ตอนที่ 6 : 17 วัน 6 เมือง ที่ยูนาน ประเทศจีน : ตะลอนเหมยลี่ 4 วัน 3 คืนกะทัวร์จีน
ได้เวลาเดินทางอีกแล้ว เราเดินสืบราคาทัวร์แชงกรีลา - เฟยไหล - เหมยลี่ ประมาณ 2 วัน เราก็ได้บทสรุปที่ร้านทัวร์เจ้าหนึ่งในลี่เจียงเมืองเก่า (ขออนุญาตไม่ลงนามบัตรร้านทัวร์นะคะ เพราะแต่ละคนชอบร้านไม่เหมือนกัน ความพึงพอใจต่างกัน เดี๋ยวจะมาหาว่าเราแนะนำไม่ดี ไรงี้) เราตกลงปลงใจซื้อทัวร์ไปเที่ยวภูเขาหิมะเหมยลี่ 4 วัน 3 คืน (วันที่ 14-17 พฤษภาคม 2557) ในราคาคนละ 4,000 บาทถ้วน (ต่อราคาแทบแย่) เหตุผลที่เราเลือกร้านนี้อันดับแรกคือ โปรแกรมทัวร์ >> ราคาทัวร์ทั้งหมดรวมอะไรบ้าง คุ้มหรือไม่ >> ไปกันกี่คน >> รถทัวร์ออกจากลี่เจียงเวลาเท่าไร ขากลับกลับมาถึงลี่เจียงเวลาเท่าไร (เราจู้จี้มากเพราะกำหนดการของเราต้องเป๊ะนะ ยืดหยุ่นได้นิดหน่อยเนื่องจากเราจะไปหยวนหยางต่อ เสียเวลาไปมันจะไม่งาม) >> แล้วอย่าลืมถามด้วยละว่าจุดที่รถจะมารับคือตรงไหน และขากลับรถจะส่งเราลงที่จุดไหน >>ทัวร์แต่ละวันไปที่ไหนบ้าง แต่ละที่ใช้เวลาเที่ยวกี่ชั่วโมง (เราถามหมดเลย เพราะจะได้กำหนดเวลาถูก จะได้ไม่หลงกับลูกทัวร์คนอื่นด้วย) >> ที่สำคัญห้ามลืมขอเบอร์เจ้าหน้าที่ ที่ขายทัวร์ด้วยนะ เพื่อรถมารับช้าหรือเลทไปเราจะได้โทรถามเขาได้ (หากรู้ตัวไกด์แล้วก็ขอเบอร์ไว้ด้วยเลยจะได้โทรตามถูกคะ) ยกตัวอย่าง กรณีเรากลางคืนไกด์โทรมาหานัดแนะเวลาตื่น ไอ้เราเข้าใจผิดคะคิดว่ารถมารับ 8.00 น. รีบแหกขี้ตาตื่น check - out แต่เช้า ไปยืนรอรถตั้งแต่ 7.30 น. ปรากฏว่ารถมารับจริง 9.00 น. เซ็งเลย (ที่เซ็งนี่คือนึกว่าถูกโกงเงิน 555) ช่วงเวลานั่นทั้งไกด์และเจ้าหน้าที่คงปั่นป่วนจาก "ไทกั๋ว" (คนไทย) นางนี่น่าดู เพราะเราเล่นโทรจิกกระหน่ำ บ่นกระจายว่ารอนานแล้วนะ บลาๆๆ เท่าที่จะเปิดโพยหาได้ 555 มานั่งนึกดูตอนที่ไกด์โทรมาคงหมายความว่ารถจะมารับนะต้องตื่นเวลา 8.00 น. มาดูที่ตั้งร้านทัวร์ที่เราซื้อกันดีกว่า (แอบใบ้ให้ด้วย) ร้านตั้งอยู่ตรงจุดที่ลูกศรชี้เลยคะ เป็นร้านสุดท้ายที่อยู่มุมทางเดินเลย หาไม่ยาก (ปล. มุมทางเดินนะ ไม่ใช่มุมกำแพง) 



แล้วราคา 4,000 ต่อคน มันรวมค่าไรบ้าง มาดูกันคะ จากที่สอบถามคือ ไม่รวมค่าอาหาร 3 มื้อ // ไม่รวมค่าอ๊อกซิเจนกระป๋อง // ไม่รวมค่าเสื่อกันหนาวและรองเท้าบู๊ท นอกนั้นรวมหมดแล้วคะ (เมื่อเทียบกับการไปเองก็คุ้มกว่านะ ได้เที่ยวครบทุกทีด้วย) ระยะทางจากเมืองลีเจียงไปแชงกรีลาประมาณ 3 -4 ชั่วโมง



 รถมารับเราที่ปากทางเข้าโรงแรม Indigo hotel คะ แถว Crowne Plaza นั่นละ (ลืมบอกไปว่าร้านทัวร์ในเมืองลี่เจียงส่วนใหญ่รับเฉพาะคนจีนนะคะ หากร้านไหนพูดภาษาอังกฤษคล่องรับรองราคามหาโหด เราเคยถามเจ้าหนึ่งได้ราคามา 6,000 กว่าต่อคน ร้านที่เราเลือกพูดอังกฤษได้นิดหน่อย แถมน่ารักมากตรงที่เราบอกว่าเดี๋ยวเย็นกลับมาใหม่ แกล้งบอกว่าลืม passport ไว้ที่โรงแรม จริงๆ แล้วกลับไปคำนวณราคา 55 พอเย็นกลับมาเจ้าหน้าที่คนเดิมเตรียมโพยเขียนภาษาอังกฤษอย่างดี เพื่อที่จะคุยกับเรา แม้ว่าการสื่อสารจะไม่ตรงตามหลักไวยากรณ์แต่เราก็คุยกันรู้เรื่องนะ อังกฤษบบ้าง จีนบ้างปนกันไป )






ภายในรถมีแต่ชาวจีนหมดเลย มีเราเป็นต่างด้าว 2 คน 



ออกเมืองไปสักพักไกด์ก็เริ่มนะนำตัวเอง


แล้วก็มาแวะจุดนี่เป็นที่เที่ยวจุดแรก "โค้งแรกของแม่น้ำแยงซีเกียง"  เป็นตึกสีขาว  3-4 ชั้น ให้ขึ้นไปชมวิวปากแม่น้ำ จุดนี้ให้เวลาชม 30-40 นาที เราเห็นว่าไม่ค่อยสวยเลยไม่ค่อยถ่ายรูป


ลงมาก็มีป้าขายของ เราก็ซื้อเสบียงไปตุนในรถ


หน้าตารถทัวร์ของเรา พร้อมคนขับคะ (ปล. ตาคนขับนี่ดุมาก มารยาทไม่ค่อยดีเลย สงสัยคิดว่าเราเป็นคนจีน)



จุดเที่ยวต่อไปคือ "หุบเขาเสือกระโจน หรือ หูเที่ยวเฉีย (Hutiaoxia) " เป็นช่องหุบเขาเหนือแม่น้ำแยงซี อยู่ห่างจากเมืองลี่เจียงไปทางเหนือ 60 กิโลเมตร ช่องเขาเสือกระโจนเป็นหนึ่งในหุบเขาเหนือแม่น้ำที่ลึกที่สุดในโลก ผู้อยู่อาศัยในบริเวณนี้  ส่วนใหญ่เป็นชนพื้นเมืองชาวหน่าซีคะ



รูปตั๋วกะทางเข้าไม่ได้ถ่ายละ ไกด์ซื้อให้ จัดการพาเข้าส่งถึงประตูเลย จุดนี้ให้เวลาเที่ยว 1 ชั่วโมงเอง เดินไป - กลับ 30 นาที จริงๆ แล้วเดินไกลมาก ถ้ามาเองคงเดินลอยชายถ่ายรูปเป็นวัน คงไปไม่ถึงเต๋องชิงแน่



โดนแอบถ่าย






ถ่ายทางลงอีกด้านมาให้ดูคะ รู้สึกว่าจุดนี้เสียค่าเข้าชมแพงกว่านะ เพราะมีบันไดลงใกล้กว่า





แอบซูมข้ามช่องเขาไปถ่ายรูปปั้นเสือ


น้ำแรงมาก เสียดังกึกก้องเลย หนาวด้วย



เดินเหนื่อยจนหน้างิก



แดดมาแล้วก็จากไป อย่างรวดเร็ว ฮ่วย!


เดินออกมาดูร้านขายของหน้าทางเข้าหุบเขาเสือกระโจนบ้าง ของกิน น้ำ ของที่ระลึกมีหมดคะ เราดูถั่ววอลนัทดีกว่า





ชิมได้ด้วย รสชาติไม่อร่อยเลย







จากนั้นคณะทัวร์ก็พามาทานอาหารกลางวันที่ร้านนี้



เราสั่งราดข้าวเลย 2 จานนี้ราคา 250 บาท แพงมาก



จบจากนาพาไห่ก็มาต่อกันที่ "โค้งหัวเต่า" หรือ "โค้งแรกแม่น้ำจินซาเจียง"


















แล้วมาแวะชมวิวอีกจุดหนึ่ง จำชื่อไม่ได้คะ รู้แต่ว่าลมแรง หน้าชา มือไม้สั่น หนาวมาก มันไม่คิดจะมีแดดเลยใช่ไหม



ลมแรงแค่ไหนดูจากธงธิเบตที่ปลิวได้คะ



แดดไม่มีสว่างได้แค่นี่คะ แล้วความสว่างก็จากไปอย่างรวดเร็ว







หน้าตาโทรมมาก ตากแดดตากฝนมานาน 555 ความจริงโดนแดดเผาตอนอยู่บนภูเขาหิมะมังกรหยก (ก็สมควรอยู่เล่นอยู่ตั้งแต่ 11.00 น.-15.00น.)



ถ้าเห็นเจดีย์แบบนี้แสดงว่าเข้าเขตเมืองแชงกรีล่าแล้วคะ เย้ๆๆๆ





แชงกรีล่าในวันนี้เงียบเหงามาก ริมถนนหนทางคนหายไปไหนหมดไม่รู้ ยังกับเมืองร้าง สงสัยพอเกิดเหตุกาาณ์ไฟไหม้คนเลยเห็นเป็นแค่เมืองผ่านทาง ไกด์แวะให้ชม 1 ชั่วโมงคะ ลงมาจากรถนี้สั่นงักๆ 







แอบส่องดูเมืองเก่าที่ไหม้บ้าง ขี้เกียจเดินลงไป ราบเป็นหน้ากองเลย แต่ก่อนคงเป็นเมืองที่คึกคักเหมือนลี่เจียง



ไว้รอฟิ้นฟูแล้วจะกลับมาเที่ยวใหม่นะ 



และแล้วก็พลาดไม่ได้กับสิ่งที่ตามหา เจ้าหมาทิเบตตัวใหญ่ ขนฟู



สอบถามราคาได้ความว่าเท่านี้ เง้อ...



เรามาถึงที่พักตอน 17.30 น. คะ เราพักกันที่นี่ ไกด์แจ้งเวลาเจอกันอีกทีตอน 18.00 น. เพื่อไปทานอาหารและชมการแสดงพื้นเมือง (โชว์ทิเบต) ค่าเข้าชมคนละ 700 บาทเน้อ เราแจ้งว่าไม่ไปแต่จะเดินเล่นชมเมืองแชงกรีลาแทน ไกด์ก็ไม่บังคับนะคะ ใครใคร่ชมก็ไป 



สภาพภายในห้องพัก



โอเค แจ๋ว ใต้ผ้าปูที่นอนมีแผ่นทำความร้อนด้วย เวลานอนอุ่นมาก



ราคาที่พักราวๆ นี้คะ 456 หยวน



ป๊ะ....ออกไปเดินทัวร์เมืองแชงกรีล่ากันดีกว่า ก่อนอื่นต้องหาอาหารเย็นทานก่อน พอเปิดประตูโรงแรมเท่านั้นละ รีบวิ่งกลับเข้าไปใหม่เลย มัน......หนาวมาก...กกกกก พยายามกลั่นใจเดินมาตรงสี่แยก เจอร้านนี้คะ รีบเข้าไปนั่งเลยหนาวอะ



ผัดหมี่ป้าแกน้ำมันนองมาเลย T T จืดสนิท ต้องขอเกลือมาโรย



กระดูกหมูจานนี้อร่อยที่สุดในโลก เนื้อสัตว์เต็มๆ



อิ่มแล้วก็ขอเดินย่อยหน่อยเดินตรงมาเจอร้านนี้ ร้านขายของชำ โอ้ว....วววว สวรรค์มาเยือนรีบเข้าไปหาของกินตุนดีกว่า คนท้องถิ่นเข้ามาซื้อเรื่อยๆ ดูราคาสินค้าแล้วโอเคคะ ไม่แพงมาก มีครบทุกอย่าง เสื้อผ้ายังมี



ตามรอยขนมที่คนอื่นโพสไว้ว่าอร่อย ใช้ได้คะเหมือนขนมไข่บ้านเรา มีหลายขนาดด้วย






ชิมแล้วเหมือนตุ๊บตั๊บ
กินไปครึ่งแท่งโยนทิ้งละแข็ง



คิดอยู่นานว่าจะลองดีไหมกลัวท้องเสีย ปรากฎว่าอร่อยมากโยเกริต์ถ้วยนี้ พออีกวันจะไปซื้อหมดแล้วอะ คนซื้อเยอะ







ไส้กรอกผสมข้าวโพด รสชาติได้อยู่ กันหิวไป





ชานมซองละ 5 บาท ขออัพขอกินให้หมดละกันคะ สลับไปสลับมางงเอง



วันอื่นๆ เราก็ซื้อร้านขายของชำร้านเดิมตุนไว้อีก นมเปรี้ยวรสแอ๊ปเปิ้ลของคุณแฟน





เช้าวันที่ 15 พฤษภาคม 57 จะได้ไปชม "วัดซงจ้านหลิน (song zan lin si) " หรือที่เขาเรียกกันว่า "โปตาลาน้อย แห่งทิเบต" แล้ว ก่อนไปไกด์พาไปหม่ำร้านนี้ แอบดูไกด์คะอีตาคนขับรถทานด้วย อะไรหว่า?? เป็นชีสก้อนเอาไปปั่นไม่เละมาก ต้มให้ร้อนใส่เหยือกมา ทานคู่กับหมั่นโถวก้อนยักษ์ เหมือนกินขนมปัง มีนมชีสมั้ง (แหวะ ไอ้ตัวจามรีลอยเข้ามาในหัวเลย กลิ่นมันฉุนมาก ) แอบนินทาตาคนขับหน่อย วัฒนธรรมจีนกับไทยต่างกันมากคะ ผู้ชายจีนจะไม่ช่าวยผู้หญิงถือของเลย หนักแค่ไหนก็ไม่ช่วยถ้าไม่ใช่ภรรยา ขนาดแค่แฟนมันยังไม่ช่วยหิ้วเลย ของเรารึคุณแฟนนี่หอบทุกอย่าง จนผู้ชายชาวจีนมอง แบบว่า ทั้งรถทัวร์ งง ว่าคนไทยนางนี่มันใช้ผู้ชายถือของ แบกหามเยี่ยงทาส อิอิ โดยเฉพาะตาคนขับรถนี่มันชอบมองแปลกๆ แถมชอบแหย่เราด้วย ถ่ายรูปอยู่ก็หันมาแยกเขี้ยวให้ ทำเสียงคำรามขู่อีกต่างหาก เอิ่ม..มม มารยาทพี่นี่ทักทายกันยามเช้าแบบนี่ใช่ไหม ไม่รู้ชื่อไรเราเลยตั้งชื่อให้ว่า "คุณกูปรี" ละกัน คุณแฟนเราก็ถามว่าทำไมไปเรียกเขาแบบนั้น เราก็ว่าก็ท่าทาง นิสัย มารยาทมันเหมือนอะ หน้ากระจกรถก็มีตัวกูปรี (จามรีตั้งอยู่) แถมขับรถสุดยอดมาก ใครขวาง ใครขับคร่อมเลน พี่แกบีบแตร ตะโกนด่าลูกเดียว (นั่งรถมานี่นึกว่าจะไม่ถึงเหมยลี่ซะแล้ว) แต่อีตากูปรีขับรถชำนาญทางมากเลยนะ สงสัยน่าจะเป็นคนพื้นที่ หลังๆ พอตากูปรีรู้ว่าเราคนไทย แกเริ่มมารยาทดีขึ้น ไม่แยกเขี้ยว ทำหน้าบึ้งใส่เราละ



เรากับคุณแฟนสั่งอาหารพื้นบ้านอย่างหมี่เสี้ยนมาทาน (คิดถึงกับข้าวฝีมือแม่มาก)



ได้เวลาก็เดินทางไป
"วัดซงจ้านหลิน (song zan lin si) " ก่อนมาก็หาข้อมูลละนะว่าหากมาเองจะต้องทำไงบ้าง แต่เมื่อมากับทัวร์นี่สบายอะ อิอิ ขอตั๋วจากไกด์มาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกหน่อย อดได้ตั๋วเก็บกลับบ้านเลย





นั่งรถมาสัก 15 นาทีก็ถึงละ วันนี้อากาศแย่มาก ไม่มีแดด มีแต่ลมหนาว





ถ่ายรูปเล่นระหว่างรอคุณไกด์จัดการซื้อตั๋วเข้าชมและติดต่อเจ้าหน้าที่ ผู้หญิงในรูปคือ "คริสตี้" คะ เธอจะมีบทบาทกับเราตอนหลัง โชคดีที่บังเอิญถ่ายติดเธอมาด้วย





มุมนี้ไงที่เขาบอกว่าถ้าเดินไปจะถ่ายรูปได้สวย แต่เราไม่มีเวลาอะนะ แตกกลุ่มไปจะแย่





รอเจ้าหน้าที่บรรยายก่อน ภาษาจีนจะฟังรู้เรื่องไหมเนี่ย



แผนผังวัดที่วาดอยู่บนฝาผนัง





ไกด์ติดต่อเจ้าหน้าที่บรรยายให้เรา นี่หน้าตาหนุ่มลูกคึ่งจีน-ทิเบตเป็นแบบนี่ คมเข้ม ตาตี่ ผิวสีแทน



เอาหิมมาวางทับหลังคากันลมพัดด้วย





ชอบรูปนี้ โดนแอบถ่ายอีกละ



ขึ้นบันไดมาสูงสุดก็หันกลับไปถ่ายวิวข้างนอกบ้าง



ในนี่เหมือนเขตห้วงห้ามเลย วันนั้นมีทหารเข้าไปเยอะมาก



ท้ายสุดหลังจากฟังบรรยายจากเจ้าหน้าที่แนะนำจุดต่างๆ แล้วก็มาจบที่ร้านขายของที่ระลึกตามธรรมเนียม




พอลงจากวัดไกด์ก็พาไปชมสถานที่นี้คะ (เข้าไปชมข้างในถึงได้รู้ว่าเป็นสถานที่รักษาสุขภาพแผนทิเบต)





กงล้อทิเบต










ประดับด้วยธงธิเบตเต็มไปหมดเลย มีความหมายเหมือนผ้ายันต์บ้างเรามั้ง




ข้างในห้ามถ่ายรูปจ๊ะ ห้องแรกจะเป็นเกี่ยวกับวิธีการรักษาแผนธิเบต จุดต่างๆ ตามร่างกายมนุษย์ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย การรักษาโรค

ห้องสองก็จะเป็น อุปกรณ์ที่ใช้ในการรักษา ตั้งแต่อดีต

ห้องสุดท้ายก็จะมีพระนั่งเปฺ็นล็อค เหมือนดูดวงเลย เห็นมือคนแบมือให้จับ คงตรวจสุขภาพแผนจีนนะ แต่เราไม่ได้ตรวจคะ เราขอออกมาถ่ายรูปเล่นข้างนอกดีกว่า

เจ้าหน้าที่ก็ถามว่ามาจากไหน เราก็บอกว่ามาจากประเทศไทยค่า แกก็บอก "สวัสดีคะ" น่ารักได้อีก
แต่อย่าถามประโยคยาวนะคะ เราฟังไม่รู้เรื่องฟังออกบางประโยค บางคำ เพิ่งรู้ว่าตัวเองมีความสามารถพิเศษก็ตอนไปจีนนี่ละ อยู่ดีก็ไปฟัง พูด อ่าน ได้ที่โน้น มันวิชาเอาตัวรอดชัดๆ อิอิ







ชมวัดเสร็จก็มาชม "ทุ่งหญ้านาพาไห่" ต่อ นาพาไห่ คือทุ่งหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์สามารถขี่ม้าเข้าไปชมหรือจะเดินชมก็ได้ ที่แห่งนี่ยังเป็นที่อาศัยของนกกระเรียนคอดำพันธุ์หายากอีกด้วย ต้องมาให้ตรงเดือนที่มันบินมาด้วยนะถึงจะเห็น ทะเลสาบนาพาไห่ สูงจากระดับน้ำทะเล 3266 เมตรคะ






มันก็น่าเดินอยู่ถ้าไม่เหม็นอึเจ้าล่อ



ขอไปหาไรกินดีกว่า ระหว่างรอคนอื่น



คุณแฟนลองชิมเนื้อไรก็ไม่รู้ จึ๋ย!!





เราลองทานไส้กรอกห่อแผ่นแป้งกลิ่นชีสทอดดีกว่า รสชาติเผ็ด เค็มสะใจ แต่กลิ่นชีสนี่ไม่ไหวนะ



ชมทุ่งหญ้านาพาไห่เสร็จรถก็พาไปทานข้าวกลางวันคะ



ผัดตับอร่อยสุด









พามาชมห้องน้ำในตำนาน อิอิ








รูปนี้ตามปั๊มน้ำมันคะ



จากนั้นรถทัวร์ก็มุ่งหน้าสู่ "ภูเขาหิมะไป๋หมาง" เขตอนุรักษ์ธรรมชาติที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองตี๋ชิ่ง (Diqing) หรือที่เรารู้จักกันว่า เมืองเต๋อชิ่ง เมืองที่ตั้งอยู่ทางเหนือของมณฑลยูนาน



"ภูเขาหิมะไป๋หมาง" อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 5,000กว่า เมตร เราไม่มีอาการแพ้ความสูงแล้ว สงสัยร่างกายปรับสภาพได้ เลยเที่ยวอย่างสนุก



คุณไกด์บอกว่าแถวนี่มีสมุนไพรจีนหายาก นามว่า “ถั่งเช่า” หรือ “ถั่งเฉ้า” คนรู้จักว่า "หญ้าหนอน" เพราะชาวจีนให้คำนิยามว่า "ฤดูหนาวเป็นหนอน ฤดูร้อนเป็นหญ้า" อ่านข้อมูลเพิ่มได้ที่ //th.wikipedia.org/wiki/ถั่งเช่า



“ถั่งเช่า” เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่เราตามหา แต่ก็หาไม่เจอ สงสัยถูกเก็บไปขายหมด หิมะละลายหมดแล้ว ก้มดูก็ไม่เจอหนอน 555



เดินชมวิวอยู่ดีก็มีฝนตกปรอยๆ คะ สักพักตามด้วยหิมะตก
ตกเต็มเลย โชคดีมาก





เพิ่งเคยเห็นเกล็ดหิมะ ครั้งแรกในชีวิต มันสวยมาก



สวยสุดยอดอะ ไม่ผิดหวังเลยที่ได้มีโอกาสมาประเทศจีน




สักพักพายุหิมะแบบเบาๆ ก็ตามมา ช่วงนี้เริ่มไม่สนุกละ หิมะปลิวเข้าตา เข้าปากเต็มไปหมด หนาวด้วย



ภูเขาทั้งลูกขาวโพลนเพราะพายุหิมะ



รูปคู่ท่ามกลางพายุหิมะที่เพื่อนร่วมทัวร์ชาวจีนถ่ายให้





ไกด์อาสาถ่ายรูปหมู่ให้




ที่ทิเบตชอบมีกิงหินวางไว้เนอะ เราก็หยิบเอาหินไปตั้งเพิ่มด้วย หมายความว่าไงไม่รู้ละ แค่ภาวนาว่ามีโอกาสจะกลับมาเที่ยวประเทศจีนอีก



เดินลัดเขากลับไปขึ้นรถท่ามกลางพายุหิมะแสนหนาวเหน็บ





เดินเยอะก็เหนื่อนะ เริ่มหายใจหอบก็หยิบตัวช่วยมาพ่น โชคดีที่พกมาด้วย




มุ่งหน้าสู่เฟยไหลกัน



บาย บาย "ภูเขาหิมะไป๋หมาง"



นั่งไปสักพัก หลับไปงีบก็ถึงที่นี้ เห็นเช่นนี้แสดงว่าถึงประตูผ่านเข้าสู่เฟยไหลแล้ว เย้ๆๆ







ข้างๆ มีเจ้าหมาทิเบตเฝ้าอยู่นะ ใครเดินผ่านเห่าบ้านแตกเลย หลุดออกมานี่ตัวใครตัวมันละงานนี่



แวะถ่ายรูปสัก 15 นาที พอละหนาวเกิน หน้าชา มือชาไปหมด

ฃฃ















กรุณาดูลม พัดธงกระจายเลย



นานๆ จะมีคนเดินผ่านมา




ที่พักของเราในคืนนี้ตั้งอยู่มุมถนนเลย (ลืมถ่ายรูป)
ห้องโอเค ห้องน้ำก็โอ



อีกสักรูปภาพเบลอ




ราคาค่าห้องคะ




ค่ำๆ เราเลยออกไปเดินเล่นและหาซื้อขนมทาน ที่พักรูปล่างนี้มีคนโพสไว้ในเนทว่าวิวสวยมาก พอเข้าไปถามราคาก็นะ ถอยดีกว่าคืนละตั้ง 2,000 บาท



เช้ารีบตื่นตั้งแต่ตีห้าครึ่ง พอหกโมงรีบออกไปจุดชมวิวเพื่อไปตั้งกล้องรอถ่ายรูปภูเขาหิมะเหมยหลี่



วันนี้หนาวกว่าเมื่อวานอีก บรือ...ออ “ภูเขาหิมะเหมยหลี่” มีชื่อเรียกอันไพเราะในภาษาทิเบตว่า “คาวากาโป” (คาวาเก๋อโป) ซึ่งหมายถึง “ภูเขาหิมะขาว” เป็นส่วนหนึ่งของแนวเทือกเขาหิมาลัยที่ทอดตัวลงมาจากหลังคาโลก … ทิเบต “เหมยหลี่” เป็นยอดเขาสูงสุดอันดับหนึ่งของมณฑลหยุนหนาน (ยูนนาน) มีความสูงถึง 6,740 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองเต๋อชิน ห่างจากตัวเมืองประมาณ 20 กม “เฟยไหลซื่อ” เป็นจุดชม “เหมยหลี่” ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดีในหมู่นักท่องเที่ยวคะ



หมอกลงจัดมาก การที่เราจะเห็นแสงอาทิตย์สาดส่องกระทบยอดภูเขาหิมะเหมยหลี่ ไม่ง่ายแล้วสิ ฟ้าไม่เปิด แถมสูงขนาดนั้นคงหนาวกว่าภูเขาหิมะมังกรหยกชัวร์



อากาศไม่เอื้ออำนวยซะแล้ว อดเห็นแสงสีทองสาดส่องกระทบยอดเขาเลย ไม่เป็นไรไว้มาใหม่ จะว่าไปจะมีสักกี่ร้อยคนนะที่จะเห็นปรากฎการณ์ธรรมชาติสวยๆ แบบนั้น
(อิจฉาที่สุด)



ฝนพรำๆ หมอกหนากว่าเดิมจบกัน





ออกไปหาน้ำเต้าหู้ทานดีกว่า น้ำเต้าหู้จีนจืดสนิทคะ มีโถน้ำตาลทรายตั้งวางไว้ให้เติมเองด้วย



กระทั่งปาท๋องโก๋ยังไม่อร่อยเลย



เสร็จแล้วก็เตรียมตัวออกเดินทางไปเที่ยวต่อคะ พอรถจะออกนึกได้ว่าลืมถ่ายป้ายชื่อโรงแรมที่พัก เลยถ่ายมาได้แค่นี้อะคะ



ไกด์บอกว่าจะไปธารน้ำแข็งหมิงหยงกัน ดูระหว่างทางไปซะก่อนทุรกันดาร สมบุกสมบันจริง







ตกลงไปนี่ตายอย่างเดียวเลย ระหว่างทางก็มีหินถล่มเป็นระยะๆ ให้หวาดเสียวเล่น ทางอันตรายเสี่ยงตายต่อชีวิต ดีนะที่ตัดสินใจทำประกันเดินทางไว้ เฮ้อ..



กว่าจะถึงทางเข้า "ธารน้ำแข็งหมิงหยง" เล่นเอาใจหล่นไปถึงตาตุ่ม จากการหาข้อมูลเขาบอกว่าทางทรหดอดทนมากคะ การเดินทางขึ้นเขาไปชมธารน้ำแข็งหมิงหย่ง แบ่งเป็น 2 ช่วง
ช่วงแรก... ใช้บริการแบบม้าๆ เนื่องจากทางค่อนข้างชัน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเศษๆ

ช่วงที่สอง... เดินเท้าไปตามบันไดที่ทางการได้สร้างสำหรับนักท่องเที่ยว




เราขอเลือกขี่ม้าผสมลา ที่เรียกว่าล่อละกันนะ เก็บแรงไว้เดินขึ้นหน่อยดีกว่า ถึงจะสงสารมันแต่ก็ต้องทำ






เหนื่อยนักพักกินน้ำก่อน น่าสงสารจัง อดทนหน่อยนะเจ้าล่อ



บางช่วงชันมากเราต้องลงเดินเองคะ เจ้าล่อก็ให้เจ้าของจูงไป








ทางข้างหน้ายังอีกไกล วันที่ไปฝนพรำตลอดทาง หนาวก็หนาว



ในที่สุดก็เห็นซะที ธารน้ำแข็งพันปีหมิงหยง









ขอพาโนราม่ามั้ง






ใครจะเชื่อว่าหิมะ



ขนาดกันดารแบบนี้ยังมีสิ่งมีชีวิตอยู่ได้อีก
ซูมข้ามเขาเลยละ





อลังการ ธรรมชาติสรรสร้างมาก หายเหนื่อยเลย ธารน้ำแข็งหมิงหยงเป็นธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดและยาวที่สุดของเขตเขาหิมะเหม่ยหลี่ เป็นจุดกำเนิดของแม่น้ำหลายสาย รวมทั้งแม่น้ำหลันชาง หรือแม่น้ำล้านช้าง ตามที่เรียกกันในประเทศลาว และกลายมาเป็นแม่น้ำโขงในประเทศไทย


ธารน้ำแข็งแห่งเดียวในทวีปเอเชีย มันสวยมากคะ



หันมาถ่ายทางที่เดินขึ้นมามั้ง เราใช้เวลาไป-กลับทั้งหมด 4-5 ชั่วโมงคะ แต่ภาพที่เห็นมันสุดยอดมาก 



ลงจากธารน้ำแข็งหมิงหยงประมาณ 13.30 น. ไกด์ก็พาไปทานอาหารกลางวันคะ หิวมากมาย










ขอซื้อน้ำเย็นทานมั้งเหอะเริ่มเบื่อน้ำร้อนแล้ว



ออกเดินทางกลับไปค้างคืนที่แชงกรีล่าอีก 1 คืนคะ





แวะเข้าห้องน้ำก็ได้วิวแบบนี้มา






สตอเบอร์รี่ที่ซื้อระหว่างทางอร่อยดี หวานฉ่ำ



ถึงแชงกรีลาเราเข้าพักที่นี่คะ ไม่ได้พักที่เดิมเพราะเพื่อนๆ ชาวจีนโหวตว่าที่พักครั้งที่แล้วแย่มาก ที่นี่เราต้องจ่ายเพิ่มอีกคนละ 150 บาท คะ 






สภาพเตียงก็คล้ายกับที่ผ่านมา ลืมไปว่ายังไม่ได้ถ่ายรูปห้องน้ำเลย เอามาฝากสักหนึ่งรูป



เย็นก็ออกไปหาไรทานแถวนั้น พร้อมเดินไปซื้อเสบียงที่ร้านขายของชำร้านเดิม 



ทิชชู่จีนไม่มีแกนกลาง ที่รองแก้วกระดาษก็เจ๋ง




เช้าวันรุ่งขึ้นเราหม่ำมาม่ากันคะ เอาไข่เยี่ยวม้าที่ซื้อเมื่อคืนมาลองชิมด้วย




ต่างกับบ้านเราอย่างเห็นได้ชัด





ข้างในคล้ายกันค






Create Date : 11 กันยายน 2557
Last Update : 12 กันยายน 2557 9:35:42 น.
Counter : 1759 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Emmy Journey พากิน พาเที่ยว
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]



จับกล้องท่องเที่ยวไปกับการเดินทางของฉัน ด้วยการถ่ายภาพที่ใช้อารมณ์ และหัวใจ มากกว่าเทคนิคและกฏเกณฑ์ /Step by step with my journey.

Page : Emmy Journey พากิน พาเที่ยว
https://www.facebook.com/EmmyJourney

Blog : https://emilia0412.bloggang.com
Oknation blog : https://oknation.nationtv.tv/blog/emilia

Instagram : emmyjourney
https://instagram.com/emmyjourney

** ขอสงวนสิทธิ์ ***
ข้อมูลทั้งหมด อันรวมถึงข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่บน https://emilia0412.bloggang.com ห้ามมิให้ผู้ใดเผยแพร่ ลอกเลียน ทำซ้ำ หรือแก้ไข ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ด้วยวิธีการใดๆ โดยมิได้รับการยินยอมจากเจ้าของบล๊อก (จะได้ม๊ะ)
กันยายน 2557

 
1
2
3
4
5
6
7
8
14
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog