กรรมเก่า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ(สํ.สฬ.18/217/166) เป็นเจ้าบทบาทเดิม จากนั้น การศึกษาอาศัยปรโตโฆสะซึ่งมีคติว่า "คนเป็นไปตามสภาพแวดล้อมที่ปรุงปั้น" และโยนิโสมนสิการ ซึ่งมีคติย้อนกลับว่า"ถ้าเป็นคนรู้จักคิด แม้แต่ฟังคนบ้าคนเมาพูด ก็อาจสำเร็จเป็นพระอรหันต์"
space
space
space
 
มิถุนายน 2564
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
space
space
24 มิถุนายน 2564
space
space
space

ความต้องการ คืออะไร สำคัญอย่างไร

232ความต้องการ คือ อะไร และสำคัญอย่างไร

   ศัพท์ธรรมสำหรับความอยาก หรือ ความต้องการนี้ ค่อนข้างซับซ้อน ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจเล็กน้อย

  ขอยกพุทธพจน์มาดูกันอีกครั้งหนึ่ง คือ ที่ตรัสว่า “ฉนฺทมูลกา สพฺเพ ธมฺมา” (ธรรมทั้งปวงมีฉันทะเป็นมูล หรือเป็นราก เป็นฐาน เป็นต้นตอ)

  คำสำคัญ คือ “ฉันทะ” แปลว่า ความต้องการ หรือความอยาก จะแปลว่า ความปรารถนา ที่เป็นคำบาลีว่า “ปตฺถนา” ก็ได้

  ที่ว่าซับซ้อน ก็คือ เริ่มแรก “ฉันทะ” ความต้องการ หรือความอยาก นี้ ในขั้นพื้นฐาน เป็นคำกลางๆ ใช้ในทางดี ก็ได้ ใช้ในทางร้าย ก็ได้ เป็นกุศล ก็ได้ เป็นอกุศล ก็ได้ มีทั้ง กามฉันท์ เนกขัมมฉันท์ บริโภคฉันท์ ธรรมฉันท์ ฯลฯ

  ในขั้นนี้ ท่านแยก “ฉันทะ” คือ ความต้องการนี้ ว่ามี ๒ อย่าง คือ

  ๑. ตัณหาฉันทะ   แปลว่า   ฉันทะคือตัณหา หรือฉันทะที่เป็นตัณหา (ฉันทะ คือ ความอยากได้ อยากเอา อยากเป็น อยากมี อยากมลาย)

  ๒. กัตตุกัมยตาฉันทะ แปลว่า ฉันทะคือกัตตุกัมยตา หรือฉันทะที่เป็นกัตตุกัมยตา (ฉันทะ คือ ความอยากทำ ใฝ่จะทำ ใฝ่สร้างสรรค์)

     อย่างแรกเป็นฝ่ายร้าย   เป็นอกุศลฉันทะ   อย่างหลังเป็นฝ่ายดี   เป็นกุศลฉันทะ ที่จริง อย่างนี้ก็ดูง่าย และก็ชัดดีอยู่   แต่ถ้อยคำยาวไปหน่อย    เรียกยาก

    ตรงนี้ก็มาถึงที่ซับซ้อน คือ ในเวลาแสดงธรรม อธิบายธรรม หรือพูดจาสื่อสารกันทั่วไป ก็อยากใช้คำที่สั้นๆง่ายๆ ในที่สุดก็ปรากฏผลออกมาว่า

-  เวลาพูดถึง ฉันทะ ที่อยากในทางไม่ดี เป็นอกุศล ก็ใช้คำเดียวไปเลยว่า “ตัณหา” (ไม่ต้องพูดว่า ตัณหาฉันทะ)

- ถ้าจะพูดถึง ฉันทะ ที่อยากในทางดี เป็นกุศล ก็ใช้คำเดียวไปเลยว่า “ฉันทะ” (ไม่ต้องพูดให้ยาวว่า กัตตุกัมยตาฉันทะ หรือกุศลฉันทะ หรือธรรมฉันทะ หรือสภาวฉันทะ ฯลฯ)

   ตอนนี้ ก็เลยพูดได้ง่าย สั้นนิดเดียว รู้เรื่องกันไป ไม่ต้องยืดยาดเยิ่นเย้อ พอบอกว่า “ตัณหา” ก็คือความอยากที่ไม่ดี  (คือฉันทะฝ่ายอกุศลนั่นเอง)   พอพูดว่า “ฉันทะ” ก็คือ ความอยากที่ดี (คือฉันทะฝ่ายกุศล หรือกัตตุกัมยตาฉันทะ นั่นเอง)

   ถ้าไม่รู้ที่ไปที่มา ก็จะงง ว่าคำไหน หมายถึงอะไร คำไหนดี คำไหนร้าย ก็สับสนยุ่งไปหมด เช่น ไปเจอ กามฉันทะ ก็งง ไหนว่า ฉันทะเป็นฝ่ายดี ทำไม่นี่ไม่ดีล่ะ ดังนี้ เป็นต้น จึงต้องพูดทำความเข้าใจกันให้ชัด

   ถึงตอนนี้ ก็สรุปได้ คือบอกว่า ความอยาก หรือ ความต้องการ นั้น มี ๒ อย่าง คือ

   ๑. ตัณหา คือ ความอยากความต้องการที่เป็นอกุศล ได้แก่ อยากได้ อยากเอา อยากมี อยากเป็น อยากทำลาย

   ๒. ฉันทะ คือ ความอยากความต้องการที่เป็นกุศล ได้แก่ อยากทำ (ให้มันดี) ใฝ่ฝึก ใฝ่ศึกษา ใฝ่ปฏิบัติ ใฝ่จัดทำ ใฝ่สร้างสรรค์

    ในคัมภีร์ภาษาบาลีชั้นอรรถกถา เมื่อท่านจะแยก ๒ อย่างนี้ ท่านก็หาคำกลางมาตั้งก่อน ได้พบว่า ท่านใช้คำว่า ปตฺถนา คือ ความปรารถนา มาวางเป็นคำกลาง แล้วท่านก็แยกให้ดู บอกว่า ปตฺถนา (คือ ความปรารถนา) มี ๒ อย่าง (ก็คือที่แยกให้ดูแล้วข้างบนนั่นเอง) ได้แก่

 ๑.ตณฺหาปตฺถนา คือ ความปรารถนาที่เป็นตัณหา (ปรารถนาเอา, ต้องการเสพ)

 ๒.ฉนฺทปตฺถนา คือ ความปรารถนาที่เป็นฉันทะ   (ปรารถนาดี, ต้องการทำให้ดี)

  227มีข้อสังเกตว่า คนไทยทั่วไป โดยเฉพาะชาวพุทธไทยนี้เอง พอพูดถึงความอยาก ก็มักจะบอกว่า ไม่ดี ไม่ถูก ใช้ไม่ได้   แล้วก็ชอบบอกกัน   สอนกัน   ไม่ให้อยาก   ซึ่งนับว่าเป็นอันตราย อาจกลายเป็นการทำร้าย    ทั้งตัดรอนการพัฒนาคน และขัดขวางการพัฒนาสังคมประเทศชาติ

  232 ส่วนคนอีกพวกหนึ่ง   ก็เลยเถิดไปในทางตรงข้าม   ชอบพูดชอบสอนว่าให้อยากได้อยากเอา อยากมั่งอยากมี บางทีถึงกับสอนให้โลภ ให้อยากเด่นอยากดัง อยากเป็นใหญ่เป็นโต บอกว่าต้องอย่างนี้ ประเทศชาติสังคมจึงจะพัฒนา แต่ไม่ได้พัฒนาจริงเลย มีแต่พัฒนาไปสู่ความพินาศ อย่างน้อยก็ทำให้เกิดการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน ทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ พาคนพาโลกออกไปจากสันติภาพ

   ทั้งสองพวกนี้ ก็คือสุดโต่ง สุดขั้วไปคนละด้าน แต่เหมือนกัน ร่วมกันตรงที่มีความไม่รู้ คือ ไม่รู้จักความอยาก ไม่รู้ไม่เข้าใจธรรมชาติของความต้องการ แล้วก็จัดการ กับ ความอยากนั้นไม่ถูกต้อง

   เพราะฉะนั้น เรื่องความอยาก จึงต้องรู้จัก และแยกให้ได้ ดังที่นำมาให้ดูนั้น เมื่อแยกได้แล้ว เรื่องราวอะไรต่างๆ ก็จะกระจ่างแจ้งชัดขึ้นมากมาย

   เมื่อได้เห็นความหมายที่แตกต่างกันระหว่างความอยาก ๒ แบบนั้นไปคร่าวๆแล้ว ก็จะให้จับสาระ หรือลักษณะสำคัญของความแตกต่างนั้นให้จะแจ้งขึ้นอีก เป็นการชี้จุดสำคัญให้เด่นชัดยิ่งขึ้น

   ๑. ตัณหา เป็นความอยากเพื่อตัวตนของเรา หรือเพื่อตัวเราเอง เช่น อยากเอาเข้ามาให้แก่ตัว เอามาบำเรอตัว ให้ตัวเสพ ให้ตัวได้ ให้ตัวเป็นหรือไม่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้

   ๒. ฉันทะ เป็นความอยากเพื่อสภาวะของสิ่งนั้นๆ เอง เพื่อความดี เพื่อความงาม เพื่อความสมบูรณ์ของสิ่งนั้นๆ

    ขอยกตัวอย่างง่ายๆ ในวัด เช่นว่า คนมาในวัดแล้ว เข้าไปในบริเวณที่มีต้นไม้มากๆ เห็นกระรอกกระแตวิ่งโลดเต้นกระโดดกระโจนไปมา

  7 คนหนึ่งก็ชื่นชม มองว่า เจ้ากระรอกนี้น่าดู คล่องแคล่ว มันกระโดดไปกระโดดมา ดีนะ เป็นภาพที่งามตา ขอให้กระรอกเหล่านี้มีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ทำหมู่ไม้ที่ร่มรื่นให้งดงามน่าเพลินใจ ช่วยให้วัดเป็นรมณียสถานนานเท่านานต่อไปเถิด อย่างนี้คืออยากเพื่อสภาวะที่เต็มสมบูรณ์ของสิ่งนั้นเอง เรียกว่า มีความอยาก หรือความต้องการที่เป็นกุศล เป็นฉันทะ

  9 ส่วนอีกคนหนึ่ง   ก็เห็นกระรอกตัวเดียวกันนั้นแหละ  แต่เขามองไปก็คิดไปว่า เจ้ากระรอกตัวนี้อ้วนดี เนื้อมาก ถ้าเราได้ เอาไปลงหม้อแกงเย็นนี้ คงอร่อยทีเดียวละ นี้คืออยากเพื่อตัวตนของตนเอง เรียกว่า มีความอยากที่เป็นอกุศล เป็นตัณหา

   อีกตัวอย่างหนึ่ง นักเรียนจบมัธยมศึกษาแล้ว คิดเลือกจะเรียนแพทย์

   คนหนึ่งอยากเป็นแพทย์ เพราะอยากมีรายได้มาก อยากหาเงินง่าย จะมั่งคั่งร่ำรวย และมีหน้ามีตา มีเกียรติสูง นี้คืออยากเพื่อตัวตนของตนเอง เรียกว่ามีความอยากหรือความต้องการที่เป็นอกุศล ก็เป็นพวกตัณหา

   ส่วนอีกคนหนึ่งอยากเป็นแพทย์ เพราะอยากทำให้คนหายจากโรค อยากเห็นประชาชนแข็งแรงมีสุขภาพดี อยากให้ชาวบ้านพ้นความเดือดร้อน อยากให้บ้านเมืองมีพลเมืองที่มีคุณภาพอยู่กันร่มเย็นเป็นสุข อย่างนี้คืออยากเพื่อสภาวะที่เต็มสมบูรณ์ของสิ่งนั้นๆ ที่เป็นวัตถุประสงค์อย่างตรงไปตรงมาของอาชีพแพทย์นั้นเอง เรียกว่า มีความอยากหรือความต้องการที่เป็นกุศล เป็นฉันทะ

   คนมีความอยากต้องการอย่างไหน เมื่อเขาได้สนองความต้องการอย่างนั้น เขาก็มีความสุข ดังนั้น ความสุขของคนจึงต่างกันไปตามความต้องการ

   คนหนึ่งอยากให้กระรอกแข็งแรงสมบูรณ์เป็นอยู่สุขสบายของมัน พอเห็นกระรอกนั้นกระโดดโลดเต้นร่าเริงดี ความต้องการของเขาก็ได้รับการสนอง เขาก็มีความสุขทันที

   อีกคนหนึ่งอยากเอากระรอกมาต้มกินให้ลิ้นของตัวได้อร่อย ต้องไล่จับไล่ยิงเอากระรอกนั้นมาต้มมาแกงให้มันตาย จนกว่าตัวเองจะได้กิน ความต้องการของเขาจึงจะได้รับการสนอง แล้วเขาจึงจะมีความสุข

   มองกว้างไกลออกไป คนมีฉันทะ รักที่จะทำเหตุของความเจริญ  คนมากด้วยตัณหา ได้แต่รอเสพผลของความเจริญนั้น   พูดสั้นๆ ว่า พวกฉันทะเป็นนักสร้าง พวกตัณหาเป็นนักเสพ  พวกฉันทะ จึงมีความสุขในการสร้างสรรค์  พวกตัณหา จึงมีความสุขต่อเมื่อได้เสพ

 227ในสังคมที่เป็นอยู่นี้ ไม่อาจหวังว่าจะทำการใดให้กระแสตัณหาเหือดหายไปได้ หรือจะให้วิถีของฉันทะขยายขึ้นมาเป็นใหญ่  สิ่งที่พึงทำ  คือพยายามดุลไว้  ไม่ปล่อยให้กระแสตัณหาท่วมท้นไหลพาลงเหวไป และคอยส่งเสริมวิถีแห่งการสนองฉันทะให้ดำเนินไปได้

   ตราบใด คนผู้มีความสุขในแนวทางของการสนองฉันทะ ยังมีเป็นหลักเป็นแกนอยู่ สังคมมนุษย์ก็จะยังพอดำเนินไปได้

   สิ่งที่จะต้องทำตลอดเวลา ก็คือ ความไม่ประมาทในการพัฒนามนุษย์ ให้ก้าวหน้าไปในการพัฒนาความสุข


 


Create Date : 24 มิถุนายน 2564
Last Update : 25 มิถุนายน 2564 4:17:31 น. 0 comments
Counter : 690 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
space

สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






space
space
[Add สมาชิกหมายเลข 6393385's blog to your web]
space
space
space
space
space