Group Blog
 
All blogs
 

คุณจะทำอะไรถ้าต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว - I Am Legend




"ผมชื่อโรเบิร์ต เนวิลล์ ผมเป็นผู้รอดชีวิตอยู่ในนิวยอร์ค ซิตี้ ถ้ามีใครอยู่ข้างนอกนั่น...ใครก็ตาม ได้โปรด คุณไม่ได้อยู่คนเดียว"


จขบ. เชื่อว่าต่อไปคำพูดนี้จะต้องติดอยู่ในทำเนียบ Movie Quote ที่ติดหูนักดูหนังแน่นอน


...คุณผู้อ่านขา.....ถ้าคุณต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว เพราะ เสียลูก เสียเมีย เสียเพื่อน มองไปทางไหนก็ไม่มีมนุษย์โผล่หัวมาให้เห็นสักคน .....คุณจะทำอะไร?

จขบ. คงจะนั่งดูหนังทั้งวัน....อ่านหนังสือที่ชอบได้ทุกเล่ม....เล่นเกมทุกเกมที่อยาก.....ทำแต่เรื่องที่สนุกๆที่อยากทำ......

แต่

แต่ถ้าต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวกับหมาแสนรู้คู่ใจตัวนึง ไม่มีมนุษย์ให้คุยด้วย และไม่มีวี่แววว่าจะเจอมนุษย์อีกแล้ว ......คุณคิดว่าคุณจะอยู่ได้ไหม?

คำตอบคงขึ้นอยู่กับว่าคุณมี ความหวัง มากแค่ไหน.....

เพราะถ้าเราคิดว่าต้องไม่มีมนุษย์คนอื่นเหลืออยู่บนโลกนี้อีกแล้ว.....
คิดว่าเราต้องอยู่คนเดียวไปตลอด .....
คิดว่าเราหมดหวังที่จะเจอใครสักคน......


ถ้าคิดแบบสิ้นหวัง ชีวิตคงจะ หดหู่ น่าดู


แต่ถ้าเราคิดว่า...

ไม่เป็นไร...เดี๋ยวก็มีคนผ่านมาบ้าง.....
ไม่เป็นไร....ลองส่งเสียงออกไป ...ต้องมีใครได้ยินบ้างสักคน......
ไม่เป็นไร....การที่เราโดดเดี่ยวไม่ใช่เพราะไม่มีใคร...แต่เป็นเพราะเรายังไม่เจอใครเท่านั้นเอง.......


ถ้าคิดแบบนี้...คิดแบบสร้างความหวังให้ตัวเอง....การที่เราต้องอยู่คนเดียวตอนนี้ คงจะไม่ดูเลวร้ายจนเกินทนนัก.....




...........................

หนังเรื่องนี้ทำให้หลายคนอดนึกถึง 28 days later ไม่ได้ ก็ช่วยไม่ได้ เพราะบรรยากาศหนังมันออกมาโทนเดียวกันจริงๆ เพียงแต่ I Am Legend ลงทุนด้านการสร้างมากกว่า แต่ความเก๋าและ ความคัลท์ นั้นสู้ 28(วัน) ไม่ได้เลย.....



สิ่งที่น่าจดจำจากเรื่องนี้คือ ดาราที่ดังมาจากการเป็นศิลปินเพลงแร็พ พ่อหนุ่ม Will Smith ซึ่งเรื่องนี้เขาสามารถพิสูจน์ความสามารถด้านการแสดงของตนเองให้คนดูเห็นได้ชัด เทียบชั้นได้กะอีตา Tom Hanks จาก Cast Away ได้เลย.....หลังจากที่พ่อหนุ่ม Will เคยพิสูจน์ฝีมือมาแล้วครั้งนึงใน Persuit of Happiness กะหนังนักมวยชื่อดังอย่าง Ali .......




 

Create Date : 17 ธันวาคม 2550    
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2551 16:00:13 น.
Counter : 639 Pageviews.  

The Constant Gardener โลกนี้คือต้นไม้ในสวนของเรา

ปีที่แล้วมีหนังสองเรื่องที่ตั้งใจแฉความจริง และเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลของธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่ทำมาหากินบนหยาดเหงื่อเเละคราบน้ำตาของมนุษย์ผ่านปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตนั่นคือ ยา และ น้ำมัน พอจะนึกออกไหมคะว่าสองเรื่องนั้นคือเรื่องอะไร.........


สองเรื่องนี้แหละค่ะ The Constant Gardener และ Syriana


ทั้งสองเรื่องมีความเหมือนกันในบางประการนั่นคือทั้งสองเรื่องเอาโครงเรื่องมาจากนิยายเหมือนกัน และประเด็นที่หนังทั้งสองต้องการสื่อก็เป็นไปในทางเดียวกันคือต้องการเปิดหูเปิดตาประชากรโลกผ่านหนังในประเด็นที่ไม่คนไม่ค่อยกล้าพูดถึง


ขณะที่ The Constant Gardener บอกเล่าเรื่องราวของความไร้จริยธรรมของบริษัทยาสัญชาติตะวันตกที่เห็นชีวิตของคนในแอฟริกาเป็นเพียงหนูลองยา แต่ใน Syriana กล่าวถึงวงจรอุบาทว์ที่เกี่ยวพันกันระหว่างการเมืองและธุรกิจการจำหน่ายน้ำมัน ....แต่แม้สองเรื่องจะดูคล้ายกัน แต่การนำเสนอของหนังผ่านสายตาคนดูนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง The Constant Gardener เป็นหนังดราม่าที่มีความโรแมนติกในตัว แต่ Syriana นำเสนอออกมาแบบเป็นการรายงานข่าวซึ่งเรื่องหลังอาจจะเป็นหนังดูยากสักนิด แต่ขอเถอะค่ะคุณขา ลองอดทนดูสักนิด คุณจะรู้ว่าหนังมีดีมากทีเดียว


แต่ถ้าให้คุณครูมิจิรุเลือกว่าชอบเรื่องไหนมากกว่า คุณครูเลือก The Constant Gardener ค่ะเพราะติดใจ Ralph Fiennes (เรล์ฟ ไฟน์ส) มาตั้งแต่คราวที่เขาเล่น Quiz Show และแต่ละบทที่ พ่อหนุ่มเรล์ฟเล่นก็ไม่เคยทำให้ผิดหวัง ส่วนอีกเหตุผลที่เลือกเรื่องนี้เพราะ ความรัก ค่ะ เรื่องนี้ดูเผินๆเหมือนหนังดราม่าหนักๆ แต่ถ้าดูให้ดี เรื่องนี้เป็นหนังรักที่ทำให้จขบ. น้ำตาซึมได้ทุกครั้งที่ดูเลยค่ะ



Picture Credit: //www.perlgurl.org



ก่อนที่เซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน..เอ๊ย..เซอร์อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิ่งจะค้นพบยาปฎิชีวนะในปี คศ. 1928 นั้น ความเจ็บป่วยด้วยเรื่องเล็กๆน้อยๆก็อาจจะนำมาซึ่งความตายของผู้ป่วยได้ เพราะผู้ที่เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียจะถูกรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อที่มีผลทางการรักษาน้อย แต่มีผลข้างเคียงที่เป็นพิษสูงมาก บางคนแค่เป็นแผลอักเสบนิดๆหน่อยๆ เชื้ออาจจะลามจนต้องตัดอวัยวะส่วนนั้นไปด้วยซ้ำ และด้วยการค้นพบครั้งสำคัญนั้นเอง ที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปฎิวัติวงการแพทย์ กระทั่งถึงยุคปัจจุบัน บริษัทยาใหญ่ๆมักจะทุ่มทุนและเวลาในการวิจัยเพื่อผลิตยาที่มีคุณภาพ และมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด เเละเมื่อยาถูกผลิตออกมาและได้รับการรับรองแล้วก็จะเป็นช่วงกอบโกยผลประโยชน์จากยาที่ผลิตได้


และมีหลายครั้งที่บริษัทยาอาจจะ ได้ ไม่คุ้มกับที่ลงทุน เช่นตัวยาอาจจะไม่ผ่านการรับรอง ถูกเพิกถอนใบรับรองหลังวางขายเพราะมีผลข้างเคียงที่รุนแรง หรืออาจจะล้มเหลวด้านการตลาด ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลให้บริษัทยาหาช่องทางใหม่ ๆในการทำกำไร ตั้งแต่เอายาสูตรเดิมมาเปลี่ยนสูตรผสมเพื่อขอสิทธิบัตรใหม่ ใช้การผูกขาดการขาย หรือแม้กระทั่งใช้การทดลองยากับคนโดยตรงอย่างไร้จริยธรรม!


และเมนธีมของหนังเรื่องนี้ก็นำเสนอให้เราเห็นความจริงในเรื่องความไร้จริยธรรมนี้อย่างตรงไปตรงมา......


หนังเดินเรื่องเกี่ยวกับ Justin (Ralph Fiennes) นักการทูตที่ต้องไปประจำในแอฟริกา และ Tessa (Rachel Weisz) ภรรยานักต่อสู้ด้านมนุษยชนหัวรุนแรงผู้มีอุดมการณ์สูงที่อยากมาเพื่อช่วยเหลือผู้คนในแอฟริกา ทั้งสองพบรักกันขณะที่พระเอกไปบรรยาย และโดนนางเอกยิงคำถามที่ทิ่มแทงเกี่ยวกับการเข้าร่วมสงครามอิรัก


ช่วงแรกหนังเน้นที่ตัว Tessa ที่อุ้มท้องแก่จวนคลอดไปดูแลคนป่วยและเด็กๆ ตามหมู่บ้านห่างไกลอย่างไม่รังเกียจ จนคนทั้งหมู่บ้านเรียกเธอว่า Mama Tessa และหนังยังเสนอความสัมพันธ์ระหว่าง Justin และ Tessa ให้ดูคลุมเครือว่า ที่ Tessa มาแต่งงานด้วยเพราะ Justin จะได้ไปแอฟริกาหรือเปล่า แล้วหมอหนุ่มแอฟริกันคนนั้นมีอะไรๆกับ Tessa หรือไม่? แล้วทำไม Tessa จึงดูห่างเหิน เหมือนไม่สนใจสามีแบบนั้น?....เพราะเธอไม่ได้รักเขาใช่ไหม?? Justinและผู้ชมอาจจะสงสัยแบบนั้น แต่สิ่งเดียวในตัว Tessa ที่เราไม่ต้องสงสัยเลยคือความรักที่เธอมีให้กับชาวแอฟริกามันเป็นของจริง


แต่แล้ว เรื่องมาถึงจุดพลิกผัน เมื่อ Justin ทราบข่าวการตายของ Tessa ภรรยาสุดที่รัก ภาพลางเลือนสุดท้ายเมื่อนึกย้อนไปถึงวันที่ Justin ส่ง Tessa ขึ้นเครื่องบินไปแอฟริกา กับสภาพศพของเธอในตอนนี้ช่างดูจะทรมานใจ Justin เหลือเกิน เพราะเธอถูกฆาตรกรรมอย่างทารุณและถูกวางประเด็นไปในทางชู้สาว


Justin ไม่เชื่อข้อกล่าวหาดังกล่าวและสงสัยในการตายของเมียตัวเอง..... อะไรที่ทำให้เธอต้องถูกฆ่า.... ที่ผ่านมาเธอพยายามบอกเงื่อนงำอะไรกับเขา..... และเขานี่แหละที่จะสานต่อเจตนาของเธอเอง Justin จึงเดินตามรอย Tessa เพื่อที่จะทั้งพิสูจน์ความรักของ Tessa ที่มีต่อตัวเขาเอง และทั้งค้นหาความจริงเกี่ยวกับสิ่งที่เธอทำ ….แล้ว ณ ดินแดนนี้...แอฟริกา ..... Justin ก็ได้ค้นพบว่า Tessa มาที่แอฟริกาเพื่อต่อสู้กับศัตรูที่ไร้ซึ่งจริยธรรมและโหดเหี้ยมอำมหิต เธอค้นพบว่าเบื้องหลังการแจกยาของบริษัท KDH มีบางอย่างที่ร้ายกาจแอบแฝงอยู่ นั่นคือใช้ความยากจนของคนไข้โรคเอดส์ชาวแอฟริกาเป็นเหยื่อทดลองยาที่ยังไม่ได้รับอนุญาติ และตัวยาก็มีผลข้างเคียงที่อันตรายถึงแก่ชีวิต เธอและหมอหนุ่มพยายามจะเปิดโปงแผนอุบาทว์ครั้งนี้ แต่ยิ่งเธอสู้ ชีวิตของเธอก็ยิ่งเสี่ยง เพราะศัตรูของเธอไม่ได้มีแค่บริษัทยา แต่ยังมีคนในรัฐบาลของสองประเทศที่ได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน...


หนังตีแผ่ความชั่วช้าของวงการผลิตยา เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนังไม่ได้เพียงเกิดขึ้นเฉพาะในประเทศแอฟริกาเท่านั้น หากแต่เรื่องของการใช้ประชากรโลกที่สามเป็นตัวทดลองยา หรือกระทั่งการบริจาคยาหมดอายุยังลามไปยังประเทศโลกที่สามหลายประเทศ เช่นเมื่อครั้งสึนามิก็มีการบริจาคยาหมดอายุหรือกำลังจะหมดอายุเข้ามาเป็นจำนวนมากเพื่อที่บริษัทยาเหล่านั้นจะได้นำไปลดภาษีที่ตัวเองจะต้องเสีย ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือการเพิกเฉยของรัฐบาลในประเทศที่รับบริจาคด้วยการแกล้งทำเป็นตาบอดไม่รู้ไม่เห็น ปล่อยให้คนอื่นมาทำร้ายผู้คนในประเทศกันเองได้อย่างอำมหิต


ดูหนังเรื่องนี้แล้ว จขบ. ก็อดคิดถึงหนังเคเบิลปี 97 เรื่อง Miss Evers’ Boys เป็นไม่ได้ ซึ่ง Miss Evers’ Boys สร้างจากเรื่องจริงของการทดลอง The Tuskegee Study of Untreated Blacks With Syphilis ที่เริ่มในปีค.ศ.1932 โดย U.S. Public Health Service (PHS) ของอเมริกาที่ศึกษาการเจริญเติบโตของโรคซิฟิลิสในชายผิวดำที่อาศัยอยู่ที่ Tuskegee รัฐ Alabama โดยที่ผู้ติดเชื้อทุกคนจะไม่ทราบว่าตัวเองเป็นโรคซิฟิลิส และจะไม่ได้รับการแจ้งว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และไม่ได้รับการรักษาใด ๆ เลย ตอนแรกการทดลองวางกำหนดการณ์ไว้ที่ไม่กี่เดือน แต่การวิจัยครั้งนี้กลับดำเนินการต่อเนื่องถึง 40 ปี ส่งผลให้ผู้ถูกทดลองรอดชีวิตเพียง 127 คนจากกลุ่มทดลองแรกเริ่มทั้งหมด 412 คน!! แล้วสิ่งที่ได้คือวงการแพทย์ได้ศึกษาเกี่ยวกับซิฟิลิสอย่างละเอียด แต่มันคุ้มหรือไม่กับความทุกข์ทรมานของมนุษย์ผู้มีชีวิตเหมือนกับเรา......การกระทำต่ำช้าเพียงนี้อาจมีสิ่งมีชีวิตเพียงสายพันธุ์เดียวที่ทำได้...สิ่งมีชีวิตที่เรียกตัวเองว่ามนุษย์!


……………………………….


ที่ผ่านมา Justin ไม่เข้าใจในสิ่งที่ Tessa ทำ ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงชอบเข้าไปยุ่งเรื่องคนอื่นอยู่เสมอ เช่น ในวันที่เธอกลับจากโรงพยาบาล เธอต้องการให้ Justin หยุดรถรับเด็กชาวแอฟริกันที่กำลังเดินกลับบ้านที่ห่างไปหลายสิบกิโล แต่เขาเห็นว่าสุขภาพของเธอสำคัญมากกว่า แต่ Justin ปฎิเสธด้วยข้ออ้างว่ามีคนทุกข์มากมาย และเราไม่อาจช่วยเหลือได้ทุกคน ทำให้ Tessa ตอกกลับไปว่า เราช่วยได้เลยตอนนี้คนนึง!


แต่การสูญเสียTessa ทำให้เขามองโลกทั้งใบด้วยมุมมองที่เปลี่ยนไป


ความร้าวรานใจและความมุ่งมั่นที่จะสานต่ออุดมการณ์เพื่อ Tessa ของ Justin ส่งผลให้ภาพของนักการทูตหนุ่มภูมิฐาน รักสงบ ชอบความเรียบง่ายในชีวิตอย่างการเป็นคนชอบตกแต่งต้นไม้ของเขาไม่หลงเหลือเค้าโครงเดิมเลยแม้แต่น้อย กลับกลายเป็นเพียงชายที่ดูโทรม มอมแมมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง แต่มีแววตาที่กล้าหาญและมุ่งมั่น ฉากที่ Justin ยืนยันให้เจ้าหน้าที่ UN บนเครื่องบิน รับเด็กแอฟริกันที่กำลังถูกคนตามสังหารขึ้นเครื่องไปด้วยนั้น สื่อได้ชัดเจนว่า ตอนนี้ เขาเข้าใจในความคิดของ Tessa อย่างไม่ต้องสงสัย (และหนังก็แดกดันได้อย่างสะใจ ที่เจ้าหน้าที่ UN คนนั้นปฏิเสธว่า มันไม่ใช่เรื่องของเรา และ เราต้องเอาตัวรอดกันก่อน ...น่าสมเพชที่ประเทศบางประเทศที่เรียกตัวเองว่าเป็นมหาอำนาจและพัฒนาแล้วชอบทำตัวเป็นตำรวจโลกคอยยื่นมือมามีส่วนร่วมในกรณีสงครามหรือการสู้รบของประเทศที่ถูกเรียกว่าโลกที่สาม แต่ในขณะที่ประเทศเหล่านั้นต้องการความช่วยเหลือ พวกตำรวจโลกนี่แหละกลับปฎิเสธว่า มันไม่ใช่เรื่องของเราเช่นในเหตุการณ์ Hotel Rwanda ที่สาวแบร์รีวิวไว้ในบลอกก่อนๆ )


อ่านๆดูแล้วเหมือนเรื่องนี้จะเป็นหนังเครียด แต่จริงๆแล้วหนังเรื่องนี้เป็นหนังรักแบบผู้ใหญ่ที่ลุ่มลึก ขนาดที่ทำให้ คุณครูเสียน้ำตาทุกครั้งที่ได้ดู!


“ความรัก” มันยิ่งใหญ่มหาศาลเพียงใด เราอาจจะไม่สามารถหาคำตอบได้ มันขึ้นอยู่กับคำตอบของคำถามที่ว่า “เรารักเขามากแค่ไหน”


Justin.... เป็นเพียงผู้ชื่นชอบและรักการทำสวนเล็กๆในบ้านที่มีเขา Tessa และอยู่ด้วยกัน ในขณะที่ Tessa ก็ชอบดูแลสวนเช่นกัน แต่สวนของเธอคือโลกทั้งใบ เธอสู้เพื่อปกป้องชีวิตของผู้คนที่อยู่ในสวนที่ชื่อว่า “โลก” ของเธอ และเมื่อ Tessa ต้องสูญเสียชีวิตเพราะโดนฆ่าปิดปาก Justin ก็ต้องสูญเสียบ้าน...ที่พักพิงแห่งหัวใจของเขา "Tessa is my home" คำพูดนี้ตอกย้ำความร้าวรานของ Justin ที่มีต่อการสูญเสียภรรยาที่รักได้เป็นอย่างดี และความรักที่เขามีต่อ Tessa ก็ได้ผลักดันให้เขาเดินออกจากสวนเล็กๆในรั้วบ้านเพื่อออกมาตกแต่งสวนที่ใหญ่กว่าของคนที่เขารัก....


ส่วน Tessa..... ไม่ใช่ว่าเธอรัก Justin น้อยกว่าที่เขารักเธอ แต่ความจริงแล้วเธอนั้นรักเขามากเหลือเกิน เพราะ "อุดมการณ์" ของTessa ได้รับแรงผลักจาก "ความรัก" ที่เธอมีต่อคนทั้งโลก ซึ่งแน่นอน Justin ก็คือหนึ่งในบรรดาคนที่เธอรักด้วย และเพราะความรักที่เธอมีต่อเขา เธอจึงไม่ยอมบอกกล่าวให้เขาล่วงรู้ถึงความเสี่ยงอันตรายที่เธอทำอยู่


แต่ภาพที่ Tessa ที่เพิ่งแท้งลูกกำลังให้นมเด็กทารกชาวแอฟริกัน
ภาพที่ Tessa โมโหที่ Justin ไม่ยอมรับเด็กขึ้นรถ
ภาพที่Tessa อารมณ์เสียเมื่อมองเห็นยาฆ่าแมลง ที่มีส่วนผสมเดียวกับยาที่เอามาหลอกบริจาคให้ชาวแอฟริกัน
ภาพเหล่านี้ไม่ใช่หรือที่ควรค่าที่จะถูกเรียกว่า "ความรัก" ภาพเหล่านี้มิใช่หรือที่เป็นตัวพิสูจน์คำว่ารัก - รักแท้ที่มีแต่ให้ และไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน


ภาพสุดท้ายของหนังจบที่ฉากทะเลทรายแอฟริกา....ดินแดนที่ Tessa จากไป ดินแดนที่ Justin ยืนหยัดอยู่...... ซึ่งบัดนี้ Justin คงจะมีคำตอบอยู่ในใจถึงคำถามที่เขาเคยเคลือบแคลงสงสัย .....และหาก Tessa คือ บ้านหลังเดียวที่เขามี เขาก็คงจะสัมผัสได้ว่าตัวเขาเองก็เป็นบ้านที่อบอุ่นของ Tessa เช่นกัน


.........................


คุณทุกคนก็สามารถมีอุดมการณ์ และเป็นฮีโร่อย่าง Tessa ได้นะคะ ไม่จำเป็นว่าต้องเดินทางไปช่วยเหลือคนในแอฟริกา ไม่ต้องสละชีวิตเพื่อการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ ไม่ต้องเป็นส่วนหนึ่งในการต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมทางการเมือง เพียงแค่คุณดูแลสวนรอบๆกายคุณให้ดี คอยกำจัดศัตรูพืชที่เรียกว่าความเห็นแก่ตัว ความมักง่าย และความดูดายต่อความลำบากยากเข็ญของผู้อื่น เพียงแค่นี้ สวนของเราที่เรียกว่า “โลก” คงจะสงบสุขและร่มเย็นมากกว่าที่เป็นอยู่นี้!!




 

Create Date : 14 ธันวาคม 2550    
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2551 15:59:40 น.
Counter : 2241 Pageviews.  

ดูไปบ่นไป - พฤกษาสวาท

แมร่ม...อยากบ่นเรื่องเซ็งเป็ดค่ะคุณขา...ขอบ่นหน่อยเถอะค่ะ.... ถ้าใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ละคร "พฤกษาสวาท" ก็ไม่ต้องอ่านหรอกนะคะ เพราะบลอกคุณครูวันนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ติดลบทั้งสิ้น คุณครูกลัวทั่นผู้อ่านที่เป็นแฟนๆเรื่องนี้จะเอาอวัยวะที่ใช้เดินมาวางไว้บนหน้าของคุณครูอ่ะค่ะ


เครดิตรูปจากช่อง3

วันศุกร์ที่ผ่านมา คุณครู ไม่ค่อยสบาย หนังแผ่นที่มีก็ดูจนไม่เหลือให้ดูแล้ว เลยนอนเล่นเกมบอย Harvest Moon แล้วก็เปิดละครทีวีให้มันมีเสียงจะได้ไม่เงียบๆแก้เซ็ง แต่ก็ต้องเซ็งมากขึ้นเมื่อได้ดูละครเรื่อง "พฤกษาสวาท"

เชรี่ย....แมร่มเอ๊ย หนังอารายฟะ โค-ตะ-ระ น้ำเน่าแฝงไปด้วยความปัญญาอ่อน....

เนื้อเรื่องย่อเกี่ยวกับ ดอกเตอร์ประจิม ชายแก่มีกะตังค์ที่เคยผิดหวังในรักมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ชายแก่ได้รับสาวเหนือวัยละอ่อนมาอุปการะเป็นหลาน เอ็นดูหรือดูเอ็นกันอีท่าไหนไม่รู้ ไอ้แก่คงเห็นเด็กสาวสวยสะเด็ด ขาวๆ อวบๆ แล้วก็คงเพื่อให้คุ้มกับเงินที่เสียไปเลยคิดอยากเคลมเอาเด็กสาวทำเมียซะงั้น ทั้งๆที่ยัยเด็กสาวก็กะลังคบกับชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันที่เป็นหลานของไอ้แก่นั่นแหละ

เฮ้อ ...อ่านแค่นี่ก็ได้กลิ่นน้ำเน่าโชยหึ่ง......

แล้วมันก็โชยหึ่งมากขึ้น เมื่อหนังออกมาแนวที่ว่าเด็กสาวโนเนะ คิดอะไรไม่เป็น ที่ต้องมาติดหนี้บุญคุณไอ้แก่บ้าผู้หญิง(แกมบ้าอำนาจ) เธอจึงไร้ทางเลือก ต้องโดนน้าลากไป โดนหลายชายลากมา คนนึงก็บุญคุณท่วมหัว คนนึงก็รักหมดใจ เลือกไม่ได้ว่าจะเอาผู้ชายคนไหนดี

โอย....ผู้หญิงนะยะ ไม่ใช่ลูกฟุตบอล แย่งกันอยู่ได้......

แหม ...ถ้าเป็นสาวหน้าตาดี หุ่นดี แถมฉลาดก็เหมาะสมที่จะแย่งกันอยู่หรอก...แต่นี่...คุณขา....ยัยนางเอกเรื่องนี้คงไม่ค่อยได้กินปลาน่ะค่ะ ก็สมองกลวง สิ้นคิดซะขนาดนั้น ใครพูดอะไรก็เชื่อไปหมด เหมือนมีสมองไว้คั่นหูเฉยๆ....แถมไม่ว่ายัยนี่จะทำอะไรถูก แต่ถ้ามีใครมาด่าว่ามันผิด ยัยนี่จะร้องไห้ฮือๆ ครางหงิงๆ ยอมรับผิดทันที …..

หรือบางความคิดก็ปัญญาอ่อนสุดๆ เช่นตัวเองอยากแอบส่งตารางเรียนตัวเองให้แฟนหนุ่ม แทนที่จะไปแอบส่งให้ หรือแอบสอดในหนังสือ หรือส่งเมลให้ก็ได้ แต่อีนี่...เรื่องแค่นี้ชีคิดไม่เป็น.....ชีส่งโดยวิธีไปฝังดินไว้ แล้วให้ชายหนุ่มมาขุดเอาไปค่ะ .....โอย เห็นแล้วอยากจะประสาทแดรกตาย ชีคิดได้งัยเนี่ย....

มิน่า..คนเขียนบทตั้งชื่อเธอว่า "อ่อน" คงมาจากคำว่า "ปัญญาอ่อน" เป็นแน่แท้....

แล้วลองมาดูบทไอ้แก้ตัณหากลับ ที่คิดเอาเด็กที่เลี้ยงเป็นหลานมาทำเมีย.....ไอ้แก่นี่ก็เป็นถึงดอกเตอร์ อายุมากซะเปล่า แต่วุฒิภาวะยังกะเด็ก 5 ขวบ ไอ้นี่จ้องฟันนางเอกมานาน เมื่อทำหลายทางแล้วยังไม่ได้ เลยต้องเลือกทางที่ง่ายที่สุด....ก็อ้างบุญคุณที่มีต่อนางเอกแล้วก็ข่มขืนนางเอกซะ อีนางเอกก็ยอมเพราะคิดว่าไอ้แก่มีบุญคุณท่วมหัว.......

พอได้กันแล้ว ยัยนางเอกก็ติดลูกไว ท้องเอาง่ายๆซะงั้น

แต่แทนที่เมื่อยัยนางเอกท้องแล้ว ไอ้แก่ก็สมควรจะรับเด็กในท้องเป็นลูก ...เปล่าเลยค่ะทั่นผู้อ่าน ไอ้แก่มันกลับโบ้ยลูกในท้องนางเอกว่าไม่ใช่ลูกของมัน กลับคิดไปว่าเป็นลูกของนางเอกกะหลายชายตัวเอง......

ส่วนอีนางเอก ....พอถูกเค้นถามว่าเป็นลูกใคร แทนที่จะอธิบาย ก็หุบปากเงียบสนิท หนีออกจากบ้านทั้งท้องโย้.....ให้ชาวบ้านชาวช่องเดือดร้อนไม่ต้องทำมาหาแดก ต้องคอยออกตามหากันให้วุ่น

แต่ขนาดว่ามีปัญหาจนบ้านเกือบแตก ไอ้แก่ตัณหากลับยังไม่เข็ดหลาบ ยังคิดจะปล้ำเด็กในบ้านอีกคนทำเมีย......แต่โชคดี ไอ้เด็กสาวคนนี่มีสติมากกว่ายัยนางเอกปัญญาอ่อน เลยไม่ตกเป็นเหยื่ออีกคน ทั้งที่เด็กคนนี้แอบหลงรักไอ้แก่มานาน

จขบ.ก็รู้เรื่องแค่คร่าวๆแค่นี้ นี่ขนาดรู้แค่นี้ยังขัดใจขนานหนัก ......

หนังเอาเนื้อเรื่องมาจากนิยายประโลมโลก “พฤกษาสวาท” ของ กฤษณา อโศกสินเคยถูกทำเป็นหนังใหญ่ตั้งแต่ยุค เปี๊ยกพิศาล ประชันบทกับ ดวงใจ หทัยกาญจน์ และ อุทุมพร ศิลาพันธุ์ เมื่อ 23 ปีที่แล้วปู้น...ว่ากันว่า หนังและนิยายพยายามสะท้อนถึงโศกนาฏกรรมความรักของสาวเหนือที่ตกเป็นทาสหนี้บุญคุณของคนที่คุ้มกะลาหัวอย่างไร้ทางเลือก….แต่คุณขา....นั่นมันเมื่อหลายสิบปีก่อนสมัยที่พระเจ้าเหายังเป็นเด็กแบเบาะ....นี่มันสมัยไหนแล้ว....โลกมันพัฒนาไปไหน....แต่ทางผู้จัดและเขียนบทละครทำไมไม่ปรับให้หนังมันเข้ายุคเข้าสมัยบ้าง.....แม้นางเอกจะเป็นเด็กบ้านนอกจากทางเหนือ ก็ไม่ใช่ว่าจะต้อง โง่ ขนาดนั้นนี่นา....แหม...นางเอกคิดไม่เป็น แม้กะทั่งจบ ม.6 แต่ตีแบตไม่เป็น ....ไม่เคยเรียนพละรึไงเธอ? ...นี่มันดูถูกสาวเหนือชัดๆ แล้วถึงแม้จะมีบุญคุณท่วมหัว แต่ต้องยอมแทนบุญคุณด้วยการให้เขาเอา เนี่ย...เอาสมองส่วนตรีนคิดหรือคะ?........

หนังตั้งชื่อว่า "พฤกษาสวาท" เพราะไอ้แก่ "รู้สึกเหมือนอ่อนเป็นต้นไม้ที่เขาได้ฟูมฟักดูแล"…..เชรี่ยเอ๊ย...ฟูมฟักไว้หวังฟัน มันรักบริสุทธิ์ตรงไหน?

ดูทีไร ไม่เคยรู้สึกว่านางเอกเป็นเด็กสาวบ้านนอกบ้านนาที่เข้ากรุงแล้วโดนคนกรุงกระทำย่ำยี รู้สึกแต่ว่าไอ้แก่นี่บ้าผู้หญิง อีนี่ก็น่ารำคาญร้องไห้อยู่ได้ ส่วนคนอื่นๆ ก็ ไม่มีสาระ ไม่คิดออกไปทำมาหากินอะไรบ้างรึไง

แล้วผู้อ่านไม่ต้องมาสงสัยนะคะว่าคุณครูมิจิรุทนดูทำไมทั้งๆที่ไม่ชอบ......ก็คุณครูกะลังติดพันอยู่กะเกม วัวเพิ่งจะคลอดลูก แตงโมก็เพิ่งออกผล แถมหารีโมทไม่เจอ ไม่รู้อยู่ในกองผ้าห่มหรือเปล่า และขี้เกียจเดินไปเปลี่ยนช่อง ก็เลยบ่นๆให้ฟังอย่างนี้ล่ะค่ะ.......

แต่คุณครูก็ไม่ได้ดูตลอดทั้งเรื่องอ่ะนะ บางทีหนังอาจจะมีส่วนที่ดีบ้างก็ได้ ถ้ายังไง ทั่นผู้อ่านก็ฟังหูไว้หูแล้วกันนะคะ




 

Create Date : 12 ธันวาคม 2550    
Last Update : 26 กรกฎาคม 2553 23:54:57 น.
Counter : 2527 Pageviews.  

Haute Tension / Switchblade Romance / สับ - สับ – สับ

แจ้งก่อนนะคะ ว่าวันนี้บลอกของคุณครูมิจิรุติดเรท NC-17 (non children under 17 enter) เนื่องด้วยมีภาพของความรุนแรง เด็ก สตรีมีครรภ์ และคนเป็นโรคหัวใจ ควรเตรียมใจก่อนเข้าชมค่ะ



Credit ภาพ: filmsayong



Haute Tension / Switchblade Romance / สับ - สับ – สับ



Haute Tension หนังคัลต์ ปี 2004 จากฝรั่งเศสที่ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า High Tension/Switchblade Romance และในชื่อไทย สับ - สับ – สับ หนังกำกับและเขียนบทโดย Alexandre Aja เจ้าของผลงาน The Hills Have Eyes และ Into The Mirror แถม ผู้กำกับสร้างหนังเรื่องนี้จากแรงบันดาลใจที่ได้มาจากภาพยนตร์คลาสสิกอย่าง The Texas Chainsaw Massacre


หนังได้รางวัล Catalonian International Film Festival จากสเปนในสาขา Best Actress, Best Director, Best Make - Up, Grand Prize of European Fantasy Film in Silver (Alexandre Aja) และยังได้เข้าชิงรางวัลอีกหลายรางวัล


เมื่อเห็นเครดิตหนังน่าดูขนาดนี้แล้ว จขบ. จึงลองหยิบจากร้านเช่ามาดูด้วยความอยากรู้ว่าทำไม Haute Tension ถึงได้รับคำชมซะมากมายขนาดนั้น

.
.
.
.
“จะไม่มีใครมาขวางทางเราได้อีก”
“จะไม่มีใครมาขวางทางเราได้อีก”
“จะไม่มีใครมาขวางทางเราได้อีก”




Credit ภาพ: thaidvd



หนังเปิดตัวด้วยภาพของใครสักคนนึงที่มีบาดแผลเต็มแผ่นหลัง เขาคนนั้นกำลังนั่งอยู่บนเตียงพยาบาล ในห้องสีขาวที่เต็มไปด้วยแสงจ้า ปากก็พูดพึมพำอยู่ประโยคเดียวตลอดเวลาว่า “จะไม่มีใครมาขวางทางเราได้อีก” แล้วเขาคนนั้นก็หันหน้ามาทางผู้ชม แล้วทุกอย่างก็สว่างวาบกลายเป็นสีขาวโพลน


เพียงแค่ฉากเปิดตัว ก็พอที่จะกระตุ้นให้คนดูรู้สึกสงสัยไคร่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับ เขา คนนั้น และบาดแผลเหล่านั้น เขา ได้มาอย่างไร


แล้วภาพก็ตัดไปยังหญิงสาวผมสั้น หุ่นล่ำที่กำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่างผ่านดงป่า ตัวเธอเต็มไปด้วยบาดแผลและเลือดที่ไหลเต็มตัว แต่ทันใดนั้น เธอได้ยินเสียงรถผ่านมาบนถนนเบื้องหน้า เธอจึงตัดสินใจเข้าขวางรถคันดังกล่าวเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่คนขับกลับตกใจเบรกสุดแรงจนรถเสียหลักตกจากถนน

“ช่วยด้วย”

หญิงสาวเธอตะโกนสุดเสียง พร้อมกระหน่ำฝ่ามือฟาดลงที่กระจกรถอย่างบ้าคลั่ง


แล้วหนังก็เผยให้เห็นว่า จริงๆแล้ว ทั้งหมดเป็นเพียงภาพฝันของ มารี ที่กำลังเดินทางมาพักผ่อนที่บ้านพักที่ฟาร์มชนบทอันสุขสงบของ อเล็กซ์ เพื่อนสนิทของเธอ หลังเสร็จสิ้นช่วงของการสอบ แต่เพียงคืนแรกที่เธอไปพักที่นั่น ในความเงียบสงบของค่ำคืนกลับกลายเป็นค่ำคืนนรกของชีวิต มารี, อเล็กซ์ และสมาชิกในครอบครัวของเธอ เมื่อชายฆาตกรจิตวิปลาสออกอาละวาด และคร่าชีวิตพวกคนเหล่านั้นไปอย่างเลือดเย็น...เหลือเพียง มารี และ อเล็กซ์ ที่ต้องพยายามหาทางหนีรอดจากค่ำคืนอันโหดร้ายให้ได้






Credit ภาพ: pantipcafe/chalermthai




Credit ภาพ: filmsayong



ปกติ หนังพวก หวีด-สับ-สยอง-ชำแหละ จะมาในแนวของหนังใช้ดาราวัยรุ่นไม่กี่คนที่ชอบทำเรื่องโง่ๆ จนตัวเองโดนล่าจากไอ้ฆาตกรโรคจิตที่ไม่เหนื่อย ไม่หิว ไม่เมื่อย กับการวิ่งล่า-ฆ่าคนหลายๆคน แถมเหยื่อเพศหญิงส่วนใหญ่จะต้องมาในรูปแบบหน้าประถม นมมหาลัยทั้งนั้น......และใน Haute Tension ทั้งเรื่อง มีดาราทั้งตัวหลัก และตัวประกอบไม่ถึง 10 คน แต่นักแสดงแต่ละคนล้วนแสดงได้ยอดเยี่ยม เมื่อบวกกับเสียงประกอบที่ช่วยสร้างอารมณ์หลอนให้แก่คนดูเป็นอย่างมาก ฉากโหดๆ ที่เล่นมุมกล้องก็ให้คนดูรู้สึกเหมือนอยู่ในสถานที่จริง ภาพหนังใช้สีจัดจ้านทำให้คนดูรู้สึกกดดันได้ตลอดเวลา แถมฉากจบหักมุมแบบที่ทำให้ผู้ชมแทบสำลัก..


เอาเป็นว่า ถ้าอยากดูหนังแหวะอาบเลือด ก็หยิบมาดูได้แบบไม่ต้องคิดมาก แต่ จขบ. คงจะเลิกดูหนังแหวะๆไปอีกนาน เพราะเมื่อวานคนที่ดูหนังด้วยกันเขาขอไม่ให้เราเช่าหนังแบบนี้มาดูอีก แถม หลังๆ รู้สึกว่าดูแล้ว จขบ.ไม่ค่อยสะทกสะท้านกับฉากลาบเลือดเท่าไร กลัวความรุนแรงมันฝังในนิสัยอ่ะค่ะ



Credit ภาพ: filmsayong




 

Create Date : 03 ธันวาคม 2550    
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2551 15:59:09 น.
Counter : 3246 Pageviews.  

Requiem หนังดี ที่ดูแล้วหลับ

เคยกันบ้างไหมคะ คุณเลือกดูหนังเรื่องที่คุณคิดว่ามันไม่สนุก และมันต้องทำให้คุณหลับอย่างแน่นอน??


จขบ. เคยทำแบบนี้อยู่บ่อยๆค่ะ เพราะบางครั้งคิดว่า ‘เผื่อ’ หนังเรื่องนั้นจะมีอะไรน่าสนใจบ้าง เช่นเรื่องนี้เลย Requiem ที่มีเครดิตหนังว่า สร้างจากเรื่องจริงของเด็กสาวผู้เป็นแรงบันดาลใจให้ The Exorcism of Emily Rose และ Requiem เป็นหนังเยอรมันเจ้าของ รางวัล German Film Awards 5 รางวัล (จากเข้าชิง 11) แถมยังคว้า 2 รางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองเบอร์ลินอีกตังหาก เมื่อเห็นว่าเป็นหนังยุโรป ก็ชั่งใจอยู่ว่าหนังต้องมาแบบแช่กล้องแน่เลย แต่ก็เอาเถอะ หยิบมาดูซักหน่อยคงจะคุ้มค่าเช่าหนังบ้างแหละ........





ส่วนใหญ่นักดูหนังมักจะคุ้นๆกะชื่อหนัง The Exorcism of Emily Rose แล้ว และเรื่อง Requiem ก็สร้างมาจากเรื่องจริงของเด็กสาวที่เป็นเจ้าของตำนานใน The Exorcism of Emily Rose นั่นแหละ





ทั้ง Requiem และ The Exorcism of Emily Rose สร้างมาจากเรื่องจริงของเด็กสาวชาวเยอรมันที่ชื่อ แอนเนลีส มิเชล เด็กสาวมหาลัยที่เสียชีวิตขณะอายุได้ 23 ปี จากโรคลมชักที่ไร้สาเหตุ ซึ่งอาการเหล่านี้เริ่มเกิดขึ้นหลังจากวันเกิดครบรอบปีที่ 16 ของเธอ มิเชลบอกพ่อกับแม่ของเธอว่า เธอเห็นซาตาน และซาตานต้องการให้เธอหมดศรัทธาในพระเจ้า และหลังจากที่ มิเชล เสียชีวิต พ่อและแม่ของเธอถูกจับข้อหาฆาตกรรมบุตรสาวของตัวเอง แต่ทั้งสองคนให้การปฏิเสธ รวมถึงอ้างว่าการตายของบุตรสาวเกิดจากอำนาจมืดของซาตานที่มองไม่เห็น





Requiem เล่าถึงเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดกับ Michaela Klingler เด็กสาววัย 18 ที่เป็นโรคลมบ้าหมู เธอมีอาการชักอยู่บ่อยๆจนพ่อและแม่ไม่คิดจะให้เธอเรียนต่อ เธอพยายามรักษาตัวเองอยู่หลายเดือนแล้วจึงสอบเข้ามหาวิทยาลัย เมื่อได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย เธอได้พบชายหนุ่มคนหนึงที่กลายมาเป็นแฟนของเธอในท้ายที่สุด ชีวิตเธอดูปกติ เหมือนเด็กสาววัยรุ่นทั่วไป แต่เมื่ออาการชักได้กลับมาอีก เธอเชื่อว่า เธอถูก ซาตาน คุกคาม และพระเจ้าได้กันเธอออกจากพระองค์ เธอบอกทุกคนถึงเรื่องวิญญาณร้าย แต่ก็ไม่มีใครเชื่อ จนสุดท้ายเธอเริ่มสูญเสียศรัทธาต่อพระองค์ ซึ่งนำมาถึงการสูญเสียแก่ชีวิตของเธอ





ใน Requiem เล่าเรื่องราวของเด็กสาวขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ Exorcism Of Emily Rose เล่าถึงความเป็นมาของเด็กสาวที่ชื่อ Emily Rose นักศึกษามหาวิทยาลัยที่เชื่อว่าถูกตามรังควานจากซาตานร้าย และ ด้วยความที่เธอและครอบครัวนับถือศาสนาอย่างเคร่งครัด เธอจึงตัดสินใจทำพิธีไล่ผี กับบาทหลวงของเธอ แต่เธอกลับเสียชีวิตอย่างทรมาณระหว่างพิธีไล่ผี สาธุคุณจึงถูกจับกุมในข้อหาฆาตกรรม แล้วทนายความของบาทหลวงกลับไม่เชื่อว่าการตายของ Emily เกิดจากผีสิง เธอจึงไม่เต็มใจนักที่จะต้องแก้ต่างให้ แต่ขณะที่คดีกำลังเดินไปข้างหน้า ทนายความสาวนั้นก็ต้องเจอเหตุการณ์ประหลาดต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นกับเอมิลี่ แต่ครั้งนี้มันเกิดกับเธอเอง.....





กลับมาที่ Requiem ผู้กำกับ Hans- Christian Schmid ตั้งใจที่จะทำหนังให้ออกมาในโทนใหม่ ด้วยการสร้างบรรยากาศให้ น่ากลัว ตึงเครียด และมืดทึม เพื่อให้คนดู รู้สึกกลัวแบบขนลุก แล้วหนังก็ได้รับคำชม+รางวัลไปมากมาย แต่ จขบ. รู้สึกว่าดูเรื่องนี้แล้วแทบจะหลับซะให้ได้ เพราะหนังค่อนข้างเฉื่อย และบางครั้งดู งงๆ กับพฤติกรรมของตัวละคร





ถ้าใครไม่ชอบหนังแนวบรรยากาศหม่นๆ เนื้อเรื่องอืดๆ แนะนำว่าอย่าเช่ามาดูเลย เดี๋ยวจะเสียอารมณ์ซะเปล่าๆ




 

Create Date : 27 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2551 15:52:51 น.
Counter : 1418 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  

Valentine's Month


 
Michiru
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






I am a Thai girl living in Bangkok, the colorful City of Thailand. I am in my early thirties.

My profession is as a teacher but my passion is in the arts, writing, singing, drawing, travel, and paper dolls.

I am a born-again dreamer that now believes anything is possible and that maybe in addition to changing my life for the better; I can enhance the lives of those around me and maybe even make the world a better place someday.



Friends' blogs
[Add Michiru's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.