กรรมเก่า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ(สํ.สฬ.18/217/166) เป็นเจ้าบทบาทเดิม จากนั้น การศึกษาอาศัยปรโตโฆสะซึ่งมีคติว่า "คนเป็นไปตามสภาพแวดล้อมที่ปรุงปั้น" และโยนิโสมนสิการ ซึ่งมีคติย้อนกลับว่า"ถ้าเป็นคนรู้จักคิด แม้แต่ฟังคนบ้าคนเมาพูด ก็อาจสำเร็จเป็นพระอรหันต์"
space
space
space
<<
กรกฏาคม 2564
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
space
space
6 กรกฏาคม 2564
space
space
space

ลำดับสุขเป็นขั้นๆ


228สุขใน  สุขประณีต  จนถึงสุขสูงสุด
 
ก้าวสู่ความสุขที่ประณีตสูงขึ้นไป
 
   ก่อนที่จะกล่าวถึงความสุขที่ประณีต  เห็นควรแสดงความหมายทั่วไปของความสุข   และความทุกข์  ชนิดที่มีเป็นพื้นอยู่ในจิตใจ   ซึ่งสัมพันธ์กับความสุขอย่างอื่นๆ  ทั้งหมด  กล่าวคือ ครั้งหนึ่ง  มีปริพาชกถามพระสารีบุตรว่า  อะไรคือความสุข  อะไรคือความทุกข์  ในธรรมวินัยนี้    พระสารีบุตรได้ตอบว่า
 
   “ความไม่ยินดี นั่นแลท่าน  เป็นทุกข์  ในธรรมวินัยนี้   ความยินดี  จึงเป็นสุข
 
   “เมื่อมีความไม่ยินดี  (อนภิรดี)  ก็เป็นอันหวังทุกข์นี้ได้  คือ  แม้เดินอยู่   ก็ไม่ประสบความสุขความสำราญ  แม้ยืนอยู่ ... แม้นั่งอยู่ ... แม้นอนอยู่ ... แม้อยู่ในบ้าน ... แม้อยู่ในป่า ... แม้อยู่ที่โคนไม้ ... แม้อยู่ในเรือนว่าง ... แม้อยู่ในที่แจ้ง ...  แม้อยู่ท่ามกลางหมู่ภิกษุ  ก็ไม่ประสบความสุขสำราญ  เมื่อมีความไม่ยินดี  ย่อมเป็นอันหวังทุกข์นี้ได้
 
   “แต่เมื่อมีความยินดี   (อภิรดี)  ก็เป็นอันหวังความสุขนี้ได้  คือ  แม้เดินอยู่   ก็ประสบความสุขความสำราญ  แม้ยืนอยู่ ... แม้นั่งอยู่ ... แม้นอนอยู่ ... แม้อยู่ในบ้าน ... แม้อยู่ในป่า ... แม้อยู่ที่โคนไม้ ... แม้อยู่ในเรือนว่าง ... แม้อยู่ในที่แจ้ง ...  แม้อยู่ท่ามกลางหมู่ภิกษุ  ก็ย่อมประสบความสุขสำราญ  เมื่อมีความยินดี   ก็เป็นอันหวังความสุขนี้ได้”  (องฺ.ทสก.24/66/130)
 
   จากนี้  ก็พึงทราบความสุขที่ประณีต ในระดับตั้งแต่ฌานสุขขึ้นไป  ว่ามีเค้าความรู้สึกอย่างไร   ดังที่ท่านแสดงไว้โดยอุปมา  สรุปมาพิจารณากันดูต่อไปนี้
 
   ก้าวสุดท้ายก่อนจะบรรลุฌาน  ก็คือการละ  นิวรณ์  ๕  (กามฉันท์ พยาบาท  ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉา)  ได้   ผู้ละนิวรณ์ได้แล้ว  จะมีความรู้สึกปลอดโปร่งเบาสบายและอิ่มใจเกิดขึ้น   เป็นพื้นนำของการจะได้ความสุขในฌานต่อไป  ดังที่ท่านอุปมาไว้  ๕ ประการ
 
   ๑.เปรียบเหมือนการเกิดความปราโมทย์  มีโสมนัสชื่นฉ่ำใจ  ของคนที่เคยกู้ยืมเงินคนอื่นมาประกอบการงานแล้ว   ประสบความสำเร็จ  ใช้หนี้สินได้หมดแล้ว   และยังมีเงินเหลือไว้เลี้ยงครอบครัว
 
  ๒.เปรียบเหมือนการเกิดปราโมทย์  มีโสมนัสชื่นฉ่ำใจ  ของคนที่ฟื้นหายจากความเจ็บป่วยเป็นไข้หนัก  กลับกินข้าวกินปลาได้ มีกำลังกายแข็งแรง
 
  ๓.เปรียบเหมือนการเกิดปราโมทย์  มีโสมนัสชุ่มชื่นใจ  ของคนที่พ้นจากการถูกจองจำ  ไปได้โดยสวัสดี  ไม่มีภัย  และไม่ต้องเสียทรัพย์สิน
 
  ๔.เปรียบเหมือนการเกิดปราโมทย์  มีโสมนัสชุ่มชื่นใจ  ของคนที่พ้นจากความเป็นทาส  อาศัยตนเองได้  ไม่ขึ้นกับคนอื่น  เป็นไทแก่ตัว  จะไปไหนก็ไปได้ตามใจปรารถนา
 
  ๕.เปรียบเหมือนการเกิดปราโมทย์  มีโสมนัสชุ่มชื่นใจ  ของคนมั่งมีทรัพย์  ผู้เดินทางข้ามพ้นหนทางไกลกันดาร  ที่หาอาหารได้ยาก  และเต็มไปด้วยภยันตราย     มาถึงถิ่นบ้านอันเกษมปลอดภัยโดยสวัสดี
 
    ต่อแต่นั้น  ก็จะได้ประสบความสุขใน  ฌาน  ๔  ที่ประณีตดียิ่งกว่านั้นขึ้นไปอีกตามลำดับ กล่าวคือ
 
    ใน  ฌานที่ ๑  ซึ่งประกอบด้วย  วิตก  วิจาร  ปีติ  สุข และเอกัคคตา   ผู้ปฏิบัติ ทำกายของตนให้ชุ่มชื่นเอิบอาบซาบซ่านด้วยปีติและความสุข   ไม่มีส่วนใดของกายทั่วทั้งตัว  ที่ปีติและความสุขจะไม่ถูกต้อง  เปรียบเหมือนแป้งสีกายที่เขาเทใส่ภาชนะสำริด  เอาน้ำพรมปล่อยไว้   พอถึงเวลาเย็น  ก็มียางซึมไปจับติดถึงกันทั่วทั้งหมด  ไม่กระจายออก
 
    ใน ฌานที่  ๒  ซึ่งประกอบด้วย ปีติ  สุข และเอกัคคตา   ผู้ปฏิบัติ  ทำกายของตนให้ชุ่มชื่นเอิบอาบซาบซ่านด้วยปีติ  และความสุข   ที่เกิดจากสมาธิ ทั่วไปหมดทั้งตัว เปรียบเหมือนห้วงน้ำลึก  ที่น้ำผุดขึ้นภายใน  ไม่มีน้ำไหลจากที่อื่นหรือแม้แต่น้ำฝนไหลเข้ามาปน กระแสน้ำเย็นผุดพุขึ้นจากห้วงน้ำนั้น   ทำให้ห้วงน้ำนั้นเองชุ่มชื่นเอิบอาบซาบซึมเยือกเย็นทั่วไปหมดทุกส่วน
 
    ใน ฌานที่  ๓ ซึ่งประกอบด้วย สุข และเอกัคคตา   ผู้ปฏิบัติ  ทำกายให้ชุ่มชื่นเอิบอาบซาบซ่านด้วยความสุขที่ปราศจากปีติ   ทั่วไปหมดทุกส่วน   เปรียบเหมือนกอบัวเหล่าต่างๆ ที่เติบโตขึ้นมาในน้ำ  แช่อยู่ในน้ำ  และน้ำหล่อเลี้ยงไว้  ย่อมชุ่มชื่นเอิบอาบซาบซึมด้วยน้ำเย็นทั่วไปหมดทุกส่วน  ตั้งแต่ยอดตลอดเหง้า
 
    ใน ฌานที่  ๔ ซึ่งประกอบด้วย อุเบกขา และเอกัคคตา   ผู้ปฏิบัติ  แผ่จิตใจอันบริสุทธิ์ผ่องแผ้วไปทั่วทั้งกาย   เหมือนเอาผ้าขาวล้วนบริสุทธิ์  มานุ่งห่มตัวตลอดหมดทั้งศีรษะ  (ที.สี.9/126-130/96-100 ฯลฯ)
 
   ต่อจากความสุขในฌาน  ๔  นี้ไป  ก็มีความสุขในอรูปฌานอีก ๔  ขั้น  ซึ่งประณีตยิ่งขึ้นไปตามแนวเดียวกันนี้โดยลำดับ
 
   แม้ว่าฌานสุขทั้งหลายจะประณีตลึกซึ้ง  ดีเยี่ยมกว่ากามสุข  แต่ก็ยังมีข้อบกพร่องหลายอย่าง  มิใช่ความสุขที่สมบูรณ์
 
  227มีพุทธพจน์ตรัสว่า   ในอริยวินัย  (ระบบอริยะ  หรือแบบแผนของอารยชน)   เรียก  กามคุณ  ๕  ว่าเป็นโลก  หรือว่า  โลกก็คือกามคุณ ๕  นั่นเอง  ผู้ยังติดอยู่ในกามสุข  ก็คือติดข้องอยู่ในโลก
 
    ผู้ใดเข้าถึงฌาน จะเป็นรูปฌาน หรืออรูปฌานก็ตาม ท่านเรียกผู้นั้นว่า ได้มาถึงที่สุดของโลกแล้ว และอยู่ ณ ที่สุดแห่งโลก แต่ก็ยังเป็นผู้เนื่องอยู่ในโลก ยังสลัดตัวไม่พ้นจากโลก



    ส่วนผู้ใด ก้าวล่วงอรูปฌานขั้นสุดท้ายไปได้แล้ว เข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ และเป็นผู้หมดอาสวะเพราะเห็นสัจธรรมด้วยปัญญา ผู้นี้ จึงจะเรียกได้ว่า ได้มาถึงที่สุดแห่งโลกแล้ว อยู่ ณ ที่สุดแห่งโลก และทั้งได้ข้ามพ้นโยงใยที่เหนี่ยวพันให้ติดอยู่ (ตัณหา - ตัณหาเครื่องข้อง) ในโลกไปได้แล้ว 
 
  นี่คือการมาถึงความสุขขั้นสุดท้าย  หรือสุขที่สมบูรณ์  ของผู้มีจิตใจเป็นอิสระ  ได้แก่   สุขของผู้บรรลุนิพพานแล้ว   ซึ่งรวมถึงสุขเนื่องด้วยสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ   อันเป็นสุขขั้นที่ ๑๐ ในบรรดาสุข  ๑๐ ขั้น  ที่กล่าวมาโดยลำดับ
 
   ข้อบกพร่องซึ่งทำให้ฌานสุขไม่สมบูรณ์  เฉพาะที่สำคัญ คือ ภาวะในฌานยังไม่โปร่งโล่งเต็มที่  ยังถูกจำกัด มีความคับแคบด้วยสัญญาและองค์ธรรมอื่นๆ  ที่เนื่องอยู่ในฌานนั้นๆ  ยังมีความคำนึงนึกด้วยสัญญาเกี่ยวกับฌานชั้นต่ำกว่าฟุ้งขึ้นมาในใจได้  จึงยังนับว่ามีสิ่งรบกวนหรือมีความบีบเบียน  ถึงแม้จะจัดเป็นนิรามิสสุข  แต่ก็ยังเป็นเหตุให้ติดให้ยึดเกิดความถือมั่น  คืออุปาทานได้  อาจกลายเป็นเครื่องขัดขวางการบรรลุนิพพาน  หรือขัดขวางความสุขสมบูรณ์ที่สูงขึ้นไป  จึงยังเป็นสิ่งที่ไม่เพียงพอ  ยังต้องก้าวข้ามหรือละไปเสียให้ได้ เป็นภาวะปรุงแต่งถูกปัจจัยทางจิตสรรค์สร้างขึ้นมา ไม่เที่ยงแท้  จะต้องดับไปตามสภาวะ (ม.ม.13/22/21 ฯลฯ)   และเป็นภาวะเสื่อมถอยได้
  
   ลักษณะสำคัญอีกอย่างหนึ่งของฌานสุข  คือ ยังเป็นสุขระดับเวทนา  หมายความว่า  เป็นสุขที่เกิดจากการเสวยอารมณ์  หรือเสพรสอารมณ์* ถ้ามองในแง่นี้   ฌานสุขก็ยังมีลักษณะร่วมอย่างหนึ่งกับกามสุข  คือเป็นสุขเวทนา   

   โดยนัยนี้  สุข  ๙  ขั้นต้น  จึงอาจจัดเข้าเป็นประเภทเดียวกัน  คือ  สุขอาศัยการเสพรสอารมณ์

5

* เวทนาในฌาน  เป็นเวทนาที่ไม่มีการเบียดเบียน ซึ่งท่านถือว่าเป็นเวทนาที่มีส่วนดี  หรือส่วนที่เป็นคุณมากที่สุด (ม.มู.12/205176)
 




 

Create Date : 06 กรกฎาคม 2564
0 comments
Last Update : 6 กรกฎาคม 2564 18:43:38 น.
Counter : 147 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

space

สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






space
space
[Add สมาชิกหมายเลข 6393385's blog to your web]
space
space
space
space
space