มีนาคม 2551

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
29
30
31
 
 
All Blog
"ชุดคำตอบที่ 3,4,5 และอื่นๆ" คือสาเหตุ ที่ทำให้ผู้นำทางความคิดของคนไทย ต้องเสียรังวัด?
ก่อนอื่น ผู้เขียนต้องขอแจงไว้ก่อนสักนิดว่า. คำว่าผู้นำทางความคิด ในที่นี้ผู้เขียนขอย่อความหมาย ไปยัง "ใครก็ตาม ที่พูดไปแล้วเป็นข่าว" พูดแล้วมีน้ำหนัก ชี้นำสังคมได้
ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้นำทางทหาร
นักกฎหมาย อาจารย์ นักวิชาการ สื่อสารมวลชน
เอ็นจีโอ ผู้นำแรงงาน นักธุรกิจ นักลงทุน ศิลปิน กวี ดารา นักศึกษา
และแม้แต่ราษฎรอาวุโส รวมทั้งคนที่อาจจะ ถูกลืมพูดถึง ณ ที่นี้ ก็ตาม

เหตุการณ์ทางการเมือง ที่ผ่านมา เมื่อมองดูในเชิงที่เป็น"โจทย์" ของสังคมไทย และมองดูในเชิง"คำตอบ"ที่คนไทย ต้องช่วยกันค้นหา ว่าทำไมสังคมไทย ถึงตกอยู่ในความสับสนอลหม่าน แก้ไขไม่ตก มีแต่ความวุ่นวาย กลายเป็นลิงแก้แหอย่างนี้ ก็น่าจะต้องสรุปว่า ช่วงเวลานี้ สังคมไทยเรา นับว่าเจอโจทย์ที่ยากที่สุด เท่าที่เคยผ่านมา หรือเท่าที่สังคมไทยเราเคยมีประสบการณ์มา ก็ว่าได้

ทำไม ถึงพูดอย่างนั้น? และอะไรคือโจทย์ ที่ว่านั้น
ความหมาย ก็คือว่า "สังคมไทย เจอ"โจทย์"ประเภทที่ต้องการคำตอบ แบบตัวเลือกที่ 3,4,5 หรือตัวเลือกอื่นๆ " ที่ไม่ใช่ตัวเลือกแบบ 1 และ 2 เข้าให้
ทำให้หลายๆคน ที่เคยกา"ถูก"ในอดีต กลับต้องมา "กาผิด"....ในปัจจุบัน
หลายสิบปีก่อน เมื่อสังคมไทยมีขนาดของความขัดแย้ง ไม่ใหญ่โตเท่าปัจจุบัน เป็นความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำ ไม่กี่คน ต่อมาได้ขยายวงออกมาสู่คนภายนอก สู่นักศึกษา และประชาชนจำนวนหนึ่ง แต่แม้จะมีขนาดวง ที่ใหญ่ขึ้น แต่โจทย์และคำตอบที่สังคมไทย เราต้องการก็ไม่ลึกลับ ซับซ้อน เท่ากับปัจจุบัน

โจทย์ทางการเมือง ในอดีตที่ว่านั้น ก็คือ..ชุดคำถามประเภทที่ว่า
สังคมไทย จะเลือกอะไร ระหว่าง "ซ้ายกับขวา"
"เผด็จการ กับประชาธิปไตย" "ขาวหรือดำ" "ดี หรือเลว"
ซึ่งโจทย์เหล่านี้ ถ้าต้องกาเหมือนทำข้อสอบ ก็ต้องบอกว่า "กาง่าย"
เพราะมีชุดคำตอบแบบ ปรนัย และมีตัวเลือกเพียง 2 ตัวเลือก เท่านั้น
นั่นก็หมายถึงว่า คนส่วนใหญ่ ก็เลือกไปในแนวทางเดียวกัน
และตัดสินใจง่ายมาก
ไม่บอก ก็เดาได้ว่า หลายคนเลือก ขวา ไม่เลือกซ้าย
เลือกประชาธิปไตย ไม่เลือกเผด็จการ
เลือกดี ไม่เลือกเลว
เลือกขาว ไม่เลือกดำ เป็นต้น

ตัวเลือกง่ายอย่างนี้ ทำให้เกิดผลดี หลายประการด้วยกัน
ประการแรก ทำให้ง่ายต่อการตัดสินใจ
ประการต่อมา คือทำให้แก้ปัญหาทางการเมืองได้ ง่ายขึ้น
ไม่รวมว่า ผู้นำทางความคิด ผู้นำทางการเมือง ผู้นำประชาชนหลายคน กลายเป็นฮีโร่ โดยไม่มีข้อสงสัย ได้รับคำชม และได้รับเกียรติจากประชาชน โดยทั่วไป

ตัวอย่างเช่น นักการเมือง ผู้นำนักศึกษาในยุค 14 ตุลาคม 16 ยุค พฤษภาทมิฬ นำประชาชนต่อสู้กับเผด็จการ ได้รับเกียรติอย่างสูงจากประชาชน ว่าเป็นผู้เสียสละ
ผู้นำทางทหาร ได้รับเกียรติอย่างสูง จากสถาบันต่างๆ ที่สามารถนำพาประชาธิปไตย เอาชนะคอมมิวนิสต์ได้

แต่แล้วพอมาถึงปัจจุบัน คนที่มีต้นทุนทางสังคม มากมาย เคยได้รับการยกย่อง เชิดชู กลับถูกประชาชน ไม่อีกฝ่ายหนึ่ง ก็อีกฝ่ายหนึ่ง ที่เป็นเสียงส่วนใหญ่และเสียงส่วนน้อย ก่นว่า ด่าทอ และบางคนถึงขนาดสาบ แช่งชัก หักกระดูดกันเลยก็มี

ดังนั้น คนที่ออกมาเย้วๆ ทุกวันนี้ โดยเฉพาะ พวกที่ชอบก่อหวอดทั้งหลาย ก็ต้องเลิกหวังได้เลยว่า วันหนึ่งตัวเอง จะกลายเป็นฮีโร่ของคนไทย ทั้งประเทศเหมือนเช่นในอดีตที่ผ่านมา พูดง่ายๆ ว่ามีโอกาสที่จะได้เจอทั้งดอกไม้ และก้อนอิฐ หรือทั้งเสียงชื่นชม และโห่ฮาป่า นั่นเพระว่ายุคนี้ ไม่ใช่ยุคพระเอก นางเอก"จ๋า" อีกต่อไป และใครที่ต้องการทำตัวเป็นพระเอก นางเอก จ๋า ก็คงต้องกลับไปคิดใหม่

เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะคนไทย สังคมไทย ได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้ทางการเมือง มีวิธี และวิถี ที่จะซึมซับเอาการเมืองเข้ามาสู่ชีวิต ของตัวเองได้แล้ว

เมื่อก่อนนั้น ชนชั้นนำขัดแย้งกัน ก็เพราะผลประโยชน์ ซึ่งคำว่าประโยชน์ เป็นคำที่สำคัญที่สุด ในการเกิดมาเป็นคน และแม้แต่จะเป็นประเทศชาติก็ตามที
แน่นอนว่า ความขัดแย้งนั้น นำไปสู่การจัดสรรผลประโยชน์ ในรูปแบบใหม่ ที่อีกฝ่ายสามารถยอมรับได้ หรือจำต้องยอมรับให้ได้

ในภาวะการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ ในโลกปัจจุบัน ทุกคนจึงได้ยินแต่คำว่า ประโยชน์ และผลประโยชน์ และไม่เฉพาะชนชั้นนำ อีกต่อไป

(ต้องใช้คำว่า) "บัดเดี๋ยวนี้" มันได้รวมประชาชนเข้าไปด้วยแล้ว!
ประชาชน ไม่ต้องการให้ใครมาผูกขาดความขัดแย้ง แก่งแย่ง ไว้แค่คนกลุ่มเล็กๆ
แต่ประชาชนต้องการเข้าไปแก่งแย่งด้วย!
ดังนั้น ประชาชนจึงไม่ต้องการให้ใครมา "แย่งซีน"ของเขาไป
ประชาชนวันนี้ ไม่ต้องการผู้นำแบบ "เทวดา และนางฟ้า" อีกต่อไป
แต่ต้องการ ผู้พาเขาไปหา "ผลประโยชน์" ซึ่ง"ผลประโยชน์ของประชาชน นี้" อย่าเพิ่งดูแคลนว่า จะต้องเป็นความร่ำรวย ทรัพย์สิน เงินทอง เสมอไป เพราะประชาชนก็ต้องการให้ประเทศชาติ มีเกียรติ ศักดิ์ศรี หรือความดี งาม เหมือนกัน เหมือนเช่นที่เขาก็ต้องการ และตราบใดที่เขายังเป็นส่วนหนึ่งของประเทศชาติ

ดังนั้น เมื่อประชาชนออกความเห็นอะไรไป เขาแค่ต้องการคนรับฟัง และนำไปปฏิบัติ เสนอแนะเขาได้ แต่อย่าชี้นำเขา อย่าติดสินเขา อย่าไปแสดงความรับผิดชอบแทนเขา
เพราะเขาพร้อมที่จะรับผิดชอบตัวเขาเอง ประเทศชาติของเขาเอง

โจทย์นี้ยากเพราะอะไร นั่นก็เพราะประชาชนอยากเป็นตัวละครเอง
ประชาชน อยากเล่นเอง
ซึ่งก็ถูกต้องแล้ว ไม่ใช่หรือ เพราะนี่เรากำลังอยู่ในระบอบประชาธิปไตย
ดังนั้น วิธีที่จะแก้ปัญหาวังวัน แห่งความขัดแย้งนี้ วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือ
จงเคารพการตัดสินใจ ของประชาชน และปล่อยให้เขารับผิดชอบในความขัดแย้งนั้นเอง กระจายความขัดแย้งแตกต่างในความเห็นออกไป อย่าผูกขาดความขัดแย้ง ไว้กับเฉพาะกับกลุ่มของตัวเอง
เพราะมิฉะนั้น จะมีคนมองได้ว่า คุณกำลังจะหาประโยชน์เข้าตัวเอง เพราะความขัดแย้งกับผลประโยชน์เป็นเรื่องเดียวกัน

การตั้งโจทย์ของความขัดแย้ง จึงนั้นสำคัญ
ถ้าประชาชนเขาอยากเล่นเอง ดังนั้น การดันทุรัง ที่จะตั้งโจทย์โบราณ แบบต้องการให้ผู้ชมเห็นชัดๆ แบบหนังไทย ที่ต้องให้มีพระเอก และผู้ร้าย จ๋า นั้นไม่ถือเป็นเรื่องโง่งม ก็เป็นเรื่องบัดซบ ยิ่ง เพราะดูถูกคนดูละคร คนจัดละคร และคนเล่นละคร

อย่าลืมว่างานนี้ประชาชนต้องการเล่นเอง แม้หลายกลุ่มก็อยากจะเล่นเอง(แทนประชาชน)

ฉะนั้น ผู้นำทางความคิดเห็น หรือคนกลุ่มไหนก็ตามที่ยังตั้งโจทย์แบบปรนัย มีตัวเลือกให้ประชาชนแค่ข้อ 1 และข้อ 2
ประเภทโปรดเลือก ระหว่างซ้ายและขวา ขาวและดำ ดีและชั่ว เผด็จการและประชาธิปไตย แถมบางคนยุให้ประชาชนเลือกข้าง อย่างเอาจริงเอาจัง จนประชาชนเกือบจะออกมาฆ่ากัน กลางถนนนั้น ขอให้รู้ว่าท่านเป็นคนซื่อบื้อ และไม่มีสติปัญญาในสายตาของพวกเขา เพราะโจทย์ที่พวกเขาต้องการให้ถาม และคำตอบที่พวกเขาต้องการจะตอบ นั้นเป็นคำถามและคำตอบแบบอัตนัย ต่างหาก และเขาต้องการคิดเองด้วย ไม่จำเป็นต้องคิดให้เขา เพราะเขาโตแล้ว ในทางการเมือง










Create Date : 28 มีนาคม 2551
Last Update : 2 เมษายน 2551 5:58:33 น.
Counter : 420 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

เนื่อง มาจากเหตุ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]