กรรมเก่า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ(สํ.สฬ.18/217/166) เป็นเจ้าบทบาทเดิม จากนั้น การศึกษาอาศัยปรโตโฆสะซึ่งมีคติว่า "คนเป็นไปตามสภาพแวดล้อมที่ปรุงปั้น" และโยนิโสมนสิการ ซึ่งมีคติย้อนกลับว่า"ถ้าเป็นคนรู้จักคิด แม้แต่ฟังคนบ้าคนเมาพูด ก็อาจสำเร็จเป็นพระอรหันต์"
space
space
space
<<
กรกฏาคม 2564
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
space
space
5 กรกฏาคม 2564
space
space
space

บริโภคกามสุขอย่างอิสรชน (จบ

ต่อ


    ประโยชน์ขั้นตาเห็น  เป็นปัจจุบัน   หรือทิฏฐธัมมิกัตถะ นี้   ซึ่งเป็นความสุขในระดับรูปธรรม  เกี่ยวข้องกับวัตถุ  สิ่งเสพ   ของบริโภค   และการอยู่ร่วมกัน  การจัดสรรความสัมพันธ์ให้ดีงามเกื้อกูล  ว่าโดยสรุป  ก็ได้แก่
 
233การขยันหมั่นเพียรประกอบกิจการงาน  ทำมาหาเลี้ยงชีพ  ให้มีทรัพย์สินเงินทองเลี้ยงตัวเลี้ยงครอบครัวและคนในความดูแลรับผิดชอบเป็นอย่างน้อย  ให้ทุกคนเอิบอิ่มเป็นสุข
 
235 การมีความสัมพันธ์ที่ดีงามในสังคม  อยู่ร่วมกับคนอื่นได้ดี   มีสถานะเป็นที่ยอมรับนับถือ  ตลอดจนพรั่งพร้อมด้วยเกียรติยศ  อิสริยยศ  และบริวารยศ
 
227 การมีครอบครัวที่ผาสุก   ดำรงรักษาตระกูลวงศ์ให้เป็นแบบอย่าง เป็นที่นับถือ เอื้อประโยชน์สุขแก่สังคม   และ
 
232 การดูแลร่างกาย  บริหารสุขภาพ  เช่น  รู้จักประมาณในการบริโภค  กินพอดี  ให้อยู่สบายไร้โรค  แข็งแรงสมบูรณ์
 
   ส่วนความประณีตเป็นอิสระข้างในที่เป็นไทแก่ตน  จำพวกนิรามิสนั้น ก็เป็น อัตถะ  คือ ประโยชน์ที่เป็นจุดหมายของชีวิต  สูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง  หรือเป็นอีกด้านหนึ่ง   เรียกว่า  “สัมปรายิกัตถะ”   แปลกันว่า  ประโยชน์เบื้องหน้า  คือ ประโยชน์ขั้นเลยตาเห็น ได้แก่  ลึกลงไปข้างใน  อยู่ในใจ  ก็เลยตาเห็น  หรือลับไปข้างหน้า  ในชีวิตข้างหน้า  ในอนาคต  ก็เลยตาเห็น  เป็นภาวะที่ไม่ปรากฏต่อหน้า  มองเห็นประจักษ์แก่ตาไม่ได้
 
   ตัวอย่าง   เช่น  ในฝ่ายทิฏฐธัมมิกัตถะ  คนไปช่วยคนอื่นให้เขาพ้นทุกข์มา  แสนจะปลาบปลื้มใจมีความสุข  หรือมีศรัทธาดื่มด่ำซาบซึ้งในธรรมในความดี   มีความสุขสงบเย็น  อย่างนี้ก็เลยสายตาไปข้างใน  ไม่มีใครมองเห็น และความสุขที่มากับความดีอย่างนี้   มีผลต่อไปถึงชาติภพข้างหน้า  ก็เลยสายตามองไม่เห็นอีก   จึงเป็นสัมปรายิกัตถะ

   ประโยชน์ขั้นเลยตาเห็น  เป็นของลึกล้ำเลยตา   หรือสัมปรายิกัตถะนี้  ในความหมายอย่างกว้างๆ ก็รวมความสุขอย่างประณีตอิสระภายในทุกอย่าง   ตั้งแต่ความสุขจากความมีศรัทธา  ความมีศีลดีงาม  สุขจากสมาธิ  สุขจากฌาน ฯลฯ   จนแม้กระทั่งนิพพานสุข  ดังนั้น   ในที่ทั่วๆไป  ในพระสูตรทั้งหลาย  จะกล่าวถึงอัตถะเพียง  ๒  อย่าง  คือ  ทิฏฐธัมมิกัตถะ  และสัมปรายิกัตถะ ซึ่งเป็นการเหมาะที่จะพูดสอนชาวบ้านทั่วไป  พูดแค่ความสุขที่เขาคุ้นอยู่กับตัว   และอีกอย่างหนึ่งก็คือสุขที่เลยจากนั้นไป ก็จะพูดกันง่ายหน่อย
 
  แต่อย่างที่กล่าวมาแล้ว  ในบรรดาความสุขอย่างอิสระนิรามิสนั้น   สุขหลายอย่างก็ยังไม่สมบูรณ์  กลับกลายได้  ติดได้  ประมาทได้  ดังนั้น  บางที  เมื่อพูดกับผู้ที่มีภูมิอยู่บ้างแล้ว  และศึกษากันจริงจัง  ก็เลยต้องแยกให้ละเอียดออกไป   แล้วจากสัมปรายิกัตถะนั้น   ก็แยกเอาความสุขแท้แห่งอาสวักขัย  คือสุขของพระอรหันต์ หรือนิพพานสุข  ให้ต่างหากออกไป  และมีชื่อที่เรียกให้ว่า “ปรมัตถะ”   แปลว่า  ประโยชน์สูงสุด
 
   เป็นอันว่า  อัตถะ  คือ ประโยชน์ที่เป็นจุดหมายของชีวิต  ที่ทุกคนควรไปถึงให้ได้นั้น  ถ้าแบ่งอย่างพื้นๆ ก็แยกเป็น  ๒  อย่าง  ได้แก่ ทิฏฐธัมมิกัตถะ คือ ประโยชน์ขั้นตาเห็น  และสัมปรายิกัตถะ  คือ ประโยชน์ขั้นเลยตาเห็น (รวมปรมัตถะไว้ด้วย)  แต่ถ้าแบ่งซอยละเอียด ก็แยกเป็น  ๓   อย่าง  คือ
 
๑.ทิฏฐธัมมิกัตถะ   ประโยชน์ขั้นตาเห็น  เน้นให้  มีสุขภาพ  ทรัพย์  ยศ- เกียรติ – ไมตรี  บ้านที่เป็นสุข
 
๒.สัมปรายิกัตถะ   ประโยชน์เลยตาเห็น เน้นให้มีจิตใจงามประณีตเป็นสุขด้วยการเจริญจิตปัญญา
 
๓.ปรมัตถะ    ประโยชน์สูงสุด   มีปัญญารู้แจ้งที่ทำให้จิตใจบริสุทธิ์ผ่องใสเบิกบานเป็นสุขอิสระแท้จริง
 
    นอกจากให้พัฒนาชีวิตก้าวสูงขึ้นไปเพื่อเข้าถึงอัตถะทั้ง  ๓  ขั้นนี้แล้ว  ก็ให้มองกว้างออกไป ที่จะบำเพ็ญอัตถะทั้ง  ๓  นั้น  ไม่เฉพาะแก่ตนเอง  แต่ให้ช่วยผู้อื่น  และช่วยกันด้วย  จึงมี อัตถะ  ๓  อีก  เป็นชุดที่ ๒  ดังนี้
 
   ๑.อัตตัตถะ   จุดหมายเพื่อตน  หรือ  ประโยชน์ตน  คือ ประโยชน์ ๓  ขั้นข้างต้น  ซึ่งพึงทำให้เกิดขึ้นแก่ตนเอง  หรือพัฒนาชีวิตของตนขึ้นไปให้ได้ให้ถึง
 
   ๒.ปรัตถะ   จุดหมายเพื่อผู้อื่น หรือ  ประโยชน์ผู้อื่น  คือ ประโยชน์ ๓  ขั้นข้างต้น  ซึ่งพึงช่วยเหลือผู้อื่นให้ได้ให้ถึง  ด้วยการชักนำสนับสนุนให้เขาพัฒนาชีวิตของตนขึ้นไปตามลำดับ
 
   ๓.อุภยัตถะ    จุดหมายร่วมกัน   หรือ ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย  คือ  ประโยชน์สุขและความดีงามร่วมกันของชุมชนหรือสังคม  รวมทั้งสภาพแวดล้อมและปัจจัยต่างๆ ซึ่งพึงช่วยกันสร้างสรรค์ บำรุงรักษา  เพื่อเกื้อหนุนให้ทั้งตนและผู้อื่นก้าวไปสู่จุดหมาย  ๓  ขั้นข้างต้น
 
   เนื่องจากามสุข  มีความสำคัญอยู่ที่การรู้จักบริหารจัดการดังกล่าวแล้ว  พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนบรรดาสาคารชนคนชาวบ้าน  ให้ปฏิบัติธรรมที่จะนำมาซึ่งทิฏฐธัมมิกัตถะ  ให้รู้จักปฏิบัติต่อทรัพย์สินเงินทอง  เป็นต้น   อย่างถูกต้องและเกื้อกูล  คำตรัสสอนเหล่านี้กระจายอยู่ในที่ต่างๆ ในพระไตรปิฎก
 
    อนึ่ง   เมื่อทรงสอนหลักธรรมเพื่อประโยชน์ขั้นตาเห็นนั้น  นอกจากทรงย้ำนิสสรณปัญญารู้ทางรอดที่กล่าวแล้ว  ก็ทรงสอนธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์เลยตาเห็น  คือ สัมปรายิกัตถะ  ควบไปด้วย  เพราะธรรมในระดับของความสุขที่ประณีตนั้น  นอกจากเป็นหลักประกันสำหรับตนเอง  ที่จะไม่ให้กามสุขที่สร้างขึ้นมา  เป็นพิษเกิดโทษแก่ตนเองแล้ว  ก็เป็นประกันที่จะไม่ให้กามสุขของตนนั้น  ก่อทุกข์ภัยแก่ผู้อื่น  หรือเบียดเบียนสังคม  แต่ตรงข้าม  เขาจะได้ใช้กามโภคะของเขานั้น  ช่วยเหลือเกื้อกูลบำเพ็ญประโยชน์สุขแก่เพื่อนมนุษย์ขยายวงกว้างออกไป  พร้อมกันนั้น  ก็จะได้เป็นการเตือนตัวเองให้ไม่ลืมที่จะพัฒนาความสุขอิสระอันประณีตนั้นให้ก้าวต่อสูงขึ้นไปด้วย
 
   หลักธรรมเพื่อการพัฒนาชีวิตของชาวบ้านผู้เจริญงอกงาม  ให้ก้าวไปในสัมปรายิกัตถะ  ซึ่งหมายรวมต่อไปถึงปรมัตถะด้วย   ที่ตรัสเป็นหลักอยู่เสมอ  เป็นเชิงกำกับคุมเรื่องกามสุขไว้    มีชื่อต่างๆ แต่ชื่อที่เป็นหลัก  คือที่ตรัสว่า อริยสาวก/อริยสาวิกาเจริญด้วย  “อริยาวัฒิ*   (ความเจริญงอกงามอย่างอริยชน ๕ ประการ  ได้แก่
 
   ๑. ศรัทธา   ความซาบซึ้งมั่นใจในคุณพระรัตนตรัย  ซึ่งมีแกนอยู่ที่ตถาคตโพธิสัทธา   คือ  ศรัทธาในปัญญาตรัสรู้ของตถาคต   ที่ทำให้มนุษย์เป็นพุทธะ   เท่ากับความมั่นใจในความเป็นมนุษย์ที่จะฝึกให้เลิศประเสริฐจนมีปัญญารู้แจ้งเป็นพุทธะได้  ข้อนี้  นับเป็นจุดตั้งต้นของการศึกษาพัฒนาชีวิต
 
   ๒. ศีล    ความประพฤติดีงาม  ดำเนินชีวิตที่ปลอดเว้นการเบียดเบียน  โดยมีศีล  ๕  ที่อาจพัฒนาสู่ศีล  ๘ 
 
  ๓. สุตะ    สดับฟังข้อมูลคำสอนหลักธรรมคำอธิบายที่จะนำมาไตร่ตรองพิจารณาวิเคราะห์วิจัยให้เข้าถึงความหมาย   โดยเฉพาะที่จะเกื้อหนุนการพัฒนาชีวิตให้ก้าวต่อไป
 
  ๔. จาคะ    ความมีน้ำใจเผื่อแผ่เสียสละ  ครองเรือนด้วยใจที่ไม่ตระหนี่คับแคบ  ใส่ใจรับฟังสุขทุกข์ของคน  พร้อมที่จะให้ปันช่วยเหลือ
 
  ๕. ปัญญา    ความมีปัญญารู้เท่าทันความเป็นจริง หยั่งถึงสภาวะแห่งการเกิดขึ้นและความดับสลาย  ทำให้สามารถลดละความชั่วร้าย  กิเลสตั้งตัวไม่ได้   และสามารถแก้ปัญหาทำทุกข์ให้สิ้นไป
 
   ใน  ๕  ข้อนี้  ที่ถือว่าจำเป็นจริงๆ   ต้องมาเต็มชุด  ๔  ข้อ  คือ  ศรัทธา  ศีล  จาคะ และปัญญา   ส่วนสุตะ  คือ ความรู้ข้อมูล  ก็ควรจะมี  ยิ่งเป็นพหูสูต  ได้เรียนรู้มาก  ก็ยิ่งดี  แต่ถึงจะขาดไป  ก็พอยอมได้  ถ้ามีปัญญา  ก็พึ่งพาสุตะน้อยลง    แต่ถึงเล่าเรียนนาน   มีสุตะมาก   แต่ถ้าขาดปัญญา  ก็ไม่สัมฤทธิ์ผล   ปัญญาสำคัญที่สุด  อย่างไรก็ตาม  รวมแล้ว   คุณสมบัติเหล่านี้  ถือว่าเป็นกำไรของชีวิต
 
   หลักธรรมว่าด้วยการบริหารจัดการกามสุขและกามโภคะ   ที่ว่ากระจายอยู่หลายแห่งในพระไตรปิฎกนั้น  ที่ตรัสยาวเป็นพระสูตรใหญ่ทีเดียวก็มี  คือ  สิงคาลกสูตร  แสดงระบบการดำเนินชีวิตของคหัฏฐชน  ทั้งส่วนตัว ชุมชน  และสังคม  พระอรรถกถาจารย์อธิบายว่า  พระสูตรนี้  ตรัสให้เป็นคิหิวินัย   คือวินัยชาวบ้าน  หรือแบบแผนชีวิตของอารยชน
 
      สิงคาลกสูตร  ที่ว่าเป็นแบบแผนชีวิตของอารยชนนั้น  ถือตามพุทธดำรัสที่ตรัสตอนเริ่มต้นพระสูตรนั้นเองว่า    “อริยวินัย”    พระพุทธเจ้าตรัสพระสูตรนี้  จบลงด้วยคาถาแสดงหลักการสร้างความมั่นคงสามัคคีของสังคม   ที่เรียกว่า  สังคหวัตถุ  ๔  ประการ เท่ากับเป็นบทสรุปลงท้าย  ขอนำมาแสดงไว้เหมือนเป็นตัวอย่าง  ดังนี้
 
     การให้ปัน  ๑  พูดอย่างรักกัน  ๑  การบำเพ็ญประโยชน์  ๑   ความเสมอกันในธรรมทั้งหลาย  ๑ สี่ข้อนี้  พึงปฏิบัติให้เหมาะควร   ในบุคคลที่พึงสงเคราะห์ด้วยธรรมทั้ง  ๔ นั้นๆ
 
     ธรรม  ๔  ประการเหล่านี้แล   เป็นหลักยึดเหนี่ยวใจคนในโลก  เป็นเหมือนสลักรถที่แล่นไปอยู่  ถ้าธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวเหล่านี้ไม่พึงมีไซร้    ไม่ว่ามารดา  หรือแม้นว่าบิดา  ก็ไม่พึงได้รับความนับถือหรือบูชา  แม้จากการที่เขาเป็นบุตร
 
    แต่เพราะเหตุที่บัณฑิตทั้งหลายเห็นตระหนักถึงสังคหวัตถุเหล่านี้  บัณฑิตเหล่านั้นจึงลุถึงสถานะที่ยิ่งใหญ่ และเป็นผู้อันหมู่ชนสรรเสริญ
 
    อย่างนี้  ก็เป็นความสุขในระดับกามสุขที่พัฒนาให้ประณีตขึ้นมา เหมือนเป็นช่วงต่อที่ประโยชน์ขั้นทิฏฐธัมม์กำลังหนุนประโยชน์ขั้นสัมปราย์   แต่ในกรณีทั่วๆไป  ที่ทรงเทศนาสั้นๆ  ประโยชน์ขั้นทิฏฐธัมม์จะเน้นอยู่ที่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง  เพราะเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญสำหรับชีวิตของฆราวาสีชนคนครองบ้านครองเรือน  เป็นเรื่องที่คุมและคุ้มชีวิตด้านอื่นๆ ไว้ด้วยแทบทั้งหมด  และเมื่อเห็นพระสูตรอย่างนั้น  บางทีเลยเข้าใจไปว่าประโยชน์ขั้นทิฏฐธัมม์  คือทิฏฐธัมมิกัตถะ  หมายถึงเรื่องเงินทองเท่านั้น


10

 
    ในที่นี้   จะนำพุทธพจน์ในเรื่องนี้มาแสดงไว้เล็กน้อย พอให้เห็นตัวอย่างที่ประโยชน์ขั้นทิฏฐธัมม์เน้นเรื่องทรัพย์สินเงินทอง  แล้วก็โยงต่อขึ้นสู่ประโยชน์ขั้นสัมปราย์ไปเลย
 
    แต่ก่อนจะไปที่พุทธพจน์เช่นนั้น  ขอยกพระสูตรสั้นๆมาให้ดู  พอให้เห็นกรณีที่ประโยชน์ขั้นทิฏฐธัมม์  หมายถึงกามสุขด้านอื่นที่ไม่ใช่เงินทอง  (ในกรณีนี้  เป็นการบริหารจัดการในเรื่องสุขภาพร่างกาย  ดังนี้
 
    “พระผู้มีพระภาคประทับอยู่  ณ  พระนครสาวัตถี ... สมัยนั้น  พระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยพระสุธาหารหุงด้วยข้าวสารหนึ่งทะนาน  ครั้นเสวยแล้ว  ทรงอึดอัด  เสด็จมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ  ถวายบังคมแล้วประทับนั่ง ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
 
     “ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า  พระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยแล้วอึดอัด  จึงได้ทรงภาษิตพระคาถานี้  ในเวลานั้นว่า
 
     “บุคคลผู้มีสติอยู่เสมอ  ได้อาหารมา  ก็รู้จักประมาณ  จึงมีเวทนาเบาบาง  แก่ช้า  ครองอายุอยู่ได้ยืนยาว”
 
     “สมัยนั้น   มาณพชื่อสุทัศน์  ยืนอยู่เบื้องหลังของพระเจ้าปเสนทิโกศล ลำดับนั้น  พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ตรัสกะเขาว่า   มานี่แน่ะ  สุทัศน์  เธอจงเรียนคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคแล้วจงกล่าวในเวลาเราบริโภคอาหาร  เราจะได้เงินค่าอาหารแก่เธอวันละ  ๑๐๐  กหาปณะทุกวัน
 
    “สุทัศน์มาณพรับสนองพระราชดำรัสของพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า   เป็นพระมหากรุณาอย่างยิ่ง   พระพุทธเจ้าข้า  เขาเรียนคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคแล้ว  ในเวลาที่พระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยพระกระยาหาร  ก็กล่าว ... (คาถานั้น)
 
  “ครั้งนั้น  พระเจ้าปเสนทิโกศล ยั้งพระองค์มาโดยลำดับ  จนอยู่โดยมีอาหารหนึ่งทะนานข้าวสุกเป็นอย่างมาก
 
   “ในกาลต่อมา  พระเจ้าปเสนทิโกศล  มีร่างกายกระปรี้กระเปร่าคล่องแคล่วดี  ได้ลูบร่างกายด้วยฝ่ามือแล้ว  เปล่งอุทานนี้  ณ  เวลานั้นว่า
 
   “พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น   ทรงอนุเคราะห์เราด้วยประโยชน์  ๒  อย่าง  ครบหมดเลยหนอ  ทั้งประโยชน์ขั้นทิฏฐธัมม์  และประโยชน์ขั้นสัมปราย์”  (โทณปากสูตร สํ.ส.15/365/364/118)
 


   พระสูตรต่อไปนี้   ก็เป็นตัวอย่างที่แสดงประโยชน์ขั้นทิฏฐธัมม์  ด้วยการบริหารจัดการกามโภคะและกามสุข  ในแง่เน้นเรื่องทรัพย์สินเงินทอง  ซึ่งเมื่อสังเกตให้ดี  จะเห็นว่าโยงต่อขึ้นสู่ขั้นสัมปราย์ด้วยเช่นกัน
 
   พึงสังเกตด้วยว่า   พระสูตรนี้ตรัสแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐี  ซึ่งเป็นโสดาบันบุคคล และน่าสนใจมากว่า ในสุข  ๓ ข้อต้น  ทรงใช้คำว่า “กุลบุตร”  แต่ในสุขข้อที่  ๔  ทรงเปลี่ยนเป็น “อริยสาวก”  (ขึ้นสู่ระดับสัมปราย์)
 
   ครั้งนั้นแล  อนาถบิณฑิกคฤหบดี  เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ   ถวายบังคมแล้ว  นั่ง  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  ครั้นแล้ว  พระผู้มีพระภาค   ได้ตรัสว่า
 
   ดูกรคฤหบดี ความสุข ๔ ประการนี้ อันคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ควรได้ควรถึงอยู่เรื่อยๆ ... กล่าวคือ  ๑. สุขเกิดจากความมีทรัพย์  (อัตถิสุข)  ๒. สุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์บริโภค  (โภคสุข)  ๓.สุขเกิดจากความไม่เป็นหนี้ (อนณสุข)   ๔. สุขเกิดจากอนวัชชกรรม (อนวัชชสุข)
 
    ๑)  ดูกรคฤหบดี  ก็สุขเกิดจากความมีทรัพย์ เป็นไฉน ?    คือ กุลบุตร มีโภคะอันหามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร เก็บรวบรวมขึ้นด้วยกำลังแขน อย่างอาบเหงื่อต่างน้ำ เป็นของชอบธรรม ได้มาโดยธรรม เธอย่อมได้ความสุข ได้ความโสมนัสว่า เรามีโภคะที่หามาได้ ด้วยความขยันหมั่นเพียร เก็บรวบรวมขึ้นด้วยกำลังแขนอย่างอาบเหงื่อต่างน้ำ เป็นของชอบธรรม ได้มาโดยธรรม นี่เรียกว่า อัตถิสุข

    ๒)  ดูกรคฤหบดี สุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์บริโภคเป็นไฉน? คือ  กุลบุตร  กินใช้และทำสิ่งดีงามอันเป็นบุญทั้งหลาย ด้วยโภคะที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียรอัน เก็บรวบรวมขึ้นด้วยกำลังแขน อย่างอาบเหงื่อต่างน้ำ ซึ่งเป็นของชอบธรรม ได้มาโดยธรรมเธอ ย่อมได้ความสุข ได้ความโสมนัสว่าด้วยทรัพย์ที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร....ได้มาโดย ธรรม เราก็ได้กิน ใช้ และได้ทำสิ่งดีงาม อันเป็นบุญทั้งหลาย นี้เรียกว่า โภคสุข

   ๓)  ดูกรคฤหบดี ก็สุขเกิดจากความไม่เป็นหนี้ เป็นไฉน?     คือ กุลบุตร ไม่ติดหนี้สินไรๆต่อใครๆ ไม่ว่าน้อยหรือมาก เธอย่อมได้ความสุข ได้ความโสมนัสว่าไม่ติดหนี้สินไรๆของใครๆ เลยไม่ว่าน้อยหรือมาก นี้เรียกว่า อนณสุข

   ๔)  ดูกรคฤหบดี ก็สุขเกิดจากอนวัชชนกรรม เป็นไฉน?   คือ  อริยสาวก เป็นผู้ประกอบด้วยกายกรรมดีงาม ไร้โทษ ประกอบด้วยวจีกรรมดีงาม ไร้โทษประกอบด้วยมโนกรรมดีงาม ไร้โทษ เธอย่อมได้ความสุข ได้ความโสมนัสว่า เราเป็นผู้ประกอบด้วยกายกรรมดีงาม ไร้โทษ ประกอบด้วยวจีกรรมดีงาม ไร้โทษ ประกอบด้วยมโนกรรมดีงาม ไร้โทษ นี้เรียกว่า อนวัชชสุข
 
    “เมื่อตระหนักถึงความสุขจาก ความไม่เป็นหนี้แล้ว คนจะพึงระลึกถึงสุขที่เกิดจากความมีทรัพย์ เมื่อกินใช้ก็เห็นแจ้งชัดด้วยปัญญา ถึงโภคสุข เมื่อเห็นอย่างแจ้งชัด เขามีปัญญาดี ย่อมเข้าใจทั้งสองส่วนเทียบกันได้ แลเห็นว่า ความสุขทั้ง ๓ อย่างข้างต้นนั้น มีค่าไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ ของความสุข ที่เกิดจากอนวัชชกรรม”  (องฺ.จตุกฺก.21/62/90)
 
 


   ขอให้ดูอีกพระสูตรหนึ่ง  คราวนี้แยกชัด  โดยตรัสทิฏฐธัมม์จบแล้ว   จึงต่อด้วยขั้นสัมปราย์   ที่ตามมาทั้งเพื่อเสริมค่าและควบคุม  ตามเรื่องว่า  สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิคมของชาวโกฬิยะ  ชื่อกักกรปัตต์  ใกล้เมืองโกฬิยะ  โกฬิยบุตร  ชื่อทีฆชาณุ   เข้าไปเฝ้า   และได้กราบทูลถาม  ดังความต่อไปนี้
 
    ทีฆชาณุ:   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพระองค์เป็นคฤหัสถ์   ผู้บริโภคกาม  นอนมีบุตรเบียด  ใช้ไม้จันทน์แคว้นกาสี   ทรงดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้   ยังยินดีเงินทองอยู่   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   ขอพระผู้มีพระภาคโปรดแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์   ที่จะพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ในทิฏฐธัมม์  เพื่อความสุขในทิฏฐธัมม์  เพื่อประโยชน์เพื่อความสุขในสัมปราย์เถิด
 
   พระพุทธเจ้า:   ดูกรพยัคฆปัชช์    ธรรม  ๔ ประการนี้  เป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขในทิฏฐธัมม์ แก่กุลบุตร  กล่าวคือ  อุฏฐานสัมปทา  อารักขสัมปทา  กัลยาณมิตตตา   สมชีวิตา

   ๑) อุฏฐานสัมปทา เป็นไฉน ? คือ กุลบุตรหาเลี้ยงชีพด้วยความขยันในการงาน ไม่ว่าจะเป็นกสิกรรม ก็ดี พาณิชยกรรม ก็ดี โครักขกรรม ก็ดี ราชการทหาร ก็ดี ราชการพลเรือน ก็ดี ศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ดี เธอเป็นผู้ขยัน ชำนิชำนาญ ไม่เกียจคร้าน ในงานนั้น ประกอบด้วยปัญญาเครื่องสอบสวนตรวจตรา รู้จักวิธีปฏิบัติในเรื่องนั้นๆ สามารถทำ สามารถจัดการ นี้เรียกว่า อุฏฐานสัมปทา
 
   ๒) อารักขสัมปทา เป็นไฉน ? คือ กุลบุตรมีโภคทรัพย์ ที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร เก็บรวบรวมขึ้นด้วยกำลังแขน อย่างอาบเหงื่อต่างน้ำ เป็นของชอบธรรม ได้มาโดยธรรม เธอจัดการรักษาคุ้มครองทรัพย์เหล่านั้น โดยพิจารณาว่า ทำอย่างไร ราชาทั้งหลายจะไม่พึงริบโภคะเหล่านี้ของเราเสีย พวกโจรไม่พึงลักไปเสีย ไฟไม่พึงไหม้เสีย น้ำไม่พึงพาไปเสีย ทายาทอัปรีย์ก็จะไม่พึงเอาไปเสีย นี้เรียกว่า อารักขสัมปทา

   ๓) กัลยาณมิตตตา เป็นไฉน ? คือ กุลบุตรเข้าอยู่อาศัยในคามหรือนิคมใดก็ตาม เธอเข้าสนิทสนมสนทนาปราศรัย ถกถ้อยปรึกษา กับท่านที่เป็นคหบดีบ้าง บุตรคหบดีบ้าง พวกคนหนุ่มที่มีความประพฤติเป็นผู้ใหญ่บ้าง คนสูงอายุที่มีความประพฤติเป็นผู้ใหญ่บ้าง ผู้ประกอบด้วยศรัทธา ประกอบด้วยศีล ประกอบด้วยจาคะ ประกอบด้วยปัญญา เธอศึกษาเยี่ยงอย่างความเพียบพร้อมด้วยศรัทธา ของท่านผู้เพียบพร้อมด้วยศรัทธา ศึกษาเยี่ยงอย่างความเพียบพร้อมด้วยศีล ของท่านผู้เพียบพร้อมด้วยศีล ศึกษาเยี่ยงอย่างความเพียบพร้อมด้วยจาคะ ของท่านผู้เพียบพร้อมด้วยจาคะ ศึกษาเยี่ยงอย่างความเพียบพร้อมด้วยปัญญา ของท่านผู้เพียบพร้อมด้วยปัญญา นี้เรียกว่า กัลยาณมิตตตา

   ๔) สมชีวิตา เป็นไฉน ? คือ กุลบุตรเลี้ยงชีวิตพอเหมาะ ไม่ให้ฟุ่มเฟือยเกินไป ไม่ให้ฝืดเคืองเกินไป โดยรู้เข้าใจทางเพิ่มพูนและทางลดถอยแห่งโภคทรัพย์ ว่าทำอย่างนี้ รายได้ของเราจึงจะเหนือรายจ่าย และรายจ่ายของเราจึงจักไม่เหนือรายได้ เปรียบเหมือนคนชั่งตาชั่งหรือลูกมือคนชั่งยกตาชั่งขึ้นแล้ว ย่อมรู้ว่าหย่อนไปเท่านั้น หรือเกินไปเท่านี้   ...   ถ้าหากกุลบุตร นี้ รายได้น้อย แต่เลี้ยงชีวิตอย่างฟุ้งเฟ้อ ก็จะมีผู้กล่าวว่าเอาได้ว่า กุลบุตรผู้นี้ ...กินใช้ทรัพย์สมบัติเหมือนคนกินมะเดื่อ ถ้ากุลบุตรนี้มีรายได้มาก แต่เลี้ยงชีวิตอย่างฝืดเคือง ก็จะมีผู้กล่าวว่าเอาได้ว่า กุลบุตรผู้นี้ คงจะตายอย่างคนอนาถา แต่เพราะกุลบุตรนี้เลี้ยงชีวิตพอเหมาะ...นี้เรียกว่า สมชีวิตา


  "ดูกรพยัคฆปัชช์   โภคะที่เกิดขึ้นโดยชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมมี อบายมุข (ช่องทางเสื่อม) ๔ ประการ คือ เป็นนักเลงหญิง เป็นนักเลงสุรา เป็นนักเลงการพนัน มีมิตรชั่วสหายชั่ว ฝักใฝ่ในคนชั่ว เปรียบเหมือนอ่างเก็บน้ำแหล่งใหญ่ มีทางไหลเข้า ๔ ทาง มีทางไหลออก ๔ ทาง หากคนปิดทางน้ำเข้าเสีย เปิดแต่ทางน้ำออก อีกทั้งฝนก็ไม่ตกต้องตามฤดูกาล เมื่อเป็นเช่นนี้ อ่างเก็บน้ำใหญ่นั้น เป็นอันหวังได้แต่ความลดน้อยลงอย่างเดียว ไม่มีความเพิ่มขึ้นได้เลย...


  “ดูกรพยัคฆปัชช์ โภคะที่เกิดขึ้นโดยชอบอย่างนี้แล้ว  ย่อมมี อายมุข (ช่องทางเพิ่มขึ้น) ๔ ประการ คือ ไม่เป็นนักเลงหญิง ไม่เป็นนักเลงสุรา ไม่เป็นนักเลงการพนัน มีมิตรดี มีสหายดี ใฝ่ใจในกัลยาณชน เปรียบเหมือนอ่างเก็บน้ำใหญ่  มีทางไหลเข้า ๔ ทาง มีทางไหลออก ๔ ทาง หากคนเปิดทางน้ำเข้า ปิดทางน้ำออก และฝนก็ตกต้องตามฤดูกาล เมื่อเป็นเช่นนี้ อ่างเก็บน้ำใหญ่นั้น เป็นอันหวังได้แต่ความเพิ่มพูนอย่างเดียว ไม่ลดน้อยลงเลย...


   ดูกรพยัคฆปัชช์ ธรรม ๔ ประการนี้  เป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อความในทิฏฐธัมม์ แก่กุลบุตร
 
   ดูกรพยัคฆปัชช์   ธรรม ๔ ประการ ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขในสัมปราย์แก่กุลบุตร กล่าวคือ สัทธาสัมปทา ศีลสัมปทา จาคสัมปทา และปัญญาสัมปทา
 
   ๑) สัทธาสัมปทา  เป็นไฉน?    ในข้อนี้  กุลบุตรมีศรัทธา  คือ เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ  พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น  ฯลฯ  เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกแจกธรรม ...  นี้เรียกว่าสัทธาสัมปทา
 
   ๒) สีลสัมปทา  เป็นไฉน?    ในข้อนี้  กุลบุตรเป็นผู้งดเว้น  จากปาณาติบาต  ฯลฯ  จากการดื่มน้ำเมา  คือสุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ... นี้เรียกว่าสีลสัมปทา
 
  ๓) จาคสัมปทา   เป็นไฉน?    ในข้อนี้  กุลบุตรอยู่ครองเรือน  โดยมีใจปราศจากมลทินคือความตระหนี่  น้ำใจเผื่อแผ่เสียสละเต็มที่  มีมือที่แบ  (พร้อมที่จะให้)  ยินดีในการสละ  ควรแก่การขอ   ยินดีในการเจือจานแบ่งปัน ... นี้เรียกว่าจาคสัมปทา
 
 ๔) ปัญญาสัมปทา   เป็นไฉน?    ในข้อนี้  กุลบุตรเป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยอริยปัญญาที่หยั่งถึงอุทัยและอัสดง  ชำแรกเรื่องได้   ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยถูกต้อง ... นี้เรียกว่าปัญญาสัมปทา  
 
   ดูกรพยัคฆปัชช์   ธรรม ๔ ประการนี้แล   เป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขในสัมปราย์  แก่กุลบุตร

   ผู้ขยันหมั่นในงาน ไม่ประมาท  รู้จักจัดการ  เลี้ยงชีวิตพอดี  ทรัพย์ที่หามาก็รู้จักดูแลรักษา  มีศรัทธา  พร้อมด้วยศีล   รู้ความต้องการทันคำคน   ปราศจากความตระหนี่   ชำระทางสัมปราย์  ให้เป็นความสวัสดี  ไว้ทุกเวลา
 
   ธรรม  ๘  ประการดังกล่าวนี้  ของคนครองเรือน  ผู้มีศรัทธา  อันพระผู้มีสัจจะเป็นพระนาม  ตรัสว่า  นำสุขมาให้ทั้งสองสถาน  ทั้งประโยชน์ทิฏฐธัมม์ และความสุขสัมปราย์  แลด้วยประการดังนี้  จาคธรรม  ปวงบุญ ก็จะเจริญเพิ่มพูนแก่เหล่าคฤหัสถ์ทั้งหลาย
 
  ชาวบ้าน หรือคฤหัสถ์ทั้งหลาย  แม้จะยังอยู่กับกามสุข  เมื่อบริหารจัดการกามโภคะ ให้เป็นประโยชน์ทิฏฐธัมม์  และไม่ลืมที่จะทำความคุ้นเคยไว้กับประโยชน์สุขสัมปราย์  ก็มั่นใจได้แน่นอนว่า   จะมีชีวิตดีที่เจริญงอกงามมีความสุขอย่างปลอดภัย  พร้อมทั้งช่วยรักษาสังคมให้สุขสวัสดีเจริญก้าวหน้าพัฒนาอย่างยั่งยืน

5

 *องฺ.ปญฺจก. 22/63-64/91 “วัฒิ”  นี้   ถ้าแปลตรงศัพท์แท้  ก็คือ  “กำไร”   ตรัสถึงอริยสาวกที่เจริญด้วยอริยาวัฒิ ๑๐ ประการ  เป็นฝ่ายทิฏฐธัมมิกัตถะ  ๕  ข้อ  คือเจริญด้วย  เรือกสวนไร่นา   เงินทองธัญพืช  บุตรภรรยา  คนรับใช้กรรมกรคนทำงาน  สัตว์สี่เท้า  แล้วคุมด้วยฝ่ายสัมปรายิกัตถะ  ๕  ข้อ คือ ศรัทธา  ศีล  สุตะ  จาคะ  ปัญญา




 

Create Date : 05 กรกฎาคม 2564
0 comments
Last Update : 6 กรกฎาคม 2564 4:55:49 น.
Counter : 280 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

space

สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






space
space
[Add สมาชิกหมายเลข 6393385's blog to your web]
space
space
space
space
space