กรรมเก่า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ(สํ.สฬ.18/217/166) เป็นเจ้าบทบาทเดิม จากนั้น การศึกษาอาศัยปรโตโฆสะซึ่งมีคติว่า "คนเป็นไปตามสภาพแวดล้อมที่ปรุงปั้น" และโยนิโสมนสิการ ซึ่งมีคติย้อนกลับว่า"ถ้าเป็นคนรู้จักคิด แม้แต่ฟังคนบ้าคนเมาพูด ก็อาจสำเร็จเป็นพระอรหันต์"
space
space
space
 
มิถุนายน 2564
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
space
space
27 มิถุนายน 2564
space
space
space

ข้อธรรมซึ่งอยู่ในใจ ออกมาปฏิบัติการข้างนอก

ต่อจากหัวข้อล่าง

232ให้ความดีงามในจิตใจบุคคล ออกมาเป็นปฏิบัติการเกื้อสังคม

   เรื่องความสุขทางสังคมยังไม่จบ เมื่อกี้  ได้หันไปพูดถึงหลักธรรมที่เป็นสาระของการจัดการระบบสังฆะแล้ว ทีนี้ ก็ย้อนกลับมาที่เรื่องของคฤหัสถ์อีก

   ที่จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสังฆะของพระ หรือสังคมของชาวบ้าน ในขั้นพื้นฐานแท้ๆ คือลึกลงไปในจิตใจ ก็ใช้ฐานทางคุณธรรมชุดเดียวกัน คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา (พรหมวิหาร ๔) นั่นเอง

   แต่บนฐานทางนามธรรมในระดับจิตปัญญานั้น เวลาออกมาเป็นระบบปฏิบัติการทางสังฆะ และในสังคม ก็ต้องเป็นหลักธรรมอีกระดับหนึ่ง ซึ่งนำไปใช้กับเรื่องสมมุติได้

   นี่ก็หมายความว่า  สาราณียธรรม ๖ ของพระที่ว่าไปแล้ว ก็ตั้งอยู่บนฐานทางจิตปัญญาของหลักพรหมวิหาร ๔ แต่ทีนี้ สำหรับสังคมของคฤหัสถ์ จะจัดตามหลักสาราณียธรรมของพระ ก็ยากจะไปได้ไหว อย่างข้อ ๔ ที่ว่า ไปแล้ว คือ สาธารณโภคี มีของกินของใช้เป็นของกลางบริโภคได้ทั่วกัน อย่างนี้ ในสังฆะทำได้ แต่สังคมของคฤหัสถ์ยังคงไปไม่ไหว จะทำได้อย่างดีก็แค่ตีความแบบอนุโลมหรือเลี่ยงๆไป

   เพราะฉะนั้น   หลักธรรมขั้นปฏิบัติการในสังคมฆราวาส จึงจัดออกมาเป็นอีกชุดหนึ่งที่ต่างออกไป ถ้าถามว่าหลักนั้นคือหลักอะไร ใครบ้างจะตอบได้ไหม

 231ตรงนี้ ขอแทรกหน่อย คือ ญาติโยมชาวพุทธนี้เอง ก็ยังไม่ค่อยจะเข้าใจ ยังแยกไม่ออก ยังเอามาประสานกันไม่ได้ ระหว่างหลักธรรมระดับนามธรรมทางจิตปัญญา กับ หลักธรรมระดับปฏิบัติการในสังคมมนุษย์

   อย่างที่พบกันอยู่ทั่วไป  คนจำนวนมากยกเรื่อง เมตตา กรุณา เป็นต้น ซึ่งเป็นคุณธรรมในใจ แต่เอามาพูดเหมือนอย่างเป็นหลักขั้นปฏิบัติการในสังคม   แล้วตัวเองก็สับสน  และพาคนอื่นให้งง และไขว้เขวไปด้วย *


  ตอนนี้จึงขอทำความเข้าใจ เมื่อกี้บอกว่า บนฐานทางจิตปัญญาของหลักพรหมวิหาร ก็ออกมาเป็นหลักปฏิบัติการในสังฆะ ได้แก่ หลักสาราณียธรรม ๖ (สารณียธรรม ก็เขียน)

  ในสาราณียธรรมนี้   จะเห็นชัดว่า เมตตาไม่ใช่แค่แช่อิ่มอยู่ในใจ   แต่ออกมาสู่การปฏิบัติ เป็นเมตตากายกรรม (การกระทำทางกายที่มีเมตตา หรือกุลีกุจอช่วยเหลือร่วมมือด้วยเมตตา) เมตตาวจีกรรม (การกระทำทางวาจาที่มีเมตตา หรือพูดด้วยเมตตา)  เมตตามโนกรรม (การกระทำทางใจที่มีเมตตา หรือคิดการต่างๆด้วยเมตตา)

   ทีนี้ ในสังคมของคฤหัสถ์บ้าง เมตตา เป็นต้น ในหลักพรหมวิหารนั้น จะออกมาเป็นหลักขั้นปฏิบัติการ เรียกว่าอะไร ก็ตอบไปเสียเลยว่า คือ หลักสังคหวัตถุ ๔

    ขอทวนความหลังนิดหนึ่งว่า   ตอนแรกเราพูดถึงทานในชุดพัฒนาตัวเอง คือ บุญกิริยาวัตถุ ๓ เป็น ทาน ศีล ภาวนา ทีนี้ มาเป็นชุดปฏิบัติการในสังคมของสาคารชน คือชาวบ้านทั้งหลาย ก็ได้แก่สังคหวัตถุ ๔

   สังคหวัตถุ ๔  (หลักการสงเคราะห์ หรือหลักยึดกุมสังคม) คือ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา สมานัตตตา นี่แหละ เป็นชุดออกสังคม ที่คู่กับชุดในใจคือพรหมวิหาร ๔ (ธรรมประจำใจของพรหมหรือธรรมประจำใจอย่างประเสริฐ) ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

   ลองจับคู่ซิ เป็นชุดมี ๔ เท่ากัน แต่ไม่ใช่แค่นั้น ก็เอาฝ่ายปฏิบัติการตั้ง

    ๑. ทาน: ๑)   เขาไม่เดือดร้อนอะไร   ก็เผื่อแผ่ให้ ไปให้ เพื่อแสดงความรักความปรารถนาดี เอื้อเฟื้อ โอบอ้อมอารี นี่คือ ทานด้วยเมตตา
 
               ๒) เขามีทุกข์ เดือดร้อน เจ็บไข้ได้ป่วย ก็ไปให้ เพื่อช่วยเหลือ นี่คือ ทานด้วยกรุณา

               ๓. เขาทำความดี สร้างสรรค์ความเจริญงอกงามของสังคม เช่น เป็นนักประดิษฐ์ที่ดี ก็ไปให้เพื่อให้กำลังส่งเสริม นี่คือ ทานด้วยมุทิตา

    ๒.ปิยวาจา:๑)   อยู่กันตามปกติ ก็พูดด้วยความรักความปรารถนาดี พูดจาสุภาพอ่อนโยน นี่คือ ปิยวาจาด้วยเมตตา

                 ๒) เขามีทุกข์มีปัญหาชีวิต ก็ไปพูดปลอบโยน แนะนำบอกวิธีแก้ไขปัญหา ให้กำลังใจ นี่คือ ปิยวาจาด้วยกรุณา

                 ๓.เขาทำความดี บำเพ็ญประโยชน์ ไปทำบุญทำกุศล ก็พูดอนุโมทนา ชวนกันส่งเสริม นี่คือ ปิยวาจาด้วยมุทิตา

     ๓.อัตถจริยา:๑) อยู่กันตามปกติ ก็ทำประโยชน์แก่เขา ช่วยออกแรงทำนั่นทำนี่ให้ ด้วยความรักความปรารถนาดี นี่คืออัตถจริยาด้วยเมตตา

                 ๒. เขามีความทุกข์เดือดร้อน ตกน้ำ ไฟไม้ มีงานใหญ่เหลือกำลัง ต้องการเรี่ยวแรงกำลังช่วยเหลือ ก็ไปช่วยให้เขาพ้นทุกข์พ้นปัญหา เรี่ยวแรงกำลังกาย หรือกำลังปัญญา ความสามารถ นี่คือ อัตถจริยาด้วยกรุณา

                 ๓) เขาทำความดี หรือบำเพ็ญประโยชน์กัน เช่น มีงานวัด ก็มาช่วยจัดเตรียมการต่างๆ ส่งเสริมการทำความดี นี่คือ อัตถจริยาด้วยมุทิตา

      ภาคแสดงออก หรือปฏิบัติการ จะต้องขึ้นมาถึงสังคหวัตถุอย่างนี้ จะมัวไปพูดอยู่แค่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ไม่ได้ เพราะเราเองคลุมเครือนี่แหละ ฝรั่งจึงว่าเอาได้ ก็สมที่เขาว่า ไม่ต้องไปด่าเขา แต่ควรชี้แจงให้เข้าใจ


      ต่อไป ข้อสุดท้าย สมานัตตตา ความมีตนเสมอ หมายความว่า เสมอภาคกัน มีความเป็นธรรม เที่ยงธรรม จึงเข้ากับข้ออุเบกขา

      อุเบกขา ก็มาออกที่สมานัตตตา ซึ่งแสดงออกในแง่ต่างๆ มีตนเสมอกัน ไม่เลือกที่รักมักที่ชัก หรือไม่เลือกที่รักผลักที่ชัง ไม่ดูถูกดูหมิ่นกัน ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน มีความเป็นธรรม แล้วก็ทำตนให้เสมอสมานเข้ากันได้

      จะเห็นว่า   ถ้าปฏิบัติตามหลักธรรมชุดสังคหวัตถุนี้   ก็จะสร้างความสุขขึ้นได้ในสังคม พร้อมทั้งทำสังคมให้สามัคคี ซึ่งเป็นความสุขของสังคม เป็นบรรยากาศที่เอื้อให้แต่ละบุคคลอยู่เป็นสุข และก้าวไปได้ด้วยดีในกิจหน้าที่และการพัฒนาชีวิตของตน อีกทั้งการปฏิบัติธรรมเพื่อสังคมเหล่านี้ ก็คือการปฏิบัติธรรมของตัวเรานั่นเอง

      เพราะฉะนั้น ท่านจึงว่า การทำเพื่อผู้อื่น ก็คือการปฏิบัติธรรมของตนเอง เราทำให้แก่เขา ก็คือเราพัฒนาชีวิตตนเองไปด้วยพร้อมกัน

      ขอให้ดูพระโพธิสัตว์ ท่านปฏิบัติธรรมบำเพ็ญบารมีด้วยการช่วยผู้อื่น และการช่วยผู้อื่นนั้น ก็คือการที่ตัวท่านเองปฏิบัติธรรมอย่างดีทีเดียว เพราะการที่จะช่วยคนอื่นให้สำเร็จได้ จะต้องใช้ปัญญาความสามารถ มีการฝึกตนอย่างสูง

      จะเห็นว่า กว่าจะช่วยแก้ปัญหาให้เขาได้สำเร็จทีหนึ่ง ตัวเรานี้พัฒนาไปมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสติปัญญา ความสามารถอะไรทั้งหลาย ได้พัฒนาทั่วหมด เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง จึงเป็นไปในลักษณะที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้

     พระพุทธเจ้าตรัสหลักธรรมไว้เป็นคู่กัน คู่ที่ ๑ ไม่เบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียนผู้อื่น  ต่อมา คู่ที่ ๒ ว่า ทำประโยชน์ตน (อัตตัตถะ) ทำประโยชน์ผู้อื่น (ปรัตถะ) หรือ  ขยายออกไปเป็น ๓ ก็ได้ คือ ทำประโยชน์ตน (อัตตัตถะ) ประโยชน์ผู้อื่น (ปรัตถะ) และประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย (อุภยัตถะ)

    แต่โดยมากท่านแบ่งเป็น ๒ คือ ประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่น สองอย่างนี้ จะมาคู่กันเสมอ ขอให้สังเกตไว้ ก็ยกเอามาเน้นให้ตระหนัก

5

* ดังในกรณีของ  Dr.Joseph L. Sutton จากมหาวิทยาลัยอินเดียน่า ที่มาทำงานในเมืองไทย เมื่อ ๓๘ ปีมาแล้ว (1962) ตอนตั้งคณะรัฐประศาสนศาสตร์ ที่มาเป็น NIDA ท่านผู้นี้ได้เขียนวิเคราะห์สังคมไทย เกี่ยวกับเรื่องพระพุทธศาสนากับการพัฒนา ไว้ในหนังสือ Problems of Politics and Administration in Thailand (Bloomington: Institute of Training for Public Service, Department of Government, Indiana University, 1962) โดยอ้าง Albert Schweitzer ตอนหนึ่งว่า ในสังคมชาวพุทธนี้ ตามหลักพุทธศาสนา ที่ว่าทำความดี ก็ไม่ต้องไปทำอะไร เพราะมีความหมายแค่ว่า ไปนอนแผ่เมตตาอยู่ในมุ้ง (แปลจับความให้เข้าใจง่ายๆ ไม่ใช่แปลคำต่อคำ) ในกรณีนี้ ก็น่ามองว่า คนไทยเองคงประพฤติไม่ถูกธรรม ทำให้เขาเห็นแล้วพลอยเข้าใจผิดเลยเถิดไป คนไทยจึงควรเข้าใจธรรมให้ถูกต้อง แล้วแก้ไขตัวเอง
 




 

Create Date : 27 มิถุนายน 2564
0 comments
Last Update : 28 มิถุนายน 2564 6:21:00 น.
Counter : 110 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

space

สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






space
space
[Add สมาชิกหมายเลข 6393385's blog to your web]
space
space
space
space
space