Group Blog
 
All blogs
 

The Phantom of the Opera (2004)

The Phantom of the Opera (แฟนทั่ม หน้ากากปีศาจ)
สาวน้อยเสียงใส และปีศาจโรงโอเปร่าผู้หล่อเหลา



ถ้าจะให้ยกตัวอย่างชื่อผู้กำกับละครเวทีมือฉมังของโลก เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่มีชื่อของท่านเซอร์ แอนดรูว์ ลอยด์ เว็บเบอร์ (Andrew Lloyd Webber) เจ้าพ่อแห่งละคร Musical ที่เป็นเจ้าของละครเพลงดัง ๆ เพราะ ๆ อย่าง Cats, Evita, Sunset Boulevard และรวมถึง The Phantom of the Opera ที่ถือว่าเป็นงานระดับมาสเตอร์พีซของท่านเซอร์ไปเรียบร้อยแล้ว




The Phantom of the Opera ละครเวทีที่ได้โครงเรื่องมาจากนิยายเรื่อง Le Fantôme de L'Opéra ของ Gaston Leroux ถือเป็นละครเวทีประวัติศาสตร์ ที่แสดงมาเป็นระยะเวลายาวนานถึง 16 ปี และ The Phantom of the Opera เป็น Musical เรื่องที่สองของท่านเซอร์ นอกเหนือจาก Evita ที่ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวูด โดยที่ตอนเริ่มโครงการภาพยนตร์เรื่องนี้ มีข่าวว่ามีนักแสดงชื่อดังหลายคนจะมารับบทในเรื่องนี้เช่น จอห์น ทราโวลต้า, แอนโทนิโอ แบนเดอรัส, ชาร์ล็อต เชิร์ช, คีร่า ไนท์ลี่ย์ และ แอนน์ แฮทธาเวย์ จนท้ายที่สุดมามาลงตัวที่ เอ็มมี่ รอสซั่ม ในบท Christine เจอราร์ด บัทเลอร์ ในบท The Phantom และแพททริค วิลสัน ในบท Raoul คิดว่าคนเคยดู The Phantom of the Opera ฉบับละครเวทีมาแล้วคงจะรู้สึกคุณแม่ไม่ปลื้มเท่าไรนักกับสามคนนี้ เพราะจขบ.ยังรู้สึกว่าฝีมือห่างชั้นกับ The Phantom of the Opera ฉบับของ ไมเคิล ครอว์ฟอร์ด และ แม่สาวสาระ กระจ่างบุรุษ (ซาร่าห์ ไบรท์แมน) อยู่หลายก้าว


The Phantom of the Opera ฉบับปี 2004 นี้ ยังได้ Joel Schumacher ที่ขึ้นชื่อนักในการปั้นนักแสดงหน้าใหม่มากำกับ หลายเรื่องที่เขากำกับ มักจะเลือกปั้นนักแสดงหน้าใหม่ให้ดังขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะเป็น จูเลีย โรเบิร์ท,คอลิน ฟาร์เรล, เดมี่ มัวร์ และ แอนดี้ แม็คโดเวลล์ แต่ถึงแม้ว่า Joel ได้สร้างหนังมาแล้วหลายแนว ทั้งแนวเขย่าขวัญแบบ Flatliners แนวรักคลุกน้ำตาอย่าง Dying Young แนวแอกชั่นฮีโร่ Batman หรือแนวออกอินดี้อย่าง Phonebooth แต่ถ้ามองให้ชัดจะเห็นว่า เครดิตงานของก็มีแต่หนังในระดับที่ไม่เด่นดังมากนัก อยู่ในแค่ระดับที่พอดูได้ และทำรายได้แบบไม่ขาดทุนไปซะเกือบทุกเรื่อง ซึ่งก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีพอใช้ที่เลือกเขามากำกับเรื่องนี้


ณ โรงละครปารีสอันตระการตา ที่เป็นปลายทางแห่งฝันของเหล่านักร้องโอเปร่าที่อยากจะเป็นสุดยอดของวงการเพลงโอเปร่าแห่งยุค ยุค และดาวจรัสแสงแห่งโรงละครแห่งนี้ได้แก่ Carlotta สาวเสียงทรงพลัง ในขณะเดียวกันที่ Christine Daae เด็กสาวเสียงสวย ก็มุ่งหน้ามายังโรงละครแห่งนี้ ด้วยความหวังที่จะเป็นนักร้องโอเปร่าชื่อดังเช่นกัน แต่ทว่าทุกอย่างมันไม่ง่ายอย่างที่ Christine หวังไว้ เพราะทางที่ใช้ก้าวขึ้นไปสู่ความเป็นดาวแห่งปารีส ไม่ได้โรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบ แต่กลับล้วนเต็มไปด้วยขวากหนามที่ Carlotta ราชินีแห่งเสียงโซปราโนโปรยเอาไว้


แต่ด้วยความช่วยเหลือของ The Phantom ปีศาจแห่งโรงละคร ที่ตกอยู่ในมนตร์สะกดแห่งสุ้มเสียงอันหวานไพเราะของ Christine เขาเสนอที่จะช่วยสอนเธอร้องเพลง และปฏิญาณที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้เธอได้ขึ้นไปร้องเพลงที่โรงละครอันเป็นที่สิงสถิตย์ของเขาแห่งนี้ ในขณะเดียวกัน ที่ The Phantom หลงอยู่ในโลกแห่งเสียงของ Christine ความรักของเขาที่มีให้กับสาวน้อยก็เริ่มก่อตัวและทวีตัวมากขึ้น แต่ช่างน่าเศร้า ที่สาวน้อยได้มอบหัวใจให้กับ Raoul ทำให้ The Phantom ปีศาจแห่งโรงละครไม่ชอบใจนักจึงลักพาตัวเธอไปที่ถ้ำใต้โรงละครเพื่อที่จะครอบครองเธอไว้เพียงคนเดียว ทำให้ Raoul ต้องสู้และทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ Christine คืนมา


เครดิตผู้สร้างและนักแสดงหลักๆใน The Phantom of the Opera

กำกับการแสดงและเขียนบทโดย Joel Schumacher
Sir Andrew Lloyd Webber ร่วมเขียนบทภาพยนตร์ และกำกับงานดนตรี


Emmy Rossum - Christine Daae (The Day After Tomorrow)


Gerard Butler - The Phantom (Lara Croft: Tomb Raider: The Cradle of Life,)


Patrick Wilson - Raoul Viscount de Changey (The Alamo)


The Phantom of the Opera ในฉบับละครเวที ใช้การเคลื่อนที่ของฉาก และการเคลื่อนที่ของอุปกรณ์ต่างๆเป็นตัวละครเอกตัวหนึ่งที่ทำให้คนดูรู้สึกถึงความอลังการ และความทรงพลังของโรงละครโอเปร่าแห่งนี้ และใน The Phantom of the Opera ฉบับภาพยนต์นี้ ผู้กำกับ Joel Schumacher ก็ใช้ประโยชน์จากการซ้อนภาพ ตัดภาพ งานกล้อง หรือเทคนิคพิเศษทางด้านภาพต่าง ๆ เพื่อช่วยสร้างบรรยากาศให้โรงละครโอเปร่าที่มีปีศาจสิงสถิตย์อยู่แห่งนี้ออกมาดูอลังการ มีมิติ และน่าตื่นตระการตามากขึ้น และเนื่องจากการดูภาพยนต์ ย่อมทำให้ผู้ชมใกล้ชิดกับตัวละครมากขึ้น เพราะผู้ชมสามารถเห็นสีหน้าแววตา และอารมณ์ของตัวละครอย่างใกล้ชิด ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะไม่ได้เห็นในละครเวที และข้อดีตรงนี้นี่เอง ที่จะทำให้คนดูอินกับความรักและความสัมพันธ์ระหว่าง Christine และ The Phantom ได้มากกว่าฉบับละครเวที และสามารถฟันธงลงไปได้ว่าจริง ๆ แล้ว สองคนนี้ผูกพันแบบลูกศิษย์กับอาจารย์ พ่อกับลูก หรือแบบความรักระหว่างชายหญิง แต่ไม่ว่าจะเป็น The Phantom of the Opera ฉบับเวที หรือภาพยนต์ แต่ละแบบก็มีเสน่ห์ไปคนละอย่างกัน ใครที่อยากไปดูละครเวที The Phantom of the Opera ก็น่าจะโอเคกับภาพยนต์เรื่องนี้ ที่จะได้มีโอกาสเสพอรรถรสของบทเพลงเพราะ ๆ ของท่านเซอร์ Andrew และคนที่เคยดูละครเวทีมาแล้ว ก็จะเป็นโอกาสที่จะได้สัมผัสอรรถรสของละครเพลงเรื่องนี้ในอีกเวอร์ชั่น


Emmy Rossum ในบท Christine Daae ดูเป็นสาวน้อยอ่อนหวาน สมควรแล้วที่จะอยู่ตรงกลางระหว่างศึกชิงนางของตัวละครเอกฝ่ายชายทั้งสอง เสียงของเธอก็สวยหวานเหมือนกับใบหน้า ดูมีพื้นฐานการรร้องเพลงที่ดี ซึ่งดูไม่น่าเชื่อว่าสาวน้อยตาโศกอย่างเธอจะร้องได้ดีขนาดดนี้ แม้จะไม่ไพเราะตรึงใจและทรงพลังเท่ากับที่ Sarah Brightman เคยร้องเอาไว้ แต่ความสามารถทางการแสดง บวกกับสีหน้าแววตาที่สื่ออกมา ก็ทำให้เธอสอบผ่านในบทนี้


ที่น่าผิดหวังคือ Gerard Butler ที่มารับบท The Phantom และ Patrick Wilson ในบท Raoul Viscount de Changey ที่มีความสามารถทางการร้องที่ด้อยกว่า ทั้งด้อยกว่าเสียงของ Emmy Rossum และด้อยพลังมากกว่าเสียงจากต้นฉบับอย่างไมเคิล ครอว์ฟอร์ด ที่คนฟังส่วนใหญ่เคยคุ้นจากฉบับละครเวที แม้ว่าทั้งสองก็ไม่ได้ร้องผิดเพี้ยนแต่อย่างใด แต่พลังของเสียงที่ออกมามันดูไม่เต็มที่ เลยส่งผลให้ไม่ค่อยน่าปลื้มกับทั้งสองคนนี้เท่าใดนัก


และตัว The Phantom ก็ดูหล่อและกรุ้มกริ่มเกินกว่าที่คนดูจะสัมผัสถึงความความหดหู่ ความโดดเดี่ยว และความน่าสงสาร ส่วน Raoul ก็ดูแข็ง ไม่อบอุ่น และไม่ดูจะรักห่วงใยในตัว Christine ซักเท่าไร แถมหน้าตายังดูเป็นผู้ร้ายมากกว่า The Phantom เสียอีก จึงทำให้เวลา จขบ. ดูหนังเรื่องนี้ จะคอยแอบเชียร์ให้นางเอกได้กะ The Phantom ซะทุกทีไป


อีกคนที่ไม่พูดถึงก็ไม่ได้ คือ Minnie Driver ในบท Carlotta เธอดูทรงพลังทั้งทางด้านเสียง และการแสดง แม้บทที่เธอได้รับจะเป็นบทที่ถือว่าเป็นผู้ร้าย แต่เธอก็เล่นได้ดีจนอดเอาใจช่วย และติดตามเธอดูไม่ได้


สรุปว่าถ้ารักเสียงเพลงก็น่าจะดู ถ้าชอบดูหนังรักสามเส้าก็น่าจะดู ดูได้แบบไม่คิดมาก แต่ถ้าอยากจะดูว่าเวอร์ชั่นนี้เทียบกับเวอร์ชั่นฉบับก่อนๆได้ไหม ขอฟันธงเลยว่าไม่ได้เลยค่ะ.....




 

Create Date : 09 ตุลาคม 2550    
Last Update : 27 กรกฎาคม 2553 0:38:00 น.
Counter : 1545 Pageviews.  

Changing Lanes แค่เปลี่ยนเลน เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน

เห็นว่าเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ เลยไปร้านเช่าวีดีโอ แถวที่ทำงาน (เรียกว่าร้านวีดีโอ แต่ไม่มีวีดีโอให้เช่าแล้ว)เลือกไปเลือกมาตั้งนาน เหลือบไปเห็นเรื่องนึงก็เลยหยิบมาเช่าแบบงั้นๆ เพราะว่าจะหยิบหลายรอบแล้ว เมื่อดูจากโปสเตอร์น่าจะเป็นหนังแนวแอ็คชั่นธรรมดาเรื่องหนึ่ง แต่ไม่ค่อยชอบหนังแอ็กชั่น เลยไม่เคยหยิบมาสักที แต่ความคิดแรกหลังจากที่ดูหนังเรื่องนี้จบ จขบ.ก็ได้แต่คิดว่า แหม นี่เราพลาดหนังดีๆอย่างนี้ไปได้อย่างไร!!





Changing Lanes เป็นเรื่องของผู้ชายสองคนที่ชีวิตต้องพลิกผัน จากอุบัติเหตุเล็กๆที่เกิดขึ้นบนถนนในช่วงเวลาอันรีบเร่งของทั้งสองฝ่าย แต่ผลจากอุบัติเหตุครั้งนั้นได้สร้างความเสียหายอันใหญ่หลวงของชีวิตทั้งคู่ และต่างฝ่ายต่างก็ไม่รู้ว่าตนได้สร้างความเสียหายให้อีกฝ่ายมากเช่นกัน






ฝ่ายแดง Gavin (Ben Affleck) ทนายความหนุ่มเลือดร้อน ที่พ่วงด้วยตำแหน่งลูกเขยหุ้นส่วนใหญ่ของสำนักทนายความ






ฝ่ายน้ำเงิน Doyle (Samuel L. Jackson) ชายที่กำลังมีปัญหาชีวิต จนต้องเข้าบำบัดในกลุ่มผู้ติดสุราเรื้อรัง และต้องการให้เมียและลูกกลับมาอยู่กับเขาอีกครั้ง



ณ เช้าวันนั้น ทั้งคู่มีจุดมุ่งหมายการเดินทางไปให้ถึงศาล เพื่อดำเนินชีวิตตามเส้นทางของแต่ละฝ่าย อุบัติเหตุเล็กๆที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนเลนทำให้ทั้งคู่ต้องเสียเวลา




Doyle (Samuel L. Jackson) ต้องการเพียงไปศาลให้ทันเพื่อไม่ให้ศาลตัดสินให้ภรรยาและลูก ๆ ต้องแยกจากเขาไปตลอดกาล แต่รถของ Doyle ยางแตก เขาจึงขอเพียงติดรถไปกับ Gavin

แต่ Gavin ก็ต้องรีบเพื่อที่จะไปศาลเช่นกัน Gavin จึงมองว่า Doyle อาจจะเป็นภาระให้เค้าเสียเวลา เค้าจึงทิ้ง Doyle ไว้บนถนนโดยไม่ให้ติดรถมาด้วยทั้งๆ ที่แท้จริงแล้วทั้งคู่จะไปทางเดียวกัน..






ความแค้น และสงครามประสาทระหว่างสองคนจึงเกิดขึ้น เมื่อการไปศาลสายเพียงแค่ 20 นาทีของ Doyle ทำให้เขาเสียครอบครัวของเขาไป และ ฝ่าย Gavin แม้จะไปศาลทัน แต่เขาก็ทำเอกสารสำคัญตกในที่เกิดเหตุ โดยที่ Doyle เก็บเอกสารสำคัญนั้นไว้...





หนังแสดงให้เห็นถึงความเห็นแก่ตัวของคนเราอย่างชัดเจน เพราะแม้ Gavin ต้องรีบไปศาลสักแค่ไหน ถ้าเพียงเขาฟังและให้ Doyle ติดรถไปด้วยสักนิด ชีวิตเขาคงไม่พังครืนไปมากขนาดนั้น หากแต่ถ้าเราขยับแว่น ดูให้ชัดถึงเนื้อแท้ของทั้งสองคนแล้ว ทั้งคู่ต่างเป็นคนที่มีจิตใจดี เพียงแต่ความโกรธ และการอยากแก้แค้นก็ทำให้เกิดแรงขับที่น่ากลัวเกิดขึ้นได้





บทพูดในเรื่องช่างเจ็บแสบ และสะกิดต่อมอารมณ์ได้ดีมาก เช่นบทพูดที่สะท้อนความคิดของคนดำในสังคมอเมริกันชน จากการยกตัวอย่างเกี่ยวกับไทเกอร์ วู้ดส์ หรือคำพูดน่าประทับใจของภรรยา Gavin ที่ดูเหมือนให้กำลังใจ แต่ก็เป็นเพียงคำปลอบประโลมลวงโลก จนคำพูดเหล่านี้กลับมาตลบหลังได้อย่างเจ็บแสบในตอนท้ายเรื่อง(ฉากตอนนี้เฉียบมาก ขอบอก)





หนังได้ทีมนักแสดงที่มีคุณภาพและใช้งานได้คุ้มถึงแม้บางคนจะโผล่มาไม่กี่ฉากก็ตาม การประชันบทบาทของสองนักแสดงชาย ผิวขาวและผิวดำก็เป็นไปอย่างดุเดือด Samuel L. Jackson เล่นได้ดีในบทแบบนี้ ส่วน Ben Affleckก็ดูลุ่มๆดอนๆ ตามแบบของเขา ส่วนนักแสดงหญิงไม่ค่อยมีอะไรให้น่าพูดถึงมากนักเพราะแทบไม่มีบทเลย



เนื้อเรื่องดำเนินไปอย่างกระชับ รวดเร็ว ผกก. โรเจอร์ มิเชลล์ ที่เคยกำกับหนังรักอย่าง Notting Hill ก็สามารถเปลี่ยนแนวมากำกับหนังไซโคทริลเลอร์ได้ในระดับน่าพอใจ


ทั้งสิ้นทั้งปวง แกนหลักที่หนังต้องการจะบอกเราก็คือ เพียงแค่เราจะมีน้ำใจคิดถึงคนอื่นบ้างสักนิด ปัญหาต่างๆที่ดูยุ่งยากก็จะกลายเป็นเรื่องเล็กไปได้ หาก Gavin ไม่ยอมหันหน้ามาคุยกับ Doyle อย่างเปิดอก อนาคตของทั้งสองจะเป็นอย่างไรต่อไปเราก็ไม่อาจรู้ได้!




 

Create Date : 08 ตุลาคม 2550    
Last Update : 26 กรกฎาคม 2553 21:45:24 น.
Counter : 3290 Pageviews.  

Hotel โรงแรมกระตุกขวัญ

ช่างเป็นเรื่องบังเอิญที่ จขบ. ได้ดูหนังสี่เรื่องจากผู้กำกับสองคนโดยไม่รู้ว่ามีผู้กำกับคนเดียวกัน (งงเปล่าเอ่ย??)

คู่แรกคือ Sunshine VS 28 Days Later โดย แดนนี่ บอยล์
คู่ที่สองคือ Hotel VS Lovely Rita โดย เจสสิก้า เฮาส์เนอร์

ซึ่งกว่า จขบ. จะรู้ว่าหนังทั้งสองคู่มาจาก ผกก.คนเดียวกันก็เมื่อดูหนังจบแล้ว แล้วดันเกิดความอยากรู้ว่าใครหนอเป็นคนกำกับ และผู้มีส่วนร่วมในการสร้างมีใครบ้าง ก็เลยพลิกกล่องวีซีดีดู+ไปเสริชหาข้อมูล ถึงได้รู้ว่าใครมีส่วนในการสร้างบ้าง.......


ด้วยความที่ชอบแนวสยองขวัญ จึงรีบหยิบเรื่อง Hotel มาดูโดยไม่คิดอะไรมาก เพราะเห็นบนกล่องเขียนไว้ว่าได้รางวัล หรือ เข้าร่วมประกวดในรางวัลอะไรสักอย่างของเทศกาลหนังคานส์ปี 2004 แต่พอมาเห็นว่าเป็นหนังออสเตรีย เลยคิดว่าคงไม่ต้องคาดหวังว่าจะมีผีหรือความแหวะโผล่มาให้เห็นสักตัวสองตัว……



ไอรีน สาวสวยผมทองได้เข้ามาเป็นพนักงานต้อนรับคนใหม่ของโรงแรมเก่ากลางป่าเขาอันเงียบสงัด และพนักงานคนอื่นก็มีทีท่าเหมือนแอบแฝงอะไรบางอย่าง ยิ่งเมื่อไอรินได้ทำงานผ่านไประยะนึงก็ได้รับรู้ถึงปริศนาเกี่ยวกับ 'อีวา' พนักงานต้อนรับหญิงคนก่อนหน้านี้ที่หายตัวไปอย่างปราศจากร่องรอย


ด้วยความเป็นหนังยุโรปที่มักจะเดินเรื่องเชื่องช้า เพื่อให้คนดูจะได้ซึมซับบรรยากาศ และพัฒนาการทางอารมณ์ของตัวละครที่ทีละน้อย และหนังมักจะแช่กล้อง ไว้ที่วัตถุหรือสีหน้าเป็นเวลานาน ซึ่งถือเป็นเสน่ห์ดึงดูดของหนังยุโรป แต่ถ้าใครไม่ได้เป็นแฟนหนังแนวนี้ อาจจะอยากกรี๊ดแตก และเลิกดูตั้งแต่หนังฉายได้สิบยี่สิบนาทีแรก......



เจสสิก้า เฮาส์เนอร์ ผู้กำกับหญิงดำเนินเรื่องให้เห็นถึงความน่าอึดอัดของบรรยากาศในโรงแรมที่สะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อยเกินปกติและบรรยากาศภายนอกที่ห่างไกลจากสังคม สิ่งที่น่ากลัวในเรื่องจึงไม่ใช่ผีตัวซีดคลานจากทีวี ไม่ใช่ผีไม่มีกระดูกที่ต้องคลานยึกยือ หรือผีประหลาดที่ชอบออกมาจากคราบเชื้อราบนผนัง แต่ความน่ากลัวนั้นมาจากความเงียบ บรรยากาศมาคุชวนสงสัย และพฤติกรรมประหลาดของตัวละครแต่ละตัว ซึ่งเฮาส์เนอร์ได้ใช้ประโยชน์จากความเงียบอย่างเต็มที่และในบางครั้งก็เล่นอารมณ์กับเสียงฝีเท้าและเสียงหายใจของตัวละครหลัก แม้ความไม่ชอบมาพากลบางอย่างอาจดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาเช่นสร้อยคอไม้กางเขนที่ถอดวางไว้หายไปอย่างลึกลับ หรือภาพเพื่อนร่วมงานที่ไม่เป็นมิตรกับเธอเท่าไร ก็คอยย้ำให้คนดูคิดว่าต้องมีอะไรสักอย่างที่นี่ที่ไม่ปกติ แต่ก็ไม่มีแม้สักฉากที่ตัวละครหลักหรือคนดูจะเห็นอะไรที่จะเป็นหลักฐานว่าความผิดปกตินั้นมีอยู่จริง ทำให้คนดูสามารถตั้งประเด็นได้หลายทางว่าตัวเอกคิดไปเอง หรือ มีฆาตกรอยู่ในโรงแรมจริงๆ หรืออาจจะพาลคิดไปว่าตำนานในป่ามีจริงก็ได้


เรื่องราวที่จบลงอย่างเป็นปริศนาท่ามกลางความมืดมิด ทิ้งให้ได้ยินเสียงกรีดร้องอย่างโหยหวนก็ไม่ได้ให้คำตอบกับคนดูว่าทั้งเรื่องนั้นเกิดอะไรขึ้นแน่ๆ ซึ่งตรงนี้คนดูก็ต้องใช้จินตนาการเดาเอาเองว่า มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ….และความจริงคืออะไร ..







 

Create Date : 27 กันยายน 2550    
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2551 15:48:57 น.
Counter : 920 Pageviews.  

Shoot 'em up + มันส์สุดตรีน = ดูแม่งเลย!!

ช่วงนี้ไม่สบายบ่อย ปวดหัวปวดท้องไม่มีสาเหตุ วันนี้เลยหยุดอยู่บ้านวันนึงเพื่อพักผ่อน ช่วงเย็นเลยหาโอกาสดูหนังให้สะใจ ได้ยินกระแสความมันส์แบบไร้พิกัดบวกกับความชอบส่วนตัวกับพ่อหนุ่ม "ไคลฟ์ โอเว่น” โดยเฉพาะตอนดู closer โรคจิตได้ใจ เลยเป็นหนึ่งในหนังที่ตั้งเป้าไว้ว่าต้องดูแม่งเลย





พอเห็นชื่อไทยของหนังเรื่องนี้ แมร่ง...เจ๋งว่ะ คิดได้ไงนี่ แถมแอบจิกกัดระบบเซนเซอร์ด้วยการเอากากบาทมาทับ...ออกแนวดูดเสียง ทำให้อ่านเป็น ยิง - ตรู๊ด- เลย แถมยังได้พยางค์เท่ากันกับชื่อภาษาอังกฤษ.....แหม ทำไปได้...








หนังเริ่มจากมือปืนกลุ่มหนึ่งภายใต้การนำของเฮิร์ตส์ (พอล จิอาแม็ตติ)ที่ออกไล่ฆ่าสาวท้องแก่ใกล้คลอดคนนึง แล้วพระเอกของเรา หรือ สมิธ (ไคลฟ์ โอเวน) ที่นั่งเล่นอยู่ที่ป้ายรถเมล์ จึงต้องเป็นฮีโร่จำเป็นออกปกป้องทารกที่เพิ่งคลอดของหญิงสาว จนเขาสืบจนรู้ว่าการออกตามล่าเด็กในครั้งนี้มีบริษัทค้าปืนยักษ์ใหญ่อยู่เบื้องหลัง และเมื่อพระเอกขุดหาความจริงลึกลงไปกว่านั้น...มันก็เจอตอครับพี่น้อง....เกี่ยวข้องกับวุฒิสมาชิกที่ขายนโยบายควบคุมปืนในการหาเสียงสู่ทำเนียบขาว








พระเอกแม่งเก่งเวอร์shipหาย มุกจากบทสนทนาก็ขำอึแตก แอกชั่นก็มันส์สุดๆ ยิงกันตับแลบ ยิงทั้งเรื่อง ยิงทุกฉาก ยิงทุกท่าทุกลีลาและทุกอารมณ์ (เพิ่งเคยเห็นฉาก Make love with the guns จากหนังเรื่องนี้ล่ะ) พอถึงฉากนี้คนที่ดูด้วยข้างๆถึงกะตื่นเต้น เด้งขึ้นมาเบิ่งตาดูอย่างใจจดใจจ่อพร้อมกะอุทานว่า เฮ้ย นางเอกยังครางอยู่เลย ? ซึ่ง จขบ. รับประกันได้เลยว่าฉากนี้เจ๋งจริงๆค่ะ.....แล้วอีกอย่างที่มันส์ได้ใจคือ พวกมาเฟียมันยกมาทีเป็นฝูง แถมยิงใส่พระเอกแบบไม่ยั้ง พระเอกก็เลยต้องยิงแม่งเดี้ยง – หมดเกลี้ยงเลย สะจาย...





ในเรื่อง....โชว์การใช้ปืนอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ (เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกกะฉากเอาปืนไปยิงแล้วมาจิ้ม..หรือฉากยิงกันในท้องฟ้า) ซึ่งเป็นฉากที่ทึ่งและฮาสาด จนต้องอุทาน อะไรมันจะขนาดนั้นวะนี่... จนรู้สึกว่าผู้กำกับ กวนได้ใจเด็กแนว จริงๆ จนต้องแอบไปหาข้อมูลว่าเป็นหนังของผู้กำกับระดับเก๋าคนไหนในฮอลลีวูดแต่พอได้เห็นชื่อ ผกก. ก็แทบไม่อยากเชื่อว่า ไมเคิล เดวิส ชาวฮ่องกงผกก. ของเรื่องนี้ไม่เคยมีผลงานกำกับหนังใหญ่ในฮอลลีวูดนอกจากเคยกำกับหนังเล็กๆเมื่อหลายๆๆปีก่อน



แต่อย่าคิดว่าหนังจะยิงเอามันสาดอย่างเดียว.....หนังยังเสนอมุมมองของดราม่าครอบครัวเข้ามาแทรกด้วยเป็นระยะ...

1. สมิธไม่มีครอบครัวเพราะเขาสูญเสียเมียและลูกจากเหตุยิงกันด้วยปืนที่คนร้ายซื้อจากร้านของสมิธเอง

2. ดอนน่า (โมนิกา เบลุคชี่) โสเภณีสาวสวยคู่ใจของสมิธ เธอเคยถูกพ่อเล้าชกที่ท้องจนลูกเสียชีวิตตอนคลอด เธอจึงคอยปกป้องดูแลเด็ก...เหมือนเธอได้ชดเชยในส่วนของลูกของเธอ...

3. ขณะที่สมิธ และ ดอนน่า คอยปกป้องเด็กน้อย...เฮิร์ตส์และฝูงมาเฟียก็คอยตามล่าเด็กน้อย ที่ท่านวุฒิสมาชิกพยายาม “สร้าง”ขึ้นมาเพียงเพื่อจะใช้เป็นอะไหล่ในการถ่ายไขกระดูกให้ตนเอง

4. เฮิร์ตส์ อาจจะดูเหมือนเลวสราด แต่เขาก็รักและเคารพเมียมากๆ......แต่ดูท่าทางมัวแต่ไล่ยิงคนอื่นเลยไม่มีเวลาให้ครอบครัว จนท้ายที่สุด เมียก็โทรมาบอกเลิก ทิ้งเขาไปขณะที่เขาโดนยิงจมกองเลือดอยู่ที่ปลายสาย....




ดูชื่อหนังแบบสาดกระสุนอีกที






 

Create Date : 27 กันยายน 2550    
Last Update : 26 กรกฎาคม 2553 21:19:58 น.
Counter : 1396 Pageviews.  

The Messengers คนเห็นผี+โครตผีดุ = คนเห็นโครตผี (ที่เกือบดุ)







The messengers ภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดสยองขวัญเรื่องแรกของ อ๊อกไซด์-แดนนี่ แปง ที่ทำรายได้เปิดตัวขึ้นอันดับ 1 บ็อกซ์ออฟฟิศ อำนวยการสร้างโดย “แซม ไรมี่” ที่ถึงกับกล่าวชื่นชมพี่น้องฝาแฝดว่า... “เป็นหนังผีที่ไม่เหมือนใคร” และนี่ถือเป็นหนังแนวถนัดของฝาแฝดแปงซะด้วย ซึ่งโอกาสที่ผ่านเข้ามานี้อาจจะเป็นใบเบิกทางให้ได้มีโอกาสจับหนังฟอร์มใหญ่กว่านี้ในอนาคตก็เป็นได้





หนังเริ่มเดินเรื่องเรื่องราวของครอบครัวพ่อ แม่ ลูกสองที่ทิ้งชีวิตชาวเมืองเพื่อไปอยู่ในบ้านผีสิงหลังนึงท่ามกลางฟาร์มดอกทานตะวันอันห่างไกล พล็อตนี้ก็คนดูก็คงพอเดาได้ว่าจะได้ชมโชว์สยองขวัญแบบไหนบ้าง แต่ส่วนที่คนดูต้องรอลุ้นกันคือ ทำไมถึงตัดสินใจไปอยู่บ้านที่ดูเหมือนบ้านผีสิงกลางป่าซะขนาดนั้น (ขนาดที่ว่าใช้ไปอยู่ฟรีก็ยังต้องขอคิดดูนานๆก่อน) ทำไมผีมันถึงได้หลอก และตอนจบหนังจะเฉลยอย่างไร




เมื่อเข้ามาอยู่ในบ้านได้สักพัก หนังก็เริ่มฉายแววความเฮี้ยน เมื่อ เบน ลูกชายคนเล็กของบ้านที่พูดไม่ได้ เริ่มมองเห็นสิ่งไม่มีชีวิตที่เรียกว่าผี และ เมื่อบรรดาผีเหล่านั้นเริ่มก่อกวนมากขึ้น อาการ คนเห็นผี ก็ลามมาถึงพี่สาวคนสวยด้วย โดยที่พ่อและแม่ไม่ได้รับรู้ถึง ผี เหล่านั้นเลย ทำให้วัยรุ่นที่มีอดีตอันเจ็บปวดอย่างเธอเป็นที่ต้องสงสัยว่าเธอมีสติสมประกอบดีหรือไม่





สไตล์ที่พวกแปงนำมาใช้ในหนังเป็นแบบที่เล่นกับความเงียบ ใช้คนน้อยๆ ไม่มีฝนฟ้าคะนอง ไม่มีฉากไฟดับ และที่สำคัญฉากสยองขวัญส่วนใหญ่เกิดขึ้นในตอนกลางวัน! ซึ่งหนังสร้างบรรยากาศ และหาโลเคชั่นได้ดี ขนาดว่าแค่เห็นตัวบ้านตอนกลางวันยังพาลไปให้คิดถึงบ้านผีเฮี้ยน แถมอีกาอีกตั้งฝูงที่มาร่วมฉาก ก็ทำให้หนังดูน่ากลัวขึ้นเท่าตัว (แต่แอบคิดถึงเรื่อง The Birds ของ Hitchcock ไม่ได้)


จากบทหนังที่อ่อน ดาราที่เล่นก็ไม่ค่อยมีชื่อ เอฟเฟคก็พื้นๆ แต่พี่น้องแปงก็กำกับเรื่องนี้ได้สนุกพอควร ซึ่ง The messengers เป็นตัวบ่งชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า บทที่แย่ ยังสามารถเป็นหนังที่ดีพอประมาณได้ ถ้าได้ผู้กำกับที่มีความสามารถ ซึ่งถือเป็นลักษณะเฉพาะของพี่น้องแปงที่สร้างบรรยากาศในการเขย่าขวัญคนดูได้ดี (โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังที่เล่นกับอารมณ์อารมณ์สยองแบบที่ไม่ใช่หนังผี)





แต่ที่ขัดใจอย่างมากคือ เมื่อไรไอ้ผีพิการคลานยึกยือจะหมดไปจากสารบบหนังผีซะที แถมในเรื่องนี้มันไม่คลานอย่างเดียว มันกลับมาวิ่งไต่ผนังราวกะจิ้งจกตุ๊กแกไม่ปาน แถมฉากรอยชื้นบนฝาผนังเนี่ยก็เห็นกันบ่อยเกิ๊น...น่าจะสูญพันธุ์ไปได้แล้ว (แถมมองรอยบนเพดานห้องน้ำที่บ้านตัวเองทีไร อดนึกไม่ได้ว่าจะมีตัวอะไรโผล่ออกมาทุกที) ซึ่งทั้งฉาก ผีไม่มีกระดูก กะ คราบเชื้อราข้างฝาผนัง และ เสียงกึกกัก ก็พาลให้อดนึกถึงบรรพบุรุษผีที่หลอกแบบไม่มีกาละเทศะอย่าง The Grudgeไปไม่ได้ แต่ใน The messengers ผีมันออกถี่ ออกมาถูกจังหวะ และออกมาแบบมีชั้นเชิงมากกว่าบรรพพบุรุษของมันที่อพยพมาจากเกาหลีหรือญี่ปุ่น





อีกอย่างคือชื่อเรื่องที่มันน่าขัดใจซะเหลือเกิน คิดให้มันสร้างสรรค์กว่านี้ไม่ได้หรือไร แหม คิดชื่อหนังโดยใช้สมาการง่ายๆเลยนะคุณขาที่เอาชื่อ โคตรผีดุ + คนเห็นผี = คนเห็นโคตรผี นี่ถ้ามีภาค 2 คงเอาชื่อ โคตรผีดุ + คนเห็นผี + ผีอยากกลับมาเกิด = คนเห็นโคตรผีที่อยากกลับมาเกิด อิอิ


สรุปว่า The Messengers เป็นหนังที่ถือว่าเป็นก้าวแรกที่ดีพอควร สำหรับพี่น้องแปงในถนนสายฮอลลีวูด เพียงแต่รอดูอย่างเอาใจช่วยว่า เมื่อไรสองพี่น้องจะมีโอกาสได้ทุน ได้ดารา ได้บทดีๆ และงานโปรดักชั่นดีๆ เพื่อที่จะทำหนังในสไตล์ที่เป็นตัวเองมากขึ้น และจขบ. เองก็คงรอคอยว่า เมื่อไรจะได้มีโอกาสดูหนังดีๆอย่าง “ท้าฟ้าลิขิต” ของสองพี่น้องคนเก่งอีก…..




 

Create Date : 24 กันยายน 2550    
Last Update : 26 กรกฎาคม 2553 20:53:36 น.
Counter : 3850 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  


Michiru
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






I am a Thai girl living in Bangkok, the colorful City of Thailand. I am in my early thirties.

My profession is as a teacher but my passion is in the arts, writing, singing, drawing, travel, and paper dolls.

I am a born-again dreamer that now believes anything is possible and that maybe in addition to changing my life for the better; I can enhance the lives of those around me and maybe even make the world a better place someday.



Friends' blogs
[Add Michiru's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.