สิงหาคม 2550

 
 
 
1
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
15
16
17
18
19
20
21
22
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
เสียงนรก จากนักวิชาการ หลังวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ปี 50
ก่อนอื่น ต้องขออภัยนักวิชาการหลายๆท่าน ที่ไม่เคยพูดว่ากล่าว ดูหมิ่นราษฎร ประชาชน ร่วมชาติ และรักเข้าใจในผู้ยากไร้ และแม้ในอีกมุมหนึ่ง ท่านเองก็คือประชาชน คือราษฎรคนหนึ่ง เช่นเดียวกัน

ผู้เขียนต้องขออภัยคนอ่านด้วยเช่นกัน ที่ใช้คำไม่สุภาพในการกล่าวนำ บนหัวข้อกระทู้ เช่นนั้น แก่ท่าน
แต่จะทำอย่างไรได้ ถ้าเรารู้สึกว่า มีใครพูดถึงเรา หรือคนที่เรารัก และเข้าใจ อย่างดูหมิ่น เหยียดหยาม จนทำให้เราเดือดร้อน ต้องอยู่ในภาวะตกนรก หมกไหม้ อย่างที่ผู้เขียนเป็นอยู่นี้
จะทำอย่างไรได้ ถ้าเราอ่านข้อเขียนของคนที่ได้ชื่อว่า เป็นอาจารย์ ในยศ ตำแหน่งที่เป็นถึง รองศาสตราจารย์ หรือใคร ก็ตามที่เสนอข้อเขียน หรือคำพูดเช่นนี้ ออกมาสู่สื่อสาธารณะ แล้วทำให้เราโกรธจน มือไม้สั่น จนคิดว่าถ้าอ่านอยู่ใกล้ๆ คนเขียน ก็คงจะได้ฟาดปากกันไปแล้ว นั้น ถามว่าเราควรโต้ตอบอย่างไร หรือไม่
ดังนั้นไม่ว่า เสียงของใครก็ตาม ที่กล่าวมา ถ้าดูหมิ่นเหยียดหยามกันแล้วล่ะก็ ย่อมถือว่าเป็นเสียงนรก ที่ทำลายผู้อื่นทั้งสิ้น
และต้องกราบขออภัยไว้ด้วย สำหรับท่านใดที่อาจจะเคยรู้จัก และนับถืออาจารย์ท่านนี้ มาก่อน
และการวิพากษ์วิจารณ์ ที่จะมีขึ้นต่อไปนี้ จะไม่เป็นการลบล้าง ประโยชน์ หรือความดี ที่อาจารย์ท่านนี้ได้ทำมา แต่อย่างใด
เพียงแต่จะเป็นการกระตุกเตือนสติ วิธีคิด และปากของท่าน ให้รู้จักสงบ สำรวม ระวัง ให้เหมาะควรแก่การเป็นอาจารย์ของผู้อื่น ให้มากกว่านี้

ก่อนที่จะกล่าวอะไรต่อไป เราควรมา อ่านข้อเขียนของอาจารย์ ท่านนี้ ซึ่งปัจจุบัน เผยแพร่ ปรากฏอยู่ในเว็บประชาไทด็อตคอม เสียก่อน ในฐานะที่ท่านเป็นนักข่าวพเนจร
โดยข้อเขียนที่ว่านั้น มีชื่อว่า

"จากกองขี้ควาย สู่นายกรัฐมนตรีย้ำคิด ย้ำแค้น"
ท่านกล่าวว่า..
"ในบรรยากาศเช่นนี้การ "รับ" รัฐธรรมนูญถือเป็นเรื่องปกติ ถ้าแม้นว่าไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรกะเขาเลยก็ควรลงมติรับไว้ก่อนเพราะอย่างไรเสียการมีรัฐธรรมนูญก็ดีกว่าไม่มี เพราะอย่างน้อยก็จะนำไปสู่การเลือกตั้งแล้วค่อยไปว่ากันอีกที

แต่ถ้าลงมติ "ไม่รับ" นี่สิเรื่องใหญ่ คนที่จะกล้าลงมติอย่างนี้จะต้องรู้อย่างถ่องแท้ว่าถ้าไม่รับแล้วจะเกิดผลดีมากกว่าผลเสีย ซึ่งการจะรู้เช่นนั้นได้ก็ต้องติดตามศึกษารธน. มาอย่างทะลุปรุโปร่งแล้วทุกมาตรา มีการคิดเชื่อมโยงประเมินข้อดีข้อเสียรอบด้านแล้ว

แต่คงไม่มีใครเชื่อว่าประชาชนกว่า 10 ล้านคนที่ไปลงมติไม่รับนั้นได้ศึกษารธน.มาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ส่วนใหญ่ก็มาจากทางอีสานและเหนือ ซึ่งถ้าลองเดินสุ่มเข้าไปในหมู่บ้านที่พวกเขาอยู่จะเห็นว่าส่วนใหญ่เป็นหมู่บ้านยากจนข้นแค้นทั้งนั้น เศษกระดาษ ถุงพลาสติก ขี้ฝุ่น ขี้วัว ขี้ควาย เต็มเกลื่อนถนนคดเคี้ยวที่พาดผ่านหมู่บ้าน (ไม่ต้องเข้าไปดูถึงใต้ถุนบ้านและห้องส้วมก็ได้ว่ามีอะไรบ้าง) ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยว่าสังคมที่มีลักษณะเช่นนี้จะเป็นสังคมที่ตื่นตัวสุดขีดจนทำให้ศึกษารัฐธรรมนูญทุกมาตราอย่างถี่ถ้วนจนสรุปได้ด้วยตนเองว่าไม่รับรธน.

ดังนั้นแล้ว สมองไอคิวระดับเฉลี่ยที่ไหนก็น่าสรุปได้ว่า 10 ล้านเสียงที่ไม่รับนั้นส่วนใหญ่ถูกจ้างถูกหลอกหรือถูกบังคับมา จะเป็นการจ้าง/หลอก/บังคับโดยตรงหรือโดยอ้อมก็สุดแล้วแต่ ซึ่งตอกย้ำอีกครั้งว่าประเทศไทยยังไม่พร้อมที่จะใช้ระบบประชาธิปไตยปกครองประเทศ

กว่า 75 ปีแล้วที่เราทดลองผิดถูกกันมากับระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตก ยังไม่เจ็บปวดกันพออีกหรือ ยังไม่คิดหาหนทางเลือกใหม่อีกหรือ

ระบบประชาธิปไตย ใช้ได้ดีในสังคมฝรั่งเพราะชนชั้นกลางเป็นชนส่วนใหญ่ของประเทศแถมมีนิสัยแบบปัจเจกชนอีกด้วย แต่ของไทยเราชนชั้นกลางเป็นชนส่วนน้อย มีไม่ถึง 15% ถ้าจะใช้ประชาธิปไตยต่อไปให้ได้ดีก็ต้องสร้างระบบประชาธิปไตยแบบใหม่ที่สอดคล้องกับขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการของสังคมไทย มีการคานอำนาจกันระหว่างประชาชนชั้นล่างที่ยากจนและด้อยการศึกษากับชนชั้นกลางส่วนน้อยที่มีการศึกษา เช่น ตามรูปแบบที่ผมได้เคยเสนอไว้แล้วคือให้ ส.ส.มาจากการเลือกตั้ง แต่คณะรัฐบาลมาจากการสรรหาของ ส.ว. ซึ่งมาจากการแต่งตั้งโดยตำแหน่ง (ไม่ใช่แต่งตั้งตามใจใคร) แล้วให้ ส.ส. โหวตรับรองคณะรัฐบาล

แต่นั่นแหละ ภูมิปัญญานักวิชาการ และนักประชาธิปไตยไทยที่ร่างรัฐธรรมนูญของเรามันมีแค่นี้ คิดกันได้แค่เดินตามก้นฝรั่ง มันเป็นกรรมของประเทศ ก็ก้มหน้ารับกรรมกันต่อไปก็แล้วกัน คิดแล้วเสียดายโอกาสในการปฏิวัติครั้งนี้จริงๆ"


ทั้งหมดข้างต้นคือ ข้อเขียน ความคิด ความเห็นของท่าน ที่มีต่อประชาชนในภาคเหนือ และภาคอีสาน ซึ่งทั้งสองภาคคือถิ่นที่อยู่ ของผมและญาติพี่น้องของผมเอง ดังนั้นผมจึงจำต้องรับเอาเสียงนรก จากข้อเขียนของท่านไปเต็มๆ.
ท่านกล่าวว่า เป็นเรื่องปกติมากที่ใครก็ตามจะรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แม้จะไม่รู้เรื่องอะไรก็ควรรับไว้ก่อน เพราะการไม่มีรัฐธรรมนูญดีกว่า การไม่มีรัฐธรรมนูญ ควรรับไปก่อนแล้วค่อยไปแก้ไขทีหลัง..
ผมเองก็ไม่เข้าใจว่า ท่านไม่รู้รึอย่างไรว่า ขณะนี้ เราอยู่ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว และถึงแม้รัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ ไม่ผ่านความเห็นชอบ ก็จะต้องนำรัฐธรรมนูญฉบับอื่นมาปรับใช้ภายในกำหนดเวลาที่ คมช.ประกาศไว้อยู่ดี และก็จะมีการเลือกตั้งด้วย
ท่านยังผูกโยงความเป็นอยู่ของคนในสองภาค เข้ากับระบอบประชาธิปไตย ไว้อย่างน่าสนใจ..
โดยท่านกล่าวทำนองว่า "สภาพความเป็นอยู่ที่ยากจนข้นแค้น ตามบ้านเรือน และถนนหนทางที่เต็มไปด้วย เศษกระดาษ ขี้ฝุ่น ขี้วัว ขี้ควาย โดยไม่ต้องเข้าไปดูที่ใต้ถุนบ้าน และในส้วมว่ามีอะไรบ้าง ของผู้คนในภาคอีสานและภาคเหนือ ที่อยู่ในชนบท ห่างไกลความเจริญ ไม่มีทางที่คนอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้น จะมีความตื่นตัว ลุกขึ้นมาต่อต้าน ไม่รับรัฐธรรมนูญอย่างคนที่ศึกษา เข้าใจแล้ว อย่าง ทะลุปรุโปร่ง"
ผมเข้าใจว่า ที่ท่านกล่าวเช่นนี้ ในใจท่านคงคิดว่า "คนที่ยากจน และไม่มีความพร้อมทางเศรษฐกิจ ไม่มีสิ่งที่แสดงถึงความเจริญทางวัตถุ ไม่ประกอบไปด้วยสิ่งที่เจริญหูเจริญตา นั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ ที่จะสามารถอ่านรัฐธรรมนูญเข้าใจ และจะรู้เรื่องรัฐธรรมนูญ ว่าดี หรือไม่ดี รับได้ หรือรับไม่ได้"

โอ.. ผมว่าช่างเป็นตรรกะ ที่แสดงถึงความตื้นเขินทางปัญญา เสียนี่กระไร?

ท่านกำลังจะบอกว่า ประเทศที่เจริญทางวัตถุแล้ว ทั้งหลาย ที่มีความสะอาด และแลดูเจริญหู เจริญตานั้น ทุกคนอ่านรัฐธรรมนูญของประเทศตัวเอง จนเข้าใจทะลุปรุโปร่ง เช่นนั้นหรือ
ผมว่าข้อเขียนของท่านคงจะเขียนขึ้น ก่อนข่าวหนังสือพิมพ์เมื่อ 2-3 วัน ก่อนเป็นแน่
เพราะในข่าวดังกล่าวนั้น มีรายงานว่า คนอเมริกัน ประมาณ 1 ใน 4 ของประชากร หรือราว 50 ล้านคน ไม่เคยอ่านหนังสือเลยในรอบปี หนึ่งที่ผ่านไป

ข่าวนี้แสดงถึงอะไร?
ผมแปลกใจว่า ท่านไม่ทราบรึยังไงว่า การเรียนรู้มีหลายแบบ
บางคนเรียนรู้จากการอ่าน บางคนเรียนรู้จากการฟัง
บางคนเรียนรู้จากการปฏิบัติ เรียนรู้จากผลของการปฏิบัติ ที่เขาชอบพูดกันเป็นภาษาฝรั่ง ว่า Learnning by doing นั่นแหละ

ผมจะอธิบายให้ท่านฟังว่า รัฐธรรมนูญกับการปฏิรูปการเมือง มันต้องไปด้วยกัน ไม่ใช่หรือ
ช่วงเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมาคนในชนบท หรือแม้แต่ในเมือง ส่วนหนึ่ง เขาเรียนรู้ว่า มีพรรคการเมืองหนึ่ง ที่สอนให้เขารู้ว่า การเมืองคือเรื่องที่ใกล้ตัวเขา ทั้งที่เมื่อก่อน เขารู้สึกว่า เป็นเรื่องไกลตัว
อย่าลืมว่าโลกมันเปลี่ยนตลอดเวลา ขณะนี้ คนไทยอย่างน้อยก็ไม่ได้ขี่เกวียน เหมือนเมื่อก่อน เขามีประสบการณ์ทางการเมืองมากขึ้น เดี่ยวนี้เขามีทีวีที่จะดูข่าว บางคนมีอินเตอร์เน็ต และหลายล้านคนมีโทรศัพท์มือถือ ที่จะคุยกับเพื่อนฝูง ลูกหลาน หรือใครก็ได้ ในโลกนี้ แล้วถามไถ่กันว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ดียังไง ไม่ดียังไง ให้สิทธิเสรีภาพมากมาย ยังไง ทำไมต้องดึงอำนาจของประชาชน มาให้คนเพียง 7 คน ไปแต่งตั้ง สว.ที่มีอำนาจให้คุณ ให้โทษ แก่รัฐมนตรี หรือ ส.ส.ที่มาจากประชาชน อย่างล้นเหลือเช่นนั้น ระบบตัวแทนจะสามารถรับเอาความต้องการของประชาชนไปสู่สภาได้ดี หรือไม่ดี อย่างไร หรือมาตรา309 ทำลายหลักกฏหมายสูงสุดอย่างไร

เหล่านี้เขาสามารถศึกษาเรียนรู้ได้จากคนอื่นด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องอ่านรัฐธรรมนูญ แม้แต่มาตราเดียว เพราะระบอบประชาธิปไตย ต้องใช้หูฟังด้วย ระบอบประชาธิปไตย สามารถที่จะให้คนอื่น มีอิทธิพลต่อตัวเราอย่างมีเหตุได้ด้วย
จะว่าไป คนนามสกุลเดียวกับผมจบดอกเตอร์ จบปริญญาโท ก็หลายคน ไม่เห็นจะต้องอ่าน ศึกษารัฐธรรมนูญเลย แต่เขาก็มีสิทธิที่จะฟัง จากใครก็ได้ ที่เป็นแหล่งอ้างอิงของเขาไม่ใช่หรือ ผมก็อยากขอถามกลับไปเหมือนกันว่า ท่านใช้ไอคิว ระดับไหน ถึงกล้าไปกล่าวหาว่า เขาถูกหลอก ถูกจ้างให้ไม่รับรัฐธรรมนูญ โดยไม่ได้ทำการศึกษา..
อย่าว่าแต่ไม่จำเป็นต้องอ่าน หรือศึกษารัฐธรรมนูญเลย เพียงแค่เขารู้จักประเมินสถานการณ์และมีแค่ความรู้สึกในใจ นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะรับ หรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้เกี้ยวของ คมช.ฉบับนี้ได้แล้ว
ที่กล่าวเช่นนี้เพราะอะไร? ก็เพราะอำนาจทางการเมือง ณ ปัจจุบันนี้มันถูกควบคุมยึดจากประชาชนไปหมดโดย คมช. ดังนั้นท่านแน่ใจหรือว่า เขาศรัทธา คมช.
อันที่จริงต้องกล่าวว่า ระบอบการเมืองมันถูกปฏิรูปไปแล้วโดยพรรคไทยรักไทย เสียด้วยซ้ำ
พรรคไทยรักไทย ได้เปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองไทย โดยนโยบายที่ปฏิบัติได้จริง ให้มีความหมายว่า การเมืองคือการรักษาคำพูด หลังการเลือกตั้ง สส.ไม่หายหน้าไปเหมือนที่เคยๆ ทำกันมา นี่ล่ะคือการปฏิรูปการเมือง นี่ล่ะคือการเรียนรู้ทางการเมืองของประชาชน ว่าการเมืองต้องมีคุณธรรมโดยการรักษาคำพูดเป็นประการแรก และ นี่คือการปฏิรูปการเมืองที่จับต้องได้ ที่ไม่ใช่แผนงาน แต่เป็นการ สร้างตัวแบบ นโยบาย หรือระบบการเรียนรู้ร่วมกันขึ้นมาอย่างหนึ่ง แล้วปฏิบัติไปตามนั้น ถูกผิดค่อยมาว่ากัน

ดังนั้น ที่คนอีสาน และคนเหนือส่วนใหญ่ เป็นหัวหอกในการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้ ก็คงมีเหตุผลง่ายๆ ไม่ลึกลับ ซับซ้อน เพียงแค่ว่า เขาคงต้องการปฏิเสธ คมช.และองค์คณะ และกฏเกณฑ์ทั้งหลาย ที่ คมช.ตั้งขึ้น ซึ่งเขาอาจจะมองว่าไม่เป็นธรรม ต่อตัวเขา ต่อประโยชน์ที่เขาควรจะได้รับ หรืออาจมองว่าไม่เป็นธรรมกับคน หรือพรรคที่เขารักและศรัทธาก็เท่านั้น


แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะรับหรือไม่รับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะระบอบประชาธิปไตยที่สุดแล้วก็หมายถึง การจัดสรรทรัพยากรและผลประโยชน์ในความหมายอย่างกว้าง ที่หมายความถึงความรัก ความศรัทธา และเกียรติ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ นั้นด้วย
ถามว่าที่เขาทำเช่นนี้ คิดเช่นนี้ เขาโง่ตรงใหนในระบอบประชาธิปไตย ขอให้เลิกเสียทีกับความคิดที่ว่า ข้าเหนือกว่าคนอื่น ฉลาดกว่าคนอื่นในสังคม โดยเฉพาะพวกที่เรียนมาสูงๆ ที่ชอบดูถูกประชาชนทั้งหลาย
สุดท้าย อยากจะขอเตือนว่า อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า ความเจริญทางวัตถุจะนำไปสู่ความเจริญในระบอบประชาธิปไตยได้ ขอให้ระวังให้ดี ขอให้ดูประเทศจีนเป็นตัวอย่างเถิด

และควรเลิกมอง เลิกวิเคราะห์ อะไรผิวเผิน และเลิกพูดอะไรไม่ระวังปากไว้ด้วย เพราะปาก นอกจากจะสร้างนรกให้กับตัวเองแล้ว ยังสร้างนรกให้กับคนอื่นได้ด้วย

ณัฐกร

23 ส.ค.50






Create Date : 23 สิงหาคม 2550
Last Update : 25 สิงหาคม 2550 9:49:05 น.
Counter : 278 Pageviews.

12 comments
  
เขียนได้ดีมากค่ะ ดิฉันเห็นด้วยทุกประการ รัฐบาลชุดที่แล้วได้ปฏิรูปการเมืองที่จับต้องได้จริงๆ ถึงแม้ดิฉันจะไม่ใช่คนในภาคเหนือ หรืออีสาน แต่ก็รับรู้ได้ถึงความจริงใจ และความหวังที่แท้จริงของคนที่นั่นได้ (ไม่ใช่เป็นเพียงความฝันลมๆแล้งๆ)

ทำไมพวก...เหล่านั้น มีการศึกษาที่สูงก็จริง แต่ต้องดูถูกคนไทยด้วยกันด้วย อย่างที่ จขบ. บอก คนเราสามารถเรียนรู้ได้หลายแบบ ข่าวสารเดี๋ยวนี้ถึงแม้ว่าดูแล้วจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน (ถูกครอบงำ) แต่ประชาชนก็สามารถแยกแยะได้ เพราะเค้ามีสิทธิอันชอบธรรมอยู่แล้วที่จะติดสินว่ารับหรือไม่รับ
โดย: kaewbkk วันที่: 23 สิงหาคม 2550 เวลา:14:13:21 น.
  
ขอแสดงความเคารพ นับถือความคิดนี้ฮับ

ในฐานะประชาชนคนนึง ไม่มีฐานันดร ไม่มีเกียรติในสังคม การศึกษาไม่สูง แต่มีความรักชาติ รักในหลวง รักความเป็นชาวพุทธ ชาวไทย ไม่น้อยไปกว่าพวกที่พูดว่ารักชาติ

ประชาชนคนนี้ต้องการแค่ความห่วงใย ถามไถ่ ทุกข์สุข จากผู้มีอำนาจที่จะกำหนดนโยบายต่าง ๆ ให้ประชาชนคลายทุกข์ ปลดหนี้สินในวิธีการที่ง่าย ๆ

ต่อไปนี้ ... ขอถามว่าวิธีการที่ศักดินา ชนชั้นสูง คิดขึ้นมานั้น ทำได้จริงหรือไม่ และเป็นสิ่งที่ประชาชนที่เดือดร้อนต้องการจริงๆ เข้าถึงได้ หรือไม่ ต้องคอยดู

41 ล้าน กับบัตรเสีย 5 แสนกว่า นั้น เด็ก ป 4 ยังรู้เลยว่า รวมกันแล้วมากแค่ไหน
โดย: drunkcat วันที่: 24 สิงหาคม 2550 เวลา:9:42:31 น.
  
ขอ Add คุณ เนื่อง มาจากเหตุ นะครับ
โดย: Darksingha วันที่: 24 สิงหาคม 2550 เวลา:17:56:14 น.
  

เชิญได้เลยครับ ขอบคุณนะครับที่มาเยี่ยม
โดย: เนื่อง มาจากเหตุ วันที่: 24 สิงหาคม 2550 เวลา:18:44:03 น.
  
ขอบคุณความเห็นที่ 1 ด้วยครับ ที่เข้ามาให้ความเห็นเพิ่มเติมไว้
ที่จริงแล้ว ผมยังมีความเห็นแย้ง ท่านอาจารย์ท่านนั้นอีกหลายข้อด้วยกัน
เช่น ที่ท่านบอกว่า คนชั้นกลางของไทย มีน้อยเกินไป(15 %) ทำให้ไทยเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบไม่ได้
ผมขอถามกลับไปว่า แล้วใครล่ะที่ทำให้ชนชั้นกลางมีน้อย แล้วไม่เป็นประชาธิปไตยเสียที เกิดความผิดพลาดอะไรหรือเปล่า ในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย วงจรอุบาทว์ของการยึดอำนาจ การหวงอำนาจของชนชั้นนำ ต่างหาก หรือไม่ ที่ไม่ยอมปล่อยอำนาจเต็มให้ประชาชน ทำให้ประเทศไทยต้องอยู่ในสภาพแบบนี้
อย่าลืมว่า การหวงอำนาจ ก็คือการหวงโอกาส เป็นการคอรัปชั่นโอกาสของประชาชนชั้นล่าง โดยชนชั้นนำของประเทศ
กฎหมายบางข้อไม่เอื้อต่อความยุติธรรมในการจัดสรรทรัพยากรต่างๆ โอกาสในการเข้าถึงทุน การศึกษา เทคโนโลยี่ เครือข่าย คอนเน็คชั่นต่างๆ

ผมปวดใจทุกครั้ง ที่รัฐมักพูดว่า สินค้าเกษตรราคาเพิ่มขึ้น เป็นสัญญานของเงินเฟ้อ เราต้องควบคุมเงินเฟ้อ ดังนั้นเราจะต้องควบคุมราคาพืชผลทางการเกษตร มิให้สูงจนเกินไป ผมคิดด้วยสามัญสำนึกง่ายๆว่า ถ้าต้องควบคุมด้วยตรรกะแบบนี้ ผมว่าแย่แล้ว เกษตรกรจนตลอดชาติแน่ ต้องมีอะไรผิดพลาดในเชิงเศรษฐศาสตร์แน่ ตำราแบบนี้ควรเอาไปเผาทิ้ง ดีหรือไม่
ดูอย่างน้ำมัน ก็เป็นตัวแสดงราคาเงินเฟ้อได้อย่างหนึ่ง แต่เราควบคุมไม่ได้ เพราะคนขายเขาไม่ยอม
คำว่าไม่ยอมก็คือ ไม่ยอมให้ควบคุม ไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจของผู้ควบคุม
ผมยกตัวอย่างเพื่อจะบอกว่า อำนาจเป็นสิ่งที่สำคัญมาก กับความยุติธรรม หรือไม่ยุติธรรมในสังคม และความเจริญ หรือไม่เจริญของคนกลุ่มใด

คิดกันเล่นๆว่า รัฐลองให้อำนาจในการรวมกลุ่มกันในระดับประเทศ ทำการตลาดราคาข้าว ให้กับเกษตรกรดูซิ ให้เขาคิดกันว่าความเหนื่อยยากของเขา ควรมีฐานราคาทีเท่าไหร่ คิดจากต้นทุนค่าแรงงาน ค่าเครื่องจักร ค่าดำเนินการ ค่าน้ำมัน ค่าจ้างทำนา ใส่ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง คนขนส่ง แล้วบวกกำไรเพิ่ม เป็นราคาออกมา ถ้าจะแก้กฎหมายเพื่อเก็บภาษีข้าว ก็บวกค่าภาษีเข้าไป- คิดกันง่ายๆอย่างนี้ โดยไม่ต้องใช้ตำเศรษฐศาสตร์เล่มใด
ผมว่า"อำนาจรัฐ"ได้ยินอย่างนี้คงจะขำ แต่ผมคิดว่า รัฐคงไม่ได้ขำเพราะว่า มันตลก แต่คงจะขำเพราะคงคิดว่า "xxxให้xxxไม่ได้หรอก" มากกว่า
ถามว่า ทำไมให้ไม่ได้ เพราะมาม่า ซองหนึ่ง ยังตั้งราคาได้ ยังมีต้นทุนเลย การทำนาก็มีต้นทุนเหมือนกัน

อันที่จริงผมก็รู้ว่า รัฐก็พยายามแทรกแซงราคาสินค้าเกษตร เพื่อพยุงราคาสินค้าเกษตรให้สูง
แต่นั่นคือสิ่งที่อยากจะบอกว่า การค้าเสรีไม่มีและไม่ควรมีอยู่ในโลก ตราบใดที่คนยังมีอำนาจไม่เท่ากัน เพราะอำนาจจะนำไปสู่การกำหนดราคาของทุกอย่างในโลกนี้ ราคาจึงไม่เสรี ตามตำราที่บอกไว้ว่า ขึ้นอยู่กับกลไกตลาด ถามต่อไปว่าแล้วใครกำหนดกลไกตลาด ถ้าไม่ใช่คน ดังนั้นกลไกตลาดจึงต้องมีการจัดการ มิฉะนั้น การเอารัดเอาเปรียบ ก็จะทำให้สังคม เกิดความอยุติธรรม เข้าทำนองมือใครยาว สาวได้สาวเอา ดังนั้นรัฐที่ดี จะบริหารรัฐกิจ ไปตามข้อกฎหมายธรรมดาไม่ได้ ต้องเอาหัวใจรักประชาชนใส่เข้าไปด้วย ประเทศชาติจึงจะเกิดความผาสุกได้

ทั้งหมดผมกำลังจะบอกว่า ความไม่เจริญหูเจริญตา ทั้งหลายที่อาจารย์ท่านนั้นกล่าวถึงไว้ มันเกิดขึ้นเพราะอำนาจของประชาชนชั้นล่างมันไม่มี ซึ่งมันไม่ใช่ความผิดพลาดของคนชั้นล่างทั้งหมด แต่มันเป็นความผิดพลาดของชนชั้นนำ ที่หวงอำนาจเอาไว้ แล้วท่านยังจะสงวนอำนาจไว้ให้คนชั้นนำอยู่ต่อไปอีกทำไม
ท่านต้องการให้ประชาชนใช้การศึกษาที่มีต้นทุนสูงลิ่ว ปีนบันใดขึ้นไปหาท่าน เพื่อกลายเป็นคนชั้นนำ แต่ทางเดียวเช่นนั่นหรือ ถึงจะได้รับการยอมรับจากท่าน ว่าเป็นคนคุณภาพ
ผมถามว่า แล้วคนที่เขาไม่พร้อมล่ะ จะให้เขาทำอย่างไร
โดย: เนื่อง มาจากเหตุ วันที่: 25 สิงหาคม 2550 เวลา:2:33:21 น.
  

ขอบคุณ Drunkcat เป็นพิเศษสำหรับเพลงของ Frank อันไพเราะ (แอบเข้าไปฟังหลายครั้ง) และสำหรับความเห็นที่น่าฟัง บัตรเสียตั้ง 500,000 ใบ ไม่ใช่เรื่องปกติแน่ๆ
โดย: เนื่อง มาจากเหตุ วันที่: 26 สิงหาคม 2550 เวลา:7:14:13 น.
  
....แวะมาอ่านมุมมองดีดี.....แล้วจะแวะมาอ่านบ่อยครับชอบครับ....
โดย: ใจบุญ วันที่: 2 กันยายน 2550 เวลา:23:18:53 น.
  

ขอบคุณ คนใจบุญสำหรับความเห็น และการแวะเยี่ยมเยือนครับ อย่าลืมแวะมาพูดคุยกันบ่อยๆ นะครับ
โดย: เนื่อง มาจากเหตุ วันที่: 3 กันยายน 2550 เวลา:9:12:34 น.
  
ถือว่าเป็นบทความที่ดีครับผมอ่านแล้วได้ความคิดดีๆเยอะเลย
โดย: hi-jinarashi วันที่: 6 กันยายน 2550 เวลา:3:08:08 น.
  
ระบอบประชาธิปไตยแบบสากล
ไม่เหมาะกับบ้านเรา
พวกเขาชอบอ้างแบบนี้


เพราะว่ามันจะทำให้ ประชาชน เปิดหูเปิดตาได้ครับ
แล้วผู้มีอำนาจทั้งหลาย จะแย่
โดย: KongMing วันที่: 10 กันยายน 2550 เวลา:23:20:27 น.
  

ขอบคุณ kongming สำหรับความเห็นคมๆ ครับ
โดย: เนื่อง มาจากเหตุ วันที่: 12 กันยายน 2550 เวลา:17:35:19 น.
  
ขอบคุณนะฮับ ที่แอบไปฟัง frank บ่อย ๆ แอบขโมยเขามาอีที ฮับ และแถมให้ข้อคิดเรื่องศีล 5 ที่ เรามัวแต่ไปนิยมสากล จริง ๆ แล้ว พุทธศาสนามีคำคมที่เป็นจริงสมเหตุสมผลที่สุดแล้ว ...ดีใจที่เป็นพุทธฮับ
โดย: drunkcat วันที่: 13 กันยายน 2550 เวลา:16:20:51 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Valentine's Month



เนื่อง มาจากเหตุ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]