กรกฏาคม 2552

 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
27
29
30
31
 
 
All Blog
เนื่อง มาจากเหตุ แสดงความเห็นต่อกระทู้ อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ในฟ้าเดียวกัน
ก่อนอื่นต้องผมขอโทษ อ.สมศักดิ์ด้วย ที่ได้ผมวิสาสะ นำเอากระทู้ของอาจารย์ มาลงที่บล็อกนี้ โดยไม่ได้บอกกล่าว (ผมอัพกระทู้นี้ เมื่อเวลา 10.28 น.ของวันที่ 28 ก.ค.52 และขณะนี้ ผมแก้ไขเมื่อเวลา 18.06 น.ของวันเดียวกัน) และเพื่อความเข้าใจในการอ่าน ผมได้ใส่เครื่องหมายต่างๆ เข้าไปเพิ่มเติม เนื่องจากว่า กระทู้นี้ได้ไปอ้างอิงถึงกระทู้ อีกกระทู้หนึ่งของผู้ที่ใช้นามแฝงว่า Powerhorse อาจทำให้ผู้อ่านสับสนได้ รายละเอียดมีดังต่อไปนี้

กระทู้ อ.สมศักดิ์:

....."เมื่อวันจันทร์ ตอนที่ pewerhorse ตั้งกระทู้ด่านิธิ "ประนาม นิธิ สวะนักวิชาการ"
QUOTE(powerhorse @ Mar 9 2009, 09:55 PM) *".........

ด้านล่างเป็นความเห็นของ powerhorse..

"นิธิ มักจะแสดงท่าทีทรงภูมิรู้ มาช้านาน ตามสไตล์นักวิชาการ แถวๆ ท่าพระจันทร์ ผมไม่ได้โกรธเกลียดมันเป็นการส่วนตัว แต่พักหลังๆ ชักจะรับมันไม่ได้ เมื่อก่อนมันเคยแสดงตัวว่า รักประชาธิปไตยเสียหนักหนา แต่หลัง 19 กย ธาตุแท้มันเผย หางเหี้ย มันโผล่ ยิ่งวันนี้ มันเขียนลงในมติชนเรื่อง คนเสี้อแดง ที่อุปโลก พระเจ้ามูลเมือง ผมอ่านแล้ว หาสาระอะไร ไม่ได้ มีแต่แดกดันเสียดสี ว่า พวกเสื้อแดงเป็นคนชายขอบ ผมชักจะรู้แล้วสิว่า ไอ้จัญไร วิชาการ ที่ทรยศ เพื่อนร่วมอุดมการณ์ เดือนตุลา เหมือนมึง มัน หลวม รวมเป็นเนื้อเดียว กับ พวกศักดินา ตั้งแต่เมื่อไหร่ ...ตอบกูที ไอ้สวะ ท่าพระจันทร์"

และต่อไปนี้คือความเห็นของ อ.สมศักดิ์ ที่เชื่อมโยงไปยังความเห็นของ powerhorse...


"ตอนแรกที่ อ่าน ผมก็ออกจะงงๆ ไม่ใช่เพราะเรื่องข้อมูลเล็กๆผิด ("ท่าพระจันทร์") แต่เพราะในแง่เนื้อหา เพราะบทความมติชนรายวันของนิธิในวันนั้น ("ประชานิยมในเศรษฐกิจพอเพียง") ไม่ได้มีเนื้อหาตรงกับที่ powerhourse ด่า

เรื่อง นี้ หลายคนที่อ่านกระทู้นั้น ก็คงคิดอย่างนั้น บางคนก็เลยมาเขียนว่า บทความ "ประชานิยมในเศรษฐกิจพอเพียง" ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่ powerhorse ด่า

ทีน่าสนใจคือ ดูเหมือนคนอื่นๆ จะหาประเด็นให้ด่า "ประชานิยมในเศรษฐกิจพอเพียง" ไม่ได้ แม้แต่ ณัฐพงศ์ (รวมทั้ง ทีคุณ "จาตุ ราชิกา" เขียน ซึ่งผมยอมรับว่าไม่เข้าใจเลย)

อัน ที่จริง ผมเองเห็นว่า บทความ "ประชานิยมในเศรษฐกิจพอเพียง" แย่ และควรจะด่าอย่างยิ่ง (และการที่คนหาประเด็นด่าไม่ได้นั้น เป็นเรื่องน่าท้ออยู่) แต่ก็ยังไม่น่าจะอธิบายการด่าของ powerhorse ได้อยู่ดี

ผมเกิดสงสัยขึ้นมาว่า powerhorse คงหมายถึง บทความของนิธิในมติชนสุดสัปดาห์มากกว่า

ด้วยความสงสัย ผมจึงได้ไปเช็คดู และพบว่า ความสงสัยของผม เป็นความจริง คือบทความที่ powerhorse อ่านและมาด่านิธินั้น เป็นบทความจากมติชนสุดสัปดาห์จริงๆ

ผมทำบทความนี้ออกมาเป็นรูป jpeg ให้ดูกัน ข้างล่างนี้ (ขออภัยที่ผมนำเข้ามาไม่เป็น--เนื่อง มาจากเหตุ)

ในความเห็นของผม หลังจากผมอ่านแล้ว ผมเห็นว่า เหมาะสมแล้วทุกประการที่ powerhorse จะด่า

ผมอ่านแล้ว ก็โกรธมาก และอยากบอกไปยังนิธิ (อีกครั้ง) และคนแถวๆนี้ และบรรดานักวิชาการทั้งหลายว่า

ถ้าเพียงแต่นิธิ จะแสดงความกล้าต่อ ... ในลักษณะที่ชอบแสดงความ"กล้า" ต่อทักษิณและนักการเมืองอื่นๆ
ถ้าเพียงแต่นิธิ จะไม่แสดงการโกหก เลียตีน คนที่ที่เลียตีนทหาร อย่างอภิสิทธิ์

และถ้าเพียงแต่ คนแถวนี้และบรรดานักวิชการทั้งหลาย จะกล้าแสดงความกล้าออกมาสักครั้ง ไม่ใช่เอาแต่แสดงค่านิยมแบบศักดินาสวาวิภักดิ์ บอกนิธิตรงๆ ดังๆว่า เลิกทำตัวเป็นคนขี้ขลาด ตาขาว โกหก ดีแต่ด่านักการเมือง ดีแต่เลียตีนคนที่เลียตีนทหาร ได้เสียที ....

บอกตรงๆ เขียนเรืองนี้ ทีไร ผมรู้สึก พวกคุณทุกคนมันทุเรศบัดซบว่ะ"

.....................................................................................................

เนื่อง มาจากเหตุแสดงความเห็น:

ก่อนอื่น ต้องขอออกตัวว่า ผมเองอาจรู้น้อย ความคิดเห็นที่จะแสดงต่อไปนี้ จึงอาจออกมาในแนว มวยวัด อยู่มาก ถ้ามีความผิดพลาดคลาดเคลื่อน กระทบกระทั่งกับใครบ้าง ก็ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

ขอเท้าความ ก่อนเล็กน้อย (แม้จะล่าช้าไปบ้าง) ขอออกนอกเรื่องนิดหนึ่ง ว่าก่อน รัฐประหาร หรือแม้แต่หลังรัฐประหาร ผมเองก็รู้สึกเศร้าใจ ที่มองไปทางไหนก็ไม่เห็นมีใคร (นักวิชาการ หรือผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักปราชญ์) ที่จะออกมาคัดค้าน ต่อต้านการรัฐประหาร ในช่วงนั้น บางคนพูดว่ารัฐธรรมนูญถูกฉีกไปแล้ว ตั้งแต่ทักษิณยังอยู่ ดังนั้นการรัฐประหารครั้งนี้จึง เป็น “รัฐประหารที่ดี (สังเกตคำว่า ดี)” คือมันพูดยากว่า คำพูที่ว่ารัฐประหารที่ดี นั้นมันมีความ เฮงซวย ในตัวมัน อย่างไร (เพราะมันใช้อำนาจปืนและรถถัง เข้ามาบีบบังคับคน) แต่รู้สึกว่า การพูดอย่างนี้ มันเฮงซวยมากๆ มันไม่น่าจะออกจากปากของคนที่เป็นนักวิชาการที่อยู่ในระบอบประชาธิปไตย
แต่ มันก็มองไม่เห็นใครเลยจริงๆ ในตอนนั้น ผมอ่าน หนังสือพิมพ์ หรือดูทีวี กระแสหลัก ก็เห็นมีแต่คนที่ แซ่ซ้อง สรรเสริญ หรือไม่ก็ตามน้ำ ตามกระแสกันไป อ้างว่าเมือมันเกิดขึ้นแล้ว จะทำอย่างไรได้ เป็นต้น

ไม่ได้ยอกันนะครับ คือช่วงนั้น ผมรู้สึกว่า ผมมีที่พึ่งทางใจ อยู่ไม่กี่คน หนึ่งในนั้น คือ กลุ่มอาจารย์ด้านนิติศาสตร์ 5 คน
(อ.วรเจตน์/ อ.ประสิทธิ์/ อ.ปิยบุตร และอีก 2 คนผมจำชื่อไมได้) ซึ่งแน่นอนรวม อ.สมศักดิ์ด้วย (รวมถึง คุณสุพจน์ ซึ่งผมก็ได้อ่าน แถลงการณ์นั้นเหมือนกัน ) ทั้งประเทศไทย ผมเห็นอยู่แค่นี้จริงๆ

ผมยอมรับว่า ได้ครุ่นคิดมาโดยตลอด หลังการรัฐประหาร เกี่ยวกับความคิดเห็นของนักวิชาการหลายๆ ที่แสดงออกมา ตามสื่อกระแสหลัก คือถึงตอนนี้ ผมกำลังคิดว่า นักวิชาการ และคนที่ได้ชื่อว่าเป็น ปราชญ์ บ้านเรา กำลังมีปัญหาในการนำเอา กระบวนทัศน์แบบพุทธ (โดยเฉพาะคำว่า ดี เลว) มาใช้ร่วมกับคำว่าระบอบประชาธิปไตย และรวมทั้งการนำเอาคำว่า “สิทธิมนุษยชน” มาใช้ (แบบ 2 มาตรฐาน) ซึ่งเป็นคำที่มีปัญหา และก่อให้เกิดปัญหา มาก
ผมขอสันนิษฐานว่า บรรดา ประเวศน์ เสน่ห์ ระพี นิธิ หรือ อีกหลายๆ คน รวมทั้ง นักวิชาการ สื่อมวลชน นักการเมือง หรือหลายคนที่เคยเป็นซ้ายมาก่อน กำลังมีปัญหาในการนำเอา กระบวนทัศน์แบบพุทธ มาใช้ร่วมกับคำว่า ระบอบประชาธิปไตย
แม้โดยส่วนตัวแล้ว ผมเองก็ยังไม่ตกผลึกพอ ที่จะกล่าวว่า กระบวนทัศน์แบบพุทธ ถ้านำมาใช้ “ไม่เป็น” และอย่างไม่รู้จริง จะเป็นอุปสรรคต่อการเป็น การพัฒนาระบอบประชาธิปไตย เพราะการตีความเรื่อง “คุณค่า” ต่างกัน
ปัญญาชน ยุค 14 ตุลา 6 ตุลา ส่วนใหญ่เมื่อหนีจากซ้าย ก็มักจะไปอยู่ ในพื้นที่ หรือยึดถือแนวความคิด ความเชื่อแบบพุทธ กันหมด
ในแง่จิตวิทยา เชื่อว่า อุดมคติ หรือภาพที่วาด (Idealism)ในใจ ของคนเหล่านี้ได้ เปลี่ยนไปมาก

พอเข้ามาอยู่ ในพื้นที่ของ พุทธ คำว่า ดี หรือ ชั่ว ซึ่งเป็นถ้อยคำ ที่แสดง ภาวะของ "คุณค่า" ได้ถูกนำมาใช้อย่าง
อย่างกว้างขวาง และค่อนข้างมีพลัง และมันเหมือนถูกปลูกฝังกันมานาน ตั้งแต่เกิด ซึ่งผมขอใช้คำว่าถูก “โปรแกรม” ตั้งแต่เด็ก
พอเราถูกชี้หน้า ว่าเป็นคนไมดี หรือสนับสนุนคน ไม่ดี เราจะทำได้อยู่ 2 อย่าง
1 ) ถามตัวเองก่อนว่า เราไม่ดีตรงไหน(ว่ะ ) ตรวจสอบตัวเอง (เคร่งครัดตัวเอง) โดย ผ่อนปรนคนอื่น ซึ่งขั้นตอนนี้ ทำให้ผมเซ่อ อยู่หลายเดือน เหมือนกัน กว่าจะตั้งหลักได้
กับ
2) โต้กลับไป ว่า แล้ว มึงนะดีตรงไหน แล้วก็ ค้นหาความดี ที่ว่า “ดี” นั้นของอีกฝ่าย ซึ่งถึงตอนนี้ ผมขอเรียกว่า “ ฝ่ายเผด็จการ” กำลัง ถูกตรวจสอบ “ความ-ดี” อย่างหนัก ผลก็เริ่มออกมาแล้ว ว่าทุเรศ ทุรัง ขึ้นเรื่อยๆ
อย่างไรก็ดี ผมคิดว่า อย่างน้อยคนเหล่านี้ ก็จะต้องนิยามคำว่า “ดี” หรือ “ชั่ว” ที่ต่างออกไป

ซึ่งมีคำถามว่า แล้วอะไรคือฐานคิดของคำว่า “ดี” และ “ชั่ว” อะไรคือ นิยามของคำเหล่านี้

เพราะคำเหล่านี้ ทำให้เกิด วาทกรรม “ทุนสามานย์” แต่อะไรล่ะคือ “ ทุนเลอเลิศประเสริฐศรี” ที่เขาว่า
เพราะทุน ที่เหลือจากทักษิณ ก็เห็น สามานย์ กันถ้วนหน้า (ตอนนี้ใครไม่รู้ก็บ้าแล้ว)
ฉะนั้นในวันนี้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องขอวิพากษ์ ผู้ใหญ่อย่าง อ.นิธิ เพราะเมื่อพูดถึงผลประโยชน์ทางการเมือง มันย่อมไม่มีคำว่า ผู้น้อยกับผู้ใหญ่ อีกต่อไป

ผมเชื่อว่า อ.นิธิ หรือใครก็ตาม ที่มีความคิดแบบ อ.นิธิ คือคนที่สับสน ในเรื่อง คุณค่า (ที่ต้องบอกว่าสับสนก็เพราะ รู้สึกว่า (ปาก)แกจะไม่เอาทั้ง 2 อย่าง ทั้งทักษิณ และรัฐประหาร เลยไม่รู้ว่าแกจะเอาอะไรกันแน่
แกพูดในหลายๆครั้งว่า ระบอบการเมืองของไทย ในยุคของทักษิณ เป็นประชาธิปไตย แต่เพียง รูปแบบ แต่เนื้อหาไม่เป็นประชาธิปไตย

แต่ปัจจุบัน เรากำลังอยู่ในระบอบอะไรล่ะ และอ.นิธิได้ทำอะไรไปบ้าง ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2550 ของทหาร และสมุน ซึ่งที่ถูก (ในระบอบประชาธิปไตย) อ. นิธิ น่าจะออกมาถือนำธงในการแก้รัฐธรรมนูญ แสดงออกในการคัดค้าน ต่อต้านรัฐประหารมากกว่านี้ (ย้ำ มากกว่านี้)

แต่ผมว่า ความเห็นของอ.นิธิ ที่แสดงออกไม่ได้อยู่ในขีดขั้น ที่จะ “อุทิศตัว” หรือเสียสละ แต่เป็นความเห็น ที่เสนอแบบ “ไปวันๆ” อาจ เพราะความทะยานอยากในทางการเมืองได้หมดไปแล้ว ก็ได้
สำหรับกระแส 2 ไม่เอา หรือ ไม่เอาทั้งรัฐประหาร หรือ ทั้งทักษิณ อันนี้ก็อยู่ใน กระบวนทัศน์ แบบพุทธ ตือทั้ง 2 อย่างนี้ มันไม่ดี ทั้งคู่ ดังนั้นจึงไม่ขอเอาทั้งคู่ (ทำไม มันง่ายฉิบหาย) จะเอาเฉพาะ “ที่ดีๆ เท่านั้น” ซึ่งสุดท้าย ประชาชนก็ เลือกได้แค่ 2 อย่าง คือแบบดี หรือแบบไม่ดี แบบผิด หรือแบบถูก ทั้งที่จริงๆแล้ว แบบที่มีทั้งดี และ ทั้งเลว ปนๆกันอยู่ก็มีอยู่บนโลกนี้เหมือนกัน

เนื่องจากเรามีฐานคิดที่ตกลงกันแล้ว ตั้งแต่ พ.ศ.2475 แล้วว่า เราจะมีการปกครองในระบอบ แบบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุข และยิ่งบัดนี้ เราเลือกกันไปแล้ว และเรา ยอมรับกันมานานแล้ว
ดังนั้น ในแง่ของระบอบที่ เรายอมรับ เราสรุปกันแล้ว ว่าเราไม่เอา ระบอบสมบูรณายาสิทธิราช ดังนั้น ความเห็นที่ผิดไปจากนี้ พูดได้ว่า ย่อมไม่ถูก ต้อง หรือย่อมต้องผิด
แต่เมื่อเราเข้ามาอยู่ในระบอบประชาธิปไตย ความคิดเห็นทางการเมือง ย่อมไม่ใช่ความคิดเห็นที่มีแค่ผิด กับ ถูก

หรือความคิดเห็นเชิงบังคับให้เลือก เพราะใน ทุกวันนี้ ดูเหมือน เราจะทำให้ความคิดเห็นทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย มีแค่ผิด กับถูก 2 อย่างเท่านั้น ซึ่งไม่น่าจะใช่
การเมืองในระบอบประชาธิปไตย ไม่ควรจะมีคำตอบ เพียงสองข้อ หรือกาถูก กับ กาผิด
แต่การเมืองในระบอบประชาธิปไตย ต้องการคำตอบแบบ “อัตนัย” หรือ ต้องการคำตอบแบบมีการอธิบาย เพราะความคิดเห็นของคน ที่เสรี ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ย่อมมีความหลากหลาย และแตกต่าง กันได้ จึงไม่ควร บีบบังคับ ให้เลือกแค่ 1 หรือ 2 หรือ แค่ ดี หรือเลว ถูก หรือผิด ถ้าบังคับกันเช่นนั้น ย่อมไม่ใช่การแสดงความเห็นในระบอบประชาธิปไตย อีกต่อไป

ดังนั้น การที่ อ.นิธิ พูดว่า “ไม่ผิดอะไรที่จะรักทักษิณ แต่รักทักษิณและรักประชาธิปไตยพร้อมกันไม่ได้ เพราะสองอย่างนี้ขัดแย้งกันเอง”
อันนี้ ต้องยอมรับว่า ดูจะเป็นคำพูดแบบเส้นตรง ที่ค่อนข้าง “สามหาว” ไปหน่อย คือไปคิด ไปตัดสินแทนคนอื่น เอาความรู้สึกเชิงอัตวิสัย ของตัวเองไปตัดสินคุณค่า ของระบอบประชาธิปไตย แทนคนอื่น เหมือนกับ ตัวเองบรรลุแล้ว กับคำว่า ระบอบประชาธิปไตย หรือผูกขาด ความเห็นที่ว่า ระบอบประชาธิปไตย ที่ถูกต้อง จะต้องมีหน้าตาเป็นอย่างไร

เหตุที่ อ.นิธิ กล่าวเช่นนั้น คงเพราะแกมีความคิดว่า ทักษิณไม่ใช่เนื้อหา ที่ถูกต้องในระบอบประชาธิปไตย ทักษิณอยู่ในคราบของรูปแบบ แต่เนื้อหาแล้ว ไม่ใช่ (พูดบ่อยมาก) นี่คือข้อ โจมตี ของแก และฝ่ายพันธมิตร
แต่ผมเอง ก็เพิ่งบรรลุ มาเหมือนกันแหละว่า คนเรานั้น ทำผิดได้ อย่าคิดว่าคนเรา จะผิดไม่ได้ ถ้าผิดไม่ได้ เราจะเรียนรู้ได้อย่างไร วิธีการบินที่ถูกต้อง จนมนุษย์สามารถใช้เครื่องบินเป็นยานพาหนะ ย่อมพัฒนามาจากความผิดพลาด มาก่อน (ผมไม่ได้บอกว่า ทักษิณ ไม่ผิด หรือผิด อย่างไร แต่ เพราะเราบอกว่า เรากำลังเรียนรู้ที่จะเป็นระบอบประชาธิปไตย)

การทำตัวเป็นเหมือนศาลเตี้ย เที่ยวไปพิพากษา คนอื่น ว่า “เป็นผู้ต้องห้าม ทางการเมือง ต่อไปอย่ามายุ่งกับ
การเมือง ” ผมคิดว่า อย่างนี้ ไม่ยุติธรรม เพราะผมไม่คิดว่า ระบอบประชาธิปไตย มีไว้เพื่อปิดโอกาส ความชั่ว และเปิดโอกาส ให้เฉพาะ “ความดี” เท่านั้น ความชั่วทำให้เกิดการเรียนรู้ได้เช่นกัน ไม่ใช่เฉพาะความดีเท่านั้น

ที่ต้องสนใจกันมากๆ ก็คือว่า ที่ อ.นิธิ หรือหลายๆคน มักมีคนพูดว่า เราเป็นประชาธิปไตย แต่เพียงรูปแบบ แต่ไม่ได้เป็นโดยเนื้อหา คำพูดนี้ ถูกต้องตามนั้นจริงๆ หรือไม่ อ.นิธิรับประกันได้หรือไม่ เพราะคำพูดนี้ ถ้าเอาไปใช้กันมากๆ คำว่าระบอบประชาธิปไตยของไทย อาจจะสร้างเป็นลัทธิ ขึ้นมาได้ หลายลัทธิ เช่น ลัทธิ 30/70 เป็นต้น

ซึ่ง ถ้าเป็นเช่นนั้น หากจะมีคนตั้งคำถามกลับไปบ้างว่า ตอนนี้ศาสนาพุทธ ยังไม่ใช่ศาสนาที่สมบูรณ์ เป็นศาสนาแต่เพียงรูปแบบ แต่ไม่ใช่ศาสนาโดยเนื้อหา เพราะว่า มีพระสงฆ์ หลวงเณร หลายรูป ประพฤตินอกรีต ผิดพระธรรมวินัย หรือเป็นเพราะ วงการสงฆ์ยังขาดพระที่มีสติปัญญาในชั้นกลาง และส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ที่เพียงพอ ที่จะนำพาให้เป็นศาสนาที่สมบูรณ์ ถ้าพูดอย่างนี้ ได้หรือไม่? และเราต้องฉีกพระไตรปิฎกทิ้ง หรือไม่ ?

อย่าลืมว่า ธรรมยุตินิกาย เกิดขึ้น ก็เพราะเหตุนี้ เกิดแล้ว วงการสงฆ์ก็แตกแยก

ผมคิดจากสามัญสำนึกง่ายๆอย่างนี้ ว่า อันที่จริงความไม่ดีหรือความดีของทักษิณ ก็คือ มันก็เปรียบเหมือนคุณลักษณะของ (ขอโทษนะครับ) “ขี้” นั่นแหละ ครับ
ซึ่ง ข้อไม่ดี หรือเลวของขี้ ก็คือ “มันเหม็น” น่าเกลียด และสกปรก (ซึ่งคำว่าสกปรก ก็เป็นนิยามเรื่องคุณค่าอย่างหนึ่ง )
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นขี้คน ขี้หมา ขี้วัว ขี้ควาย ขี่หมู ขี้แมว ขี้ อะไร ก็ตาม ย่อมไม่เป็นที่ปรารถนาสำหรับผู้คนทั่วไป และอย่าลืมว่า “ขี้” เป็นรูปแบบ แต่ความ “เหม็น หรือความสกปรก” เป็นเนื้อหา
แต่ข้อดีของ “ขี้” ถึงจะขี้เหม็นก็จริง แต่ก็สามารถนำไป ปรับเปลี่ยนใช้ประโยชน์ได้ เพราะปุ๋ยที่สร้างโลก สร้างพืชพรรณ ธัญญาหารต่างๆ ขึ้นบนโลกนี้ ส่วนใหญ่ก็มาจากขี้ นั่นเอง

แต่แทนที่เราจะโทษว่า ขี้เหม็นๆ อุดจมูก ทำปากเบ้ ได้อย่างเดียว
ทำไม่ เราจึงไม่ตั้งสติ แสวงหาประโยชน์จากขี้ แทนที่เราจะมีแต่ใจที่จะก่นด่า เกลียดชัง ไม่ชอบ เพียงอย่างเดียว

ทำไมเรา ไม่ แยกเอาความดี ออก จากความชั่ว เพื่อจะได้นำความดี ไปถั่วความชั่ว เพื่อให้สังคม โดยรวมได้รับประโยชน์จากค่าเฉลี่ย เพราะสองอย่างนี้เป็นสิ่งที่เป็นเอกภาพของด้านตรงกันข้าม

เหมือนกับเวลา “คนตาย” เราบอกว่า “ไม่ดี” เพราะเราสูญเสีย แต่ถ้าเราจะมองถึงด้านดี ของการตาย ข้อดีก็คือว่า มันทำให้เกิดการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ มองในแง่การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกด มันทำให้ทรัพยากรลดการสูญเสียลง มันทำให้ผู้ที่จะเกิดใหม่ มีที่ ที่จะอยู่

และก็ต้องยอมรับว่า อย่างหนึ่ง คำว่า “สิทธิมนุษยชน” เป็นอีกถ้อยคำอันหนึ่ง ที่ฝ่ายเผด็จการ นำมาใช้โค่นล้มทักษิณ โดยส่วนตัว ผมคิดว่าถ้าการปราบปรามยาเสพติดในยุคทักษิณ จะมีการ ละเมิดสิทธิมนุษยชน(บ้าง ) แต่ก็ไม่ควรถึงขั้นจะต้องนำมาหาเหตุกันจน ต้องโค่นล้ม ขับไล่รัฐบาลอย่างหมู อย่างหมา อันที่จริง ในฐานะที่เป็นรัฐ รัฐอาจจะต้องมองว่า “ สิทธิ” ที่มนุษย์ใช้นั้น ได้ทำให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม หรือมุมกลับ มันได้สร้างความเสียหายแก่สังคมมากน้อยแค่ไหน ด้วย

เราให้คุณค่ากับคำว่า สิทธิมนุษยชน เหมือนกับเป็นดัชนีชี้วัด ความเป็นประชาธิปไตย ทั้งๆที่คำว่าสิทธิมนุษยชนนี้ แม้ว่าจะดูว่า ในหลักการเป็นคำที่ดู สูงส่ง ใจกว้าง แต่การใช้คำว่าสิทธิมนุษยชน ก็จะกลายเป็นคำ “กระจอก”ไปทันที และก็ไม่ได้ดูสูงส่งอะไร ถ้าจะเทียบว่า มันสงวนไว้ใช้ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์เท่านั้น คือใจไม่กว้างพอ( จริง )เพราะถ้าคุณจะเคร่งครัดกับจริยธรรมจริงๆแล้ว พวกคุณต้องคำนึงถึงสิทธิของสัตว์ เช่นวัว ควาย หมู หมา ปลา ไก่ ที่จะอยู่โดยไม่ถูกฆ่าด้วย
ดังนั้นจะเห็นว่า ถ้าคุณไม่ได้ คำนึงถึงสิทธิ์ของสัตว์ เพราะคุณถือว่า คุณมีวรรณะสูงกว่า ฉลาดกว่า คุณจึงเอาเปรียบสัตว์ และถ้าเช่นนั้น คุณเองก็ไม่ได้สูงส่งอะไร เพราะสุดท้าย คุณก็หรี่ตาข้างถึง เพื่อให้ตัวแทน หรือนอมินีของคุณ ฆ่า สัตว์ เพื่อให้คุณนำไป “รับประทาน” โดยที่คุณไม่ต้องรับบาป

สิทธิมนุษยชน จึงมีฐานคิดเพื่อรักษา “ผลประโยชน์”ของผู้ถูกกระทำโดยรัฐ หรือกฎหมาย ก็แค่นั้นเอง

ผมขอย้ำว่า มันแค่นั้นเอง จริงๆ ดังนั้นเราจึงไม่ควรท่องคาถา เรื่องสิทธิ์มนุษยชน จนผู้พูดนั้นมีความคิดเห็นที่สูงส่ง จนดูราวเป็นเทพฯ เทวดา ให้ต้องเหม็นขี้ฟันกัน

โดยส่วนตัวผมคิดว่า อันที่จริงสิทธิมนุษยชน จะต้องไม่ได้มีเป้าหมาย “เพื่อสิทธิมนุษยชน” หรือจะต้องไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อตัวของมันเอง หรือมีขึ้นเพื่อรับใช้ “แนวความคิด” ของใคร แต่จะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของ มนุษย์ หมายความว่า มันควรจะเห็นประโยชน์ร่วมกันว่า “มันมีประโยชน์” เราถึงนำเอาหลัก หรือฐานคิดนี้มาใช้

(มีผู้แสดงความเห็นว่า ความเห็นด้านบน เหมือนเขียนไม่จบ ดังนั้นจึงขออนุญาตเขียนเพิ่มเติม-- 28 ก.ค.2552)

ครับ อย่าคิดว่าผมบังอาจเลย ทุกคนก็รู้ว่า ประเทศชาติตอนนี้เหมือนคนกำลังป่วย ผมคิดว่าบรรดาคนที่ได้ชื่อว่า ปัญญาชนของไทย จะต้องทำการบ้านให้หนักกว่านี้ ก่อนที่จะแสดงความเห็นอะไร การกำหนดตัวเองให้เขียนบทความเป็นรายอาทิตย์ บางครั้งทำให้เวลาที่จะให้กับตัวเอง อาจจะน้อยไป แสดงออกต่อสาธารณะ มากไป ปัญญาชนควรที่จะปลีกวิเวก อยู่กับตัวเอง ลงลึกเพื่อค้นหาคำตอบ ของปัญหาให้แก่สังคมมากกว่านี้ ไม่ใช่พูดเพ้อเจ้อ หรือพูดจ้อไปวันๆ (อันนี้หมายรวมปัญญาชนทั่วๆไป) ไม่ใ่ช่เจาะจงที่ใคร..





Create Date : 28 กรกฎาคม 2552
Last Update : 28 กรกฎาคม 2552 18:31:37 น.
Counter : 458 Pageviews.

32 comments
  
เยี่ยมครับ
โดย: ชาเย็น IP: 202.44.7.67 วันที่: 28 กรกฎาคม 2552 เวลา:11:17:24 น.
  
โดยรวมๆ คืออยากจะบอกว่า

สิทธิมนุษยชน เราควรให้เท่าเทียมกันใช่ไม๊คับ

วันนี้ เขียนยาวเลย ให้ 10 คะเเนนเต็มคับ

ไปละ

โดย: hiansoon วันที่: 28 กรกฎาคม 2552 เวลา:11:23:00 น.
  
ผมเลิกอ่านของอ.นิธิไปตั้งนานแล้ว
โดย: ภูชนะ IP: 118.172.34.214 วันที่: 28 กรกฎาคม 2552 เวลา:12:28:43 น.
  



สวัสดีในวันสีชมพูครับ

ขอไม่บอกว่าตามมาจากบล็อกไหน... แต่มาอ่านแล้วชอบครับ

มีความสุขมาก ๆ รักษาสุขภาพ นะครับ
โดย: เซียน_กีตาร์ วันที่: 28 กรกฎาคม 2552 เวลา:12:38:12 น.
  
การสำแดงสำนวนโวหาร
เป็นการอวดรู้ว่าอ่านมากรู้มาก
แต่สำคัญที่เจตนา
ถูกหรือผิดอยู่ที่เจตนา
สู้แล้วรวย ยิ่งสู้ยิ่งรวย
โดย: สหส IP: 113.53.163.65 วันที่: 28 กรกฎาคม 2552 เวลา:16:57:32 น.
  

ขอบคุณสำหรับคำชมของ คุณ ชาเย็นครับ

ขอบคุณ คุณ Hiansoon สำหรับคะแนน "เขียนยาว"

ความเห็นที่ 3 คุณภูชนะ เกี่ยวกับ อ.นิธิ -- สำหรับผม ไม่ถึงกับเลิกอ่านครับ

ขอบคุณ เซียนกีตาร์ ที่อุตส่าห์ ตามมาอ่านครับ (แม้จะไม่บอกว่า แกะรอยมาจาก บล็อกไหน

คุณ สหส อย่าไปสนใจ โวหารเลยครับ มัันเป็นแค่ทำให้ สาระเป็น วรรณกรรม น่าสนใจ กว่าอ่านสาระแบบ "แห้งๆ" เท่านั้น

ผมยอมรับว่า อวดรู้ในบางเรื่องครับ แต่ไม่อวดรู้ในสิ่งที่ตัวเอง ไม่รู้ หลายเรื่องที่ผมยอมรับว่า "ผมเป็นควาย" เช่น ตำน้ำพริกกะปิ มาทั้งชีวิต ไม่เคยอร่อยเลย ไม่ต้องไม่พูดถึงส้มตำ
โดย: เนื่อง มาจากเหตุ วันที่: 29 กรกฎาคม 2552 เวลา:19:53:10 น.
  



สวัสดีครับ

หากมองในแบบหนึ่ง ก็อาจเรียกว่าเชย ... แต่ หากมองอีกแบบ มันเป็นความเรียบง่าย... อยู่ที่มุมมองของคนมากกว่านะครับ

ของผมก็ อาศัยเก็บโค้ดจากที่ต่าง ๆ มาใส่ จนวุ่นวายไปหมด... และ เพื่อนบ่นว่าบล็อกโหลดนาน เข้ายาก

จะแวะมาเยี่ยมอีกเช่นกันครับ ..

มีความสุขมาก ๆ รักษาสุขภาพ นะครับ
โดย: เซียน_กีตาร์ วันที่: 30 กรกฎาคม 2552 เวลา:14:31:56 น.
  
โดดเด่น แตกต่าง ไร้คู่แข่ง แจก BENZ แถม FERRARI
www.agelworld-office.com
โดย: emma IP: 58.8.138.18 วันที่: 26 สิงหาคม 2552 เวลา:17:38:00 น.
  
หวัดดีค่ะ เจนนี่แวะมาทักทายค่ะ ไม่ได้เข้ามานาน เจ้าของบล็อคสบายดีนะคะ ว่างๆก็อย่าลืมแวะไปทักทายเจนนี่ที่บล็อคอีกนะคะ เจนนี่เพิ่งอัพบล็อคเสร็จนะคะ ไว้เจนนี่ว่างๆเจนนี่จะแวะมาทักทายในบล็อคนี้อีกนะคะ

ขอให้วันนี้และวันต่อๆไป เป็นวันดีดีของเจ้าของบล็อคและครอบครัวค่ะ
โดย: สาวอิตาลี วันที่: 17 พฤศจิกายน 2552 เวลา:20:40:02 น.
  
โดย: veerar วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:0:50:02 น.
  

สุขสันต์วันเกิดครับ ขอให้มีสุขภาพร่างกายที่เเข็งเเรง คิดสิ่งใดก็ขอให้สมปรารถนา ร่ำรวยเงินทองเเละมีความสุขยิ่งๆขึ้นไปทุกวันครับ
โดย: Don't try this at home. วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:1:00:14 น.
  
โดย: debry วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:1:38:53 น.
  
สุขสันต์วันเกิดคร้าา

โดย: หาแฟนตัวเป็นเกลียว วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:1:46:48 น.
  
.

สุขสันต์วันเกิด ขอให้พบกับสิ่งดีๆ ในชีวิตนะค่ะ


โดย: brackleyvee วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:4:06:16 น.
  


ขอให้มีความสุขมากๆครับ
โดย: Dingtech วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:6:50:32 น.
  
สุขสันต์วันเกิดนะค๊ะ
โดย: นาฬิกาสีชมพู วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:13:03:40 น.
  
มีความสุขในวันเกิด และตลอดไปครับ
โดย: สามหลัง วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:13:14:56 น.
  
โดย: เพลงดาบกระบี่เดียวดาย วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:18:00:11 น.
  
.^____________^.

โดย: NateUnbreakable วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:18:50:52 น.
  
สุข สดชื่น สดใส สุขภาพแข็งแรง

happy birth day ^^



โดย: sierra whiskey charlie วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:19:31:48 น.
  
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
โดย: นนนี่มาแล้ว วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:21:04:55 น.
  
โดย: ส้มแช่อิ่ม วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:21:08:30 น.
  





โดย: ป้าตุ้ย (amornsri ) วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:21:34:40 น.
  
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
โดย: kruaun วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:22:56:49 น.
  




เนื่องในวันเกิด วันแห่งความรัก วันตรุษจีน
มาบรรจบพบกัน
ขอให้ร่ำรวยทั้งเงินทอง ความรัก ความสุขนะคะ



โดย: creamcheese57 วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:23:06:49 น.
  


ป้าเชิญนางฟ้า...มาอวยพรวันเกิดค่ะ
ขอให้พบแต่สิ่งดีๆ คนที่ดีมีจิตใจดี
และเหตุการณ์ดีๆรวมทั้ง...
ความรักที่ดีที่สุดในชีวิตนะคะ
หวังว่าคงจะไม่ช้าไปนะคะ
*********
******
*****
***
*



โดย: ป้าหู้เองจ่ะ (fifty-four ) วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:23:32:10 น.
  

ชอบอาจาย์นิธิครับ ...
คิดอย่างไรก็เขียนอย่างนั้น คิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น ...
คือ ความกล้าหาญรึเปล่าครับ ...

ก็เหมือนที่คุณกล้าเขียนที่คุึณคิด เหมือนกันนะ ผมว่า ...

ต่างคนก็ต่างความคิด
โดย: kong (kongppol ) วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:13:58:28 น.
  
ธุรกิจง่ายๆ ไม่ยุ่งยากในการทำ รวมทั้ง ไม่ต้องลงทุนสูง (แค่หลักพันบาท)

หากสนใจรายละเอียดการดำเนินการ ติดต่อขอรับ CD ฟรี ด้วยการแจ้งชื่อ ที่อยู่ให้ชัดเจน มาที่ rangsan_rs@yahoo.co.th (เพื่อง่ายต่อการจัดส่งให้ทางไปรษนีณ์) หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 081-634-6167 ทั้งนี้ ภายหลังได้รับ CD แล้วไม่มีเงื่อนไขหรือข้อผูกมัดใดๆ ทั้งสิ้น เนื่องจากการตัดสินใจใดๆ ขึ้นอยู่กับวิจารณาญาณของท่านเอง
โดย: RS IP: 124.120.234.141 วันที่: 4 มิถุนายน 2553 เวลา:12:46:20 น.
  
ธุรกิจง่ายๆ ไม่ยุ่งยากในการทำ รวมทั้ง ไม่ต้องลงทุนสูง (แค่หลักพันบาท)

หากสนใจรายละเอียดการดำเนินการ ติดต่อขอรับ CD ฟรี ด้วยการแจ้งชื่อ ที่อยู่ให้ชัดเจน มาที่ rangsan_rs@yahoo.co.th (เพื่อง่ายต่อการจัดส่งให้ทางไปรษนีณ์) หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 081-634-6167
โดย: RS IP: 124.120.232.62 วันที่: 7 มิถุนายน 2553 เวลา:12:43:50 น.
  
ธุรกิจง่ายๆ ไม่ยุ่งยากในการทำ รวมทั้ง ไม่ต้องลงทุนสูง (เริ่มต้นจาก 300 บาท)

ธุรกิจนี้สามารถทำได้ง่ายโดยทุกคนและทุกครอบครัว ไม่ยุ่งยากในการทำ ไม่เน้นการขายสินค้า รวมทั้ง ไม่ต้องลงทุนสูง (เริ่มต้นจาก 300 บาท) ที่สำคัญที่สุดอันหนึ่ง คือ เป็นธุรกิจของคนไทยเอง ไม่ใช่ของต่างชาติ และปัจจุบันกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ถ้าหากท่านใดสนใจหรือต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อขอรับ CD ฟรี ด้วยการแจ้งชื่อ ที่อยู่ให้ชัดเจน มาที่อีเมล rangsan_rs@yahoo.co.th หรือ rangsanrs@yahoo.com(เพื่อที่ทางเราจะได้จัดส่ง CD ให้ท่านทางไปรษนีณ์โดยที่ท่านไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ) หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 081-634-6167
โดย: RS IP: 58.9.63.114 วันที่: 19 มิถุนายน 2553 เวลา:9:56:52 น.
  
จำหน่ายน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว

เรียน ท่านผู้สนใจทุกท่าน
ถ้าท่านสนใจหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว สามารถติดต่อมาได้ที่ E-mail: rs_01chana@yahoo.co.th หรือ Mobile: 081-634-6167
ขอแสดงความนับถือ
R Group
โดย: R Group IP: 182.232.16.86 วันที่: 16 ตุลาคม 2553 เวลา:14:39:59 น.
  
บริษัททำธุรกิจเกี่ยวการโฆษณา ประชาสัมพันธ์และการตลาดของเมืองไทย (ไม่ใช่ของต่างชาติ เช่น Amway หรือ Herbalife)
ต้องการรับสมัครบุคคลเข้าร่วมทำธุรกิจด้วย โดยคุณสมบัติที่ต้องการมีดังนี้
1. ผู้ที่ทำงานประจำ, นิสิต-นักศึกษา, แม่บ้าน, ข้าราชการ, ผู้ที่กำลังหางานทำหรือเจ้าของธุรกิจที่ต้องการมีรายได้เสริมเพิ่มเติม
2. มีเวลาทำงานประมาณ 1-2 ชั่วโมง/วันหรือมากกว่าแล้วแต่ความสะดวก
3. สามารถกำหนดวัน – เวลาทำงานได้เองตามสะดวก โดยที่ไม่มีผลกระทบต่อเรื่องเรียนหรืองานประจำหรือธุรกิจที่ทำอยู่เดิม
4. ต้องการมีรายได้ต่อเดือนตั้งแต่ 10,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป
5. รูปแบบของงานเป็นการใช้อุปกรณ์สื่อสารต่างๆ ที่มีอยู่ ร่วมกับการใช้สื่อโฆษณาต่างๆให้เป็นประโยชน์สูงสุด เช่น Internet, Poster, Pulltab, Fax ฯลฯ โดยสามารถทำงานอยู่ที่บ้านของคุณเองหรือจากที่ไหนๆก็ได้ตามความสะดวก
6. บริหารและสนับสนุนงานด้านการตลาดให้กับบริษัทที่ผลิตสินค้าอุปโภคและบริโภคของคนไทย (ไม่ใช่ของต่างชาติ) ที่มีความต้องการในท้องตลาดสูง และปัจจุบันกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีระบบการทำงานที่จะช่วยให้คุณทำงานได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องพบปะผู้คน (ไม่ใช่การเสนอสินค้าขายตามบ้าน)
7. ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์และวุฒิการศึกษา ขอเพียงมีทัศนคติที่ดีต่อการทำงาน
8. จะมีการสอนระบบการทำงานให้ FREE อย่างเป็นขั้นเป็นตอน

ดังนั้น ถ้าท่านใดสนใจเข้าร่วมงานหรือต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อขอรับ CD การดำเนินการฟรี ด้วยการแจ้งชื่อ ที่อยู่ให้ชัดเจนมาที่อีเมล rs_01chana@yahoo.co.th เพื่อที่ทางเราจะได้จัดส่ง CD ให้ท่านทางไปรษนีณ์โดยที่ท่านไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ
ขอแสดงความนับถือ
CHA Group
โดย: CHA group IP: 182.232.217.53 วันที่: 24 ตุลาคม 2553 เวลา:15:46:56 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

เนื่อง มาจากเหตุ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]