กรรมเก่า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ(สํ.สฬ.18/217/166) เป็นเจ้าบทบาทเดิม จากนั้น การศึกษาอาศัยปรโตโฆสะซึ่งมีคติว่า "คนเป็นไปตามสภาพแวดล้อมที่ปรุงปั้น" และโยนิโสมนสิการ ซึ่งมีคติย้อนกลับว่า"ถ้าเป็นคนรู้จักคิด แม้แต่ฟังคนบ้าคนเมาพูด ก็อาจสำเร็จเป็นพระอรหันต์"
space
space
space
 
มิถุนายน 2564
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
space
space
18 มิถุนายน 2564
space
space
space

ปัจจัยให้เกิดสัมมาทิฐิ ๒ อย่าง

393ชีวิตควรเป็นอยู่อย่างไร ?

บุพภาคของการศึกษา ๑:   (๒.โยนิโสมนสิการ)

ปรโตโฆสะที่ดี  =  กัลยาณมิตร 158

139บุพนิมิตแห่งมัชฌิมาปฏิปทา
 
        สัมมาทิฏฐิ     เป็นองค์ประกอบสำคัญของมรรค ในฐานะที่เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติธรรม หรือเป็นขั้นเริ่มต้นในระบบการศึกษาตามหลักการของพระพุทธศาสนา และเป็นธรรมที่ต้องพัฒนาให้บริบูรณ์ ชัดเจน เป็นอิสระมากขึ้นตามลำดับ จนกลายเป็นการตรัสรู้ในที่สุด    ดังนั้น    การสร้างเสริมสัมมาทิฏฐิจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง
 
มีข้อความในพระไตรปิฎก แสดงหลักการสร้างเสริมสัมมาทิฏฐิไว้  ดังนี้
 
        "ภิกษุทั้งหลาย    ปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฏฐิ มี ๒ ประการ ดังนี้ คือ ปรโตโฆสะ และโยนิโสมนสิการ (องฺ.ทุก.20/371/110)
 
        (ส่วนปัจจัยให้เกิดมิจฉาทิฏฐิ ก็มี ๒ ตรงข้ามจากนี้ คือ ปรโตโฆสะที่ไม่ถูกต้อง และอโยนิโสมนสิการ.  อง.ทสก.24/93/201)

ปัจจัยแห่งสัมมาทิฏฐิ ๒ อย่าง ตามพุทธพจน์ที่ตรัสไว้นี้ คือ
 
        ๑. ปรโตโฆสะ = เสียงจากผู้อื่น    การกระตุ้นหรือชักจูงจากภายนอก  เช่น  การสั่งสอน   แนะนำ การถ่ายทอด การโฆษณา คำบอกเล่า ข่าวสาร ข้อเขียน  คำชี้แจง อธิบาย การเรียนรู้จากผู้อื่น ในที่นี้ หมายเอาเฉพาะส่วนที่ดีงามถูกต้อง  เฉพาะอย่างยิ่งการรับฟังธรรม  ความรู้ หรือคำแนะนำจากบุคคลที่เป็นกัลยาณมิตร (hearing or learning from others; inducement by others)

       ข้อแรกนี้    เป็นองค์ประกอบฝ่ายภายนอก    ได้แก่    ปัจจัยทางสังคม    อาจเรียกง่ายว่า    วิธีการแห่งศรัทธา
 
         ๒.โยนิโสมนสิการ = การทำในใจโดยแยบคาย = การใช้ความคิดถูกวิธี   ความรู้จักคิด   คิดเป็น  หรือคิดอย่างมีระเบียบ  หมายถึง การรู้จักมอง  รู้จักพิจารณาสิ่งทั้งหลาย  โดยมองตรงตามที่สิ่งนั้นๆ มันเป็นของมัน   และโดยวิธีคิดหาเหตุผล  สืบค้นถึงต้นเค้า  สืบสาวให้ตลอดสาย  แยกแยะสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ออก ให้เห็นตามสภาวะ และตามความสัมพันธ์สืบทอดแห่งเหตุปัจจัย    โดยไม่เอาความรู้สึกด้วยตัณหาอุปาทานของตนเข้าจับ    (analytical reflection; reasoned or systematic attention)

          ข้อสองนี้    เป็นองค์ประกอบฝ่ายภายใน    ได้แก่   ปัจจัยในตัวบุคคล    อาจเรียกง่ายๆว่า วิธีการแห่งปัญญา

        มีพุทธพจน์แสดงปัจจัยทั้งสองนี้   ในภาคปฏิบัติของการฝึกอบรม  เน้นถึงความสำคัญอย่างควบคู่กัน ดังนี้

       ๑) "สำหรับภิกษุผู้ยังต้องศึกษา...เรามองไม่เห็นองค์ประกอบภายนอกอื่นใด    มีประโยชน์มากเท่าความมีกัลยาณมิตร  เลย"

        ๒) "สำหรับภิกษุผู้ยังต้องศึกษา...เรามองไม่เห็นองค์ประกอบภายในอื่นใด    มีประโยชน์มากเท่าโยนิโสมนสิการ เลย" (ขุ.อิติ.25/194-5/236-7)

      ปัจจัยทั้ง   ๒  อย่างนี้   ย่อมสนับสนุนซึ่งกันและกัน

       สำหรับคนทั่วไป  ซึ่งมีปัญญาไม่แก่กล้า     ย่อมต้องอาศัยการแนะนำชักจูงจากผู้อื่น   และคล้อยไปตามคำแนะนำชักจูงที่ฉลาดได้ง่าย    แต่ก็จะต้องฝึกหัดให้สามารถใช้ความคิดอย่างถูกวิธีด้วยตนเองได้ด้วย    จึงจะก้าวหน้าไปถึงที่สุดได้

      ส่วนคนที่มีปัญญาแก่กล้า    ย่อมรู้จักใช้โยนิโสมนสิการได้ดีกว่า    แต่กระนั้น  ก็อาจต้องอาศัยคำแนะนำที่ถูกต้องเป็นเครื่องนำทางในเบื้องต้น   และเป็นเครื่องช่วยส่งเสริมให้ก้าวหน้าไปได้รวดเร็วยิ่งขึ้นในระหว่างการฝึกอบรม

     การสร้างเสริมสัมมาทิฏฐิด้วยปัจจัยอย่างที่  ๑  (ปรโตโฆสะ)  ก็คือ  วิธีการที่เริ่มต้นด้วยศรัทธา   และอาศัยศรัทธาเป็นสำคัญ    เมื่อนำมาใช้ปฏิบัติในระบบการศึกษาอบรม   จึงต้องพิจารณาที่จะให้ได้รับการแนะนำชักจูงสั่งสอนอบรมได้ผลดีที่สุด  คือ   ต้องมีผู้สั่งสอนอบรมที่เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติ   มีความสามารถ   และใช้วิธีการอบรมสั่งสอนที่ได้ผล

     ดังนั้น    ในการศึกษาอบรม  จึงจำกัดให้ได้ปรโตโฆสะที่มุ่งหมาย   ด้วยหลักที่เรียกว่า   กัลยาณมิตตตา  หรือการมีกัลยาณมิตร

     ส่วนปัจจัยอย่างที่  ๒   (โยนิโสมนสิการ)   เป็นตัวหลักการใช้ปัญญา    ซึ่งจะต้องพิจารณาว่าควรใช้ความคิดให้ถูกต้องอย่างไร

      เมื่อนำปัจจัยทั้งสองมาประกอบกัน    นับว่ากัลยาณมิตตตา   เป็นองค์ประกอบภายนอก   และโยนิโสมนสิการ  เป็นองค์ประกอบภายใน

     ถ้าตรงข้ามจากนี้   คือ    ได้ผู้ไม่เป็นกัลยาณมิตร   ทำให้ประสบปรโตโฆสะผิดพลาด  และใช้ความคิดผิดวิธี  เป็นอโยนิโสมนสิการ  ก็จะได้ผลตรงข้าม  คือเป็นมิจฉาทิฏฐิไปได้

     ปัจจัยแห่งสัมมาทิฏฐิ ๒ ประการนี้  มีหลักการบางอย่างที่ควรทราบ ดังต่อไปนี้ 


(ปรโตโฆสะ กับ โยนิโสมนสิการ  น่าจะทำให้ชาวพุทธบ้านเรามองพุทธธรรมได้กว้างรอบด้านขึ้นอีก  โดยเฉพาะปรโตโฆสะที่ดีและไม่ดี ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอก คือ ปัจจัยทางสังคม)    

ต่อข้อถัดขึ้นไป

   17

      ทิฏฐิ    ความเห็น,  ความเข้าใจ, ความเชื่อถือ,   ทั้งนี้  มักมีคำขยายนำหน้า  เช่น  สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ)  มิจฉาทิฏฐิ  (ความเห็นผิด)  แต่ถ้า  ทิฏฐิ  มาคำเดียวโดด  มักมีนัยไม่ดี  หมายถึง  ความยึดถือตามความเห็น,    ความถือมั่นที่จะให้เป็นไปตามความเชื่อถือหรือความเห็นของตน,  การถือยุติเอาความเห็นเป็นความจริง,  ความเห็นผิด,  ความยึดติดทฤษฎี
 
      ทิฏฐิ   คือ  ความเห็นผิด  มี  ๒  ได้แก่   ๑. สัสสตทิฏฐิ   ความเห็นว่าเที่ยง   ๒.  อุจเฉททิฏฐิ   ความเห็นว่าขาดสูญ;   อีกหมวดหนึ่ง  มี  ๓  คือ  ๑. อกิริยทิฏฐิ   ความเห็นว่าไม่เป็นอันทำ   ๒.  อเหตุกทิฏฐิ   ความเห็นว่าไม่มีเหตุ  ๓.  นัตถิกทิฏฐิ   ความเห็นว่าไม่มี  คือ  ถืออะไรเป็นหลักไม่ได้   เช่น  มารดาบิดาไม่มี  เป็นต้น

      ทิฏฐิวิสุทธิ  (วิสุทธิข้อ ๓)  ความหมดจดแห่งความเห็น  คือ เกิดความรู้ความเข้าใจ  มองเห็นนามรูปตามสภาวะที่เป็นจริงคลายความหลงผิดว่าเป็นสัตว์  บุคคล  ตัวตน  ลงได้ 


 


Create Date : 18 มิถุนายน 2564
Last Update : 26 มิถุนายน 2564 7:43:45 น. 0 comments
Counter : 363 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
space

BlogGang Popular Award#17


 
สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]






space
space
[Add สมาชิกหมายเลข 6393385's blog to your web]
space
space
space
space
space