Group Blog
 
All Blogs
 
ต้อนรับวันแห่งความรักกับ "ด้วยปุพเพ ฤๅผลกัมม์แต่งสร้าง"

นี่ก็ใกล้วันแห่งความรัก ทั้งวันแห่งความรักสากล (วาเลนไทน์) และวันแห่งความรักทางพระพุทธศาสนา (วันมาฆปูชา) จึงค้อนใค้เอาบทความเก่า ๆ ที่เคยเขียนเอาไว้แต่นานมาแล้ว มาเพื่อให้รำลึกนึกถึงปุพเพแต่ปางบรรพ์ เผื่อว่าจักได้ประสบพบกับเนื้อคู่บ้าง

จึงขอต้อนรับวันแห่งความรัก กับ "ด้วยปุพเพ ฤๅผลกัมม์แต่งสร้าง"

--------------------------------------



เคยเชื่อเรื่องเนื้อคู่กันบ้างไหม?....

คนรุ่นใหม่ ใจเร็ว ด่วนได้ คงไม่สนใจหรอก กับเรื่องนี้ เพราะมักใช้คติที่ว่า “กินอิ่มแล้วหนี กินพีแล้วพ่าย” เมื่อแหนงหน่ายก็เลิกรากันไปไม่ผูกมัด

เป็นวิถีชีวิตในสังคมแบบใหม่ ที่มักอ้างกันเรื่องสิทธิและเสรีภาพ... เสรีภาพอันเหลวแหลก

หากผีตายเก่าเน่าเมินของคนสมัยก่อนลุกขึ้นมาในยามนี้ แล้วได้รู้ได้เห็นได้ ก็คงไม่อยากจะเกิดอีกเลยจนม้างกัปก็เป็นได้

ทัศนคติในเรื่องการครองคู่อยู่กินเป็นคู่ผัวตัวเมียมันแปรเปลี่ยนแทบจะพลิก ด้วยถือว่ายุคนี้ยุคเสรีภาพ แลอัตตาธิปไตย หรือว่ากรอบสังคมยามนี้มันพังภินท์ลงหมดสิ้นแล้ว ไม่ว่าจะระบอบครอบครัว ผีปู่ย่า หรือแม้ศาสนา แล้วเอาไม่อยู่แล้วหรือไร ค่านิยมของคนสมัยใหม่จึงหวือหวาโลดโผนชวนให้ตกอกตกใจอยู่บ่อยครั้ง เมื่อเห็นข่าวที่รายงานตามหน้าหนังสือพิมพ์

สมัยก่อน การที่จะตกลงปลงใจกันนั้น มันอิสระมากเหมือนกัน เพราะต่างฝ่ายต่างมีสิทธิ์ที่จะเลือกผู้ที่รักและพอใจ ในยามเมื่อผู้บ่าวมาเที่ยวแอ่ว อู้บ่าวอู้สาว กับสาวที่อยู่นอก ดังคำกล่าวที่ว่า

‘อันว่าความรัก อยู่ที่พอใจ ……….ความรักมีไหน ความพอใจมีหั้น’

แต่ความพอใจในที่นี้ มันต่างจากความพอใจในทัศนคติของวัยรุ่นสมัยใหม่ ที่ฉาบฉวย วู่ไหม้เหมือนไฟที่ไหม้ฟาง สักพักก็ดับลับหายไป เหลือแต่เถ้าไว้ให้ดูต่างหน้า

ความพอใจในที่นี้ ไม่ใช่พอใจเพียงแค่หลงใหลได้ปลื้มกับเปลือกนอก แต่พอใจถึงภายในจิตใจ ในคุณงามความดีที่มีให้แก่กัน คิดถี่ถ้วนทุกด้าน ด้วยผู้ที่จะมากินแขกแต่งงานด้วยนั้น เป็นผู้ที่จะต้องอยู่ร่วมกันไปคุ้มแก่คุ้มเฒ่า พันผูกกันไปตามกระแสกัมม์

เพราะแสกัมม์จากชาติก่อนภพหลัง ได้ชักนำได้มาเจอกันอีกครั้งในชาตินี้ภพนี้

ดังคำคร่าวคำเครือที่หนุ่มใช้เกี้ยวสาวว่า

‘สลิดสะลัก ขึ้นต้นบ่าเกวน………….บ่ใช่กัมม์เวร มันทึงบ่ได้’

อันหมายถึงว่า สองเราหากไม่เคยมีกัมม์มีเวรร่วมกันมาแต่ปางก่อนแล้วไซร้ ย่อมที่จะไม่ได้ซ้อนมิ่งเคียงหมอน เป็นผัวเป็นเมีย



ที่ว่า มีกัมม์มีเวรร่วมกันมาแต่ปางก่อนนั้น จะหมายถึง “ตัวกัมม์ตัวเวร” อันแปลได้ว่า คู่สร้างคู่สม หรือหญิงชายที่เชื่อว่า เป็นคู่กันมาแต่ปางก่อน เพราะได้มีกัมม์หรือการกระทำที่ร่วมกันสร้าง มาด้วยกัน เมื่อมาถึงชาตินี้ แรงกรรมที่เคยทำร่วมกันมา ก็ผลักดันให้มาเจอกันอีกครั้ง แต่จะเจอกันในลักษณะไหนนั้น ก็ขึ้นกับกัมม์เก่านั้น ดีชั่วเพียงใด เหมือนกับทางอีสานที่มีความเชื่อในเรื่อง “แนน” ที่เป็นเนื้อคู่กันมาแต่ปางบรรพ์

ตัวกัมม์ตัวเวร ที่คุ้นเคยกันดีเห็นจะเป็นเรื่อง เจ้าสุวัตร กับนางบัวคำ ดังคำซอที่ว่า

“...ส่วนพระรสี ท่านค็เลงหันได้ จิ่งยอยกให้ เป็นคู่ตัวกัมม์
ของนางบัวคำ เมื่อปางก่อนอั้น ท่านเลิยไม่ขีดขั้น ยกหื้อเปนเมียแพง
เพราะกัมม์เคิยแฝง เทียมแยงก่อนกี้ เกิดมาชาตินี้ เขาค็เซาะหากัน
ท่านเลิยปลงปัน อนุญาตให้ เลี้ยงพระพ่อไธ้ ตกเหิงเมินมา
..."[1]


ซึ่งเป็นตอนที่เจ้าสุวัตรได้มาลัยที่นางบัวคำได้อธิษฐานลอยน้ำไป มาลัยนั้นได้ลอยทวยกระแสขึ้นไป สอดสวมเข้ากับข้อกรของเจ้าสุวัตรได้พอดี ในขณะที่กำลังสรงน้ำอยู่ในลำธาร มาลัยกรองเกลียวเกี้ยวอ้อมนั้น ทำให้เจ้าสุวัตรมีใจใคร่รู้ยิ่งนัก ว่าเป็นของผู้ใด จิ่งทำการออกสืบเสาะค้นหาผู้เป็นเจ้าของมาลัยพวงนี้ จวบจนกระทั่งพาบพบนางบัวคำหน่อน้อยที่อาศรมของพ่อเจ้ารสี ทั้งนี้ ด้วยผลกรรมที่เคยกระทำร่วมกันมาแต่ชาติปางหลังหนุนส่งให้มาเจอะเจอกัน ดังคำอธิษฐานของนางบัวคำนั้น

“...ร่ำวอนหา ปิยาคู่ภัก เสียงอ่อนอ้อนปูนฟัง
ตัวเวรข้าไธ้ แต่ชาติหลัง มีที่ใด จุ่งไหลมาฝั้น
จุ่งมาสนิท ต่อติดหื้อหมั้น เทิอะสายที่แพง ที่รัก
กัมม์แลเวร จุ่งไปเชิญชัก จูงจ่องผ้ายพามาเทิอะ
..."[2]

นอกจากคำว่า “ตัวกัมม์ตัวเวร” แล้ว ยังมีอีกคำว่า“ตัวโป” หรือ “โป” มาจากคำว่า “โปราณิกกัมม์” ซึ่งหมายถึง ‘เนื้อคู่แต่ปางหลัง’ คือ ผู้ที่ผูกพันกันมาแต่ปางก่อน เป็นโปราณเวร ทำให้ได้เป็นผัวเป็นเมียกันในชาตินี้

นอกจากกัมม์เก่าแต่หนหลังแล้ว สิ่งหนึ่งที่ทำให้ได้อยู่ร่วมกัน คือกัมม์หรือการกระทำที่ได้ทำขึ้นใหม่ในภาวะชาตินี้

กัมม์เก่าเคยไม่รู้เห็น เคยได้ยินดังเรื่องเล่าเก่าก่อน ในคำน้ำคำธัมม์ที่สอนสั่งพร่ำบอกกันต่อ ๆ มา ไม่เคยอยู่ในความนึกคิดของคนสมัยใหม่ ที่เชื่อมั่นในตนเองสูง เชื่อว่าผลทุกอย่างที่พานพบ ล้วนแต่เกิดจากการกระทำในปัจจุบันสมัยของตนเองทั้งสิ้น แต่นั่นคนรุ่นเก่าได้รับรู้มาก่อนแล้ว ดังคำสอนในพุทธปรัชญาที่ว่า “...ปุพฺเพ ว สนฺนิวาเสน ปจฺจุปฺปนฺนหิเตน วา....คนเราจะรักกันและหรืออยู่ร่วมกันเป็นคู่ผัวตัวเมีย เพราะอาศัยกรรมสองสถานอย่างหนึ่งอย่างใดคือ บุพเพสันนิวาส หรือไม่ก็ได้มีการเกื้อหนุนจุนเจือช่วยเหลือกันในปัจจุบัน...” [3] เมื่อกัมม์ปัจจุบันมีส่งเหนือกว่ากัมม์ในอดีตชาติ ก็สามารถกำหนดคู่กัมม์คู่เวรใหม่ได้ในชาตินี้

ดังคำเรียกขวัญของคู่ข่าวสาว ว่า

“...ธัมม์พระกล่าวไว้บ่ทุมหายเสีย
เหตุที่เราได้มาเปนผัวเมียตามธัมม์พระเจ้า
บุพเพสันนิวาสเจ็ดชั่วชาติล่วงแล้ว
เคยได้เปนผัวรักเมียแพง
ธัมม์พระกล่าวไว้ท่านได้แถลง
เหตุที่เราจักได้กันเปนผัวเมียแพงค็มีสองอย่างเนิอเจ้า
เคยได้เปนผัวเมียกันแล้วเล่าในอเนกชา
คันเกิดมาในโลกาโลกใต้
ค็มาปะกันแถมแล้วไซร้บ่ไคลคลา
อย่างนึ่งนั้นนาเมื่ออยู่ในโลกาโลกนี้
ตามพระกล่าวชี้ไขปัน
ได้ช่วยเหลือกันทุกสิ่ง
สองอย่างนี้จิ่งกลับกลาย
ได้เปนผัวเมียไพทั่วหน้า
...”[4]



“กัมม์” เป็นตัวกำหนด เป็นตัวขับเคลื่อนของทุกชีวิตในสังสารวัฏ

ด้วยกัมม์ จึงพานพบ... ด้วยกัมม์จึงจากพราก…

คนเราเมื่อถึงเวลาอันควร ย่อมที่จะกินแขกแต่งงานกับตัวพ่อตัวแม่ของตนเอง เมื่อชายหนุ่มเติบใหญ่ขึ้นมา ก็จะเสาะหาตัวแม่มาเป็นคู่ฝั้น แอ่วสาวบ้านใกล้บ้านไกล บางครั้งก็ต้องพึ่งพาการทำนายทายทัก เพื่อเป็นก่อเกิดกำลังใจในการอู้สาว จึงได้มีการเขียนเป็นตำรา ในการดูลักษณะเนื้อคู่แต่ปางหลังตามวันเกิดของแต่ละคนไว้ดังนี้

ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ จะได้เนื้อคู่ผิวขาว หน้าแป้น หน้าลาย หรือผิวดำแดง มือเท้าเรียว อยู่ทิศตะวันตก

ผู้ที่เกิดวันจันทร์ จะได้เนื้อคู่ผิวแดง รูปสวย หน้ามน ท้องใหญ่ อยู่ทิศใต้

ผู้ที่เกิดวันอังคาร จะได้เนื้อคู่ผิวขาวนวล อวบอัด ใบหน้ารูปไข่ ดึงดูดเพศตรงข้าม อยู่ทิศเหนือ

ผู้ที่เกิดวันพุธ จะได้เนื้อคู่ผิวขาวเหลือง ร่างน้อย แก้มใหญ่ อยู่ทิศตะวันออก

ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดีจะได้เนื้อคู่ผิวเนื้อดำแดง หน้าดูกคางแหลม อยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

ผู้ที่เกิดวันศุกร์ จะได้รูปร่างดำแดง ไม่ก็ขาวแดง ปากกว้าง ผมงอ อยู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้

ผู้ที่เกิดวันเสาร์ จะได้รูปร่างผิวขาวซีด มิฉะนั้นดำแดง ลงพุง อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ

ผู้ที่เกิดวันราหู (วันพุธกลางคืน) จะได้รูปร่างดำแดง ร่างใหญ่ ฟันเสีย อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ [5]

ทั้งนี้ การที่แบ่งลักษณะเนื้อคู่ออกเป็นลักษณะ และอยู่ในทิศที่อยู่แตกต่างกันไป อาจเพื่อป้องกันการรบราแย่งชิงจนเลือดตกยางออกเพื่อผู้หญิงคนเดียวก็เป็นได้ เมื่อไม่ได้ซ้อนมิ่งเคียงหมอนกับหญิงที่หมายตาไว้ ก็ถือเสียว่า แม้จะพึงพอใจเพียงใดก็ตาม แต่ไม่ใช่ลักษณะของเนื้อคู่ ทำให้อาการที่เรียกว่า ‘อกหัก’ จึงไม่รุนแรงจนถึงฆ่าตัวตาย

เมื่อการทำนายทายทัก บอกได้ไม่ละเอียด จึงมีพิธีการใช้คาถาหาตัวโป ไม่ใช่พิธีที่ทำเสน่ห์แต่อย่างใด หากเป็นการเพื่อที่จะให้ได้เห็น โฉมหน้าของ “ตัวโป” ของเราว่า หน้าตาเป็นอย่างไร

ท่านให้นำเอา หมากคำ พลูใบ ข้าวปั้นกล้วยหน่วย ใส่ไว้ในขัน แล้วไปนั่งอยู่ในบริเวณที่สงัดตอนกลางคืน ที่สำคัญ อย่าให้ใครเห็นเป็นอันขาด เมื่อหาสถานที่ได้เหมาะเจาะดีแล้ว ก็ใช้มือซ้ายถือขันเอาไว้ แล้วเงยหน้ามองดูดาว ให้เลือกดาวที่ดวงสุกใสส่องสว่างงามตา แต่ต้องเป็นดาวที่ไม่มีชื่อ เมื่อหมายมั่นดาวที่พึงใจได้แล้ว ให้นึกคาถาว่า

“โปราณะทุจะริตัง ทุติยายา อิตถีตะนารี ปุญจะ มโนรัฏฐะ ทุติยัมปิ อริยะทะสะตา โหนตุ ตัสสะเน อม ทะหิยะ ๔ เดือนดอยมาเฝ้าเข้าหูกู มาฝันหัน ผู้ใดมาเป็นชู้กู เป็นเมียกูก็ดี หื้อเข้าหู ฝันหัน อม ภะคิริภะริ สวาหุม”

นึกคาถานี้ ๑ ที แล้วก็เสกมือ กวักดาวดวงงามนั้นมาใส่ในขันถ้วน ๗ ที แล้วก็นำเอาขันนั้น ไปไว้บนหัวนอน จักฝันเห็นผู้ที่เป็นเนื้อคู่ หากไม่ฝันเห็น ก็ทำอีกจนกว่าจะเห็น [6]

เมี่อความผูกพันกระทำกัมม์ร่วมกันมา ทั้งในชาติก่อนและชาตินี้ ต่างผลักดันให้คนสองคนมาซ้อนมิ่งเคียงหมอนผู้เข้าเอาขวัญเป็นผัวเป็นเมีย

ความผูกพันนั้น จะก่อให้สองขาผัวเมีย ประสบสุขหรือทุกข์ยากก็ได้ทั้งนั้น บางครั้งชีวิตคู่มีการกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นธรรมดาตามประสาผู้ที่อยู่คู่กัน แต่เพราะถือว่า การที่อยู่ด้วยกันนั้น เพราะเป็นคู่ตัวกัมม์กันมา จึงจะต้องช่วยกันประคับประคองกันไปให้ตลอดรอดฝั่ง ดังบทซอที่ว่า

“...เพิ่นอู้ทางค้า ข้าจะบิดหน้าหนี อู้ทางสุรานารี แล้วพี่จะบิดหน้าเข้า
ช่างมันเทิอะเพลินจันทร์ เราอยู่ทวยกันเจ้า จนพอจักเถ้า อย่าหื้อมีปากมีคอ
มันเป็นโปราณะ ตัวเวรตัวกัมม์ เราได้อยู่ทวยกัน เท้าเถ้า
ชะใดชะใดก็อดเอา เทิอะแม่เถ้าน้องไท้
...”[7]

บางครั้ง หากรักชอบเพียงใด แต่ก็จำต้องคลาไคลไกลคู่ เฉกเช่นพระชินะ กับนางอมรา ที่จบลงด้วยโศกนาฏกรรมของทั้งสองฝ่ายนั้น ก็ถือว่า ทั้งสองไม่ได้เป็นคู่ตัวกัมม์กันมาแต่ปางบรรพ์ จึงไม่ได้อยู่เรียงเคียงคู่

“ ๑๔๔. กัมม์หลังมาครอบฅ้าง.... ฅืนสนอง
สองเปล่าปองกัมม์พรอง ............บ่ได้
สองรักบ่ตรัสตรอง ...................จิตเจต คระนิงแล
สองหากตายม้วยมล้าง ..............ส่องแจ้งเป็นตรา”[8]

นับเป็นความโชคดีกว่าอีกหลาย ๆ คู่ที่อยู่ร่วมกันตามกัมม์นำชัก จากบุพกัมม์ สู่กัมม์ในปัจจุบันสมัย อยู่ร่วมกันจริง หากทะเลาะเบาะแว้ง กัมม์เก่าบุญหลังร่อยหรอ กัมม์ดีไม่สานต่อ เป็นคู่ผัวเผดเมียผี ดังเช่นคู่ของ ยาโมกับนางมัลลิกา ที่นับวันจะพากันไปสู่ความฉิบหายวายครัว ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับอีกคู่หนึ่ง ที่เป็นผัวแก้วเมียแสง ดังคู่ของ เตโชกับนางจันทา ที่มีแต่จะมั่งมูนทุ่นเท้า

หากคู่ใดอยู่ด้วยกันไม่ไหว จำเป็นที่จะต้องตัดก้อมสินเพียง สิ้นเยื่อขาดใยต่อกัน เลิกร้างห่างขาด ก็จะถือว่า ทั้งสองหมดเวรหมดกัมม์ที่เคยกระทำร่วมกันมา มีบ้างที่เสียใจ แต่ก็ไม่คร่ำครวญ ไม่พิรี้รำพัน ด้วยถือว่า เท่าที่ผ่านมา เป็นเพราะบุญกัมม์แต่งสร้าง จึงทำให้มาพบกัน แล้วกัมม์ใหม่ที่สร้างไว้ก็ทำให้ต้องร้างรา หากกัมม์ใหม่รุนแรงแข็งกล้าอาฆาต ก็สืบเนื่องกัมม์กันต่อไป แต่อาจจะกลายเป็น “เจ้ากัมม์นายเวร” ที่ต้องตามชดใช้กันเรื่อยไปไม่จบไม่สิ้น

“...บ่น้อยบ่แหนง เมียแพงธิ้งละ ใคร่ตบปีกเหล้น ซอเพลง
เสี้ยงกัมม์เวรน้อง ข้าบ่ข่มเหง เจ้าจันท์เดือนเพ็ง บ่เลิงผ่อหน้า
” [9]

นอกจากนี้ ในธัมม์ได้กล่าวถึงว่า แต่ละคู่จะเสมอด้วยกันหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตา หนึ่งรูปงาม หนึ่งรูปทราม หรือทางด้านความดีงามนั้น ก็เนื่องด้วยชาติก่อนนั้นกระทำบุญมามากน้อยแค่ไหน หรือทำบุญแล้วมีใจไม่เป็นกุศล ขึ้งเคียด หรือประกอบด้วยโทสะ โมหะเป็นที่ตั้ง ก็จะได้คู่ที่เสมอด้วยรูป เสมอด้วยศีลไม่มี แม้นแต่นางอมิตตตาที่ชาติก่อนได้ให้ทานด้วยดอกไม้ที่เหี่ยวเฉา ชาติต่อมาจึงได้พราหมณ์เฒ่าบุรุษโทษชูชกะมาเป็นผู้สามิกา

มีสิ่งหนึ่งที่คนสมัยก่อนหลายคนเกรงกลัวกัน นั้นคือการครองตัวเป็นโสด ซึ่งสาเหตุการไร้คู่นี้ ในธัมม์ ‘หมากน้ำจม หมกหินฟู’ มีกล่าวไว้ว่า

“... เมื่อนั้นเทวดาพ้อยจิ่งถามสัพพัญญูพระพุทธเจ้า ฅนทังหลายลางพร่องอันเกิดมาในโลกนี้ ผู้ยิงค็ดี ผู้ชายค็ดี อันหาผัวหาเมียบ่ได้นั้น เขากทำดั่งรือนั้นชา

พระพุทธเจ้ากล่าวว่า เทวเต ดูรา เทวดาอันว่าผู้ยิงผู้ชายทังหลายฝุงนั้นแต่ก่อนเขาได้เว้นจากผัวเขา เสียแม้นว่าผู้ชายหาเมียบ่ได้นั้น เขาได้เว้นจากเมียของเขาเสีย อัน ๑ ผู้ยิงหาผัวบ่ได้ค็ดี ผู้ชายหาเมียบ่ได้ค็ดี คือว่า เปนบ่าวเถ้าสาวเถ้านั้น เหตุเขาได้เว้นจากกันเสียนั้นแล อัน ๑ เล่า เขากทำบุญแล้วเมื่อพายลูน พ้อยบ่กทำเติ่มแถมไพเล่า พ้อยประหมาทเสีย
...” [10]

แต่ปัจจุบัน ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ทัศนคติมันเปลี่ยนสังคมแปรไป ที่ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงออกทำงานนอกบ้าน จึงไม่ใส่ใจในการครองคู่อยู่กิน ตามกระแสกัมม์ใหม่ที่ผลักดันให้เกิดการตัดสินใจ...

บางครั้งบุพเพและวาสนานำพาให้มาพบกัน แต่บุญกัมม์ที่ทำมาจากอดีตและปัจจุบันไม่ส่งเสริม อาจให้คลาไคลกันไป

โชคชะตามักจะเล่นตลกกับทุกชีวิตเสมอ คู่บางคู่เป็นคู่ระหว่าง ชายกับชาย บางคู่เป็นคู่ระหว่างหญิงกับหญิง แล้วกัมม์ใครเวรมันนำชักพาให้เป็นไป

บุพเพสันนิวาส เป็นตัวชักนำมาให้ได้เจอกัน แม้นจะอยู่ไกลคนละซีกโลกก็ยังต้องมาพบปะเจอกันจนได้

ด้วยกระแสกัมม์ แม้นว่าอยู่ใกล้กัน หากไม่เคยกระทำกันร่วมกันไม่ว่าในชาติก่อน หรือว่าชาตินี้ ก็ย่อมที่จะคลากันไป

อย่าเฝ้ารอวาสนาบุพเพแต่ปางหลัง

อย่าปล่อยให้แล้วแต่กัมม์เวร

ที่สำคัญ ควรอยู่ในศีลในธัมม์ ประกอบแต่กัมม์ดี กุศลผลบุญจะส่งเสริมให้ทุกอย่างดีเอง

แม้นไม่เชื่อเรื่องเนื้อคู่ แต่ก็ขอเชื่อมั่นในความดีไว้เถิด...๚๛



----------------

[1] บทซอ จากแถบบันทึกเสียง ของ”ศรีวรรณ หนองก๋อง” กับ “ศรีออน วังสิงห์คำ” ถอดบทซอโดย สนั่น ธรรมธิ อ้างใน อุดม รุ่งเรืองศรี. วรรณกรรมล้านนา.(เชียงใหม่:สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, ๒๕๔๖), ๕๗๓

[2] อุดม รุ่งเรืองศรี.อ้างแล้ว, ๕๑๗

[3] จากธรรมบท ในบทความเรื่อง มนุษย์กับมนุษย์(Man and Man) ของ รศ.ดร..สิทธิ์ บุตรอินทร์ ซึ่งเป็นตอนที่ ๒ ในหนังสือ “โลกทัศน์ลานนาไทย” อ้างใน นานาสาระ. อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระธรรมดิลก (ขันติ์ ขนฺติโก) ๔ มกราคม ๒๕๓๕, ๑๔๔

[4] เป็นคำเรียกขวัญจากหนังสือ ประเพณีลานนาไทยและพิธีกรรมต่าง ๆ อ้างใน อุดม รุ่งเรืองศรี. วรรณกรรมล้านนา.(เชียงใหม่:สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, ๒๕๔๖), ๑๐๓

[5] เป็นตำราของน้อยศรีนวล จิตรแปง เชียงใหม่ พิมพ์ใน “ตำรากำเนิดพรหมลิขิตเมืองเหนือ” เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ อ้างใน อุดม รุ่งเรืองศรี. ดู. สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ.(กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์, 2542), ๒๒๕๕

[6] จากพับสา อักษรล้านนา ของวัดดอกแดง ต.สง่าบ้าน อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่

[7] จากบทละครซอเรื่อง “ทีเด็ดเมีย” ของ สีมา หลวงฤทธิ์ บันทีกเป็น VCD โดย บริษัททิวลิป

[8] อุดม รุ่งเรืองศรี,ปริวรรตและจัดทำคำอธิบาย.พิมพ์ครั้งที่ ๑ .(เชียงใหม่ : ศูนย์ศึกษาปัญหาเมืองเชียงใหม่, ๒๕๔๔), ๕๑

[9] เป็นบทช้อยในตอนท้ายของซอเรื่อง “ผัวเผดเมียผี” ของ คำนายนุปิง บันทึกเสียงโดยบริษัทโซนิค

[10] สลุงเงิน,ปริวรรต. หมากน้ำจม หมากหินฟู. [online]. Accessed September 22, 2004. Available from
//www.lannaworld.com/lannastory/story.php?subaction=showfull&id=1086992704&archive=&start_from=&ucat=&


Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2550
Last Update : 16 กุมภาพันธ์ 2550 23:24:59 น. 2 comments
Counter : 468 Pageviews.

 
ขอยกให้เป็นบล็อกที่เยี่ยมที่สุดเลยครับสำหรับวันแห่งความรักปีนี้



โดย: กะได วันที่: 14 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:18:02:28 น.  

 
สุดยอดมากเลยครับ


โดย: แบงค์ IP: 61.7.146.180 วันที่: 12 กันยายน 2550 เวลา:14:59:36 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ศศิศ
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ศศิศ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.