YOU are not afraid. You think YOU are afraid. ~Shantimayi~

เต้นเป็น เต้นไม่เป็น และการค้นพบครั้งใหม่ ของ hobbit ตัวน้อยๆ

ท่ามกลางกระแสน้องลิซ่าที่ดังสุดๆ เราก็เกิดคำถามขึ้นมาว่า
"เอ๊ะ เรายังเต้นเป็นรึเปล่านะ"

ซึ่งมันก็ต้องย้อนไปอีกว่า
"เต้น แปลว่าอะไร"

ก็เพิ่งรู้ตัวเองเร็วๆ นี้เองว่า เราไม่เคยมีความสุขกับการเต้นที่แท้จริงเลย
เราแค่มีความสุขที่ทำเทคนิคได้แค่นั้น
โหดร้ายแฮะ
แล้วตกลง "เต้น" แปลว่าอะไร
.......

วันที่ 10 ตุลาคม 2564 เราได้เรียนรู้เรื่อง archetype กับพี่เล็ก เอกชัย
ประกอบกับการค้นลึกเข้าไปในตัวเองตลอดช่วง 1-2 ปีมานี้ที่เริ่มเรียน DMT
ทำให้เราเริ่มรู้จักตัวเองมากขึ้นว่า จริงๆ แล้วข้างในเราเป็นเด็กน้อยที่สดใสมากๆ
เราจึง "ไม่ถนัด" ที่จะทำตัวเป็นคุณครูสอนเด็กๆ เพราะเราติดภาพในหัวว่า
เป็นครูต้องดุ ต้องเป็นผู้ใหญ่ ต้องโตกว่าเด็ก 
เพราะฉะนั้น ไอ้เด็กน้อยคนนั้นในใจเรานั้น ต้องเอามันขังซะ
พอๆ กับตอนสอนโยคะ หรือ adult ballet ที่เราต้องทำตัว "มีสาระ" 
ไอ้เด็กคนนั้นน่ะ เก็บไปให้มิดเลยนะ เดี๋ยวนักเรียนเสียศรัทธา

เราเลยเหนื่อย เหนื่อยมาก ถึงขนาดบอกไปเลยว่า
"เราไม่อยากเป็นครู" ใช่, เพราะเราไม่เคยได้เป็นตัวของตัวเองเลย
เป็นครูจะเป็นเด็กได้ยังไง ครูต้องเป็นผู้ใหญ่
ความเป็นเด็กทำให้เราต้อง "พยายาม" ทำตัวเป็นผู้ใหญ่ 
เพื่อหวังให้ผู้ใหญ่ใกล้ตัวยอมรับ ถามว่าเคยทำสำเร็จไหม ... ไม่เคย
นั่นแหละ เราจึงเป็นเด็กน้อยที่ไม่เคยรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองเลย
รู้สึกว่าไม่ประสบความสำเร็จ และกำลังจะเอาตัวไม่รอด
เด็กน้อยที่ไม่มั่นคงภายใน อยู่ในตะกร้าที่รั่ว เขาจะไปเอาแรงที่ไหนมาสดใส
เด็กน้อยที่สดใสคนนั้นจึงร้องไห้ ร้องไห้ และร้องไห้ รู้สึกชีวิตเศร้าๆ ตลอดเวลา
ต้องถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า เราเป็นโรคซึมเศร้าหรือเปล่า
เคยเดินเข้าโรงพยาบาลแผนกจิตเวชตั้ง 2-3 ครั้งเลยด้วยซ้ำ
และหมอก็บอก คุณน่ะเครียด
 
ปีสองปีมานี้ ทุกครั้งที่เราสำรวจเข้าไปในตัวเรา เราจะเจอเด็กคนนั้น
ที่เขาเรียกกันว่า inner child นั่นแหละ 
แต่ก่อนคิดว่าเรียกไปงั้น พอมาผ่านกระบวนการ อ้าว เจอจริงๆ
เด็กคนนั้นอยากได้รองเท้าเจ้าหญิง อยากขี่คอเรา อยากชวนเราเล่น
เด็กน้อยคนนั้นงอแงนะ แต่พอเราอุ้มเขาขึ้นมา เขายิ้ม
เป็นยิ้มที่สดใสมากๆ เลย เราเอาของขวัญให้เขาเป็นรองเท้าเจ้าหญิง
เขาดีใจมาก .. นี่ก็แปลก เรื่องรองเท้าเราลืมไปนานมากแล้ว
เพราะมันเกิดขึ้นตอนอนุบาล 1 หรือ 2 เนี่ยแหละ 
ผู้ใหญ่ใกล้ตัวเรายิ่งไม่มีทางจำได้
เราเองยังเกือบลืมมันไปเลย จนมาเจออีกครั้งระหว่างกระบวนการ
แปลกดีเนอะ

เราได้เรียนรู้เรื่อง archetype กับพี่เล็ก
มันสำคัญตรงที่ว่าเราได้รู้ว่า เฮ้ย คนแบบเรามีอยู่จริง
คนที่เป็นเด็กข้างใน คนที่มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ และความสำเร็จเล็กๆ
คนที่ชอบอยู่เงียบๆ กับต้นไม้ใบหญ้า อยู่กับสิ่งที่เติบโตได้
คนที่ ok กับการมีความสุขไปวันๆ แบบไม่คิดอะไรมาก
พี่เล็กบอกว่า charater แบบนี้น่ะ คือเป็น hobbit
(archtype อื่นๆ ก็มี elf, hermit dwarf, human, shadow)
ไม่รู้อ้างอิงจากตำราไหนเหมือนกัน search ไม่เจอ
แต่เราว่ามันไม่สำคัญเท่ากับที่เราได้รู้ว่าเราเป็นแบบนี้
และมันไม่เป็นไรเลยที่เป็นคนแบบนั้น เราแค่ยอมรับตัวเอง
ภูมิใจกับมัน และทำหน้าที่ของเรา ไม่ใช่เอาเราไปเทียบกับผู้อื่น
ไอ้เรื่องนี้น่ะ เรียนกันตลอดชีวิต เรื่องเอาตัวเราไปทียบกับคนอื่น
จนกว่าเราจะยอมรับ และ enjoy living ได้
ให้ใจอยู่ใน zone ปีติให้ได้อยู่เนืองๆ

.......

กลับมาเรื่องเต้น เราเรียนเต้นมาอย่างหนักหน่วง และทำงานด้านนี้มาโดยตลอด
ใครๆ ก็บอกว่าเราโชคดี เราได้ทำงานที่เรารัก และได้อยู่กับเด็ก
แต่ข้างในเราไม่เคยมีความสุขน่ะ
จะเต้น หรือจะโยคะ มันมีความไม่มั่นคงข้างในตลอดเวลา
เราหยุดสอนไปพักใหญ่ ด้วยโควิดด้วย แต่ใจจริงคือ
เราหาความสุขจากการฝึกโยคะไม่เจอ
ทุกครั้งที่เราฝึกโยคะ หรือเราเรียนเพิ่มเติม เราไม่ได้เรียนด้วยใจนิ่งๆ นานแล้ว
เราจะเรียนและถามตัวเองว่า ที่เรียนเนี่ย เอาไปสอนอะไรได้บ้าง
คือมันไม่จริงใจกับการเรียนแล้ว เลยคิดว่า หยุดสอนก่อนก็ดี
ส่วนเรื่องเต้น เราก็ไม่ได้มีความสุขกับมันเลย 
เต้นไปทำไม ถ้าไม่มีคนดู เราเคยคิดแบบนี้
ความสุขอยู่ที่การมีคนดูเรา หรือเวลาที่เราได้ อะดรีนาลินมันหลั่ง มันสะใจ
แต่ความสุขจากการ "เต้น" จริงๆ มันหายไป 
เอาเป็นว่ามันไม่เคยรู้สึกดีกว่า 
การเรียนเต้น กลายเป็นการฝึกเทคนิค แม้แต่การ imporvise ก็คือเทคนิค
ฐานแรกของ DMT มันหายไปแล้ว ... dance as expression มันหายไป
เหตุการณ์บังคับทำให้เราทำคลาสน้อยลง 
โควิดด้วย ออกไปทำคลาสไม่ได้ เรียนก็หนัก เวลาทำคลาสเองก็ไม่มี
จะ imporvise อะไรเล่นๆ ก็ดูเหมือนไม่มีแรงจูงใจอะไรเลย
เรากับการเต้น แยกห่างออกจากกันทุกที
มันไม่ได้อยากจะเต้นเลย

........

วันที่ 10 ตุลาคม หลังจากเรียนเรื่อง archetype 
เป็นครั้งแรกที่ใจเห็นนิสัย "เด็กๆ" ของตัวเอง และยอมรับมันเป็นครั้งแรก
ไม่ตัดสิน โบยตีมัน ใจเราเบา รู้สึกชีวิตเป็นเรื่องสนุก
วันนั้นเรากลับบ้านมา กำลังเก็บห้องอยู่ เปิดเพลงฟังไปด้วย
อยู่ๆ เราก็อยากเต้นขึ้นมา แล้วเราก็เต้นตามเพลง
ตอนเป็นวัยรุ่น เราไม่เคยไป dance ไปอะไรอย่างที่เพื่อนๆ ไปเที่ยวกัน
เราไม่สนุก เต้นสำหรับคือ เทคนิค การไปอยู่บน floor ดื่มเต้นแบบนั้น
เราไม่ชอบ เราไม่รู้จะเต้นอะไร 
แต่คืนวันที่ 10 วันนั้น เราเต้นแบบเมาแห้ง 
เต้นบ้าๆ บอๆ เต้นแบบ no สน no care 
เต้นเพราะมันมีความสขุ และยิ่งเต้นยิ่งมีความสุข
จนเราต้องอัดเก็บไว้ดู เพราะเราอยากรู้ว่า เวลาที่เราเต้นและมีความสุข
ท่ามันออกมาเป็นยังไงนะ แบบว่าทำ research ส่วนตัว ฮ่าๆๆ
คือมันกลายเป็นรอยยิ้มนะ มันไม่มีเทคนิคอะไรเลย
แต่เราดูแล้วสัมผัสถึงความสุขของตัวเองได้

ในที่สุดเราก็ก้าวข้ามความอยากเป็นผู้ใหญ่ และไม่ยอมรับในตัวเอง (พอ) ได้แล้ว
เรา "อนุญาต" ให้ตัวเองทำท่าที่ใจอยากทำ โดยไม่ตัดสิน
นิสัยตัดสินนี้มาจากการทำงานในคอมพานีที่สิงคโปร์นั่นแหละ
มันมีท่าบางอย่างที่เป็น taboo ของคอมพานี 
คอมพานีต้องการท่าที่ดู real ไม่ เป็นมนุษย์ ไม่เป็นการแสดง แต่ยังเป็นการแสดง
งงมั้ย 
คือท่า post ท่ามือบัลเล่ต์ ท่าที่ดูแล้ว อินี่เรียนเต้นมา อย่างเนี้ย คือท่าต้องห้าม
หรือท่าที่มันขัดกับ moral ในใจเรา คือพวกท่าเซ็กซี่ ท่ายั่วยวน (ในความรู้สึกเรา)
เรากดท่าพวกนั้นไปหมดเลย ห้ามทำ! ทั้งๆ ที่มันก็อยู่ในเนื้อในตัวเรานี่แหละ
ในคืนนั้น เราปล่อยมันออกมาหมดเลย มันไม่ผิดนี่นา 
ซึ่งมันก็เชื่อมโยงกับความเป็นเด็กของเราด้วย เพราะเราก็เรียนท่าพวกนั้นมาตอนเด็กๆ
เราอนุญาตให้ "ความเป็นเด็ก" ของเราออกมาเต็มที่เลยในคืนนั้น
ไม่พยายามเป็น professional dancer, แต่เป็นแค่คนคนนึงที่อยากเต้น
แล้วเราก็พบว่า เฮ้ย มันสนุก!

แล้วหลังจากนั้น การสอนเด็กอนุบาลของเราก็เปลี่ยนไปด้วยเลย 
เราเล่นกับเด็ก และเราไม่เหนื่อย
เราเป็นตัวของตัวเองจริงๆ ไม่กลัวถูกเด็กตัดสิน
ไม่กลัวผู้ปกครองตัดสิน และไม่ตัดสินตัวเองด้วย
เพราะเข้าใจแล้วว่า เพราะความเป็นเด็กของเราเนี่ยแหละที่ทำให้เด็กสนุก
เราไม่จำเป็นต้องพยายามทำตัวเป็นผู้ใหญ่ เพื่อแกล้งทำตัวเป็นเด็ก
เพื่อเป็นเพื่อนกับเด็ก และทำให้เด็กสนุกอีกที
จะซับซ้อนไปเพื่อ?

เราว่านี่ไงคือ จิ๊กซอว์ที่หายไป
ฐานแรกของการจะเอาการเต้นไปบำบัดใคร 
เราเองต้องเชื่อในการเต้นเสียก่อน ไม่ใช่สุขอยู่กับเทคนิคของตัวเอง
เราต้องพบความรู้สึกที่ได้จากการเต้นในฐานะมนุษย์ 
ไม่ใช่ในฐานนะ "นักเรียนเต้น"
เส้นนี้ก้าวข้ามยากมากๆ เลย 
 
......
 
แล้วเกี่ยวอะไรกับลิซ่าล่ะ
วันนี้อยู่ๆ เราก็ถามตัวเองว่า แกคิดว่าแกยังเต้นได้อยู่มั้ย
เราตอบตัวเอง เต้นได้สิ เพิ่งทำคลาสบัลเล่ต์ไปสองอาทิตย์ก่อน
อาจจะไม่เนี้ยบ ไม่เป๊ะเหมือนเดิม แต่เรารู้ว่า หลายๆ อย่างยังอยู่
เราบอกตัวเองไปว่า ไม่ใช่เทคนิคสิ เต้นแบบเต้นน่ะ
แบบไม่ improvise นะ เต้นแบบลิซ่าน่ะ เต้นเป็นมั้ย
ตอบตัวเองไม่ได้นะ เลยลุกขึ้นมาเต้นตามลิซ่าดู
เต้นขำๆ ไม่คิดอะไรมาก เพราะก็ไม่ได้เต้นแบบนี้มานานนนนนนน
เลยเรียนเต้นด้วยจิตของผู้เริ่มต้นสุดๆ
ไม่คาดหวัง สนุกกับสิ่งแปลกใหม่
เลยได้รู้ว่า อ๋อ.. คนที่เขาเต้นไม่เป็นมันรู้สึกอย่างนี้
เออมันต้องคิด coordination เยอะดีเนอะ
รู้สึกแปลกๆ ไปทั่วทั้งตัว สนุกดี เออ การเต้นมันฝึกสมองจริงๆ ด้วย
นานมาแล้วเคยเขียนไปว่า หนังสือบางเล่มต้องกลับมาอ่านซ้ำ
หลังจากเวลาผ่านไป... ผ่านไปนานหลายๆ ปี เพื่อให้เห็นมุมที่ไม่เคยเห็น
เพิ่งรู้เอาวันนี้ว่า เออ กิจกรรมบางอย่างก็ด้วยเนอะ อย่างการเต้นเนี่ย
หลายจากห่างหายการเต้นแบบนี้ไปนานเป็นสิบๆ ปี
กลับมาคราวนี้ได้เรียนรู้อะไรเยอะดี
รู้สึกว่านี่ก็เป็นฐานสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับการเป็น dance/movement therapist เหมือนกัน
คือความรู้สึกว่า “ได้เต้น” ของผู้เริ่มเต้น
รู้สึกว่า “ได้ขยับ” ของคนที่ไม่เคยขยับ
เหมือนกับเราต้องยอมสูญเสียบางอย่าง เพื่อนำไปสู่เข้าใจบางอย่าง
 
.......
 
ถ้าไม่ผ่านกระบวนการ และการเรียนรู้เรื่อง archetype
การเต้นตามลิซ่าวันนี้อาจทำให้เราจิตตกเพราะเราเต้นไม่ได้ ฮ่าๆๆๆ
แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้ในสองปีนี้ โดยเฉพาะตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคมมานี้
ทำให้เราเริ่มเข้าใจว่าเราคือใคร และหน้าที่ของเราคืออะไร
เห็นเหตุและเห็นผลของทุกสิ่งที่เกิดขึ้น แม้จะยังไม่เข้าใจทั้งหมด
แม้จะยังมีเปอร์เซ็นต์จิตตกมากกว่าจิตฟู แต่เท่าที่ได้จนถึงตอนนี้
เราว่ามันก็ดีมากแล้วล่ะ
 
......
 
ขอบคุณพี่เล็ก
ขอบคุณ Lesley
ขอบคุณทุกๆ ประสบการณ์
ขอบคุณ
ขอบคุณ
ขอบคุณ




อันนี้ของวันที่ 10 ตุลาคม วันที่เรามีความสุขกับการเต้นจริงๆ 
มันช่างเป็นความรู้สึกที่ประหลาดดีจริงๆ เป็นการค้นพบที่แปลกมาก


อีกครั้งที่เรียนกับพี่เล็ก และได้ฟังเพลงนี้
เป็นการเต้นที่เรารู้สึกว่า พลังของเพลงพาเราไป โดยไม่ต้องพยายาม
รักเพลงนี้ เพราะมันทำให้เรารู้สึกได้เป็นตัวของตัวเอง และอิ่มเต็มไปทั้งร่าง


ส่วนอันนี้ พยายามจะลิซ่าค่ะ ฮ่าๆๆๆ 
ขำตัวเอง




 

Create Date : 11 พฤศจิกายน 2564
2 comments
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2564 14:48:15 น.
Counter : 261 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณนายแว่นขยันเที่ยว, คุณอุ้มสี, คุณ**mp5**

 

ยอดเยี่ยมเลยค่ะ
ดีใจที่ได้เห็นคุณมีความสุข
ปรบมือ
ชอบๆๆๆ
เจิม

 

โดย: อุ้มสี 16 พฤศจิกายน 2564 14:05:23 น.  

 

แวะมาเยี่ยมและส่งกำลังใจครับ

 

โดย: **mp5** 16 พฤศจิกายน 2564 14:30:16 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


BlogGang Popular Award#17


 
gluhp
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]




Here...
I'm on the rooftop

Between...
pavement and stars.

Here's...
hardly no day
nor hardly no night

There're things...
half in shadow
and half way in light

It's where...
I gather my thoughts
and grow my dreams

which...
are scattered
all around

In my words,
my songs,
my dance.

คน นั่งจ้องชีวิต
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2564
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
11 พฤศจิกายน 2564
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add gluhp's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.