว   ส่วนมากก็อยู่เป็นคฤหัสถ์ครองบ้านครองเมือง  ปกครองหมู่คนหรือชุมชนต่อไป (คำว่า ผู้ได้ธรรมจักษุ เป็นอริยชนแล้ว ส่วนใหญ่ยังครองเรือนเสวยกามโภคะ  อยู่กับกามสุขที่ปลอดภัยนั้น  พึงดูตัวอย่างเรื่องใน วินย.5/1/4)  ยังบริโภคกามโภคะ  เสพกามสุข   แต่เป็นกามสุขที่มีนิรามิสสุขประสานพร้อมกันไปด้วย  อันเป็นหลักประกันที่จะไม่ให้กามสุขก่อโทษความเดือดร้อนเสียหาย  มีแต่เสริมสร้างประโยชน์สุขและความดีงาม ทำให้อริยชนนั้นดำเนินชีวิตเป็นหลัก  และเป็นแบบอย่างให้แก่ชุมชนและสังคม  และแน่นอนว่าจะก้าวหน้าสูงขึ้นไปในอริยมรรคา ไม่มีการถอยหลังตกต่ำลงมา

  เป็นอันว่า กามสุข  หรือสามิสสุข  ที่เอร็ดอร่อย ซู่ซ่า ซาบซ่าน  หวานชื่นนี้  แม้จะเป็นความสุขที่ปรากฏโดดเด่น   เป็นที่ปรารถนากันยิ่งนัก  แต่เป็นความสุขที่พึ่งพาสิ่งเสพ  ขึ้นต่อวัตถุหรือของนอกตัว  ไม่เป็นอิสระ  ไม่เป็นไทแก่ตน  ต้องยึดถือครอบครองเอาเป็นของตัว
 
   พร้อมกันนั้นเอง  ในขณะที่การเสพกามสุขนั้น  ไม่รู้จักพอ พร่องอยู่ตลอดเวลา  ต้องหาต้องเอาและแต่ละคนมุ่งมั่นทะยานหาให้ยิ่งขึ้นไป  แต่สิ่งเสพที่ดีเยี่ยม  ยอดปรารถนานั้น  มีไม่เพียงพอ  พาให้เหล่าผู้เสพคอยเพ่งเล็งจ้องกัน    เป็นไปกับด้วยความหวาดระแวง  มีการขัดแย้งแก่งแย่งช่วงชิง  ต้องคอยหวงแหนปกป้อง  เป็นเหตุนำมาซึ่งการเบียดเบียน  ถ้าไม่รู้จักควบคุมยับยั้ง  ก็จะขยายการเบียดเบียนให้กว้างขวางรุนแรงยิ่งขึ้นๆ  เกิดความเดือดร้อนทุกข์ภัยขยายระดับและขอบเขตออกไป  จนกระทั่งเกิดความพินาศย่อยยับไม่จบสิ้น
 
   ยิ่งกว่านั้น   ถึงแม้ได้ครอบครองและมีไว้ให้ได้เสพสมใจที่มั่นหมาย  แต่สิ่งเหล่านั้น  ซึ่งเป็นของนอกตัว  อาจหลุดลอยสูญหายไปได้  แม้ไม่สูญหาย  ก็ไม่ได้อย่างใจ    ไม่เป็นไปตามใจของตัว กลับกลายไปเสียบ้าง  มันเอง เป็นไปอย่างที่มันก็ไม่ปรารถนาบ้าง และไม่ว่าจะอย่างไร   ก็มีอันจะต้องปรวนแปรเสื่อมสลาย   ไม่อาจคงอยู่อย่างนั้นได้ยั่งยืนตลอดไป  และก็จะต้องพลัดพรากจากกันไปในที่สุดอย่างแน่นอน
 
     พร้อมกับความสุขที่มี  ก็จึงพ่วงมาด้วยความห่วงกังวลหวั่นใจ  แม้เมื่อเสพอยู่มีความสุขสมหมาย  นอกจากไม่รู้จักเต็มอิ่มจริงแล้ว  ในความสุขนั้นเอง  ที่ไม่เต็มอิ่มนั้น  ก็ไม่ปลอดโปร่งโล่งล้วน  เหมือนมีกากมีเสี้ยนมีเศษมีหนามมีความแปดเปื้อนมีที่ปูดที่โป่งระเกะระกะ  คอยรบกวนรวนเร้าให้เกิดความเคืองระคาย   เป็นสุขระคนทุกข์  ข้างหน้าก็หวาดพร้อมไปกับที่หวัง   ข้างหลังก็หวนหาอาลัย  เหมือทิ้งไว้แต่ความเสียดาย   ไม่เป็นความสุขที่ผ่องใสเบิกบานหมดจดโล่งล้วนทั่วตลอดอย่างแท้จริง
 
    ส่วนความสุขที่ประณีตขึ้นไป เป็นความสุขอิสระ  อยู่ภายใน  ไม่ขึ้นต่ออะไรอื่น  เป็นไทแก่ตัว  หมดจดผ่องใส   ไม่เป็นพิษภัยแก่ใครๆ  แต่เมื่อตัวคนที่มีที่เสวยสุขนั้นเอง   ยังมีกิเลส  ก็ยังอาจสยบติดเพลินในความสุขนั้น  เป็นเหตุให้เกิดความประมาท  ปล่อยปละละเลยกิจหน้าที่  สิ่งที่ควรทำก็ไม่ทำ   เรื่องราวที่พึงเอาใจใส่รับผิดชอบและประโยชน์ของส่วนรวม  ก็เสียหาย   และอาจจะเวียนกลับมาหาสามิสสุขอีกก็ได้    อีกทั้งมัวเพลิน ก็ลืมไม่เพียรพยายามปฏิบัติต่อไป  เพื่อกำจัดเหตุแห่งทุกข์  คือกิเลสอันเป็นเชื้อที่ยังเหลืออยู่  จึงยังบกพร่อง  ไม่ดีงามสมบูรณ์
 
    ดังนั้น   ทั้งกามสุข  หรือสามิสสุข  ก็ตาม  นิรามิสสุข ก็ตาม  ของผู้ยังมีกิเลส  ก็ยังไม่เป็นอิสระ  แท้จริง  ยังไม่สมบูรณ์   เพราะยังมีตัวตนที่ติดพัน  ยังไม่สิ้นเชื้อทุกข์   ไม่หมดมูลของปัญหา  ต้องพัฒนาจิตปัญญาต่อไป  จนกว่าจะถึงอาสวักขัย   ให้สิ้นกิเลส   ไร้ทุกข์  ไม่ติดในอะไรๆ และอะไรๆ ก็ฉาบทาไม่ติด   เหมือนน้ำไม่เปียกใบบัว  ตัวอยู่ในโลก  แต่ใจอยู่เหนือโลก  อยู่เหนือทุกข์  เหนือสุขที่ต้องเสวยเวทนาแม้แต่เวทนาในที่ละเอียด   เป็นความสุขที่ไม่ต้องเสพไม่ต้องเสวย  แต่เสวยสุขได้เต็มอิ่มตามปรารถนา   เปรียบเหมือนทางร่างกาย  เป็นคนที่แข็งแรงสมบูรณ์ไร้โรค    ไม่มีอะไรรบกวนระคายเคือง  ปลอดโปร่ง  โล่งเบา  สงบ  สว่าง  เบิกบาน  สะอาด  ผ่องใส  ไร้ทุกข์  เป็นความสุขที่เปี่ยมสมบูรณ์ในตัวของมันเอง
 
   เมื่อไม่มีตัวตนที่จะติดในอะไรๆ เป็นอิสระสิ้นเชิงแล้ว  อยู่ไหน  ที่ใด  ไม่ต้องมีอะไร ก็เป็นสุขอยู่แล้ว  เรียกว่าไม่มีอะไรจะต้องทำเพื่อตัวเองอีกต่อไป  แม้แต่จะหาความสุข  ก็ได้แต่ทำเพื่อโลก  เพื่อความสุขของมวลชนทั่วทั้งปวง   ตลอดไป  นี่คือมาถึงความสุขสุดท้ายแห่งภาวะจบสิ้นไปแห่งทุกข์  เลยเขตแดนที่ทุกข์จะเอื้อมมาถึงได้  เป็นจุดหมายสำหรับทุกคน
 
   อย่างไรก็ตาม  กามสุขนั้น  ถึงแม้จะมีส่วนเสีย  มีจุดอ่อน  มีข้อด้อยข้อบกพร่องอย่างไร   มันก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง   และเป็นความสุขที่เกี่ยวข้องกับคนส่วนใหญ่   ยิ่งในเมื่อมันมีศักยภาพที่จะก่อทุกข์ภัยขยายโทษผลร้ายออกไป   ทั้งแก่ชีวิตและสังคม   ก็ยิ่งต้องเอาใจใส่ที่จะป้องกันและแก้ปัญหา   รวมแล้วก็คือเป็นเรื่องที่จะต้องบริหารจัดการให้ดี   พร้อมกับการที่จะต้องคอยปลุกคอยเตือนให้คนไม่ลืมที่จะพัฒนาตนให้ก้าวหน้าสู่ความสุขที่สูงขึ้นไป
 
 227กามสุขนั้น  เมื่อบริหารจัดการให้ดี  ก็เป็นประโยชน์สุขสำคัญ  ที่จำเป็นในขั้นพื้นฐาน  ทั้งที่ยังเป็นของขาดพร่องแหว่งเว้านี้แหละ  ก็ยังเป็นคุณที่ดีแก่ชีวิต  และขยายออกไปให้เกื้อกูลเป็นประโยชน์แก่สังคม  ให้อยู่กันร่มเย็นสุข   ยิ่งกว่านั้น  ก็จะเป็นฐานค้ำจุนสนับสนุนในการพัฒนาตนให้ก้าวขึ้นสู่ประโยชน์สุขที่สูงขึ้นไปๆ
 
   ด้วยเหตุนี้  พอจัดเป็นระบบ  จึงปรากฏว่า ท่านจัดให้กามสุขที่บริหารจัดการได้ดีนั้น  เป็นคุณค่าเป็นประโยชน์ที่เป็นจุดหมายแห่งชีวิตของมนุษย์อย่างหนึ่ง   คือเป็น  “อัตถะ”   อย่างหนึ่ง   โดยเป็นอัตถะ  คือประโยชน์ที่พึงมุ่งหมาย หรือที่พึงลุถึงให้ได้   เป็นขั้นพื้นฐาน  เรียกว่า  “ทิฏฐธัมมิกัตถะ”   แปลกันว่า  ประโยชน์ปัจจุบัน  คือประโยชน์ขั้นตาเห็น  ที่ปรากฎอยู่ต่อหน้า  มองเห็นประจักษ์ได้  ก็คือ  กามสุข  หรือสุขทางวัตถุ  ที่พึงพาอามิสนี่เอง

10

มองพุทธธรรม ต้องมองให้ครบด้านของเขา จึงจะเป็นมัชเฌนธรรม  เป็นกลางๆ  ไม่สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง

ยาว ยังมีต่อ เรื่องประโยชน์ขั้นตาเห็น
 
 



Create Date : 01 กรกฎาคม 2564
Last Update : 5 กรกฎาคม 2564 11:00:13 น. 0 comments
Counter : 209 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
space

สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






space
space
[Add สมาชิกหมายเลข 6393385's blog to your web]
space
space
space
space
space