“ความสำเร็จยิ่งใหญ่ในชีวิตลูก” คุ้มค่าไหมถ้าต้องแลกมาด้วยฝันร้ายในวัยเด็ก
“ความสำเร็จยิ่งใหญ่ในชีวิตลูก” คุ้มค่าไหมถ้าต้องแลกมาด้วยฝันร้ายในวัยเด็ก


คุณพ่อคุณแม่คิดยังไงถ้าเราจะเลี้ยงลูกสาวโดยการตั้งกฎกับลูกว่า

-ห้ามตื่นสายไม่ว่าวันอะไรก็ตาม

-ห้ามเล่นเกมส์ ห้ามใช้คอมพิวเตอร์ ห้ามเล่นที่โรงเรียน ห้ามทำกิจกรรมทุกอย่างที่แม่ไม่ต้องการ

-ต้องได้เกรด A และได้ที่หนึ่งทุกวิชายกเว้นพละศึกษาและการแสดง(เพราะแม่ไม่สนใจสองวิชานั้น)

-ห้ามเล่นเครื่องดนตรีอื่นใดนอกจากเปียโนและไวโอลิน (เพราะแม่ชอบและอยากให้ลูกประสบความสำเร็จในเรื่องนี้)

-ทุกวันต้องซ้อมเปียโนอย่างหนักและต้องเล่นได้ดีเท่าที่แม่ต้องการ ถ้าทำไม่ได้ไม่อนุญาตให้กินน้ำและเข้าห้องน้ำ

-ทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบเสมอ ตอนลูกสี่ขวบลูกทำการ์ดวันเกิดมาเซอร์ไพรส์แม่แต่แม่เห็นว่าไม่สวยถูกใจเลยสั่งให้ไปทำมาใหม่ ลูกจะรู้สึกยังไงไม่ใช่หน้าที่ๆแม่ต้องสนใจ

-ห้ามเถียง ห้ามบ่น ห้ามแสดงความเห็น ห้ามต่อต้าน ถ้าทำจะโดนลงโทษอย่างรุนแรงเช่นขู่จะเอาบ้านตุ๊กตาไปบริจาค เผาของสะสมหรืองดจัดงานวันเกิดให้สี่ปี

แล้วถ้าทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นกุญแจที่ทำให้ลูกประสบความสำเร็จเป็นนักดนตรีที่มีชื่อเสียงตามที่แม่ต้องการ คุณพ่อคุณแม่คิดว่าคุ้มไหม??




อย่าพึ่งเข้าใจผิดว่าเจนทำแบบนั้นกับลูก สิ่งที่เจนเล่ามาเป็นเรื่องจริงจากหนังสือเล่มนึง

หนังสือเล่มที่บอกว่า “เป็นคู่มือเลี้ยงลูกที่เหมาะกับปัจจุบัน” หนังสือที่พูดว่า “ทำไมแม่ชาวจีนถึงเลี้ยงลูกได้เก่งกว่าแม่คนอื่นๆ” (ผู้เขียนเป็นคนอเมริกันเชื้อสายจีน)

"Battle Hymn of the Tiger Mother" เขียนโดย Amy Chua เจนขอแปลว่า “คัมภีร์รบกับลูกของแม่เสือ” ก็แล้วกัน

ถ้าคุณคิดว่าหากลูกคุณประสบความสำเร็จ สังคมจะยกย่องคุณไม่ว่าคุณจะเลี้ยงลูกด้วยวิธีทารุณโหดร้ายขนาดไหนก็ตาม ถ้าคุณคิดแบบนั้นเจนขอบอกว่าหลังจากหนังสือเล่มนี้วางจำหน่ายที่สหรัฐอเมริกาก็ขายดีติดอันดับ แต่หลังจากนั้นความเกลียดชังก็ไหลทะลักเข้าสู่ผู้เขียนผู้อ่านบางคนฉีกทิ้งก่อนที่จะอ่านจบเพราะทนอ่านต่อไม่ได้ แล้วชาวอเมริกันก็พากันขนานนามผู้เขียนว่า “คุณแม่ปีศาจ”

แล้วถ้าคุณคิดว่าเธอโดนประนามเพราะเธอเป็นคนจีนหรือ “คนตะวันตกย่อมไม่เข้าใจวัฒนธรรมเอเชีย”แล้วละก็

เจนขอบอกต่อว่าแม้แต่คนจีนเองยังไม่เห็นด้วยกับเธอ แม่ชาวจีนจำนวนมากพูดว่า “นี่ไม่ใช่การเลี้ยงลูกของคนจีน ฉันไม่ใช่ปีศาจที่จะทารุณลูกเพียงเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเองแบบเธอหรอก”




เจนเล่าเรื่องนี้เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เจนได้ยินเสมอว่า

“พ่อแม่ของหมอคนนี้ ของนายพลท่านนั้น ของเศรษฐีคนนี้เก่งนะเลี้ยงลูกให้รวย ให้มีชื่อเสียง ให้ได้เป็นใหญ่เป็นโต”

“ลุงซอยถัดไปที่แกดุกับลูกมาก ฟาดตลอดเวลาลูกแกไม่ได้ดั่งใจ ตอนนี้ลูกแกสอบติดวิศวะแล้วนะ เราน่าจะเอาอย่างแกบ้าง”

แล้วคนเหล่านั้นก็สรุปเอาเองอย่างง่ายดายว่า

“ความร่ำรวย ความมีอำนาจ ชื่อเสียง เป็นเครื่องสะท้อนถึงความสำเร็จในการเลี้ยงดูของพ่อแม่”

“พ่อแม่จะเฆี่ยนตี บังคับ หรือทำอย่างไรกับลูกก็ได้เพราะลูกเป็นสมบัติของพ่อแม่”

“ถ้าลูกประสบความสำเร็จในชีวิต นั่นแปลว่าคุณเลี้ยงลูกถูกวิธี และไม่ว่าคุณจะเคยทำไม่ดียังไงกับเขาๆย่อมต้องเข้าใจและให้อภัยคุณ”

น่าเศร้าที่ยังมีพ่อแม่อีกหลายคนที่คิดว่าถ้าเขาเลี้ยงดูลูกให้มีข้าวกิน ให้มีที่เรียนหนังสือแล้ว เขามีสิทธิที่จะทำร้ายจิตใจลูกยังไงก็ได้



อย่าเข้าใจผิดว่าเจนจะบอกว่าคุณต้องตามใจลูกทุกอย่าง ต้องให้ทุกอย่างที่ลูกต้องการ ต้องไม่ทำโทษลูกเลย เพราะถ้าคุณทำแบบนั้นก็คือการทำลายเด็กดีๆนี่เอง

และทุกวันนี้เจนเองก็ยังต้อง

“น้องอิ๊กทำการบ้านให้เสร็จก่อนแล้วค่อยเล่นเกมส์”

“น้องอิ๊กวันนี้ซื้อของเล่นเยอะแล้วไม่เอาแล้วคะ”

“น้องอิ๊กถ้าเที่ยวหน้าแม่เห็นหนูไปเล่นลูกบิดเตาแก็ซอีก หนูได้เจ็บก้นแน่”



แต่สิ่งที่เจนอยากบอกคุณคือ


“ไม่มีอะไรในโลกที่มากเกินไปแล้วดี”

ไม่ว่าจะความคาดหวัง ความกดดัน ความเข้มงวด การบังคับหรือการทำโทษ


และหลักวิทยาศาสตร์ข้อนึงที่คุณควรจะรู้คือ

“ทุกๆปฎิกิริยาย่อมมีปฎิกิริยาตอบสนอง”

การที่ปฎิกิริยาตอบสนองไม่เกิดขึ้นในทันทีก็ไม่ได้แปลว่ามันจะไม่เกิด และการที่คุณมองไม่เห็นก็ไม่ได้แปลว่ามันไม่มี



ถึงตอนนี้เจนภาวนาว่าคุณพ่อคุณแม่ที่อ่านอยู่จะไม่มีใครคิดจะทำกับลูกแบบที่เจนยกตัวอย่างมาแต่ถ้าคุณยังลังเลเจนขอให้คุณลองสมมุติอะไรสักอย่างได้ไหม


สมมุติว่าคุณพ่อคุณแม่มีลูกชาย วันนึงลูกชายกลายเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่างที่คุณต้องการ มีเงินทองมากมายเป็นที่รู้จักของทุกคนได้รับการยกย่องจากกินเนสส์บุ๊กว่าประสบความสำเร็จในอาชีพสูงสุด

แล้วลูกชายก็ได้ไปออกรายการทีวีลูกพูดว่าความสำเร็จของเขาในวันนี้ส่วนหนึ่งมาจากความเข้มงวดและการบังคับจากคุณ แต่เมื่อพิธีกรเริ่มถามถึงรายละเอียดและใช้วิธีการที่ทำให้ลูกเปิดใจพูด ลูกเริ่มพูดว่า

"พ่อจะนั่งถือเข็มขัดอยู่ข้างๆผมเสมอ ถ้าทำไม่ได้ดั่งใจ พ่อจะฟาดผม จะเหวี่ยงผมกระแทกกำแพง พ่อทำเหมือนพร้อมที่จะฉีกผมออกเป็นชิ้นๆ จนแม่ต้องร้องว่านั่นคุณจะฆ่าลูกเหรอ" หลังจากนั้นลูกคุณก็เอามือปิดหน้าแล้วร้องไห้เหมือนเด็กๆ

แล้วเมื่อลูกคุณกำลังจะขึ้นเวทีเพื่อแสดงความสามารถของเขาต่อหน้าผู้คนเป็นหมื่นที่ชื่นชอบเขา คุณเองก็ไปให้กำลังใจเขาด้วยเช่นกันแต่ลูกคุณบรรยายความรู้สึกของเขาเมื่อเขาเห็นคุณว่า

"ทันทีที่เห็นพ่อผมรู้สึกอยากอาเจียน ผมแทบจะเป็นลม พ่อไม่เคยรู้หรอกว่าเขาน่ากลัวขนาดไหน"

วันดีคืนดีลุกคุณก็พูดประมาณว่าถ้าผมเลือกได้ผมขอแลกทุกอย่างที่มีเพื่อที่จะได้เกิดเป็นคนธรรมดาในครอบครัวธรรมดาและมีพ่อเหมือนคนธรรมดา

แล้วเมื่อเขามีลูกของตัวเองเขาพูดว่า

"คุณรู้ไหมทำไมผมถึงไม่เคยตีลูกแม้แต่แปะเดียว เพราะผมไม่อยากให้เขาเกลียดผมเหมือนที่ผมเกลียดพ่อ"

"ผมนึกถึงพ่อทีไร ผมนึกถึงแต่ภาพที่เขาถือเข็มขัดพร้อมที่จะฟาดผม แล้วนั่นทำให้ผมต้องร้องไห้เสมอเวลาอยู่คนเดียว"



ลุกคุณมีชื่อเสียง มีเงินเป็นพันล้านเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก แต่ต้องพบจิตแพทย์ตลอดเวลา กินยานอนหลับทุกคืน และสุดท้ายก็จากโลกไปก่อนคุณเสียอีกซึ่งก็ไม่แน่ว่าอาจเป็นเพราะกินยาเกินขนาดซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากฝันร้ายในวัยเด็กที่เกิดขึ้นจากฝีมือคุณ

ถึงตอนนั้นถ้าคุณเป็นพ่อของเด็กคนนี้ คุณยังกล้าพูดอีกไหมว่าคุณเลี้ยงลูกถูกวิธีและการเลี้ยงลูกของคุณนั้น “ประสบความสำเร็จ”

แล้วถ้าคุณคิดว่านี่เป็นเพียงเรื่องสมมุติ เจนขอให้คุณลองไปอ่านเรื่องของ"ราชาเพลงป็อบ" ไมเคิล แจ็คสันดูก็แล้วกัน



เจนไม่รู้ว่าถ้าไมเคิล มองลงมาข้างจากข้างบน แล้วมีคนถามว่าความสำเร็จอันไหนที่คุณภาคภูมิใจมากที่สุดในชีวิต

ชื่อเสียง หรือว่า เงินทอง หรือว่ารางวัลมากมายที่ได้รับตลอดชีวิต หรือความชื่นชมจากแฟนเพลงนับล้าน

ไม่มีใครรู้ แต่ถ้าให้เจนเดาบางทีสิ่งที่ไมเคิลภาคภูมิใจมากกว่าทุกอย่างที่เขาได้ในชีวิตอาจเป็นเพียงแค่คำพูดของลูกสาววัยสิบเอ็ดขวบของเขาที่พูดถึงเขาหลังที่เขาจากไปว่า

“ตั้งแต่หนูเกิดมา พ่อเป็นพ่อที่ดีที่สุดดีเกินกว่าที่พวกคุณทุกคนจะจินตนาการได้ หนูแค่อยากจะบอกว่าหนูรักพ่อมากเหลือเกิน”



ที่เจนอยากเล่าเรื่องนี้เพราะเคยมีบางคนถามเจนว่า “ครูมีเคล็ดลับหรือเทคนิคดีๆที่จะเลี้ยงลูกให้เป็นอัจฉริยะ ให้โตขึ้นแล้วเป็นคนเก่ง เป็นคนรวยมีเงินเป็นร้อยล้าน เป็นคนมีชื่อเสียงไหม ครูบอกทีจะให้ผมต้องทำยังไงกับลูกผมก็ยอม”

เจนบอกไปว่า ถ้าอยากให้ลูกเป็นเด็กดี เป็นเด็กที่มีความสุข เป็นคนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม แล้วก็รักพ่อกับแม่มากๆเจนอาจจะพอแนะนำได้

แต่ถ้าอยากได้อย่างข้างบนเจนคงจนปัญญาเพราะน้องอิ๊กเองก็ไม่เคยสอบได้ที่หนึ่ง เจนเองก็ไม่เคยเห็นเงินร้อยล้าน แล้วเจนก็ถามกลับไปว่า


“จะมีประโยชน์อะไรถ้าลูกคุณมีเงิน มีอำนาจ มีชื่อเสียง แต่ไม่มีความสุข เป็นคนมองโลกในแง่ร้ายมีแต่ความคิดที่จะทำลายสังคมตลอดเวลาและที่แย่ที่สุดคือเขาเกลียดพ่อแม่ตัวเอง”


เจน




Create Date : 03 กรกฎาคม 2554
Last Update : 3 กรกฎาคม 2554 13:56:56 น.
Counter : 1284 Pageviews.

2 comments
  
พอได้อ่านบทความของครูเจนแล้ว... รู้สึกรักครูเจนจังเลยค่ะ :)
โดย: Mickey IP: 183.88.49.193 วันที่: 13 พฤศจิกายน 2554 เวลา:0:15:35 น.
  
ผมเชื่ออยู่เสมอว่า
เลี้ยงลูก
อย่าพูดคำว่า "ต้อง" และ "ห้าม" ตลอดเวลา

มีเด็กอายุ 7 ขวบที่ถ่ายไม่ออกท้องผูกสองสัปดาห์
เพราะแม่บังคับให้เรียนอย่างหนักจนถึงสองทุ่มทุกวัน

แม่ตั้งความหวังว่าน้องจะต้องเก่งที่สุดในชั้น

ที่สุดน้องก็ป่วยและต้องไปหาหมอ
หมอบอกว่าน้องไม่ไ่ด้ป่วยจากโรค
แต่เป็นเพราะเครียดเกินไประบบร่างกายเลยรวน

ผมรับฟังเรื่องนี้แล้วคิดว่า
คนที่ป่วยไม่ใช่น้อง
แต่คือคุณแม่ต่างหาก


หลายคนที่เลี้ยงลูกเพื่อสวมรอยความฝันที่ตัวเองทำไม่ได้ในวัยเด็ก
โดยไม่รุ้เลยว่า
บางครั้งความรักก็ทำร้ายคนที่เ่รารักโดยไม่รุ้ตัว


โดย: กะว่าก๋า วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:7:50:58 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

JanE & IK
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 44 คน [?]



Group Blog
กรกฏาคม 2554

 
 
 
 
 
1
2
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
3 กรกฏาคม 2554
All Blog