กรรมเก่า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ(สํ.สฬ.18/217/166) เป็นเจ้าบทบาทเดิม จากนั้น การศึกษาอาศัยปรโตโฆสะซึ่งมีคติว่า "คนเป็นไปตามสภาพแวดล้อมที่ปรุงปั้น" และโยนิโสมนสิการ ซึ่งมีคติย้อนกลับว่า"ถ้าเป็นคนรู้จักคิด แม้แต่ฟังคนบ้าคนเมาพูด ก็อาจสำเร็จเป็นพระอรหันต์"
space
space
space
<<
กรกฏาคม 2564
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
space
space
7 กรกฏาคม 2564
space
space
space

สุขที่ไม่ต้องพึ่งเวทนา เป็นสุขภาวะที่สมบูรณ์



232สุขได้ไม่ต้องพึ่งเวทนา  คืออิสรภาพ  และเป็นสุขภาวะที่สมบูรณ์
 
   เมื่อมองให้ถึงตัวสภาวะ  สุขที่ยังเป็นเวทนา  หรือสุขที่ยังอาศัย  ยังขึ้นต่อการเสวยอารมณ์  ล้วนเป็นทุกข์ทั้งสิ้น   เพราะสุขเวทนาก็เช่นเดียวกับเวทนาอื่นๆ (คือทุกข์ และอทุกขมสุข)  ล้วนเป็นสังขตธรรม  (หมายถึงสังขารในความหมายของสังขตธรรม  ที่คลุมขันธ์ ๕ ทั้งหมด  ไม่ใช่สังขารที่เป็นข้อที่ ๔ ใน ขันธ์ ๕)  จึงย่อมเป็นทุกข์ทั้งสิ้น   (หมายถึงทุกข์ในไตรลักษณ์)   ดังพุทธพจน์ตรัสชี้แจงแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ดังนี้
 
   ภิกษุ:  เมื่อข้าพระองค์หลีกเร้นอยู่ในที่ลับ  ได้เกิดความครุ่นคิดในใจอย่างนี้ว่า   พระผู้มีพระภาคเจ้า  ตรัสเวทนาไว้   ๓  อย่าง  คือ สุขเวทนา  ทุกข์เวทนา อทุกขมสุขเวทนา ... แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสข้อความนี้ไว้ด้วยว่า  การเสวยอารมณ์  (เวทนา)  ไม่ว่าอย่างหนึ่งอย่างใด  ล้วนจัดเข้าในทุกข์   ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า  การเสวยอารมณ์ไม่ว่าอย่างหนึ่งอย่างใด   ล้วนจัดเข้าในทุกข์ดังนี้  พระองค์ตรัสหมายถึงอะไรหนอ ?
 
  พระพุทธเจ้า:   ถูกแล้ว  ถูกแล้ว  ภิกษุ  เรากล่าวเวทนาไว้ ๓  อย่าง  คือ สุขเวทนา  ทุกข์เวทนา อทุกขมสุขเวทนา ... แต่เราก็ได้กล่าวข้อความนี้ไว้ด้วยว่า   การเสวยอารมณ์ไม่ว่าอย่างหนึ่งอย่างใด   ล้วนจัดเข้าในทุกข์    ความข้อหลังนี้   ....   เรากล่าวหมายถึงภาวะที่สังขารทั้งหลายนั่นแล  เป็นสิ่งไม่เที่ยง  ...    เรากล่าวหมายถึงภาวะที่สังขารทั้งหลายนั่นแล  มีความสิ้น  ความสลาย  ความจางหาย  ความดับ   ความแปรปรวนไปได้เป็นธรรมดา  (สํ.สฬ.18/393/268 ฯลฯ  สุขเวทนา ก็เป็นทุกข์  เช่นเดียวกับทุกขเวทนา  และอทุกขมสุขเวทนา)
 
   เมื่อใด   รู้เข้าใจตามเป็นจริงว่า  เวทนาทั้ง  ๓  คือ สุขก็ดี  ทุกข์ก็ดี  อทุกขมสุขก็ดี   ล้วนไม่เที่ยง  เป็นสิ่งที่ปัจจัยต่างๆ ปรุงแต่งขึ้น  เป็นของอาศัยกันๆเกิดขึ้น  มีอันจะต้องสิ้น  ต้องสลาย  ต้องจางหาย  ต้องดับไปเป็นธรรมดา   แล้วหมดใคร่หายติดในเวทนาทั้ง  ๓  นั้น  จนจิตหลุดพ้นเป็นอิสระได้แล้ว  (ม.ม.13/273/267 “ข้อที่เวทนาเป็นของไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนได้เป็นธรรมดา  นี้เป็นข้อเสีย (อาทีนวะ)  ของเวทนาทั้งหลาย ม.มู.12/206/177)   เมื่อนั้น  จะประสบสุขเหนือเวทนา  หรือสุขที่ไม่เป็นเวทนา   ไม่พึงพาอาศัยขึ้นต่อการเสวยอารมณ์  ที่เป็นขั้นสูงสุด
 
 231 เวทนาจะเกิดขึ้นได้  ต้องอาศัยผัสสะ  คือการรับรู้  ที่เกิดจากอายตนะ  มีตา  เป็นต้น  ประจวบกับอารมณ์  มีรูป เป็นต้น   แล้วเกิดการเห็น  การได้ยิน  เป็นต้น   พูดง่ายๆ  แง่หนึ่งว่า  เวทนาต้องอาศัยอารมณ์  ขึ้นต่ออารมณ์  ถ้าไม่มีอารมณ์  เวทนาก็เกิดไม่ได้   เวทนาจึงแปลว่า  การเสวยอารมณ์  หรือเสพรสอารมณ์
 
   เมื่อเวทนาอาศัยอารมณ์  สุขที่เป็นเวทนา ก็ต้องอาศัยอารมณ์  ฌานสุขอาศัยเฉพาะธรรมารมณ์อย่างเดียว  แต่กามสุขต้องอาศัยอารมณ์ทุกอย่าง  เฉพาะอย่างยิ่ง  อารมณ์  ๕  อย่างต้น  ที่เรียกว่ากามคุณ  ซึ่งเป็นอามิส
 
   โลกียปุถุชนดำเนินชีวิต  โดยมุ่งแสวงหากามสุข  จึงเท่ากับฝากความสุขความทุกข์  ฝากชีวิตของตนไว้กับอารมณ์เหล่านั้น  คราวใด   กามคุณารมณ์พรั่งพร้อมอำนวย  ก็สนุกสนานร่าเริง   คราวใด  กามคุณารมณ์เหล่านั้นผันผวนปรวนแปรไป  หรือขาดแคลน  ไม่มีอารมณ์จะเสพเสวย  ก็ซบเซาเศร้าสร้อยหงอยละเหี่ย
 
    ต่างจากท่านผู้รู้จักความสุขที่ประณีตสูงขึ้นไป  เฉพาะอย่างยิ่งสุขที่ไม่อาศัยเวทนา  ซึ่งไม่ฝากชีวิตไว้กับอารมณ์เหล่านั้น  ถึงแม้กามคุณารมณ์จะเสื่อมสลายปรวนแปรไป  ก็ยังคงเป็นสุขอยู่ได้  ดังพุทธพจน์ว่า
 
   “เทพและมนุษย์ทั้งหลาย   มีรูปเป็นที่ยินดี   รื่นรมย์ด้วยรูป   บันเทิงด้วยรูป  ...  บันเทิงด้วยเสียง ...   บันเทิงด้วยกลิ่น ...  บันเทิงด้วยรส ...  บันเทิงด้วยสิ่งสัมผัสทางกาย ...  บันเทิงด้วยธรรมารมณ์ ...  
 
   “เพราะรูป ... เสียง ...  กลิ่น ...  รส...  โผฏฐัพพะ ...  ธรรมารมณ์  แปรปรวน  เลือนหาย  ดับสลายไป  เทพและมนุษย์ทั้งหลาย  ย่อมอยู่เป็นทุกข์
 
   “ส่วนตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธะ  ทราบตามความเป็นจริงแล้ว  ซึ่งความเกิดขึ้น  ความตั้งอยู่ไม่ได้  คุณ  โทษ  ของรูป ... เสียง ...  กลิ่น ...  รส...  โผฏฐัพพะ ...  ธรรมารมณ์  พร้อมทั้งทางออก  จึงไม่เป็นผู้มีรูปเป็นที่ยินดี  ไม่รื่นรมย์อยู่ด้วยรูป   ไม่บันเทิงอยู่ด้วยรูป  ฯลฯ   ธรรมารมณ์  เพราะรูป   ฯลฯ  ธรรมารมณ์  ปรวนแปร  เสื่อมสลาย  ดับสลายไป   ตถาคตก็อยู่เป็นสุขได้”  (สํ.สฬ.18/246-8/159-161 ฯลฯ)
 
  ที่เป็นเช่นนี้   เพราะโลกิยปุถุชนมีประสบการณ์จำกัด  คับแคบ  รู้จักแต่เพียงกามสุขอย่างเดียว  เวลาประสบสุขเวทนาสมปรารถนา  ก็เสวยสุขเวทนานั้นอย่างถูกมัดตัว   ลุ่มหลงมัวเมาในกามสุข และในกามคุณยิ่งขึ้น   เวลาประสบทุกขเวทนา   ก็โศกเศร้าหงอยเหงาหรือทุรนทุราย   แล้วก็หันมาฝันใฝ่ครุ่นคำนึงฝากความหวังไว้กับกามสุขต่อไปอีก   เพราะโลกิยปุถุชนนั้น  ไม่รู้จักทางออกจากทุกขเวทนานอกเหนือไปจากกามสุข
 
   ส่วนอริยสาวก  ผู้รู้จักสุขประณีตกว่าแล้ว  เมื่อประสบสุขเวทนาจากกามคุณารมณ์  ก็เสวยสุขเวทนานั้นอย่างไม่ถูกมัดตัว   ไม่ลุ่มหลงมัวเมาหมกมุ่นตกเป็นทาสของกามคุณนั้น  ครั้นได้ประสบทุกขเวทนา   ก็ไม่ซบเซาเศร้าทุรนทุราย  และก็ไม่หันไปรอหากามสุข  เพราะรู้จัก  นิสสรณะ   คือทางออก   หรือภาวะรอดพ้นเป็นอิสระที่ดีกว่า  ซึ่งไม่ต้องอาศัยกามสุข   คือ  มีประสบการณ์เกี่ยวกับความสุขที่กว้างขวางกว่า  มีปัญญารู้เท่าทันสุขทุกข์ตามความเป็นจริง   และรู้จักสุขอย่างอื่นที่ดีกว่า   ความสุขของท่านไม่ขึ้นต่อเวทนา   ไม่จำเป็นต้องอาศัยการเสพอารมณ์เสมอไป  (ดู สํ.สฬ.18/363-372/254-9)
 
   ความสุขที่ไม่เป็นเวทนา  ไม่พึงพา  ไม่ขึ้นต่ออารมณ์นี้  เป็นเรื่องยากาที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้   เพราะไม่เคยประสบ  ตัวอย่างที่จะเทียบก็ไม่มี   แต่กระนั้น  ก็อาจพูดให้เห็นเค้าว่า   ตามปกติ   คนทั่วไปก็มีความสุขพื้นฐานอยู่อย่างหนึ่ง   ซึ่งต่างจากความสุขจากการเสพรสอารมณ์  
 
   ความสุขพื้นฐานที่ว่านี้   เป็นทั้งความสุขโดยตัวของมันเอง  และเป็นฐานรองรับที่ช่วยให้ได้รับความสุขจากการเสพรสอารมณ์ต่างๆ  ความสุขพื้นฐานนี้    ได้แก่   ภาวะที่จิตใจปลอดโปร่งผ่องใสเบิกบาน  ไม่มีความมัวหมองวุ่นวาย   หรือเรื่องติดค้างกังวลใจใดๆ   จะเรียกว่าจิตว่าง  หรือมีความสะอาดสว่างสงบ หรืออย่างไรก็ตามที   ผู้ที่มีภาวะจิตเช่นนี้   ย่อมเรียกได้ว่าเป็นผู้มีความสุข   นี้เป็นขั้นที่หนึ่ง
 
   ขั้นต่อไป  ผู้ที่มีภาวะจิตใจเช่นนี้  ถ้าจะไปเสพเสวยอารมณ์ใดก็ตาม  ไม่ว่าจะเป็นรูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  ก็ตาม   ก็จะได้รับความสุขจากการเสพเสวยอารมณ์นั้นๆเต็มที่
 
   เรื่องนี้   จะเห็นได้ชัดในทางตรงข้าม  เช่น  คนผู้หนึ่งกำลังจะรับประทานอาหาร  ถ้าเวลานั้น  จิตใจของเขาไม่ปลอดโปร่งผ่องใส   มีเรื่องโศกเศร้า  หรือขุ่นมัว  หรือกำลังกลุ้มกังวลวุ่นวายใจอย่างใดอย่างหนึ่ง  แม้ว่าอาหารนั้นจะเป็นอย่างอร่อยที่เขาเคยชอบ  แต่คราวนี้  เขาอาจจะไม่รู้สึกอร่อยเลย   อาจฝืนกิน   หรือถึงกับกินไม่ลงก็ได้  แต่ถ้าจิตใจของเขาเบิกบานผ่องใส  เขาจะรู้สึกรสอาหารเต็มที่   แม้บางทีอาหารไม่ดีนัก แต่เขาก็รับประทานได้อย่างอร่อย
 
   ตัวอย่างเทียบในทางร่างกายก็มี    นอกจากเรื่องร่างกายมีสุขภาพดีแข็งแรงอย่างที่กล่าวแล้ว  พึงเห็นได้  เช่น  คนมีร่างกายเปรอะเปื้อนฝุ่นหรือสิ่งสกปรก  ตัวเหนอะหนะด้วยเหงื่อ  หรือเจ็บโน่นเจ็บนี่ยุบยิบไป  เขาจะลงนั่งฟังเพลงก็ไม่สบาย    หรือจะลงมือทำงานอะไรที่ละเอียด ก็ไม่ได้ผลดี   แต่ถ้าเขาได้ชำระล้างร่างกายให้สะอาดปลอดโปร่งโล่งเบาแล้ว   จะเสพเสวยอารมณ์ใด  ก็ได้สุขเต็มที่  จะลงมือทำงานที่ต้องการความประณีตใดๆ  ก็จะทำได้ดี
 
    เป็นอันว่า  คนที่มีความสุขชั้นในนั้น   หรือความสุขพื้นฐานแล้ว  ยังจะเสวยความสุขชั้นนอก  หรือขั้นเสวยอารมณ์ได้ดีอีกด้วย  นอกจากผลดีในด้านความสุขแล้ว   ยังจะได้ประสิทธิภาพในการทำงานของจิตเพิ่มเข้ามาอีก
 
   ส่วนผู้ที่ขาดความสุขชั้นในแล้ว  ก็เสียผลทั้งสองขั้น  คือ  ทุกข์ข้างใน และข้างนอก  ยิ่งกว่านั้นประสิทธิภาพในการทำงานของจิตก็เสียไปด้วย  ความสุขพื้นฐานชั้นในนี้  ยังสามารถฝึกปรือให้บริสุทธิ์ เด่นชัดและประณีตลึกซึ้งขึ้นไปกว่าที่คนทั่วไปรู้ได้อีกมาก   ความสุขเนื่องด้วยนิพพาน  ก็พึงนึกพอเป็นเค้าอย่างนี้
 
  สรุปว่า นิพพาน เป็นทั้งความสุขเอง   และเป็นทั้งภาวะที่ทำให้พร้อมที่จะเสวยความสุข
 
   เมื่อคนวางใจถูกต้องต่อกาม  คลายความติดพันในกามคุณ  ไม่เอาความสุขของตนไปฝากไว้กับกาม   เลิกหมกมุ่นในกามสุขได้  เขาก็มีสิทธิหรือเป็นผู้พร้อมที่จะทำความรู้จักกับฌานสุขที่ประณีตลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป  เมื่อเขาประสบฌานสุขแล้ว  ถ้าเขายังต้องการเสพกามสุขอยู่   เขาก็จะเสพได้ตามปกติ  และมีความละเมียดละไม  แต่เขาจะไมทำความชั่วเพราะเห็นแก่กามสุข   เพราะเขามองเห็นคุณค่าของฌานสุขสูงกว่า  และฌานสุขนั้นต้องอิงอาศัยความดีงาม
         
    เมื่อเขาได้รับฌานสุขแล้ว  จิตของเขาจะดื่มด่ำน้อมดิ่งไปในอารมณ์ของฌานอันประณีต   จึงมีหลายขั้นตอน   ลึกซึ้งกว่ากันขึ้นไปโดยลำดับ  จนถึงขึ้นสูงสุด  เป็นดังกลืนหายไปกับภาวะประณีตลึกซึ้งนั้น   (ภาวะอย่างนี้  คงพอเทียบได้ หรือเป็นอย่างที่ฝรั่งเรียกว่า ภาวะ mystic  หรือ  mystical state.)   ภูมิขั้นแห่งการบรรลุเช่นนี้  นับว่าประเสริฐ  สุดสูงสุดเลิศ  ยากที่ใครๆ จะเข้าถึงได้
 
   อย่างไรก็ตาม ผู้ใดสามารถปล่อยวาง  ละความติดใจพัวพันในภาวะเลิศล้ำดื่มด่ำน้อมดิ่งของฌานสมาบัติเหล่านี้ได้   คือถอนความติดในกามมาได้ขั้นหนึ่ง  ยังถอนความติดในฌานสมาบัติได้อีก   ไม่มีความเกี่ยวเกาะติดพันในสิ่งใดๆเลย  เขาก็จะถึงภาวะหลุดพ้นเป็นอิสระโดยสมบูรณ์  นี้คือภาวะที่เรียกว่า “นิพพาน”
 
  นิพพานเป็นภาวะที่ตรงข้ามกันหมด  กับภาวะที่กล่าวมาก่อนหน้า  ไม่ว่าจะเป็นกาม   หรือฌานสมาบัติก็ตาม   เพราะในขณะที่ภาวะของกามและฌานสมาบัติ  ยังเป็นภาวะแห่งการเข้าหา เข้าไปยึด   เข้าไปรวม  ต้องมีที่ฝากตัว   ต้องมีที่ขึ้นต่อ  แต่นิพพานเป็นภาวะหลุดออก  ปลอดพ้น  โปร่งโล่ง
 
     ทั้งที่เป็นภาวะตรงข้ามนี้แหละ  ผู้ประจักษ์แจ้งนิพพานแล้ว  กลับเป็นผู้มีสิทธิหรือเป็นผู้พร้อมที่จะเสวยความสุขชนิดต่างๆทั้งหมด  ทั้งกามสุขและฌานสุข   และเสวยได้อย่างดีที่สุด   โดยไม่มีพิษมีภัยอีกด้วย
 
   การที่เขาเลิกละเมถุนสมาบัติ  (การร่วมรักร่วมเพศ)   ตลอดจนปล่อยทิ้งหรือตัดจากฌานสมาบัติทั้งหมดมาได้  กลับทำให้เขาสามารถเข้าถึงสมาบัติอื่นที่สูงยิ่งขึ้นไปกว่านั้นได้อีก
 
   เป็นอันว่า  ผู้ประจักษ์แจ้งนิพพาน  ได้ทั้งความสุขของนิพพานเอง  และสามารถเสวยสุขอย่างก่อนๆที่ผ่านมาแล้วได้ทั้งหมด  และได้รสแห่งการเสวยนั้นอย่างเต็มเปี่ยมที่สุดด้วย
 
   ส่วนผู้ใดไม่ได้ผ่านฌานสมาบัติโดยตลอด  แต่ได้บรรลุนิพพาน  ผู้นั้นก็ขาดสิทธิที่จะเสวยสุขในฌานสมาบัติเหล่านั้นไปส่วนหนึ่ง  แต่กระนั้น  เขาก็ยังได้ประสบนิพพาน  เสวยวิมุตติสุขที่ประเสริฐกว่า
 
    สรุปว่า  เมื่อเลิกติดกาม   ก็มีสิทธิ์ได้ฌานสุข  เมื่อเลิกติดฌานสุข  ก็มีสิทธิ์ได้นิพพานสุข  เมื่อได้นิพพานสุข  ก็มีวิมุตติสุข  คือสุขจากความพ้นเป็นอิสระ  จึงปลอดโปร่งโล่งเบิกบานสดใส   แล้วกลับได้สุขหมดทุกอย่าง
 
   ย้ำว่า  จะได้นิพพาน  ต้องละได้หมดก่อน  แม้กระทั่งฌานสมาบัติ  ก็ไม่ติด  จึงมีวิมุตติโล่งเป็นอิสระ  เมื่อละได้หมดแล้ว  คือเป็นอิสระแล้ว ไม่ติดอยู่ในอะไรๆ แล้ว จะเอาอะไร ก็ได้ทั้งหมด
 
  ไม่มีความสุขใดยิ่งใหญ่กว่า เหนือกว่า  ความสุขในความเป็นอิสระ
 
 
 
 
   




 

Create Date : 07 กรกฎาคม 2564
0 comments
Last Update : 8 กรกฎาคม 2564 7:30:14 น.
Counter : 156 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

space

สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






space
space
[Add สมาชิกหมายเลข 6393385's blog to your web]
space
space
space
space
space