กรรมเก่า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ(สํ.สฬ.18/217/166) เป็นเจ้าบทบาทเดิม จากนั้น การศึกษาอาศัยปรโตโฆสะซึ่งมีคติว่า "คนเป็นไปตามสภาพแวดล้อมที่ปรุงปั้น" และโยนิโสมนสิการ ซึ่งมีคติย้อนกลับว่า"ถ้าเป็นคนรู้จักคิด แม้แต่ฟังคนบ้าคนเมาพูด ก็อาจสำเร็จเป็นพระอรหันต์"
space
space
space
 
มิถุนายน 2564
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
space
space
28 มิถุนายน 2564
space
space
space

ทุกข์ กับ สุข เทียบกัน



227คนมีปัญญา แม้แต่ทุกข์ ก็เห็นคุณค่า และใช้ประโยชน์ได้

   ความจริง ตอนนี้ ถึงเวลาที่จะพูดเรื่องคุณและโทษของความสุข แต่ขอพูดเรื่องทุกข์แทรกคั่นเสียก่อน เพราะผ่านทุกข์แล้วจะได้มีความสุข และทุกข์นั้นก็มีทั้งคุณและโทษที่ควรจะพูดเช่นกัน

   ทุกข์นั้น เราไม่ชอบ เพราะมันบีบคั้น ทำให้อึดอัด ติดขัด คับข้อง นี้คือความหมายของทุกข์ จึงเป็นธรรมดาว่า คนเจอทุกข์ ย่อมไม่ชอบใจ แต่คนมีโยนิโสมนสิการ สามารถเอาประโยชน์จากทุกข์ได้ ทำได้อย่างไร

   บอกแล้วว่า ทุกข์เป็นสภาพบีบคั้น เมื่อมันบีบคั้น คนก็อึดอัดขัดข้อง จึงทำให้เขาดิ้นรนเพื่อให้หลุดให้พ้นไป ถ้าเขารู้จักดิ้น นอกจากมีความเป็นไปได้มากว่าเขาจะหลุดพ้นไปได้แล้ว การดิ้นรนนั้น ก็จะทำให้เขาเข้มแข็ง ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ในการดิ้นรนหาทางนั้น มีการพัฒนาขึ้นไปในด้านต่างๆ มากทีเดียว

   ข้อสำคัญอยู่ที่ว่า มนุษย์ที่มีจิตมีใจ รู้จักคิดได้นี้ ถ้าวางใจถูกต้องและคิดถูกทาง ก็ดีไป แต่ถ้าวางจิตใจผิด และคิดเขวไป นอกจากไม่หลุดพ้นแล้ว ยังจะซ้ำเติมตัวเองอีกด้วย


   ยกตัวอย่าง คนเกิดมาจนข้นแค้น หรือตกทุกข์ได้ยาก ถ้าวางจิตใจไม่ถูกต้อง และไม่รู้จักคิด มัวนั่งจับเจ่าเศร้าใจทอดอาลัยอยู่ ก็คือเอาทุกข์นั้นมาทับถมตัวเอง ก็ยิ่งจมลงไป


   ทีนี้ ถ้าคนนั้นวางใจถูก และดิ้นรนเพียรพยายามแก้ปัญหา รู้จักคิดหาทาง ก็สามารถผ่านพ้นทุกข์นั้นไป และอาจจะประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ก็ได้

   การดิ้นรนให้พ้นจากทุกข์ที่บีบคั้นนี้ บางทีถึงกับเป็นระบบของสังคมก็มี เอาง่ายๆ ก็ได้แก่ ระบบแข่งขันของสังคมตะวันตก ที่กำลังแผ่ขยายไปครอบงำโลกทั้งหมด เป็นโลกาภิวัตน์นี่แหละ

  ระบบแข่งขัน ก็คือเอาทุกข์มาบีบ ทำให้คนต้องดิ้น และระบบแข่งขันนี้ซ้อนไว้กับระบบตัวใครตัวมัน คือ ปัจเจกชนนิยมอย่างเข้ม เมื่อดิ้นรนไป ก็หวังพึ่งใครไม่ได้ด้วย ทำให้มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวและใช้พลังเต็มที่ จึงทำให้คนเข้มแข็ง และต้องเร่งรัดขวนขวายกระตือรือร้นตลอดเวลา

  นี่ก็คือทำให้ต้องตั้งอยู่ในความไม่ประมาท และก็ได้ผลคือเจริญก้าวหน้าสมหมาย แต่จะเป็นความเจริญที่พึงปรารถนาแค่ไหน และการดิ้นรนแบบนี้มีข้อดี ข้อเสีย อย่างไร ก็ไว้ค่อยว่ากันอีกที

  อย่างไรก็ตาม ความประมาทที่เกิดจากถูกบีบคั้นในระบบแข่งขันทำให้ต้องกระตือรือร้นดิ้นรนกันนี้ ยังเป็นเพียงความไม่ประมาทเทียม เป็นเรื่องภาวะดิ้นรนจากความบีบกดที่มาถึงจิตใจเท่านั้น ไม่ใช่ความไม่ประมาทที่เกิดจากปัญญา จึงพ่วงปมปัญหาเอาไว้มากมาย ทั้งทางจิตใจ เช่น ความเครียด และทางสังคม ที่ขาดความสัมพันธ์เชิงน้ำใจ เป็นต้น เป็นเรื่องที่ยังต้องแก้ปัญหากันอย่างหนักต่อไป

  แต่เอาเถิด มนุษย์ที่ไม่ประมาท ถึงอย่างไร ก็ยังดีกว่ามนุษย์ที่จมอยู่กับความลุ่มหลงมัวเมา

  บางทีผู้นำสังคมก็ต้องใช้ หรือแม้แต่สร้างความไม่ประมาทเทียมนี้ขึ้น เพื่อให้คนลุกขึ้นมากระตือรือร้นขวนขวายบ้าง ดีกว่าจะให้จมอยู่ในความประมาท จับเจ่านอนคุดคู้ ไม่รู้จักคิดจะไปไหนหรือจะทำอะไร

  เป็นอันว่า เราจะต้องให้คนรู้จักประโยชน์จากความทุกข์ คือ เมื่อทุกข์บีบคั้นให้ดิ้นรนขวนขวาย ก็ทำให้เกิดความเข้มแข็ง แล้วการที่จะมีทุกข์ ก็คือเกิดปัญหา ซึ่งทำให้หาทางแก้ไข

  เมื่อพยายามแก้ไขปัญหา เราก็จะไดพัฒนาตัวเอง ด้านที่หนึ่งซึ่งเป็นหัวใจ ก็คือได้พัฒนาปัญญา กว่าจะแก้ปัญหาได้เสร็จ ผ่านลุล่วงไป ก็ได้ปัญญามากมาย

   พร้อมกันนั้น ก็ได้พัฒนาทั้งด้านกาย ด้านวาจา และด้านจิตใจ เช่น พฤติกรรมก็คล่องขึ้น จิตใจก็เข้มแข็ง มีสติ มีสมาธิดีขึ้น เป็นต้น สารพัด อะไรต่ออะไรก็มากันใหญ่

  เพราะฉะนั้น ทุกข์จึงใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ เราก็จะต้องเอาประโยชน์จากทุกข์ให้ได้ นี่แหละ ท่านจึงให้หลักว่า คนมีปัญญา แม้เจอปัญหาประสบทุกข์ ก็สามารถมีความสุขได้ ถึงแม้อยู่ท่ามกลางทุกข์ ก็ต้องรู้จักมีความสุขได้ด้วย

  เป็นอันว่า เอาประโยชน์จากทุกข์ให้ได้ ทุกข์ก็จะมีทางเป็นคุณ ดังว่ามานี้

5



235ความสุขมีคุณมาก โทษก็หนัก ต้องรู้จักใช้

   คราวนี้ก็มาถึงเรื่องคุณ และโทษของความสุข บอกแล้วว่า สิ่งทั้งหลายนั้น โดยทั่วไปพระพุทธเจ้าจะตรัสทั้งในแง่ว่ามีคุณอย่างไร มีโทษอย่างไร และในเมื่อยังมีคุณมีโทษอยู่อย่างนี้ มีจุดไหนที่ไหนที่จะพ้นไปได้จากข้อดีข้อด้อยเหล่านั้น ก็คือพัฒนาต่อไปนั่นเอง

  วิธีมองสิ่งทั้งหลายอย่างที่ตรัสนี้ จะทำให้มีการพัฒนาต่อไปเรื่อย พอไปถึงจุดหนึ่ง เราก็ยอมรับว่าอันนี้มีข้อดีอย่างนี้ แต่ก็มีข้อด้อยข้อเสียอย่างนั้น แล้วทางออกอยู่ไหน ก็พัฒนาต่อไป พอไปถึงตรงนั้น ก็ดูข้อดีอันนั้น ข้อด้อยอันนี้ แล้วที่ไหนจะพ้นไปได้ ก็ไปต่อ

  พูดตามภาษาหลัก ก็บอกว่า เป็นวิธีการพัฒนาโดยรู้ข้อดี ข้อด้อย และทางออก คือ รู้อัสสาทะ อาทีนวะ และนิสสรณะ ๓ อย่างนี้ไปเรื่อย แล้วก็เดินหน้าไปเรื่อย จะทำงานทำการอะไร ก็คอยดูชุด ๓ นี้ไว้ ก็จะมีการพัฒนาเรื่อยไป อย่ามัวเพลินนึกว่าอะไรๆ ก็สมบูรณ์แล้ว ก็เลยหยุด เฉย ละเลย ประมาท ก็จะเสียการ

  ทีนี้มาดูกันต่อไปในเรื่องคุณและโทษของความสุข แต่ในที่นี้ มิใช่โอกาสที่จะพูดลึกลงไปถึงรายละเอียดว่า สุขแต่ละอย่าง แต่ละประเภท แต่ละขั้น มีคุณ มีโทษ มีข้อดี ข้อเสีย จุดเด่น จุดด้อย และที่ดีที่พ้นไปอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องศึกษาแยกแยะออกไป จึงจะพูดถึงจุดใหญ่หรือจุดสำคัญที่โยงไปถึงเรื่องอื่นๆได้กว้างขวางและเกี่ยวข้องกับคนทั่วไปค่อนข้างชัดเจน

  ในระดับหนึ่งที่ว่าสำคัญ พูดได้ว่าเกี่ยวกับคนทั่วไป โยงไปถึงเรื่องการพัฒนาชีวิต การปฏิบัติธรรม เจริญภาวนา หรือการศึกษาทั้งหมด ก็คือเรื่องสมาธิ

  ในเรื่องนี้ ความสุข มีคุณ เป็นข้อดีที่เด่นเห็นชัด ว่าตามคำบาลี ก็คือ”สุขปทฏฺฐาโน สมาธิ”แปลว่า สมาธิมีสุขเป็นบรรทัดฐาน ก็คือสุขนี้เป็นบรรทัดฐาน เป็นเหตุใกล้ของสมาธิ

  "สุข"   แปลว่าคล่อง แปลว่า สะดวก แปลว่า ง่าย คือ ไม่มีอะไรบีบคั้น ไม่ติดขัด ไม่ถูกกดดัน ก็ไม่ต้องดิ้นรน ไม่พลุ่งพล่าน ไม่กระวนกระวาย ก็สงบ พอสุขก็สงบ สมาธิก็มาง่าย มาได้เลย พร้อมอยู่แล้วที่จะเป็นสมาธิ

  เพราะฉะนั้น สมาธิจึงอาศัยสุขเป็นที่ตั้ง ก็เลยพูดเป็นหลักไว้ให้รู้กันว่า สุขปทัฏฐาโน สมาธิ แปลว่า สมาธิมีสุขเป็นบรรทัดฐาน ได้แค่นี้ก็ชัดแล้วว่า ความสุขนี้มีคุณมาก

  แล้วสุขก็มีอาการของชีวิตที่มีคุณภาพ อย่างพระอรหันต์ เวลาว่าง ไม่มีกิจที่ต้องทำ ท่านก็พักอยู่ด้วยภาวะจิตที่เป็นสุขในเวลาปัจจุบัน เรียกว่าทิฏฐิธรรมสุขวิหาร ซึ่งตามปกติก็มักอยู่ด้วยฌาน ถึงไม่มีอะไรทำที่จะเป็นสุข ก็อยู่อย่างเป็นสุขตลอดเวลาในวาระนั้นๆ อันนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องพูดมากนัก

   ส่วนในด้านโทษ ก็ต้องพูดว่า โทษของสุขมีไม่น้อย ข้อที่สำคัญก็คือ สุขนั้นชวนให้ประมาท ทำให้มัวเมา ลุ่มหลง เพลิน ผัดเพี้ยน เรื่อยเปื่อย เฉื่อยชา

   แม้สมาธิที่มีสุขเป็นบรรทัดฐาน ก็มีโทษในแง่นี้ด้วย ใช้คำบาลีว่า สมาธิเป็นโกสัชชปักข์ คือ เป็นพวกเดียวกับพวกขี้เกียจ (โกสัชชะ แปลว่า ความเกียจคร้าน , ปักข์ แปลว่า พวก หรือฝ่าย)

   แต่ในเวลาเดียวกัน สมาธิก็เป็นโพธิปักขิยะ อยู่ในโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ คือเป็นธรรมในฝักฝ่ายแห่งการตรัสรู้ อยู่ข้างโพธิ คือโพธิ ความตรัสรู้นั้นก็ต้องอาศัยสมาธิ

   ตรงนี้ ควรจับเป็นข้อสังเกตไว้ คือ สมาธิ นี้ อยู่ใน”โพธิปักข์”เป็นธรรมในฝ่ายของการตรัสรู้ แต่มันก็เป็น”โกสัชชปักข์”เข้าพวกกับความขี้เกียจด้วย

   เพราะฉะนั้น เวลามองธรรม อย่าไปมองในแง่ดีอย่างเดียว แง่ที่จะเสียก็มี ต้องมองไว้ด้วย แล้วก็ระวังอย่าประมาท ถ้าปฏิบัติสมาธิ ใช้ไม่ถูกทาง ทำให้เกิดความเกียจคร้าน ก็เสีย

  เพราะฉะนั้น ท่านจึงให้ใช้สติคอยระวัง ตรวจดูไว้ ตอนนี้ได้สมาธิแล้ว มันเขวไปทางจะเกียจคร้านหรือเปล่า เฉื่อยชาไหม ติดไหม ถ้าเพลินสมาธิ ติดสุขไป ก็กลายเป็นประมาท มีโทษมาก เป็นอันว่า ต้องระวังไว้ รู้จักใช้ให้เป็น อย่าให้จมลงไปในความประมาท

  คนเรานี้ พอมีความสุข โดยเฉพาะกามสุข ก็มีความเป็นไปได้มาก ที่จะลุ่มหลง เพลิดเพลิน มัวเมา สยบ ติด แล้วก็ประมาท พอสุขแล้ว ก็ไม่กระตือรือร้น ไม่อยากทำอะไร ทั้งที่มีอะไรรอที่จะต้องทำ ก็ปล่อย เรื่อยเฉื่อย ผัดเพี้ยน แล้วก็เลยขี้เกียจ แล้วก็กลายเป็นคนอ่อนแอ

  เพราะฉะนั้น คนที่มีความสุขแล้ว ถ้าไม่มีสติ มัวเพลิน เรื่อยเปื่อยเฉื่อยชา ก็จะประมาท แล้วก็อ่อนแอ แล้วก็เสื่อม อาจจะถึงกับวิบัติ หรือพินาศ ไม่ว่าบุคคล หมู่ชน ประเทศชาติ จนถึงอารยธรรมทั้งหลาย เข้าวงจรนี้กันมามากมาย

  พอมีโทษอย่างนี้ ก็รู้สึกเหมือนว่าสุขจะมีคุณค่าตกต่ำมากๆ แต่ที่จริง สุขก็คือสุข คนที่มีกิเลสต่างหากปฏิบัติต่อสุขไม่ถูกต้อง จึงทำให้ประมาท เป็นต้น อย่างที่ว่านั้น

   ทีนี้ ความสุขที่เป็นเรื่องใหญ่ เกี่ยวข้องกับมนุษย์จำนวนมาก หรือชาวโลกทั่วไป ก็คือ กามสุข จึงหนีไม่พ้นที่จะต้องพูดถึงกามสุขนั้นอีก แม้ว่าจะพูดถึงมาแล้วหลายครั้ง แต่ที่ต้องพูดคราวนี้ เพราะโยงไปต่อกับด้านการปฏิบัติ

   กามสุข หรือสุขอาศัยอามิส สุขจากวัตถุที่แสวงหามาเสพ ที่ได้ที่เอาเพื่อตัวเอง มีโทษมากอย่างไร จึงจำเป็นต้องอาศัยศีล ๕ มาคุม อันนี้ คือ จุดอ่อน เป็นข้อด้อยข้อเสียพื้นฐานของกามสุขนั้น คือมันเป็นเหตุของการแย่งชิงเบียดเบียนกันในสังคมมนุษย์

  เนื่องจากสิ่งที่จะมาสนองให้เกิดความสมปรารถนานั้นอยู่ข้างนอก และมันก็มีไม่เพียงพอแก่ความต้องการของมนุษย์ เพราะฉะนั้น ในเมื่อต่างคนต่างก็ต้องการ และทุกคนก็อยากได้ให้มากที่สุด คนก็เพ่งก็จ้องกัน ก็กลายเป็นปฏิปักข์กัน ก็ขัดแย้งกัน แล้วก็แย่งชิงกัน

  ตามมาด้วยการข่มเหง การใช้เล่ห์กลต่างๆ การหลอก การลวง การลักขโมย การหาพวก หาอำนาจมากดบีบกัน ฯลฯ

  รวมแล้วก็คือเป็นเหตุให้เกิดการเบียดเบียนกันในสังคม ตั้งแต่ระหว่างบุคคล ไปจนถึงระหว่างประเทศ แม้กระทั่งเป็นสงครามโลก เป็นที่มาของทุกข์ภัยสารพัด แก้ปัญหากันไม่รู้จบสิ้น ปากร้องหาสันติภาพ มือกวัดแกว่งดาบกันไปมา นี้ คือ โทษประการแรกของกามสุข

  การเบียดเบียนกัน ที่เป็นปัญหาก่อทุกข์ภัยแผ่ขยายออกไปภายนอกนั้น ก็มีต้นตออยู่ในใจ คือความอยากได้ไม่รู้จักพอ อันเป็นลักษณะธรรมดาสามัญของตัณหา แล้วความไม่รู้จักพอ ที่สนองไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักเต็มนั้น ก็เกิดเป็นปัญหาที่ก่อทุกขึ้นมาภายในตัวเองด้วย

  ตัวคนนั้นเอง ยิ่งได้มาก ก็ยิ่งอยากได้มากขึ้น ที่เคยได้ในดีกรีและปริมาณเท่านี้ เคยเป็นสุข ต่อมา ได้เท่านั้นไม่เป็นสุขแล้ว กลายเป็นชินชา ของที่เคยทำให้สุข ก็เปลี่ยนเป็นเฉย จากนั้นก็เบื่อหน่าย

  พอเบื่อหน่ายแล้ว ที่เคยขาดไม่ได้ ก็กลายเป็นจำใจทน ที่เคยทำให้สุข ก็กลายเป็นทำให้ทุกข์ ความอยากก็เปลี่ยนไป กลายเป็นต้องการว่า เมื่อไรจะหาย เมื่อไรจะไปสักที นี่ก็คือทุกข์ภัยอย่างหนึ่ง

  แต่ก่อนนี้ไม่มีเงินสักบาทเดียว พอหาเงินได้พันบาท ก็ดีใจเป็นสุขเหลือล้น มีรายได้วันละพันบาท แหมมีความสุขจัง ต่อไปก็หวังใหม่อยากได้วันละแสน ฝันว่าถ้าได้วันละแสนบาทนี่ ต่อไปฉันไม่เอาอะไรแล้ว แสนสบายมีความสุขเต็มที่ เกิดได้วันละแสนบาทขึ้นมาจริงๆ ตอนแรกสุขเหลือเกิน ยินดีปรีดาสุขสันต์หรรษาเต็มที่

  ถ้ามองลึกลงไปในตอนนี้ จะเห็นความคืบขยายของตัณหา ที่ก่อปัญหาทำให้เกิดทุกข์จากความไม่รู้จักพอขึ้นมา ๒ อย่าง

  หนึ่ง ก็คือ พอได้วันละแสนแล้วอย่างนี้ ถ้าวันไหนเกิดได้วันละพันบาท ที่เมื่อก่อนเคยได้แล้วมีความสุขเต็มที่นั้น คราวนี้ กลายเป็นทุกข์ไปแล้ว ที่เคยได้แล้วเป็นสุข ก็กลายเป็นทุกข์ไปเลย

  สอง ที่ว่าได้วันละแสนจะไม่เอาอะไรอีกแล้วนั้น ต่อมา ก็ชินชา เบื่อ แล้วก็อยากได้วันละล้าน จึงจะสุขสมใจได้ แล้วก็จะเขยิบขึ้นเรื่อยไปไม่รู้จักจบ

  นี่ก็เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า แม้แต่เนรมิตภูเขาให้เป็นทองคำทั้งลูก ก็ไม่พอแก่ความต้องการของบุคคลผู้เดียว เพราะความต้องการนั้นไม่รู้จบไม่รู้พอดังที่ว่ามา

  เรื่องอย่างนี้  ท่านเล่าไว้มากมาย ให้รู้ทันว่าความต้องการของมนุษย์นี้ไม่มีที่สิ้นสุด ความอยากได้ไม่มีที่จบสิ้น จึงทั้งเป็นเหตุของการเบียดเบียนกันก่อทุกข์ภัยข้างนอกมากขึ้น และข้างในใจของตัวเองก็ยิ่งมีทุกข์ซับซ้อนมากขึ้น แล้วพร้อมกันนั้น ความทุกข์จากความเบื่อหน่ายชินชาก็เข้ามาซ้ำอีกชั้นหนึ่งด้วย

10


233ของเสพเต็มไปหมด สุขกลับลง ทุกข์ก็ง่าย

   แล้วจากการที่ไม่รู้อิ่มไม่รู้พอ เที่ยวแล่นไปแสวงหา วิ่งไล่ไขว่คว้าตามหาความสุขอยู่เรื่อยไปอย่างนี้ ต่อไป ก็จะเกิดภาวะอันหนึ่งขึ้น คือกลายเป็นคนที่”ทุกข์ง่าย สุขได้ยาก”

  แต่ก่อนนี้ ย้อนหลังไปตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก ก่อนหัดเดิน เด็กจำนวนมาก หัวเราะง่าย ยิ้มระรื่น สนุกสนานร่าเริงมาก ได้อะไรนิดหน่อย ก็สุข เห็นอะไรนิดหน่อยก็สุข

  แต่พอโตขึ้นๆ กลายเป็นคนที่สุขได้ยากขึ้นๆ อย่างที่ว่า ของที่เคยได้เคยเสพแล้วเป็นสุขนักหนา กลายเป็นชินชาเบื่อหน่าย ทำให้เฉยหรือฝืนใจเป็นทุกข์ไปหมด จะต้องได้อย่างที่ปรารถนามากมายเหลือเกิน จึงจะสุขได้ แต่ก็สนองความต้องการไม่ได้สมใจ ได้แต่วิ่งไล่ไขว่คว้าความสุขอยู่เรื่อยไป ไม่ถึงสักที แล้วก็กลายเป็นคนที่สุขได้ยากขึ้นๆทุกที

  พอเป็นคนที่สุขได้ยาก ก็จะมีภาวะตรงข้ามด้วย คือกลายเป็นที่ทุกข์ได้ง่าย

  ก่อนนี้ จะไม่มี จะขาดอะไรไปบ้าง มีความไม่สะดวกบางอย่าง จะต้องทำอะไรๆบ้าง จะต้องใช้เรี่ยวแรงกำลังบ้าง ก็ไม่เห็นเป็นไร ไม่ใช่เรื่องที่จะทุกข์

  ต่อมา มั่งมีศรีสุข มีพร้อมทุกอย่าง จะทำอะไรๆก็มีคนทำให้ หรือสั่งเอาได้ทุกอย่าง แสนสะดวดสบาย ไม่ต้องใช้กล้ามเนื้ออื่นใด นอกจากแค่กล้ามนิ้ว ทีนี้ก็ติดสุขติดสะดวก ขาดอะไรนิด ไม่มีอะไรหน่อย ของมาไม่ทันเดี๋ยวเดียว ไม่ได้อะไรอย่างไร ต้องทำอะไรบางอย่าง ต้องออกแรงบ้าง ทุกอย่างคือทุกข์ไปหมด

  นอกจากสุขได้ยากแล้ว ก็กลายเป็นคนที่ทุกข์ได้ง่าย แล้วก็มีทุกข์มากมายขึ้นด้วย

  อย่างนี้ก็สวนทางการพัฒนาชัดๆ นี่คือตรงข้ามกับการพัฒนาเลยทีเดียว ถ้ามนุษย์พัฒนาขึ้นมา ยิ่งเติบโตขึ้น เขาก็ต้องเก่งขึ้นในการมีความสุขด้วย ต้องมีความสุขได้เองมากขึ้น ต้องสุขได้ง่ายขึ้น และทุกข์ได้ยากขึ้น

  คนที่ว่าพัฒนา ก็ต้องมีความสุขที่พัฒนาด้วย ต้องมีความสุขมากขึ้น เป็นคนที่สุขได้ง่ายขึ้น เป็นคนที่ทุกข์ได้ยากขึ้น ต้องเป็นคนชนิดที่ว่า จะอยู่อย่างไร จะต้องทำอะไร ถ้าเป็นวิสัยธรรมดาของมนุษย์ละก็ ฉันสุขได้ทั้งนั้น เป็นคนที่พูดได้ว่า ไหนนะ ใครจะมาทำให้ฉันทุกข์น่ะหรือ อย่าพยายามให้เหนื่อยเลย ไม่สำเร็จหรอก

  แต่เวลานี้ ดูทีท่าว่าจะกลับกัน กลายเป็นว่า คนสมัยนี้สุขได้ยากนักหนา แต่ทุกข์ได้ง่ายผิดธรรมดา

  ดูเด็กยุคไอที   มีลักษณะอย่างนี้กันมาก เหตุอย่างหนึ่งเป็นเพราะว่า ความเจริญทางเทคโนโลยีที่พรั่งพรูมาสนองความต้องการในการเสพ และทำให้สะดวกสบายให้ง่ายนั่นเอง ทำให้คนชินชากับการเสพง่ายและความสะดวกสบายเหล่านั้น จนกลายเป็นขาดไม่ได้ ต้องได้ ต้องง่าย ต้องทันใจ ถึงใจ ฉันจึงจะสุขได้ ถ้าไม่ ก็คือทุกข์ แล้วก็กลายเป็นคนที่ทุกข์ได้ง่าย สุขได้ยากอย่างที่ว่า

  แต่สาเหตุที่แท้อยู่ที่การพัฒนาที่ไม่ถึง ไม่ทัน แล้วก็ไม่ถูกทาง ทำให้ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนั้นแทนที่จะมาเป็นเครื่องเสริมเติมความสุข กลับกลายเป็นตัวที่มาตัดรอนความสามารถที่จะมีความสุข ทำให้มนุษย์กลายเป็นสัตว์ที่หมดสมรรถภาพในการมีความสุข

  นี่คือสภาพที่มนุษย์รับมือกับเทคโนโลยีไม่ถูก ประโยชน์แท้ที่ควรจะได้จากเทคโนโลยี ก็พลาด เลยแทนที่จะได้ผลบวก กลับกลายเป็นลบไป

  จะต้องเตรียมใจเตรียมปัญญาให้ดี ยิ่งมีวัตถุพรั่งพร้อม มีความง่าย มีความสะดวกสบายมาก เราก็ยิ่งต้องฝึกฝนพัฒนาคน ให้เขายิ่งมีความสามารถที่จะมีความสุข

  มนุษย์นี้ มีศักยภาพที่จะมีความสุข เขาจึงพัฒนาความสามารถี่จะมีความสุขได้ แต่เมื่อมนุษย์มัววิ่งแล่นหาความสุขโดยมุ่งแต่เสพภายนอก เขาก็ทำตัวเขาเองให้สุขได้ยากขึ้น แล้วก็ละเลยไม่พัฒนาศักยภาพในการที่จะมีความสุข

  เมื่อไม่พัฒนาความสมารถที่จะมีความสุข ก็กลายเป็นสูญเสียความสามารถที่จะมีความสุขนั้นไป จนในที่สุดเขาก็อาจจะหมดความสามารถที่จะมีความสุข

  เพราะฉะนั้น อย่าลืมพัฒนาความสามารถที่จะมีความสุขอันนี้ ควรถือเป็นหลักทีเดียวว่า เมื่อเราเติบโตขึ้น มีชีวิตที่พัฒนาขึ้น เราต้องมีความสามารถที่จะมีความสุขได้ง่ายขึ้น

  ถ้ามิฉะนั้น ก็ไม่มีทางจบ ตัวเองก็หาสุขไม่จบ คือ ไม่พบ และทุกข์ก็ขยาย แต่สุขก็ยากขึ้น แล้วก็ต้องเบียดเบียนกันมากขึ้นๆ ทุกที เพราะฉะนั้น โลกก็ต้องเดือดร้อนอย่างนี้เรื่อยไป ไม่อาจลุถึงสันติภาพได้สักที

  แต่ถ้าพัฒนาความสุขให้ถูก ก็แก้ปัญหาทุกอย่างไปในตัว ธรรมต่างๆ ทั้งหลายก็จะเข้ามาสู่การใช้ปฏิบัติอย่างถูกตำแหน่งถูกที่ เพราะในระบบที่ถูกต้อง ธรรมทั้งหลาย ย่อมประสานกลมกลืน พากันมา แล้วก็โยงถึงกัน

   เป็นอันว่า กามสุขหรือสามิสุขมีโทษอย่างที่ว่ามา แล้วยังเป็นเหตุให้ทำความชั่วอื่นๆ เพราะต้องการกามสุขในระบบเงื่อนไข ขยายเขตแดนของการทำความชั่วความทุจริตทั้งหลายกว้างขวางออกไป ดังได้พูดมาแล้ว ก็ขอให้นำมาโยงกับเรื่องตอนนี้ด้วย

  นั่นคือเรื่องของตัณหาในระบบเงื่อนไข ที่คนมุ่งให้ได้สิ่งที่ตนต้องการ โดยหลีกเลี่ยงหรือไม่เต็มใจทำเหตุปัจจัยที่ตรงไปตรงมาในกระบวนการของธรรมชาติ เราจึงจะต้องพัฒนาคนด้วยการพัฒนาความต้องการ ให้เขาเข้ามาระบบกฎมนุษย์ไปเชื่อมต่อหนุนกฎธรรมชาติด้วยฉันทะให้ได้

  ถึงตรงนี้ก็เป็นอันว่า เรื่องคุณ  และโทษของสุข พูดไว้แค่นี้ก่อน พอให้เห็นแนวทาง จุดสำคัญที่อย่างน้อยขอให้ได้ ในการปฏิบัติโดยมีนิสสรณปัญญา ต่อความสุขทุกอย่าง ตั้งแต่กามสุขขึ้นไป ตราบใดที่ยังไม่สิ้นกิเลส คือ ระวังว่า เมื่อมีสุข ต้อง  ”รู้ประมาณ และไม่ประมาท”  แล้วอย่าอ่อนแอ เป็นต้น ก็จะตามมาได้

 




 

Create Date : 28 มิถุนายน 2564
0 comments
Last Update : 28 มิถุนายน 2564 15:41:52 น.
Counter : 97 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

space

สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






space
space
[Add สมาชิกหมายเลข 6393385's blog to your web]
space
space
space
space
space