YOU are not afraid. You think YOU are afraid. ~Shantimayi~

วันที่ 5 วันว่างๆ แต่ก็เหมือนไม่ค่อยว่าง หนุ่มแวนคูเวอร์ และหนุ่มสาวชาว immigrant



เมื่อคืนนอนแทบไม่ได้ ผนังและประตูห้องไม่เก็บเสียงสักนิด

เสียงคนจีนทำอะไรเสียงดังอีกแล้ว เปิดปิดประตูห้องประมาณ 7-8 รอบ

เดินไปเดินมา ย่ำเท้าหนักๆ ตอนตี 1 ไอ้เราจากที่กลัวๆ อยู่แล้วจากสิ่งที่เบสต์เล่า ก็ยิ่งหลอน

คนหรือผีก็ไม่รู้ แต่ในที่สุดมันก็เงียบ กว่าจะได้นอน เกือบตีสาม


วันนี้มีนัดกับหนุ่มแวนคูเวอร์ที่ได้มาเต้นคู่กัน กล้านัดก็กล้าไป เอ้า!

และตอนเย็นๆ ก็มีนัดรุ่นพี่ไทยที่ย้ายถิ่นมาเป็นชาวออสซี่กับเพื่อนๆ

วันนี้เลยมีเวลาว่างแค่ตอนเช้าๆ ถึงเที่ยงๆ


ปฏิบัติการแรกวันนี้ กาแฟ.. แต่ช้าก่อน เพราะยังไม่หิว

กินขนมปังปิ้ง กะผลไม้ที่ซื้อตุนไว้ที่ห้องมาแล้ว เลยเดินเล่นก่อน

แวะกลับไปร้านที่เล็งไว้เมื่อวานนี้ ..... Spellbox




ที่ออสเตรเลียจะมีร้านประมาณนี้อยู่ ขายของแม่มดๆ หน่อย

ประมาณวัฒนธรรม Celtic, Fairy, Tarot, Gypsy

มีหิน คริสตัล ให้เลือกเยอะมาก มี Wheel ให้หมุนเพื่อเช็คสภาพจิตตัวเองวันนั้น




หยอดเหรียญแล้วหมุน





Oracle วันนี้บอกว่า การเปลี่ยนแปลงกำลังจะมา





แล้วก็ซื้อไอ้นี่ไป มีเทียน มีเครื่องราง เอาไปประกอบพิธีกรรม 

(แต่ไม่ได้ซื้อหรอก ยังไม่พร้อมเป็นแม่มด)





มีประตูนางฟ้า ห้องทำงานจิ๋ว





คนเข้าร้านก็หน้าตาประมาณนี้





ประมาณนี้ก็มี





สารพัดหนังสือ





ไม้กายสิทธิ์ (ของจริง) ไม่ใช่ของเล่นจาก Harry Potter นาจา





สารพัดนู่นนั่นนี่





หินแต่ละอย่างก็จะมีชื่อแปะไว้ และก็บอกว่ามันมาช่วยอะไรเราได้บ้าง



เห็นแล้วก็ เออ ไอ้นั่นก็อยาก ไอ้นี่ก็อยาก

อยากจะ ground อยากจะมีสมาธิ อยากจะมุ่งมั่น อยากจะมั่นใจ ฯลฯ

อยากนู่นนั่นนี่สักพัก ขยับจะซื้อ คำสอนครูบาอาจารย์เข้ามาเตือนสติ

ทั้งหมดนี่คือความหลงรึเปล่า หวังพึ่งพามายาภายนอกรึเปล่า

ไหนสติ ไหนความรู้ตัว ไหนลมหายใจ ไหลไปกับอะไรหมดแล้ว

เลยเดินออกมาตัวเปล่า ไม่ได้ซื้ออะไร ไม่รู้จะซื้อไปทำไม

ก็สุดท้ายแล้ว ลมหายใจก็อยู่ตรงนี้ไม่ต้องซื้อนี่นา


เดินออกมาแล้วก็พาตัวเองไปสู่ความหลงอันดับต่อไป ... กาแฟ

ด้วยความที่เป็นเมืองที่ลมแรง และเต็มไปด้วยร้านกาแฟ

ลมมันพัดกลิ่นกาแฟมาเลย ทีนี้ก็เดินร่อนจมูก

ร้านไหนกลิ่นใช่ที่สุด ก็เข้าร้านนั้น

วันนี้จมูกพามาร้าน Gordon's cafe 

(ก็ไม่ใช่หรอก จริงๆ ตาม review มา)

ที่นี่กาแฟรสชาติดีทีเดียว แพนเค้กอร่อย แต่แป้งหนาไปหน่อย กินแล้วเหนื่อย

จุดเด่นของร้านคือบริเวณแคชเชียร์มีธนบัตรสารพัดชาติติดอยู่

บอกใ้ห้รู้ว่าร้านนี้ Inter แค่ไหน

สายตาเราก็หาแบงค์ไทยกับแบงค์สิงคโปร์

เห็นแบงค์ไทยมีทั้งแบงค์ยี่สิบประมาณ 3-4 ใบ และแบงค์ร้อย 2 ใบ

เป็นของร.9 ที่ออกใหม่เป็นร.10 ยังไม่เห็นนะ

ตอนเดินจ่ายตังค์ถึงเห็นแบงค์ 2 เหรียญ กับ 10 เหรียญของสิงคโปร์แอบอยู่อย่างละใบ

ไม่รู้เพราะคนสิงคโปร์มาน้อย หรือเพราะเงินมันแพง

มีเหรียญติดอยู่ด้วย แต่จากที่ไกลๆ มองไม่เห็นว่า เหรียญประเทศไหนบ้าง

คงมีเหรียญสิงคโปร์อยู่ด้วยมั้ง










แพนเค้กยักษ์ อิ่มมาก





เดินผ่านร้านนี้คนเข้าคิวยาวมาก 

สงสัยเค้กนอกจากหน้าตาดีแล้ว คงอร่อยด้วย


ได้เวลาเดินทางไปหาหนุ่ม ฮ่าๆๆๆๆ

วันนี้หนุ่มแวนคูเวอร์นัดไปแถวๆ FItzroy อ่านว่าไรไม่รู้

ฟิตจะรอย อะไรงี้ ฮ่าๆๆๆๆๆ

เป็นย่านฮิปๆ ร้านคูลๆ คนแปลกๆ ของคนที่นี่เขา

มีเวลาเหลือจากการกินกาแฟ เราก็บุกไปถนนนั้นก่อนเลย เดินเล่น

เข้าร้านหนังสือ ไปร้านต้นไม้ แล้วไปจบที่ร้านกาแฟ (อีกแล้ว)




ร้านนี้มีหนังสือทางเลือกเยอะมาก





ป้ายบอกความเป็นไปใน community





นี่ก็ร้านหนังสืออีกร้าน





ชื่อร้าน Grubs สนับสนุนให้คนรู้ว่าหนังสือเกี่ยวกับอะไรก่อนจะซื้อ

ไม่ใช่ซื้อเพราะหน้าปก เลยห่อหน้าปกไว้ซะเลย

เป็นอะไรที่ขยันมาก





สภาพร้านน่าค้นหา




ชั้นหนังสือปรัชญา กวนตีนวุ้ย





มีโต๊ะให้นั่งอ่าน อย่างกับห้องสมุด





มุมมองจากภายในร้าน














ไอ้นี่ก็กวนตีน





มองมาตรงข้าม นี่ร้านอะไร

















ร้านขายต้นไม้








แล้วก็มาลงเอยที่ร้านกาแฟ อร่อยมาก



หนุ่ม Andy นัดไปร้าน Vegie Bar

วันนี้อากาศค่อนข้างเย็น แต่อากาศข้างในร้อน

สรุปก็ออกมานั่งข้างนอกนั่นแหละ




รอหนุ่มที่กำแพงนี้


หนุ่มคนนี้สะดุดตาตั้งแต่วันที่ได้เต้นด้วยกันคือ เขามีขนตาสีทอง

คือไม่แปลกหรอก แต่เราไม่เคยเห็น

คุยกับ Andy แล้วสบายหูดี เพราะหูเราคุ้นกับสำเนียงอเมริกันมากกว่าออสซี่

คุยกับเพื่อนเบสต์ตอนเย็น เบสต์บอกว่า หลังๆ เขาไม่ชอบสำเนียงเมกัน

เพราะคุ้นกับสำเนียงออสซี่แล้ว (มันอยู่ที่นี่มาสิบกว่าปีแล้ว ครึ่งชีวิตเลยแหละ)

เบสต์บอกสำเนียงเมกันกระแดะ จะออกเสียงชัดไปไหน ฮ่าๆๆ

เพิ่งรู้จากเบสต์ว่า ที่เราฟังสำเนียงออสซี่ไม่รู้เรื่องก็เพราะว่า

(คือเรารู้แต่เราฟังไม่รู้เรื่อง แต่ไม่รู้เพราะอะไร)

นอกจากคนที่นี่จะพูดเร็วแล้ว ยังพูดแบบขี้เกียจๆ ด้วย

ขี้เกียจกระดกลิ้น ขี้เกียจพูดชัดๆ มันก็เบลอๆ ติดกันเป็นพรืด ทำให้ฟังไม่ออก

การได้คุยกับ Andy ทำให้เรารู้สึกว่า ภาษาอังกฤษเรายังใช้ได้เว้ย ฮ่าๆๆ


ครอบครัว Andy มาจาก Canada แต่ด้วยเหตุผลอะไรไม่รู้ ไม่ได้ถาม

Andy ดันมาเกิดที่ Brisbane แล้วก็กลับไปโตที่แคนาดา

พอเป็นวัยรุ่น Andy ก็เริ่มทัวร์อเมริกา แล้วก็มาต่อที่ออสเตรเลียบ้านเกิด

มาลงตัวเปิดโรงเรียนสอนเปียโนอยู่ที่เมลเบิร์น

ตอนแรกก็สอนนักเรียนไม่กี่คน พอเริ่มนักเรียนเยอะขึ้นก็ต้องหาคนช่วยสอน

สอนไปสอนมาก็เลยกลายเป็นโรงเรียนขึ้นมา

Andy ก็สอนน้อยลง และ Manage โรงเรียนซะส่วนใหญ่

นอกจากงานสอนดนตรี Andy ยังทำงานด้านจิตวิทยา ให้คำปรึกษา

และกำลังเรียนเพิ่มเติมด้านนี้อยู่ แต่ประสบอุบัติเหตุซะก่อน

คือหลายเดือนก่อน Andy ดันหัวไปชนกระจก หัวแตก และมีผลต่อระบบประสาทบางส่วน

ทำให้สายตาเบลอ และมีการอาการมึนหัว ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว แต่ยังไม่หายดี

ทำให้วันนั้นที่เต้นด้วยกัน Andy ต้องทำๆ หยุดๆ เพราะทำมากแล้วมันจะคลื่นไส้ เวียนหัว


วันนั้นเรารู้แค่ว่า Andy ไม่ค่อยสบาย คือได้ยินเขาบอก Vangelis แต่ไม่รู้รายละเอียด

ตอนเราทำ Contact Improv กับเขาวันนั้น รู้สึกเหมือนต้องดูแลเขายังไงไม่รู้

รู้สึกได้เลยว่ามันมีกระแส nurturing จากตัวเราสูงมากๆ

โดยเฉพาะเวลาที่ Vangelis ขยายจาก contact 2 คน เป็น contact รวมกันหลายๆ คน

คือเป็นห่วงล่ะ พูดง่ายๆ เพราะเรารู้ condition ของเขา แต่คนอื่นไม่รู้

มันน่าสนใจตรงที่ การที่คู่เต้นไม่สบายทำให้เราฟังเขามากขึ้น

จากที่ปกติปัญหาของเราคือ เราไม่ค่อยฟัง ฟังไม่ค่อยเป็น


คืองี้ .. การทำ contact improv เท่าที่เราเข้าใจ คือ

คนสองคนมันต้องนำและตามการเคลื่อนไหวเท่าๆ กัน

ระหว่างที่นำ ก็จับสังเกตไปด้วยว่า energy ของอีกคนเปลี่ยนเป็นนำ และให้เราตามแล้วรึเปล่า

และระหว่างที่เราตาม เราก็ต้องฟังจังหวะดีๆ ว่า ตอนนี้แหละ เราควรจะนำ

คือ มี mural agreement บางอย่างที่ไม่ต้องพูดออกมา แต่รู้สึกกันเองผ่านการสัมผัส

ซึ่งนิสัยเราเนี่ย เวลาเต้นกับเพื่อนที่สิงคโปร์ เราไม่ชอบนำ เราชอบตาม

ตามไปตามมากลายเป็น too passive อารมณ์ประมาณ​ do me

แต่เวลาเต้นกับคนอื่นที่ไม่ใช่เพื่อนสิงคโปร์ เราจะนำมากไป

ด้วยความไม่ไว้ใจไง คือชิงนำก่อน แล้วเมิงตามกูมา

แต่กับ Andy เราเริ่มนำก่อน แบบไปไม่เร็ว เพราะกลัวเขาตามไม่ได้ (กลัวเขาเวียนหัว)

พอนำไม่เร็ว มันก็มีช่องว่างพอให้ฟังเขาได้ และเราก็ตามไปพร้อมๆ กับนำเขาด้วย

เกิดขึ้นได้ไงไม่รู้ พอเอามาเขียนเป็นคำพูดก็รู้สึกมันไม่ค่อย Make Sense

รู้แต่มันเกิดขึ้นจริง และพลังงานตรงนั้นมันนัวและนวลมาก


กลับมาที่ร้าน Vegie Bar เรากับ Andy คุยๆ หยุดๆ

ปล่อย dead air และพยายามบอกตัวเองว่า ไม่ต้อง fill every gap ก็ได้

เวลาอยู่กับคนไม่คุ้นเคย เรามักจะพูดไม่หยุด แล้วก็เหนื่อยเอง

แต่วันนี้เราแบบ เออ ช่างมัน คงเจอกันแค่ครั้งเดียวแหละ

ไม่ต้องทำตัวให้เป็นที่น่าประทับใจตลอดเวลาก็ได้

มันก็แปลกดี คุยๆ หยุดๆ นั่งเงียบๆ แปลกๆ ดี อึดอัดนิดๆ สบายหน่อยๆ

ก็เป็นการเอาตัวออกไปนอก comfort zone อีกครั้ง สนุกดี


ร้านนี้มีเครื่องดื่มแปลกๆ เสียดายที่มากับ Andy ต้องสงวนท่าที

อยากสั่งทุกอย่างเลย อยากลองไปหมด อยากถ่ายรูปเมนู ถ่ายที่เขาสั่งด้วย

แต่เขิน เดี๋ยวเขามองว่าอินี่ตื่นเต้นไม่เข้าเรื่อง สรุปเลยได้มาแค่ถ้วยเดียว

Crimson Latte อร่อยทีเดียว Almond milk + บีทรูท + ขิง

อุ่นๆ ท้องกำลังดี ไม่หนักเกินไป ไม่ขิงเกินไป ไม่หวานเกินไป ไม่นมเกินไป

คือดี ฮ่าๆ





Andy ชวนเดิน และนั่ง tram ไปที่ร้านอาหารที่หนึ่ง

เขาจะไปเข้าคลาส Vangelis เย็นนี้อีกหนึ่งครั้ง เลยต้องหาอะไรรองท้อง

เราตกลงเดินไปร้านอาหารกับเขาแต่ไม่ไปเข้าคลาส Vangelis

เพราะนัดพี่ตาล รุ่นพี่สมัยอยู่วงดุริยางค์ตอนมัธยม กับเบสต์กินข้าว

เป็นบาร์เลียบชานชาลารถไฟ และเลียบแม่น้ำ Yarra เป็นบาร์ยาวมากๆ

Andy บอกพอดีเลย ตรงนั้นไม่ไกลสถานีรถไฟ เราขึ้นรถไฟไปหาพี่ตาลได้




ร้านนี้ขายเมนูปลา





บ้านเมืองนอกเขต downtown





เดินไปสถานีรถไฟ ตัดผ่านสวนสาธารณะ





รสชาติรถไฟ เป็นอะไรที่ ต้องมาเอง ถึงได้ลิ้มรส





คนก็วุ่นวายเป็นธรรมดา





ถึงแล้ว Downtown





Yarra River





บาร์อยู่ริมแม่น้ำนี่แหละ



ด้วยความที่อากาศเย็นและเป็นบาร์ริมน้ำ ตอนเราไปถึงก็เกือบจะฟ้ามืดแล้ว

พี่ตาลไปถึงคนแรก เลือกโต๊ะข้างๆ ฮีทเตอร์ ฮีทเตอร์ที่ว่านี่เป็นแบบคบไฟนะ

เราก็นั่งอยู่ใต้คบไฟนั่นแหละ แต่แบบ โอ๊ย ร้อนหัว

อารมณ์เดียวกับเอาไดร์เป่าผมร้อนๆ มาจ่อหัวนั่นแหละ เลยต้องหรี่ลงหน่อย

พอหรี่ก็หนาว คือหนาวตัวแต่ร้อนหัว แบบว่า อะไรของช้าน

แต่พอนั่งคุยๆ ไปก็โอเคนะ มีเพื่อนพี่ตาลมาด้วยสองคน กับเบสต์อีกคนหนึ่ง

อาหารที่สั่งมาถึงเป็นฮอทดอกอันเบ้อเริ่ม เราตั้งท่าจะเอามีดมาตัดแล้วเอาส้อมจิ้มกิน

เพื่อนพี่ตาลคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนไทยที่มาอยู่ที่นี่อีกคนก็ถามเราว่า

นี่เราอยู่ที่นี่มานานยัง เราบอก 5 วัน เขาก็หัวเราะ แล้วบอกว่า เออ ไม่แปลกใจละที่ใช้มีดกะส้อม

คือถ้าคนอยู่ที่นี่จริงๆ มันจะปากกว้างขึ้น แล้วมันจะหยิบกัดได้เลย

ก็เออ ไม่เป็นไรค่ะ หนูตัดแหละค่ะ ดีแล้ว


สิ่งหนึ่งที่ได้รู้จากการคุยกับคนที่ทำงานที่นี่ วัฒนธรรมการทำงานของที่นี่มันแปลกดี

คนออสเตรเลียเอางานติดกับตัวคน ไม่ได้เอางานติดกับเวลา

บริษัทของพี่คนหนึ่งสนับสนุนให้พนักงานทำงานที่บ้านสัปดาห์ละวัน

เพราะว่าโต๊ะที่บริษัทมีไม่พอกับจำนวนพนักงาน

พี่เขาบอกว่า สองสัปดาหืนี้เขารู้สึกผิด เพราะเขาไปทำงานทุกวัน

ไปใช้โต๊ะทุกวันเลย เพราะว่า internet ที่บ้านมีปัญหา ทำงานไม่ได้

ขยันไปทำงานกลับกลายเป็นความผิดซะงั้น

นอกจากนั้นเพื่อนร่วมงานยังแสดงความเป็นห่วงเป็นใยอีกตะหาก

“เฮ้ ยูมาทำงานตั้งแต่เช้า และยูกลับซะเย็นเลย ยูมีปัญหาอะไรรึเปล่า”

คนที่นี่จะห่วงเหลือเกินเรื่องพนักงานไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง

ไม่อยากให้เอาเวลามาทุ่มกับงานเสียหมด


บทสนทนาข้างกองไฟคืนนั้นจบลงด้วยท้องที่อิ่มแปล้

เดินออกมานอกร้านหนาวเยือกเลยทีเดียว

ลมแรงกับอุณหภูมิ 6 องศา แถมยังเพื่งออกมาจากเตาไฟ ปรับตัวไม่ทัน

จ้ำเท้าเร็วๆ กลับโรงแรม

ก่อนนอนมีข้อความจาก Andy ส่งมา

Thank you for your time

ส่งกลับไป

Thanks to you too!

เป็นหนึ่งมิตรภาพน่ารักๆ จากคนแปลกหน้า


คืนนี้สนทนากับเบสต์ยาวนาน ตามประสาเพื่อนเก่าที่เพิ่งจะมีเวลาอัพเดทชีวิตกัน

เรากับเบสต์เจออะไรในชีวิตมาคนละแบบ แต่ตกตะกอนความคิดอย่างเดียวกัน

นั่นคือชีวิตเรา เราต้องรับผิดชอบ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการตัดสินใจ

ตัดสินใจเอง และรับผลของมันเอง อย่าไปโทษใคร

เราหวังพึ่งคนอื่นไม่ได้ มีแต่ตัวเราเท่านั้น ที่จะช่วยตัวเองได้

คิดได้อย่างนี้ ชีวิตก็เบาขึ้นเยอะ มีความสุขขึ้นเยอะ

ไม่ต้องตัวอย่างที่ไหนไกล โรงแรมที่เราเลือกมาพักเนี่ยแหละ

ตัดสินใจกันเองว่าจะเอาที่นี่ ก็ต้องรับผล (ห่วยๆ) ของมัน

(สารพัดเรื่องห่วยเลย) คิดได้งั้นก็หัวเราะซะลั่น

ปิดไฟหัวเตียงเข้านอนกัน แต่เรายังคุยกันไม่หยุด

จนกระทั่งการโต้ตอบค่อยๆ ห่างออก แล้วก็ หลับกันไปเอง

คืนนี้หลับสบาย





จะเดินไปถึงไหนกันหนอเรา




 

Create Date : 21 กันยายน 2561
2 comments
Last Update : 21 กันยายน 2561 23:11:42 น.
Counter : 55 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณอุ้มสี

 

บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
สาวไกด์ใจซื่อ Review Food Blog ดู Blog
สายหมอกและก้อนเมฆ Travel Blog ดู Blog
กะว่าก๋า Book Blog ดู Blog
gluhp Diarist ดู Blog

ตามมาเที่ยวด้วยคนนะคะ

 

โดย: อุ้มสี 21 กันยายน 2561 23:47:09 น.  

 


คุณเสี้ยวชอบดอก Tulips ไหมคะ?


ช่วงนี้น่าจะมีเทศกาลดอก Tulips ที่จัดขึ้นที่ไหนสักแห่งใกล้ ๆ เมลเบิร์นนี่แหล่ะค่ะ ที่โพเคยไปเมื่อหลาย ๆ ๆ ๆ ปีก่อน จำได้ว่าจะจัดก่อนเดือนตุลา ดอกไม้สวย แม้จะไม่เยอะมากเท่าที่เนเธอแลนด์แต่ก็พอถ่ายภาพงาม ๆ ได้ค่ะ แต่ด้วยระยะเวลาที่ผ่านมาแสนนานเลยจำข้อมูลชื่อเมืองอะไรไม่ได้เสียแล้ว...


ยังไงถ้าคุณเสี้ยวว่าง ลองหาข้อมูลดูนะคะ ตอนนั้นที่ไป จำได้ว่าโพนั่งรถไฟต่อด้วยรถบัส ใช้เวลาเดินทางไม่นานมากค่ะ รถบัสจอดหน้าทางเข้าทุ่งดอกไม้เลย คนไปกันเยอะไม่ต้องกลัวหลงค่ะ


...ตามอ่านอยู่เหมือนเดิมค่ะ :) ...

 

โดย: Poceille IP: 171.5.232.208 22 กันยายน 2561 9:21:53 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


gluhp
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]




Here...
I'm on the rooftop

Between...
pavement and stars.

Here's...
hardly no day
nor hardly no night

There're things...
half in shadow
and half way in light

It's where...
I gather my thoughts
and grow my dreams

which...
are scattered
all around

In my words,
my songs,
my dance.

คน นั่งจ้องชีวิต
Group Blog
 
 
กันยายน 2561
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
21 กันยายน 2561
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add gluhp's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.